- หน้าแรก
- แม่มดฝึกหัด ขอจัดเต็ม
- บทที่ 27 การแทรกซึมเวทมนตร์
บทที่ 27 การแทรกซึมเวทมนตร์
บทที่ 27 การแทรกซึมเวทมนตร์
“ก่อนที่ทุกอย่างจะเริ่มต้นขึ้น พวกเรามาเรียนรู้เทคนิคเล็ก ๆ น้อย ๆ ในการใช้พลังเวทมนตร์กันก่อน นั่นก็คือ——การแทรกซึมเวทมนตร์!
พลังเวทมนตร์ของแม่มด เป็นพลังงานเพียงชนิดเดียวในระดับสามและต่ำกว่าที่มีคุณสมบัติในการแทรกซึม
และยังเป็นกุญแจสำคัญที่ทำให้พวกเราเหล่าแม่มดสามารถใช้วัสดุธรรมดา ๆ มาสร้างเป็นอุปกรณ์เวทมนตร์เฉพาะตัวได้อีกด้วย!
การแทรกซึมเวทมนตร์ แท้จริงแล้วก็คือกระบวนการใช้พลังเวทมนตร์หรือพลังเวทแผ่ปกคลุมวัตถุที่ต้องการแทรกซึม จากนั้นก็ทำให้มันอาบย้อมไปด้วยคุณสมบัติทางเวทมนตร์ ซึ่งจำเป็นต้องมีความสามารถในการควบคุมเวทมนตร์ในระดับหนึ่ง
แต่ไม่ว่าจะเป็นพลังเวทหรือพลังเวทมนตร์ ก่อนที่จะแปรเปลี่ยนเป็นเวทมนตร์ที่แสดงผลลัพธ์ออกมาอย่างชัดเจน ล้วนไม่สามารถมองเห็นได้ด้วยตาเปล่า
เมื่อมองไม่เห็น ก็ยากที่จะมองเห็นสถานะของการแทรกซึมได้
เผ่าพันธุ์ส่วนใหญ่ มักจะใช้การรับรู้หรือเวทมนตร์ตรวจสอบ เพื่อตรวจสอบระดับพลังของผู้วิเศษที่ไม่ได้อยู่ในสภาวะต่อสู้
แต่แม่มดอย่างพวกเรา มีวิธีที่ง่ายและสะดวกกว่านั้น นั่นก็คือการใช้พลังของตัวเองแทรกซึมเข้าไปในดวงตา เพื่อทำให้ดวงตามีความสามารถในการมองเห็นพลังงาน
เมื่อผ่านการแทรกซึมเป็นเวลานาน แม้ไม่ได้ใช้พลังเวทมนตร์ ดวงตาของพวกเราก็จะสามารถมองเห็นร่องรอยของพลังงานที่แตกต่างกันได้
แน่นอนว่า เนตรพลังงานที่เกิดจากการแทรกซึมของพลังเวทมนตร์ จะสามารถสังเกตเห็นพลังงานในระดับเดียวกับพลังเวทมนตร์ หรือพลังงานในระดับที่ต่ำกว่าเท่านั้น อย่างเช่น พลังจิตและพลังธาตุ เป็นต้น
การมีดวงตาที่สามารถสังเกตเห็นร่องรอยของพลังงาน จะช่วยอำนวยความสะดวกในการเรียนเวทมนตร์ของพวกเราได้มากเลยทีเดียว
แต่การแทรกซึมเข้าไปในดวงตา ก็มีความอันตรายอยู่บ้าง จำเป็นต้องค่อย ๆ ปรับตัวเสียก่อน”
คุณอามีช่าอธิบายมาถึงตรงนี้ ไม้กายสิทธิ์ข้างกายก็ขยับไปมา จากนั้นกองข้าวของที่อยู่ข้างโพเดียมก็มีของที่ลักษณะคล้ายกระดาษแต่ก็คล้ายกับแผ่นหนังสัตว์ปึกหนึ่งลอยออกมา
แม่มดน้อยทุกคนได้รับแจกคนละแผ่น เมื่อกางออก ก็สามารถปูได้เต็มโต๊ะพอดี
และยังมีอีกหนึ่งแผ่น ถูกแปะไว้บนกระดานดำด้านหลังของคุณอามีช่า
“นี่คือกระดาษแสดงภาพ ไม่ว่าจะเป็นพลังแบบไหนก็ล้วนทิ้งร่องรอยไว้บนนี้ได้ทั้งนั้น
ลำดับต่อไป ก็จงใช้สิ่งนี้เพื่อฝึกฝนความสามารถในการควบคุมเวทมนตร์ รอจนกว่าพลังเวทมนตร์ของพวกเธอจะสามารถแผ่ปกคลุมไปทั่วทั้งแผ่นกระดาษบาง ๆ และทำให้กระดาษเปลี่ยนเป็นสีเขียวอย่างสม่ำเสมอได้เมื่อไหร่ ถึงจะสามารถลองใช้พลังเวทมนตร์ปกคลุมดวงตา เพื่อเปิดใช้งานเนตรพลังงานได้”
อามีช่าวางมือลงบนกระดาษแสดงภาพ โดยมีฝ่ามือของเธอเป็นจุดศูนย์กลาง สีเขียวอ่อนค่อย ๆ แผ่ขยายออกไป และปกคลุมไปทั่วทั้งแผ่นกระดาษอย่างรวดเร็ว
“ทำได้แบบนี้ถึงจะถือว่าผ่านเกณฑ์”
เธอปรับเปลี่ยนอีกเล็กน้อย สีเขียวก็เริ่มเข้มบ้างอ่อนบ้าง ไม่สม่ำเสมอ หรือไม่ก็เปลี่ยนเป็นสีเหลืองอ่อน เปลี่ยนเป็นสีแดงสด “สีที่ไม่สม่ำเสมอแสดงถึงความเร็วในการปล่อยพลังเวทมนตร์ที่ไม่คงที่ ซึ่งจะทำให้การแทรกซึมไม่สม่ำเสมอตามไปด้วย หากเปลี่ยนเป็นสีเหลืองอ่อน แสดงว่าปริมาณการปล่อยพลังเวทมนตร์นั้นน้อยเกินไป ไม่ถึงเกณฑ์การแทรกซึม หากเป็นสีแดงแสดงว่าปริมาณพลังเวทมนตร์ถูกปล่อยออกมามากเกินไป ซึ่งจะทำให้วัตถุที่รับการแทรกซึมเสียหายได้ ทั้งหมดนี้ล้วนถือว่าไม่ผ่านเกณฑ์
ส่วนวิธีในการปล่อยพลังเวทมนตร์น่ะหรือ พลังเวทมนตร์นั้นดำรงอยู่ในสายเลือดของพวกเรา ถือเป็นส่วนหนึ่งของร่างกายพวกเรา สัญชาตญาณโดยไม่ตั้งใจ ความคิดอันแน่วแน่ หรืออารมณ์ที่รุนแรง ล้วนสามารถทำให้พลังเวทมนตร์พรั่งพรูออกมาได้ทั้งสิ้น
แต่หากต้องการให้พลังเวทมนตร์มีความเสถียรและควบคุมได้ การขับเคลื่อนด้วยความคิดอันแน่วแน่จะถือเป็นวิธีที่ดีที่สุด
พูดให้เข้าใจง่าย ๆ ก็คือ ขจัดความคิดฟุ้งซ่านออกไปให้หมด ตั้งสมาธินึกถึงพลังเวทมนตร์ที่ค่อย ๆ ไหลออกมา แล้วแผ่ปกคลุมกระดาษแสดงภาพจนทั่ว เพียงเท่านี้ก็จะสามารถทำได้แล้วล่ะ
ทุกคนสามารถลองลงมือทำดูได้ กระดาษแสดงภาพพวกนี้ผ่านการจัดการมาเป็นพิเศษแล้ว ไม่พังเสียหายง่าย ๆ หรอกนะ”
สิ้นเสียงพูด กระดาษแสดงภาพตรงหน้าแม่มดน้อยบางคนก็กลายเป็นสีเขียวบ้างเหลืองบ้าง เห็นได้ชัดว่าควบคุมความคิดของตัวเองไม่อยู่ชั่วขณะ
วาชิด้าและซิลฟ์เองก็ทนไม่ไหวอยากจะลองดูบ้าง ปลายนิ้วเพิ่งจะแตะโดนกระดาษแสดงภาพ กระดาษก็กลายเป็นสีแดงเถือก และยังมีแนวโน้มว่าจะเปลี่ยนเป็นสีดำอีกด้วย
“ควบคุมความเร็วและปริมาณในการปล่อยพลังให้ดี ไม่ต้องใจร้อน!”
อามีช่าเดินลงมาจากโพเดียม
“วาชิด้าและซิลฟ์ พวกเธอคือจอมมนตรา พลังเวทนั้นแข็งแกร่งกว่าพลังเวทมนตร์มาก จะต้องระมัดระวังเรื่องปริมาณการใช้ให้ดี! หากเปรียบเทียบว่าการแทรกซึมด้วยพลังเวทมนตร์ต้องใช้พลังเวทมนตร์ 1 หน่วย การแทรกซึมด้วยพลังเวทก็ใช้พลังเวทเพียงแค่หนึ่งในพัน หรืออาจจะแค่หนึ่งในหมื่นเท่านั้น”
“หลังจากกระดาษปรากฏสีขึ้นมาทั้งหมดแล้ว ให้หยุดปล่อยพลังเวท รอสักพักพอกลับมาเป็นสีเดิมแล้ว ก็สามารถเริ่มฝึกต่อได้”
ก่อนหน้านี้โม่หลานแค่ได้ฟังลิลิธอธิบายวิธีดึงพลังเวทมาใช้ ด้วยความตื่นเต้น ก็เผลอทำเรื่องบานปลายจนควบคุมไม่อยู่ไปแล้ว
เธอได้รับบทเรียนจากครั้งก่อน หลังจากที่คุณอามีช่าอธิบายจบ คราวนี้เธอจึงไม่ได้รีบร้อนที่จะทดลองทำในทันที แต่กลับสงบสติอารมณ์ และทบทวนคำพูดของคุณอามีช่าในใจอีกครั้งเสียก่อน
ในบรรดาแม่มดน้อยปีหนึ่งทั้งยี่สิบเจ็ดคน มีเพียงกระดาษแสดงภาพตรงหน้าเธอคนเดียวเท่านั้นที่ยังคงเป็นสีขาวนวลและไม่มีความเคลื่อนไหวใด ๆ
แม่มดน้อยคนอื่น ๆ ต่างเริ่มนั่งรอกระดาษแสดงภาพกลับคืนสู่สภาพเดิมกันแล้ว
อามีช่าหยุดเดินตรงหน้าโม่หลานเช่นกัน “ยอดเยี่ยมมาก! การใช้พลังอย่างระมัดระวังถือเป็นเรื่องที่สำคัญมาก!”
โม่หลานได้สัมผัสถึงความน่ากลัวของการใช้อารมณ์และสัญชาตญาณในการควบคุมพลังมาแล้ว ครั้งนี้หลังจากเตรียมตัวจนพร้อม เธอถึงได้เริ่มดึงพลังเวทออกมาใช้
พลังเวทเดิมทีก็ยังไม่ได้รับการฟื้นฟูจนสมบูรณ์ เธอจึงยิ่งไม่กล้าใช้พลังเวทมากเกินไป ตอนที่ดึงพลังเวทออกมาใช้ก็ทำอย่างตระหนี่ถี่เหนียวสุด ๆ โดยเปิดช่องระบายออกมาเพียงนิดเดียวเท่านั้น เพราะคิดกว่าการจะแผ่ปกคลุมกระดาษแสดงภาพแผ่นใหญ่ขนาดนี้ ปริมาณแค่นี้น่าจะเพียงพอแล้ว
ผลปรากฏว่าแค่พริบตาเดียว บนกระดาษแสดงภาพก็ยังคงปรากฏสีแดงเถือกขึ้นมา เพียงแต่ไม่ได้แดงจนเกือบดำแบบของพวกวาชิด้า มันยังถือว่าอ่อนกว่ามาก
โม่หลานตกใจจนรีบหยุดการปล่อยพลังเวททันที โชคดีที่หยุดได้เร็ว กระดาษแสดงภาพอีกกว่าครึ่งก็เลยยังไม่เปลี่ยนสี
เธอปรับเปลี่ยนอีกเล็กน้อย และยิ่งหวงแหนการปล่อยพลังเวทมากกว่าเดิม กระดาษแสดงภาพเริ่มมีสีแดงเข้มบ้างอ่อนบ้างปรากฏขึ้นมา จนกระดาษปรากฏสีขึ้นมาทั้งแผ่น ก็ยังไม่สามารถทำให้เกิดสีเขียวขึ้นมาได้เลยสักนิด
กระดาษแสดงภาพสีแดงสดของสามจอมมนตราน้อยในแถวแรก ช่างดูโดดเด่นสะดุดตาเป็นพิเศษ ท่ามกลางกระดาษสีเหลืองเข้ม เหลืองอ่อน และสีเขียวเป็นหย่อม ๆ ของคนอื่น ๆ
รอประมาณสามสิบวินาที กระดาษแสดงภาพก็กลับมาเป็นสีขาวนวลอีกครั้ง
บรรดาแม่มดน้อยจึงเริ่มฝึกกันต่อ
แม่มดน้อยคนอื่น ๆ ฝึกฝนการแทรกซึมเวทมนตร์ “เพิ่มอีกนิด เพิ่มอีกหน่อย กระดาษยังเขียวไม่พอเลย”
ส่วนโม่หลาน วาชิด้า และซิลฟ์ ทั้งสามคนฝึกฝนการแทรกซึมเวทมนตร์ “เยอะไปแล้ว ยังเยอะไปอีก ลดลงหน่อย เอาให้น้อยกว่านี้อีก!”
นอกเสียจากว่าจะมีแม่มดน้อยคนไหนที่ควบคุมตัวเองไม่อยู่ และเทพลังเวทมนตร์ทั้งตัวลงไปบนกระดาษแสดงภาพ บนกระดาษถึงจะมีสีแดงปรากฏขึ้นมาบ้าง
ความแตกต่างระหว่างพลังเวทมนตร์ของแม่มดและพลังเวทของจอมมนตรา เป็นสิ่งที่เห็นได้อย่างชัดเจนเลยทีเดียว
แม่มดน้อยคนอื่น ๆ กลับสามารถจับจุดเรื่องปริมาณการปล่อยพลังในการแทรกซึมเวทมนตร์ได้รวดเร็วกว่า ไม่นานกระดาษแสดงภาพของทุกคนก็กลายเป็นสีเขียวที่มีความเข้มอ่อนแตกต่างกันไป
แต่ในขั้นตอนนี้ สำหรับพวกโม่หลานทั้งสามคนแล้ว กลับยากลำบากกว่ามาก
พวกเธอต้องลองพยายามอยู่หลายครั้ง กว่าจะทำให้กระดาษแสดงภาพกลายเป็นสีเขียวเข้มได้
แต่บางทีอาจจะเป็นเพราะพวกเธอใช้ความพยายามอย่างหนักในการควบคุมปริมาณการปล่อยพลัง ความสามารถในการควบคุมจึงพัฒนาขึ้น พอถึงตอนที่ต้องจับจังหวะความเร็วในการปล่อยพลัง พวกเธอจึงสามารถทำความเข้าใจได้รวดเร็วกว่าเล็กน้อย
ความแตกต่างของความเข้มอ่อนของสีบนกระดาษแสดงภาพค่อย ๆ ลดลงอย่างเห็นได้ชัด
เรียนไปได้ครึ่งคาบ พลังเวทมนตร์ของแม่มดน้อยหลายคนก็ถูกใช้ไปจนเกือบหมดกับการฝึกฝนการแทรกซึมเวทมนตร์อย่างต่อเนื่อง จึงต้องอาศัยช่วงเวลาที่รอกระดาษแสดงภาพฟื้นฟู แอบกัดผลขนมปังสักสองคำเพื่อเร่งการฟื้นฟูพลัง
โชคดีที่ความเร็วในการฟื้นฟูพลังเวทมนตร์ของผลขนมปังนั้น รวดเร็วกว่าการฟื้นฟูพลังเวทมาก
การแทะผลขนมปังไปพลางฝึกฝนไปพลาง จึงจะสามารถฟื้นฟูพลังให้ทันกับที่ใช้ไปได้อย่างหวุดหวิด เพียงแต่ลิ้นกับท้องก็จะรู้สึกทรมานอยู่สักหน่อย
คุณอามีช่าถึงขั้นใจดีเตรียมผลขนมปังไว้ให้พวกเธอหนึ่งตะกร้า สามารถหยิบไปกินได้ตลอดเวลาเลยทีเดียว