- หน้าแรก
- เกมออฟโธรนส์ จากลูกนอกสมรสสู่ชาวนา
- บทที่ 11 กายาเหล็กไหลแต่กำเนิด
บทที่ 11 กายาเหล็กไหลแต่กำเนิด
บทที่ 11 กายาเหล็กไหลแต่กำเนิด
บทที่ 11 กายาเหล็กไหลแต่กำเนิด
นับตั้งแต่แยกทางกันที่สุสานใต้ดิน เคาน์เตสดัสตินก็ไม่ได้มาหาอาเธอร์อีกเลย แต่นางกลับพุ่งเป้าความสนใจไปที่การหมั้นหมายระหว่างซานซ่าและโดมินิกแทน หากวินเทอร์เฟลคือเวทีการแสดง นางและเลดี้แคทลินก็คงเป็นสองนักแสดงนำอย่างไม่ต้องสงสัย
อาเธอร์ในฐานะผู้ชมย่อมรู้สึกเพลิดเพลินไปกับมัน นอกจากจะฝึกดาบเป็นประจำทุกวันแล้ว หลังจากที่เขาตัดสินใจจะจากวินเทอร์เฟลไป เขาก็ยิ่งทุ่มเทแรงกายแรงใจให้กับการตีเหล็กมากขึ้น
การ์ดอุปกรณ์ในหน้าต่างระบบของเกมสามก๊กนั้นแตกต่างจากการ์ดพื้นฐานอย่างการ์ดสุราหรือการ์ดท้อ เพราะพวกมันไม่สามารถเรียกออกมาใช้งานได้โดยตรง การใช้การ์ดอุปกรณ์จำเป็นต้องมีสื่อกลางของอุปกรณ์ที่สอดคล้องกัน หากคุณภาพของสื่อกลางนั้นย่ำแย่ หรือมีความเข้ากันได้กับการ์ดอุปกรณ์ต่ำเกินไป นอกจากจะไม่สามารถเพิ่มผลพิเศษของการ์ดอุปกรณ์ลงไปได้แล้ว ยังจะทำให้สื่อกลางนั้นได้รับความเสียหายอีกด้วย
ยกตัวอย่างเช่น ม้าพยศที่เขาขี่อยู่นั้น ประสบความสำเร็จในการติดตั้งการ์ดอุปกรณ์เงาเมฆาได้ก็เพราะใช้ม้าสีดำตัวน้อยที่ลอร์ดเอ็ดดาร์ด สตาร์คมอบให้เป็นสื่อกลาง ม้าตัวนั้นจึงได้รับผลพิเศษเพิ่มขึ้นมา
เงาเมฆา: ม้าชั้นเลิศที่ช่วยเพิ่มระยะการเคลื่อนที่ มีนิสัยอ่อนโยน มีความอดทนและพละกำลังในการแบกรับดีเยี่ยม และจะเพิ่มความเร็วมากขึ้นยามต้องหลบหนี
ในทำนองเดียวกัน การ์ดอุปกรณ์อื่นๆ ที่เขาปลดล็อกได้ในขณะตีเหล็ก เช่น กระบี่เหมันต์ กระบี่ชิงกัง กระบี่คู่หยินหยาง และธนูคิริน ทั้งหมดล้วนต้องการดาบ กระบี่ หรือธนูยาวอื่นๆ มาเป็นสื่อกลางทั้งสิ้น ยิ่งสื่อกลางมีคุณภาพและความเข้ากันได้สูงเท่าไร โอกาสที่จะติดตั้งการ์ดอุปกรณ์ได้สำเร็จก็ยิ่งมากขึ้นเท่านั้น
นี่คือหนึ่งในเหตุผลที่อาเธอร์ทุ่มเทให้กับการฝึกฝนทักษะการเป็นช่างตีเหล็ก นอกเหนือไปจากการปลดล็อกการ์ดอุปกรณ์ที่ยังไม่ได้รับมา
นอกจากนี้ อีกเหตุผลหนึ่งก็คือโบนัสจากทักษะขุนพล เปลือยอาวุธ และ จู่โจม ที่ช่วยส่งเสริมการตีเหล็กของเขา แม้ทักษะทั้งสองนี้จะค่อนข้างไร้ประโยชน์ในสนามรบ (ทักษะหนึ่งต้องไม่สวมเสื้อ อีกทักษะหนึ่งต้องถืออาวุธคู่เพื่อเปิดใช้งาน) แต่เมื่อนำมาใช้ในการตีเหล็ก พวกมันกลับทรงพลังอย่างเหลือเชื่อ
จู่โจม: การถือค้อนตีเหล็กคู่จะช่วยเพิ่มความเร็วในการโจมตีเป็นสองเท่า เท่ากับความเร็วในการตีเหล็กมากกว่าคนปกติถึงสี่เท่า
เปลือยอาวุธ: การไม่สวมเสื้อจะช่วยให้พละกำลังเพิ่มขึ้นเป็นเท่าตัว และความสามารถทุกด้านจะได้รับการเสริมพลัง
ท้อ: ช่วยในด้านความทนทานและการฟื้นฟูกำลัง
การผสมผสานของทั้งสามสิ่งนี้ทำให้ปรมาจารย์มิคเคน ผู้สอนวิชาตีเหล็กให้อาเธอร์ถึงกับปลาบปลื้มใจ ราวกับช่างตีเหล็กในยุคกลางที่จู่ๆ ก็ได้ครอบครองเครื่องจักรปั๊มเหล็กสมัยใหม่ เมื่อโรงตีเหล็กมีงานจำนวนมาก เขาเพียงแค่ให้เหล่าเด็กฝึกงานช่วยเผาเหล็กในเตาให้ร้อน ส่วนตัวเขาทำหน้าที่ใช้คีมคอยบังคับเหล็กที่ร้อนระอุนั้น
ส่วนหน้าที่ในการตีเหล็กตกเป็นของอาเธอร์ ผู้เปรียบเสมือนเครื่องปั๊มเหล็กในร่างมนุษย์และอัจฉริยะด้านการตีเหล็กมาแต่กำเนิด มันคือต้นแบบของระบบสายพานการผลิตที่มีประสิทธิภาพสูงอย่างยิ่ง
"ข้าไม่นึกเลยว่าจะต้องตีเครื่องมือมากมายขนาดนี้ เวย์ยอน พูล คิดจะสร้างปราสาทอีกหลังหรืออย่างไรกัน" ปรมาจารย์มิคเคนบ่นพึมพำในขณะที่ยืนเปลือยท่อนบนอยู่หน้าทั่งเหล็ก มือหนึ่งถือคีม อีกมือหนึ่งปาดเหงื่อจากหน้าผาก "ตามแผนของเขา แร่เหล็กที่สำรองไว้คงจะถูกใช้จนหมดสิ้นแน่"
"เคร้ง เคร้ง... เคร้ง เคร้ง..."
คำตอบที่เขาได้รับมีเพียงเสียงการตีเหล็กอย่างรวดเร็วของอาเธอร์ ในเวลานี้อาเธอร์เองก็เหงื่อท่วมกาย แต่ทว่ามือที่กุมค้อนกลับไม่หยุดพักเลยแม้แต่น้อย เขาเหวี่ยงค้อนเหล็กประดุจสายฝนที่กระหน่ำลงบนท่อนเหล็ก แขนของเขาขยายใหญ่ขึ้นกว่ายามปกติอย่างเห็นได้ชัด ท่อนบนที่เปลือยเปล่าของอาเธอร์ ไม่ว่าจะด้วยความร้อนจากเตาหลอมหรือการออกกำลังอย่างหนัก ลำกล้ามเนื้อของเขาดูตึงเปรี๊ยะไปทุกส่วน ราวกับรูปสลักที่อาบไปด้วยหยาดเหงื่อ
เนื่องจากเป็นเพียงการตีเครื่องมือเหล็กทั่วไป ท่อนเหล็กที่ร้อนแดงจึงไม่จำเป็นต้องนำไปเผาซ้ำสอง และถูกตีจนได้รูปอย่างรวดเร็วด้วยความร่วมมือของอาเธอร์และมิคเคน
"ไม่ใช่เพื่อสร้างปราสาทหรอกครับ" ในขณะที่มิคเคนกำลังขัดเงาเหล็กที่ขึ้นรูปแล้วและใส่ด้ามจับ อาเธอร์ก็หอบหายใจพลางผ่อนคลายกล้ามเนื้อที่อ่อนล้า "เขาและข้ามีแผนจะซ่อมแซมถนน"
"เจ้าจะซ่อมถนนพระราชาอย่างนั้นรึ!" ปรมาจารย์มิคเคนตกใจมาก แต่มือของเขาก็ยังไม่หยุดทำงาน หลังจากนำเหล็กไปชุบแข็ง เขาก็เคาะและขัดมันอย่างระมัดระวัง จนหัวค้อนเป็นรูปเป็นร่างขึ้นมาอย่างรวดเร็ว
เขาอ้าปากค้างแล้วกล่าวว่า "ถ้าอย่างนั้นข้าอาจต้องการช่างตีเหล็กแบบเจ้าสักห้าคน... ไม่สิ! ต้องสักสิบคนถึงจะพอ"
"พวกเราจะซ่อมถนนจากประตูพรานของวินเทอร์เฟลไปจนถึงสวนท้อครับ" อาเธอร์รับถ้วยน้ำจากช่างตีเหล็กรุ่นเยาว์มาดื่มรวดเดียวจนหมด "จะให้ซ่อมถนนพระราชารึครับ ข้าเกรงว่าวันนั้นองค์ราชาคงต้องเมามายแล้วลงมาใช้ค้อนศึกของพระองค์ช่วยซ่อมเองเสียแล้ว"
"นั่นก็ไม่ใช่โครงการเล็กๆ เลยนะ เลดี้แคทลินยอมตกลงจริงๆ หรือ" มิคเคนถามด้วยความฉงน "เรื่องที่เกี่ยวกับสวนท้อ นางไม่ขัดขวางก็จริง แต่คงไม่สนับสนุนแน่ใช่ไหมล่ะ ก่อนหน้านี้เครื่องมือเหล็กที่สวนท้อต้องการ เจ้าก็เป็นคนลงมือตีเองทั้งหมด"
"บางทีนางอาจจะคิดว่าเหล้าท้อที่หมักในสวนท้อนั้นรสชาติดีก็ได้ครับ" อาเธอร์ไม่ได้บอกความจริง "ใครจะไปรู้ล่ะ"
"ข้าได้ยินเจ้าพุงเหล้าพูดถึงเรื่องนี้อยู่เหมือนกัน เขาบอกว่าเหล้าท่อนั้นอร่อยมาก อร่อยยิ่งกว่าเหล้าแดงฤดูร้อนที่เขาเคยดื่มจากดอร์นเสียอีก" เมื่อพูดถึงเรื่องเหล้า มิคเคนก็เริ่มสนใจจนถึงกับหยุดมือที่กำลังทำอยู่ เพราะเหล้าคือของโปรดของช่างตีเหล็กทุกคน
มิคเคนถามต่อว่า "แล้วถ้าเทียบกับเหล้าทองแห่งอาร์เบอร์ล่ะ เป็นอย่างไรบ้าง"
"ข้าไม่เคยดื่มเหล้าทองแห่งอาร์เบอร์หรอกครับ" อาเธอร์กลอกตาไปมา
การตีเหล็กอย่างหนักหน่วงของอาเธอร์ดำเนินไปอย่างต่อเนื่องเป็นระยะ จนกระทั่งเขากำลังจะใช้แร่เหล็กในคลังของมิคเคนจนหมดสิ้น เหล่าอีกาจากแดนใต้ก็นำข่าวมาแจ้งว่าสงครามที่หมู่เกาะเหล็กไหลได้สิ้นสุดลงแล้ว
เป็นไปตามเรื่องราวเดิม เบลอน เกรย์จอย กษัตริย์แห่งหมู่เกาะเหล็กไหลได้ถอดมงกุฎไม้ลอยน้ำของเขาออก ยอมส่งบุตรชายไปเป็นตัวประกัน และคุกเข่าต่อเบื้องพระพักตร์ของกษัตริย์แห่งชาวแอนดัล ชาวรอยนาร์ และปฐมบุรุษ ลอร์ดแห่งเจ็ดราชอาณาจักร ผู้พิทักษ์อาณาจักร โรเบิร์ต บาราทีออน
ลอร์ดเอ็ดดาร์ด สตาร์ค ผู้เดินทางไปแดนใต้ กำลังจะนำบุตรบุญธรรมอีกคนกลับมามอบให้เลดี้แคทลิน นั่นคือ ธีออน เกรย์จอย
บุตรบุญธรรมจากหมู่เกาะเหล็กไหลผู้นี้มีความสำคัญยิ่งกว่า
เมื่อข่าวการได้รับชัยชนะของกองทัพที่กำลังเดินทางกลับสู่แดนเหนือมาถึงวินเทอร์เฟล เลดี้แคทลินนอกจากจะไปสวดภาวนาที่วิหารแล้ว นางยังเปิดสิทธิ์ในการล่าสัตว์ในป่าหมาป่าอย่างใจกว้าง ในช่วงเวลาที่กองทัพแดนเหนือกำลังเดินทางกลับมา ชาวบ้านทั่วไปสามารถล่าสัตว์และตัดไม้ในป่าหมาป่าได้อย่างถูกกฎหมาย และวินเทอร์เฟลจะรับซื้อสัตว์ที่ล่ามาได้ในราคาที่เหมาะสมอีกด้วย
นอกจากนี้ วินเทอร์เฟลเองยังได้จัดพิธีล่าสัตว์ครั้งใหญ่ เพื่อเตรียมเนื้อสัตว์สำหรับงานเลี้ยงฉลองชัยชนะหลังจากเหล่านักรบกลับมาถึง
ถนนดินในป่าหมาป่าที่ปกติจะเงียบเหงา บัดนี้กลับเต็มไปด้วยผู้คน ฝูงสัตว์ และข้าวของเครื่องใช้ที่หลั่งไหลเข้ามาไม่ขาดสาย
นอกจากเหล่าคนซ่อมถนนและคนขนของแล้ว ยังมีชาวบ้านจำนวนมากที่มาจากเมืองวินเทอร์ผ่านทางประตูพราน
เหล่านักรบรับจ้างและทหารยามจากวินเทอร์เฟลและแบร์โรว์แลนส์ประมาณหนึ่งร้อยนายรวมกลุ่มกันเป็นขบวนใหญ่ พวกเขาทำหน้าที่คุ้มกันร็อบ โดมินิก และเคาน์เตสดัสตินเข้าไปในป่าหมาป่า
แน่นอนว่าอาเธอร์ก็อยู่ในกลุ่มนั้นด้วย และเขาได้รับมอบหมายภารกิจพิเศษบางอย่าง
ในขณะนี้ อาเธอร์เดินอยู่ท้ายขบวน เขาจูงเจ้าเงาเมฆาด้วยสีหน้าท่าทางที่ดูหมดอาลัยตายอยาก โดยมีซานซ่า สตาร์คนั่งอยู่บนหลังม้า
ข้างๆ เขา จอนก็กำลังจูงม้าตัวน้อยของเขาเช่นกัน โดยมีเจย์น พูล บุตรสาวของหัวหน้าผู้ดูแลซึ่งเป็นเพื่อนเล่นของซานซ่านั่งอยู่ด้านบน
นอกจากพวกเขาสองคนแล้ว ยังมีเบธ แคสเซล บุตรสาวของเซอร์โรดริก หัวหน้าครูฝึกอาวุธ นางพอจะมีทักษะการขี่ม้อยู่นางจึงขี่ม้าตัวน้อยมาเพียงลำพัง
ในเวสเทอรอส เหล่าเลดี้ผู้สูงศักดิ์นอกจากจะต้องเรียนรู้ศิลปะวิทยาการแบบดั้งเดิมแล้ว ยังจำเป็นต้องเรียนรู้วิธีการขี่ม้าอีกด้วย พวกนางต้องฝึกฝนบนม้าไม้ตั้งแต่อายุยังน้อยไม่ต่างจากพวกเด็กชาย
"ทำไมซานซ่ากับเด็กสาวพวกนี้ถึงต้องมาอยู่ในกลุ่มด้วยล่ะ"
อาเธอร์กระซิบถามจอนผู้โชคร้ายที่เดินอยู่ข้างๆ พลางบ่นอุบ "เซปตา มอร์เดน ไปเข้าเฝ้าพระเจ้าทั้งเจ็ดของนางแล้วหรืออย่างไร"
"ซานซ่าไปขอเลดี้แคทลินเองน่ะ นางบอกว่าอยากใช้โอกาสนี้ฝึกขี่ม้า" ใบหน้ายาวๆ ของจอนบิดเบี้ยวด้วยความจนใจและหงุดหงิด "ในเมื่อเจ้าขี่ม้าเที่ยวเล่นไปทั่ววินเทอร์เฟลมาตลอด งานสอนขี่ม้านี้ก็เลยตกมาอยู่ที่พวกเราไม่ใช่หรือ"
คำพูดประดุจสายลม ซานซ่าที่นั่งอยู่บนหลังเจ้าเงาเมฆาได้ยินที่พวกเขาคุยกัน นางจึงกล่าวแก้ว่า
"ท่านพี่ลูกพี่ลูกน้องและพี่ชายต่างมารดา ข้าเดิมทีขอให้ท่านแม่ให้โดมินิกเป็นคนสอนขี่ม้า แต่ท่านแม่ยืนกรานไม่อนุญาต และจัดการให้พวกท่านสองคนมาสอนพวกเราแทน"
เจ้าเงาเมฆามีนิสัยอ่อนโยนและเหมาะสำหรับนักขี่มือใหม่ที่จะฝึกฝนจริงๆ และการที่มีคนช่วยจูงอยู่ข้างหน้าก็ทำให้ซานซ่ามีความมั่นใจมากขึ้น นางเร่งเร้าว่า
"พวกเราเริ่มตามไม่ทันแล้ว โดมินิกกับร็อบดูเหมือนจะไปไกลแล้วนะ พวกเราไปเร็วๆ กว่านี้ได้ไหม"
"ตกลง ถ้าอย่างนั้นเราจะเร่งความเร็วขึ้นเพื่อตามโดมินิกให้ทัน" อาเธอร์และจอนสบตากันอย่างรู้ความหมาย
"ซานซ่า เจย์น เวลาขี่ม้าห้ามวอกแวกนะ จับบังเหียนให้แน่น ใช้ขาหนีบพุงม้าไว้ และผ่อนคลายช่วงเอวกับหน้าท้องให้เข้ากับอานม้า" อาเธอร์กล่าวพลางจูงเจ้าเงาเมฆาเริ่มวิ่งเหยาะๆ
"คิดเสียว่าม้าคือขาของพวกเจ้า หรือจินตนาการว่าตัวเองเป็นเซนทอร์ก็ได้"
"สรุปสั้นๆ คือ อย่าตกข้าลงมาก็พอ" จอนทิ้งท้ายก่อนจะเริ่มวิ่งเหยาะๆ ตามไป
"ช้าลงหน่อย ช้าลงหน่อย!"
เมื่อเจ้าเงาเมฆาเริ่มออกวิ่งจริงๆ ซานซ่าก็อดไม่ได้ที่จะร้องอุทานออกมา นางสูญเสียท่าทางที่เคยสำรวมไปจนหมดสิ้น มือที่กุมบังเหียนซีดขาวเพราะเกร็งแน่นเกินไป ช่วงเอวและหน้าท้องของนางแข็งทื่อราวกับก้อนหิน
เจย์น พูล นั้นยิ่งอาการหนักกว่า นางละทิ้งภาพลักษณ์กุลสตรีและส่งเสียงร้องดังยิ่งกว่าซานซ่าเสียอีก โชคดีที่เบธ แคสเซล คอยดูแลนางอยู่ และมีจอนช่วยดึงบังเหียนไว้ด้านหน้า นางจึงไม่ตกลงมาจากหลังม้า