- หน้าแรก
- แม่มดฝึกหัด ขอจัดเต็ม
- บทที่ 31 ขยันจนผิดปกติ
บทที่ 31 ขยันจนผิดปกติ
บทที่ 31 ขยันจนผิดปกติ
“เรียนวันแรกเป็นยังไงบ้าง?”
ระหว่างทางลงเขาเพื่อกลับหอพัก แม่มดน้อยปีสองก็เอ่ยถามความรู้สึกของบรรดารุ่นน้องปีหนึ่งด้วยความห่วงใย
“ดีสุด ๆ ไปเลยค่ะ!”
“วันนี้พวกเราเปิดใช้งานเนตรพลังงานกันได้อย่างราบรื่นทุกคนเลยค่ะ!”
“ฉันใช้เนตรพลังงานไปหลายครั้งแล้ว ในตามีสีสันเต็มไปหมด นอกจากจะไม่บดบังการมองเห็นแล้ว ยังรู้สึกว่ามองเห็นได้ชัดเจนขึ้นอีกด้วยนะคะ!”
…
บรรดาแม่มดน้อยปีสอง: “???”
นี่มันไม่ค่อยเหมือนกับที่พวกเธอคิดไว้เลยแฮะ!
ลิลิธถึงกับทนไม่ไหวต้องเอ่ยถามขึ้นมา “ไม่รู้สึกปวดหัว? หรือปวดตากันเลยเหรอ?”
บรรดาแม่มดน้อยปีหนึ่ง “ไม่นะคะ!”
“แต่ตาของฉันแอบรู้สึกระคายเคืองนิดหน่อย โทษตัวฉันเองแหละที่ตอนแรกเอาแต่คิดว่ากระดาษแสดงภาพยิ่งเขียวยิ่งดี ระดับสีเขียวที่อ่อนที่สุดที่ทำได้ก็เลยอ่อนกว่าสีเขียวระดับกลางแค่นิดเดียวเอง” เชอริลพูดอย่างหงุดหงิดใจ
“เดี๋ยวนะ! ที่อ่อนที่สุดเหรอ? ตกลงว่าพวกเธอจับจุดการแทรกซึมเวทมนตร์ได้กี่ระดับกันแน่?” ลิลิธสังเกตเห็นถึงความผิดปกติ
“ฉันทำได้สามระดับค่ะ!”
“ฉันก็สามเหมือนกันค่ะ!”
“ฉันทำได้สอง รู้อย่างนี้ตอนพักเที่ยงรีบกลับมาฝึกที่ห้องเรียนให้เร็วกว่านี้ก็ดีหรอก”
“ฉันทำได้ห้าระดับ ฮ่า ๆ!”
…
บรรดาแม่มดน้อยปีหนึ่งพูดคุยกันเซ็งแซ่
บรรดาแม่มดน้อยปีสองถึงกับหน้าชา
“เดี๋ยวนะ แม่มดน้อยสมัยนี้เก่งกันขนาดนี้เลยเหรอ?”
ตอนที่พวกเธออยู่ปีหนึ่ง ต้องใช้เวลานานแค่ไหนกว่าจะจับจุดการแทรกซึมเวทมนตร์ได้หลายระดับกันนะ?
แต่รับรองได้เลยว่าไม่ใช่วันแรกของการเปิดเทอมอย่างแน่นอน
ตอนนั้นเป็นเพราะระดับการแทรกซึมเวทมนตร์มันเกินขีดจำกัดที่ดวงตาจะทนรับไหว พวกเธอต้องทนกับผลข้างเคียงอย่างอาการปวดหัวและปวดตาอยู่นานหลายวันกว่าจะปรับตัวได้
แล้วทำไมพอเป็นพวกรุ่นน้อง มันถึงได้ดูง่ายดายขนาดนี้ล่ะ?
“พวกเราน่ะไม่เท่าไหร่หรอก โม่หลาน วาชิด้า กับซิลฟ์ต่างหากที่เก่งจริง! พวกเธอสามารถจับจุดการแทรกซึมเวทมนตร์ที่ทำให้กระดาษแสดงภาพเปลี่ยนเป็นสีเขียวได้ทุกระดับเลย โดยเฉพาะโม่หลาน เธอถึงขั้นสามารถใช้พลังเวทวาดภาพลงบนกระดาษแสดงภาพได้ตามใจชอบเลยนะ!” ไอส์บอก
บรรดาแม่มดน้อยปีสองมองไปที่พวกโม่หลานทั้งสามคนด้วยความตกตะลึง โดยเฉพาะโม่หลาน
จนถึงตอนนี้ พวกเธอก็ยังไม่มีใครสักคนเลยที่มั่นใจว่าจะสามารถวาดภาพบนกระดาษแสดงภาพได้
แน่นอนว่า นั่นก็เป็นเพราะไม่มีแม่มดน้อยคนไหนไปฝึกทำเรื่องแบบนี้ด้วยนั่นแหละ
ถึงแม้ว่าพวกเธอทั้งสามคนจะเป็นจอมมนตรา แต่ลิลิธก็เป็นจอมมนตราไม่ใช่เหรอ? ตอนนั้นก็แค่ปรับตัวได้เร็วกว่าพวกเธอแค่นิดเดียว แล้วก็ทนทรมานน้อยกว่าแค่ไม่กี่วันเองนะ
“จริงสิ แล้วกระดาษแสดงภาพของพวกเธอล่ะ? หรือว่าอาจารย์ใหญ่ไม่ได้สั่งให้พวกเธอเอากระดาษแสดงภาพกลับมาฝึกซ้อมต่อนอกเวลาเรียน?” รุ่นพี่อีกคนเอ่ยถาม
“ไม่ค่ะ! ก็ในคาบเรียนพวกเราทำความเข้าใจความสัมพันธ์ระหว่างการเปลี่ยนแปลงของสีบนกระดาษแสดงภาพกับปริมาณการใช้พลังเวทมนตร์กันไปคร่าว ๆ แล้วไม่ใช่เหรอคะ?”
“ใช่ค่ะ! อาจารย์ใหญ่บอกแค่ว่าให้พวกเราฝึกเวทมนตร์แบบผ่อนหนักผ่อนเบา อย่าใจร้อนเกินไป! พวกรุ่นพี่ไม่ได้เป็นแบบนี้เหรอคะ?”
บรรดาแม่มดน้อยปีสอง: “...”
พวกเธอชักจะสงสัยแล้วสิว่าอาจารย์ใหญ่ถูกสลับตัวไปหรือเปล่า!
ถึงขั้นมีรุ่นพี่ถามขึ้นมาว่า “คนที่สอนพวกเธอคือคุณอามีช่าอาจารย์ใหญ่ใช่ไหม? คนที่ใส่ชุดคลุมสีดำน่ะ?”
“ใช่ค่ะ! อาจารย์ใหญ่บอกว่าทุกคนก็คือตัวเธอเองไม่ใช่เหรอคะ? น่าจะเป็นเวทมนตร์ที่ร้ายกาจอะไรสักอย่างแน่ ๆ เลย! น่าเสียดายที่อาจารย์ใหญ่บอกว่ารอให้พวกเราเรียนจบก่อนถึงจะยอมบอกว่าเป็นเวทมนตร์อะไร”
“ฉันสงสัยจังเลยว่าอาจารย์ใหญ่แต่ละคนอาจจะไม่เหมือนกันแน่ ๆ! ไม่อย่างนั้นทำไมถึงได้มีความแตกต่างกันมากขนาดนี้ล่ะ? พวกเธอเล่าเหตุการณ์ตอนเรียนวันนี้ให้ฟังอย่างละเอียดหน่อยสิ!”
…
“อะไรนะ? พวกเธอใช้เวลาพักเที่ยงสองชั่วโมงเพื่อฝึกซ้อมด้วยตัวเองงั้นเหรอ?”
“พวกเธอไม่ไปเดินเล่นในปราสาทกันเหรอ?”
“ไม่ถูกสิ ฉันเห็นพวกเธอไปเดินเล่นในปราสาทมาแล้วนี่นา!”
“อะไรนะ? พอกลับมาที่ห้องเรียนก็เริ่มฝึกซ้อมเลยเหรอ? ทำไมล่ะ! เพิ่งจะเคยเดินเล่นในปราสาทสถาบันเป็นครั้งแรก พอกลับมาที่ห้องเรียนจะไม่จับกลุ่มคุยกันหน่อยเหรอ?”
บรรดาแม่มดน้อยปีสองยิ่งไม่เข้าใจหนักเข้าไปใหญ่
แม่มดน้อยปกติที่ไหนเขาจะมาฝึกซ้อมอย่างหนักในช่วงพักคาบกันล่ะ! แถมยังเป็นวันเปิดเทอมวันแรก ที่ยังไม่มีความกดดันเรื่องเรียน หรือแม้แต่ยังไม่มีอะไรให้เรียนด้วยซ้ำ
“ก็ฉันเห็นคนอื่น ๆ กำลังฝึกซ้อมกันอยู่ ฉันก็เลยเริ่มฝึกบ้างน่ะสิคะ!” เชอริลบอก “ถ้ารู้ว่าพวกเธอจะขยันกันขนาดนี้ ฉันน่าจะใช้เวลาเดินเล่นในปราสาทให้น้อยลงหน่อย ใช้เวลาฝึกซ้อมน้อยเกินไป ก็เลยจับจุดได้ไม่ดีเท่าไหร่ ตอนนี้ตาก็เลยแอบรู้สึกระคายเคืองนิด ๆ ด้วย”
“ฉันก็ด้วยค่ะ!”
“ฉันก็ด้วยค่ะ!”
“แล้วสรุปว่าใครเป็นคนเริ่มก่อนกันแน่เนี่ย?”
“เรื่องนี้ฉันรู้ค่ะ ฉันกับอัลบากลับมาเร็ว พอกลับมาถึงก็เห็นโม่หลาน วาชิด้า กับซิลฟ์กำลังฝึกซ้อมกันอยู่ พวกเธอตั้งใจกันมากเลยล่ะ ขนาดจอมมนตรายังพยายามกันขนาดนี้ แล้วพวกเราจะแอบอู้ได้ยังไงล่ะคะ!” ไอส์ยกมือขึ้นบอก
จุดสนใจกลับมาอยู่ที่พวกโม่หลานทั้งสามคนอีกครั้ง
“โม่หลานเป็นคนเริ่มก่อนน่ะ ตอนที่ฉันกับซิลฟ์กลับมา เธอก็สามารถใช้พลังเวทวาดภาพลงบนกระดาษแสดงภาพได้แล้วล่ะ” วาชิด้าบอก
ซิลฟ์เองก็พยักหน้า “เธอน่ะ พอเลิกเรียนก็ไปเข้าห้องน้ำแค่แป๊บเดียว กลับมาก็เริ่มฝึกต่อเลย ตอนแรกฉันกับวาชิด้าก็ยังไม่ค่อยเข้าใจหรอกว่าฝึกแบบนี้ไปเพื่ออะไร แต่พอเห็นผลลัพธ์แล้ว ก็ทนนั่งอยู่เฉย ๆ ไม่ได้เหมือนกัน”
บรรดาแม่มดน้อยปีหนึ่งไม่ได้รู้สึกแปลกใจเลยสักนิด เพราะในคาบเรียนตอนบ่าย พวกเธอได้ประจักษ์แก่สายตาแล้วว่าโม่หลานมีความขยันขันแข็งมากแค่ไหน แถมพวกเธอเองก็ยังเผลอขยันตามไปด้วยนิดหน่อยเหมือนกัน
นึกไม่ถึงเลยว่าจะทำเอาพวกรุ่นพี่ตกอกตกใจกันไปได้
บรรดาแม่มดน้อยปีสองมองไปที่โม่หลานพลางกระจ่างแจ้งขึ้นมาในทันที “ที่แท้ก็ไม่ใช่เพราะอาจารย์ใหญ่ที่ไม่เหมือนกัน แต่เป็นเพราะพวกเธอมีโม่หลานอยู่นี่เอง!”
โม่หลาน: “…”
“โม่หลาน! เธอแน่ใจนะว่าวัตถุแห่งพรสวรรค์ของเธอมีชื่อว่าคัมภีร์การ์ด? ไม่ใช่คัมภีร์ราชาคนขยันน่ะ?” ลิลิธถาม
ใครบอกว่าโม่หลานไม่มีอะไรผิดปกติ เธอรู้สึกว่าผิดปกติมากต่างหาก ขยันจนผิดปกติเลยล่ะ!
โม่หลาน: “...”
“ไป ๆ ๆ! รีบเดินเร็วเข้า! กลับไปทบทวนบทเรียนของวันนี้กันดีกว่า!”
“พวกเธอเดินล่วงหน้าไปก่อนเลย! ฉันเพิ่งนึกขึ้นได้ว่ายังไม่ได้ไปบันทึกรายชื่อหนังสืออ่านบังคับของปีสองจากห้องสมุดเลยน่ะ!”
…
บรรดาแม่มดน้อยปีสองหมดอารมณ์จะจับกลุ่มคุยเล่นกันต่ออีกต่อไป ไม่ว่าจะกลับหอพักหรือกลับไปที่ปราสาทสถาบัน ต่างก็เร่งฝีเท้าให้เร็วขึ้น
จะให้แพ้พวกรุ่นน้องได้ยังไงล่ะ จริงไหม?
อะไรคือการที่บอกว่าเด็กปีหนึ่งคือรุ่นที่พยายามที่สุดเท่าที่อาจารย์ใหญ่เคยสอนมา ต้องทำให้อาจารย์ใหญ่เห็นสิว่า พวกเธอเองก็พยายามอย่างหนักเหมือนกันนะจะบอกให้!
“อ้าว! รุ่นพี่คะ! วิ่งช้า ๆ หน่อยสิ รอพวกเราด้วยค่ะ!” บรรดาแม่มดน้อยปีหนึ่งที่เพิ่งจะตั้งสติได้ ต่างก็รีบเร่งฝีเท้าตามไป
พอแม่มดน้อยปีสองได้ยินดังนั้น ก็ยิ่งวิ่งเร็วขึ้นไปอีก
วาชิด้าและซิลฟ์เองก็วิ่งตามไปได้หลายก้าวแล้ว จู่ ๆ ก็สังเกตเห็นว่ามีใครบางคนยังไม่ได้ขยับตัวไปไหน จึงหยุดเดินแล้วตะโกนเรียก “โม่หลาน มัวทำอะไรอยู่ล่ะ? รีบเดินเร็วเข้า!”
โม่หลานส่ายหน้า “พวกเราเพิ่งจะเรียนการแทรกซึมเวทมนตร์เพื่อเปิดเนตรพลังงานไปเอง จะรีบวิ่งกลับไปทำไมล่ะ? ค่อย ๆ เดินไป สัมผัสถึงเนตรพลังงานระหว่างทางไปไม่ดีกว่าเหรอ? ทัศนวิสัยบนภูเขามันกว้างขวางมากเลย สามารถมองเห็นพลังงานตามธรรมชาติที่อลังการได้มากกว่าตั้งเยอะเลยนะ!”
วาชิด้าและซิลฟ์ลองคิดดูแล้วก็เห็นด้วย พวกเธอไม่ได้มีอะไรให้ต้องเรียนเยอะแยะเหมือนพวกรุ่นพี่สักหน่อย แล้วจะรีบร้อนวิ่งกลับไปทำไมกัน?
ตั้งใจจะหันไปเรียกแม่มดน้อยคนอื่น ๆ แต่กลับพบว่าพวกเธอพากันวิ่งหายวับไปหมดแล้ว
พวกเธอทั้งสองคนจึงเปิดใช้งานเนตรพลังงานบ้าง และยืนทอดสายตามองออกไปไกล ๆ พร้อมกับโม่หลาน
“ว้าว! พลังงานตามธรรมชาติทางฝั่งสวนสมุนไพรหนาแน่นมากเลย! ต้องมีพืชเวทมนตร์อยู่เยอะมากแน่ ๆ เลยนะเนี่ย!”
“แล้วก็ทางโน้นด้วย อยู่ไกลขนาดนั้น น่าจะเป็นเขตชั้นใน หรือไม่ก็เขตชั้นนอกเลยล่ะมั้ง!”
“รีบหันกลับมาดูเร็วเข้า! ในปราสาทสถาบันก็มีร่องรอยพลังงานอยู่เยอะแยะเลยเหมือนกัน!”