- หน้าแรก
- เกมออฟโธรนส์ ผู้ขุดปราสาทเดรดฟอร์ต
- บทที่ 5 เจ้าเมืองขอทาน
บทที่ 5 เจ้าเมืองขอทาน
บทที่ 5 เจ้าเมืองขอทาน
บทที่ 5 เจ้าเมืองขอทาน
เวลาเหลืออีกไม่ถึงครึ่งปีดีก่อนที่กงล้อแห่งมหาศึกชิงบัลลังก์จะเริ่มต้นขึ้น
ในไม่ช้า ทั่วทั้งอาณาจักรแห่งแดนเหนือ หรือแม้แต่ทวีปเวสเทอรอสทั้งทวีป จักต้องเผชิญกับมหันตภัยครั้งใหญ่
ไม่มีผู้ใดจะสามารถปลีกตัวอยู่เหนือความวุ่นวายนี้ได้!
โดเมริคไม่มีความจำเป็นใดๆ ที่จะต้องปกปิดความแข็งแกร่งของตนเองอีกต่อไป
พลันเขาก็หวนนึกถึงดาวหางสีชาดที่พาดผ่านท้องนภา
เมื่อคำนวณเวลาดูแล้ว เหลือเวลาอีกไม่ถึงหนึ่งปีดีก่อนที่ดาวหางสีชาดจะจุติลงเหนือเวสเทอรอส
ยามเมื่อ "ดาราหลั่งเลือด" กระแสธารแห่งเวทมนตร์ของโลกจะฟื้นคืนกลับมาอย่างเป็นทางการ
เมื่อนั้น มังกรจะหวนคืน และเวทมนตร์จะผลิบานอีกครั้ง
ต่อหน้าทวยเทพเก่า บรรดาสัตตะ เทพแห่งแสง บุตรแห่งพงไพร และเหล่าไวท์วอล์กเกอร์ที่อยู่พ้นกำแพงออกไป สิ่งที่เรียกว่าวิชาดาบนั้นแทบจะไม่มีค่าอันใดเลย
"เมื่อไหร่ข้าจะมีวิชาดาบที่ยอดเยี่ยมเหมือนท่านบ้าง" ร็อบบ์ทอดถอนใจออกมาในทันที
"อีกไม่นานหรอก เมื่อเจ้ามีอายุเท่าข้า"
"แต่ท่านแก่กว่าข้าเพียงแค่สองปีเองนะ!" ร็อบบ์แทบไม่เชื่อหูตนเอง
"ก็จริงของเจ้า"
เจ้าจะแข็งแกร่งขึ้น! และบางทีอาจจะใช้เวลาไม่ถึงสองปีด้วยซ้ำ
โดเมริคมองร็อบบ์ด้วยสายตาลึกซึ้ง จากการประลองเมื่อครู่ เขาเห็นได้ว่าร็อบบ์ฝึกฝนวิชาดาบอย่างพากเพียร พื้นฐานของเขานั้นแน่นหนายิ่งนัก สิ่งเดียวที่เขายังขาดไปคือการหล่อหลอมด้วยเลือดและไฟ
มีเพียงบททดสอบระหว่างความเป็นและความตายเท่านั้นที่จะผลักดันศักยภาพของคนเราไปจนถึงขีดสุด
ในสงครามห้ากษัตริย์ที่กำลังจะมาถึง หลังจากผ่านพ้นการต่อสู้อันนองเลือดมาหลายต่อหลายครั้ง ร็อบบ์จะเติบโตขึ้นเป็นนักดาบที่โดดเด่น และอาจจะแข็งแกร่งยิ่งกว่าโดเมริคในตอนนี้เสียด้วยซ้ำ
"จริงสิ ข้าได้ยินมาว่าคราวก่อนท่านมอบดาบเรียวให้แก่ อาร์ยา มันทำมาจากเหล็กชนิดไหนกันหรือ"
"เหล็กกล้าสกัดร้อยครา"
"มิน่าล่ะ ท่านพ่อบอกว่ามันเป็นวัสดุคุณภาพสูงมาก ถึงแม้จะยังไม่ดีเท่าเหล็กกล้าวาลิเรียนก็เถอะ แต่บอกตามตรงนะ ตอนนี้ข้ากำลังขาดอาวุธที่เหมาะมืออยู่พอดี..."
เหล็กกล้าสกัดร้อยคราคือกระบวนการผลิตเหล็กกล้าอย่างหนึ่ง ลักษณะเด่นของมันคือการให้ความร้อนและตีขึ้นรูปซ้ำแล้วซ้ำเล่าในระหว่างกระบวนการสกัด โดยต้องใช้ค้อนทุบตีเป็นพันๆ ครั้งเพื่อขจัดสิ่งแปลกปลอมออกจากเนื้อเหล็ก ทำให้ส่วนประกอบของมันมีความสม่ำเสมอมากขึ้น โครงสร้างหนาแน่นขึ้น เม็ดเกรนละเอียดขึ้น และส่งผลให้ประสิทธิภาพของเหล็กกล้าดีเยี่ยมยิ่งขึ้น
เหล็กชนิดนี้มีคุณสมบัติที่ยอดเยี่ยม แต่ผลิตขึ้นได้ยากยิ่ง
แม้ว่าดินแดนแถบภูเขาของโดเมริคจะผลิตแร่เหล็กคุณภาพสูงได้ แต่การตีอาวุธจากเหล็กกล้าสกัดร้อยคราก็ไม่ใช่เรื่องง่ายเลย
"งั้น... เจ้าคงไม่ได้จะขอให้ข้ามอบอาวุธที่ทำจากเหล็กกล้าสกัดร้อยคราให้หรอกใชไหม" โโดเมริคหัวเราะออกมา
"ข้าไม่รับของของท่านมาเปล่าๆ หรอก" ร็อบบ์รีบเรียกคนรับใช้ให้จูงม้าศึกที่ดูองอาจแข็งแรงยิ่งนักตัวหนึ่งเข้ามา
ม้าศึกตัวนี้มีขนสีดำขลับเป็นมันเงาไปทั้งตัว มันตะกุยเท้าและส่งเสียงคำรามข่มขวัญประหนึ่งสัตว์ป่าดุร้าย
มันเป็นเพียงม้าแท้ๆ ทว่ากลับมีสง่าราศีประดุจพยัคฆ์ร้าย!
"นี่คือม้าพันธุ์พื้นเมืองที่หายากจากทุ่งหราบแดนเหนือ พวกมันมีจำนวนน้อยมาก มีอายุขัยยืนยาว และเติบโตขึ้นมาสูงใหญ่แข็งแรงกว่าม้าทั่วไป ยามที่พวกมันโกรธเกรี้ยว แม้แต่เสือหรือหมาป่าก็ยังต้องขยาด"
ร็อบบ์ยิ้มแล้วกล่าวว่า "นี่เป็นของขวัญที่ท่านพ่อเตรียมไว้ให้ข้าในวันตั้งชื่อครบรอบปีที่สิบห้า ข้าอยากจะใช้มันแลกกับอาวุธที่ทำจากเหล็กกล้าสกัดร้อยครา!"
"ตกลง" โดเมริครู้สึกว่าการแลกเปลี่ยนครั้งนี้เขาไม่ได้เสียเปรียบเลย
"ร็อบบ์ แล้วท่านดาร์คเอ็ดดาร์ดจะกลับมาเมื่อไหร่หรือ"
"ท่านพ่อออกไปจับกุมอาชญากรด้วยตนเอง ตามธรรมเนียมแล้ว ท่านน่าจะกลับมาภายในสามวัน"
"จับกุมอาชญากรหรือ อาชญากรคนไหนกัน" โโดเมริคขมวดคิ้วนิ่งเงียบไป
ประชากรในเขตปกครองของตระกูลสตาร์คมีอย่างน้อยเจ็ดถึงแปดแสนคน หากท่านดาร์คเอ็ดดาร์ดต้องออกไปจับกุมอาชญากรทุกคนด้วยตนเอง ท่านคงไม่มีเวลาไปทำอย่างอื่นแน่
"เป็นพวกหนีทัพจากหน่วยพิทักษ์ราตรีที่หนีมาจากกำแพงน่ะ พวกเขาทำลายคำสัตย์สาบาน!"
"อย่างนี้นี่เอง!" โดเมริคพยักหน้า
แม้ว่าเอ็ดดาร์ด สตาร์ค จะเป็นคนที่ซื่อตรงและเคร่งครัดจนเกินไป แต่เขาก็มีวิสัยทัศน์ที่กว้างไกล
เขารู้ดีว่าศัตรูที่แท้จริงของแดนเหนือคือสิ่งสถิตอยู่นอกกำแพง ดังนั้นเขาจึงกวดขันวินัยของหน่วยพิทักษ์ราตรีอย่างเข้มงวดเสมอมา
"ถ้าอย่างนั้นข้าจะรออีกสักสองสามวัน หวังว่าการพิจารณาคดีจะจัดขึ้นในเร็ววันนี้"
โดเมริคยังมีภาระอีกมากมายที่ต้องจัดการในดินแดนแถบภูเขาของเขา เขาไม่สามารถเสียเวลาอยู่ที่วินเทอร์เฟลไปโดยเปล่าประโยชน์ได้
"งั้นช่วงสองสามวันนี้ก็มาประลองกับข้าไปก่อนเถอะ สำหรับนักดาบแล้ว คู่ต่อสู้ที่ฝีมือสูสีกันนั้นหาได้ยากยิ่งนัก" ร็อบบ์กล่าวอย่างกระตือรือร้น พร้อมกับส่งสายตาอย่างมีนัยสำคัญให้แก่โดเมริค
"จริงสิ รักษาการเจ้าเมืองของตระกูลคาร์สตาร์คก็อยู่ในปราสาทด้วยเหมือนกัน ท่านอยากไปพบเขาไหม"
"ทอร์เรน คาร์สตาร์ค น่ะหรือ"
โดเมริคเคยพบลูกชายคนเล็กของเฒ่าคาร์สตาร์คคนนี้มาก่อน หลังจากที่บิดาและพี่ชายทั้งสองของเขาถูกโดเมริคจับตัวได้และถูกคุมขังอยู่ในเหมืองแห่งภูเขาโดดเดี่ยว ตอนนี้เขาจึงดำรงตำแหน่งเป็นรักษาการเจ้าเมืองแห่งคาร์โฮลด์
"ใช่แล้วล่ะ โดมิ ท่านไม่รู้หรอกว่าเกิดอะไรขึ้นเมื่อครึ่งเดือนก่อน มันค่อนข้างน่าสลดใจทีเดียว" ร็อบบ์กล่าวด้วยน้ำเสียงที่เต็มไปด้วยการทอดถอนใจอย่างไม่สิ้นสุด
"เขาพาสาวใช้มาสองคน นั่งเกวียนเทียมวัว เดินทางรอนแรมมาหลายร้อยไมล์ด้วยความลำบากยากเข็ญจนถึงวินเทอร์เฟล บางทีเขาอาจจะถูกปล้นระหว่างทางจนเสียเงินค่าเดินทางไปหมด เขาจึงต้องขอทานมาตลอดทางจนถึงวินเทอร์เฟล
ทหารยามที่หน้าประตูเห็นสภาพสกปรกมอมแมมของเขาเข้า ก็ไม่มีใครเชื่อเลยว่าเขาเป็นขุนนาง ตอนนี้ผู้คนในปราสาทต่างพากันล้อเลียนลับหลังว่าเขาคือ เจ้าเมืองขอทานแห่งคาร์โฮลด์..."
"นี่มัน... ดูเหมือนว่ารักษาการเจ้าเมืองคนนี้จะสูญสิ้นศักดิ์ศรีของขุนนางไปจนหมดสิ้นเสียแล้ว"
โดเมริคถอนหายใจเบาๆ ฟังดูเหมือนว่าชะตากรรมของทอร์เรน คาร์สตาร์คนั้นจะน่าเวทนาจริงๆ และดูเหมือนว่าเรื่องทั้งหมดนี้จะเป็นเพราะตัวเขาเอง
แต่เมื่อลองคิดดูอีกที หากเฒ่าคาร์สตาร์คไม่ดึงดันที่จะเข้าโจมตีดินแดนแถบภูเขาของโดเมริค เรื่องราวมันก็คงไม่ลงเอยเช่นนี้
"ไม่ล่ะ ข้าค่อยไปพบเขาในการพิจารณาคดีดีกว่า"
โดเมริคคิดครู่หนึ่งแล้วรู้สึกว่าไม่มีความจำเป็นต้องไปซ้ำเติมสถานการณ์ที่สิ้นหวังของทอร์เรน คาร์สตาร์ค ในตอนนี้ ขุนนางที่ครอบครัวล่มสลายและเข้าสู่ทางตันสามารถทำได้ทุกอย่าง
"ไม่ต้องกังวลไปหรอก ท่านพ่อเข้าข้างท่านในการพิจารณาคดีครั้งนี้แน่นอน"
ร็อบบ์ตบไหล่โดเมริคและส่งสายตาที่สื่อความหมายว่า "ไม่ต้องห่วงเพื่อน ข้าหนุนหลังท่านอยู่"
...
ต้นเดือนกรกฎาคม แดนเหนือตกอยู่ภายใต้แสงแดดที่แผดเผา และอากาศก็แฝงไปด้วยไอความร้อนที่อบอ้าว
ฤดูร้อนอันยาวนานนี้ดำเนินต่อเนื่องมาแปดปีแล้ว ยาวนานจนความทรงจำและความหวาดกลัวต่อฤดูหนาวอันเยือกแข็งเริ่มเลือนหายไปจากใจของผู้คน
โดเมริคจูงม้าศึกตัวสูงใหญ่กลับจากลานฝึกมุ่งหน้าไปยังที่พำนักชั่วคราวในวินเทอร์เฟล
"เซอร์โดเมริค!"
เสียงของเด็กสาวคนหนึ่งดังมาจากข้างหลัง เธอคืออาร์ยา บุตรสาวคนที่สองของท่านดาร์คเอ็ดดาร์ด
"เลดี้อาร์ยาผู้เลอโฉม"
"ท่านมอบอัญมณีสีขาวให้ซานซ่าใช่ไหม"
อัญมณีสีขาวงั้นหรือ
โดเมริคนิ่งคิดอยู่ครู่หนึ่งก่อนจะนึกขึ้นได้ว่า "อัญมณี" ที่อาร์ยาพูดถึงนั้น ความจริงแล้วคือเครื่องปั้นดินเผาสีขาว ซึ่งมีค่าเทียบเท่ากับ "ทองคำขาว" บนทวีปเวสเทอรอส
นอกจากจะถลุงเหล็กในดินแดนแถบภูเขาแล้ว โโดเมริคยังเคยลองเผาเครื่องปั้นดินเผาดูด้วย โดยหวังว่าจะโชคดีทำสำเร็จ
แต่ไม่ว่าจะเป็นเพราะขาดความเชี่ยวชาญหรือสภาพแวดล้อมของเวสเทอรอสไม่เอื้ออำนวย สุดท้ายเขาก็เผาได้เพียงเศษเสี้ยวที่แตกหักเท่านั้น
เขาไม่มีทางเลือกอื่นนอกจากต้องนำมันมาขัดเกลาและมอบให้คนอื่นในฐานะอัญมณี
"ก็จริงอย่างที่เจ้าว่า" โดเมริคตอบกลับ
"อัญมณีชิ้นนั้นเป็นของดูต่างหน้าของแม่ท่าน และท่านบอกว่าซานซ่าเป็นเด็กสาวที่สวยที่สุดเท่าที่ท่านเคยพบมาใช่ไหม" อาร์ยาถามอย่างเร่งร้อน
"ใช่แล้ว"
"ข้าเข้าใจแล้ว" อาร์ยาหยุดชะงัก เธอเม้มริมฝีปากและหันหลังกลับไป โดยที่น้ำตาเริ่มไหลรินอาบแก้มของเธอแล้ว
เธอพยายามย่อตัวคำนับโดเมริคเล็กน้อย: "เซอร์โดเมริค ข้าขอตัวก่อน"
กล่าวจบ เด็กสาวก็เร่งฝีเท้าและหายลับตาไปในไม่ช้า
โดเมริคถึงกับมึนงงไปชั่วขณะ เขาหวนนึกถึงสิ่งที่เขาพูดกับซานซ่า มันก็ไม่มีอะไรผิดปกตินี่นา!
เขาพูดแบบนั้นกับเด็กสาวสวยๆ ทุกคนนั่นแหละ
หรือว่าข้าไปล่วงเกินข้อห้ามอะไรของตระกูลสตาร์คเข้าเสียแล้ว