- หน้าแรก
- แม่มดฝึกหัด ขอจัดเต็ม
- บทที่ 26 อา… อาจารย์ใหญ่?
บทที่ 26 อา… อาจารย์ใหญ่?
บทที่ 26 อา… อาจารย์ใหญ่?
โม่หลานที่เดินนำหน้าสุดถูกวาชิด้าและซิลฟ์ที่อยู่ด้านหลังชนจนเสียหลักเซไป
วาชิด้าตาไวรีบคว้าตัวเธอเอาไว้ทัน “โม่หลาน เป็นอะไรไปเหรอ?”
โม่หลานชี้ไปข้างบน “อาจารย์ใหญ่!”
“อาจารย์ใหญ่? อาจารย์ใหญ่ไม่ได้...” วาชิด้ามองขึ้นไปข้างบน คนที่เดินลงมาจากบันไดถ้าไม่ใช่อาจารย์ใหญ่แล้วจะเป็นใครล่ะ?
ทว่าอาจารย์ใหญ่คนนี้สวมเสื้อคลุมสีม่วงเข้ม
ท่ามกลางสีหน้าราวกับเห็นผีของบรรดาแม่มดน้อย คุณอามีช่าก็เป็นฝ่ายเอ่ยทักทายอย่างห่วงใย “อรุณสวัสดิ์จ้ะ แม่มดน้อยทั้งหลาย! ถ้าจะไปหอคอยฝั่งตะวันตก ขึ้นชั้นสองแล้วเลี้ยวซ้าย เดินตรงไปเรื่อย ๆ ก็ถึงแล้วล่ะ!”
“ขอบคุณค่ะ... อาจารย์ใหญ่...”
อามีช่าในชุดคลุมสีม่วงเดินไปทางระเบียงทางเดินฝั่งขวาของชั้นสอง และหายลับไปตรงหัวมุมอย่างรวดเร็ว
“เอ่อ เมื่อกี้ฉันไม่ได้ตาฝาดไปใช่ไหม? นั่นคุณอามีช่าอาจารย์ใหญ่จริง ๆ เหรอ?” วาชิด้าขยี้ตาตัวเอง
“เธอไม่ได้ตาฝาดหรอก ฉันก็เห็นเหมือนกัน” ซิลฟ์ลูบแขนตัวเองพลางขยับเข้าไปใกล้โม่หลาน จู่ ๆ เธอก็รู้สึกว่าปราสาทที่สว่างไสวแห่งนี้ดูวังเวงขึ้นมาชอบกล
“พวกเราก็เห็นเหมือนกัน!” แม่มดน้อยทุกคนตัวสั่นเทา เบียดเสียดเข้าหากันและเริ่มพูดคุยกันเซ็งแซ่
“ทำไมถึงมีอาจารย์ใหญ่สองคนล่ะ?”
“จะเป็นไปได้ไหมว่าอาจารย์ใหญ่ที่พวกเราเจอเมื่อกี้เดินขึ้นชั้นสามจากทางอื่น แล้วก็เดินลงมาจากตรงนี้?”
“แต่คนหนึ่งใส่ชุดสีน้ำเงิน อีกคนใส่ชุดสีม่วงนะ ถึงขั้นต้องเปลี่ยนชุดเลยเหรอ?”
“ได้ยินมาว่าเสื้อคลุมแม่มดบางตัวสามารถเปลี่ยนรูปลักษณ์ได้ตามใจชอบเลยนะ...”
“แต่อาจารย์ใหญ่ชุดน้ำเงินเพิ่งจะบอกอรุณสวัสดิ์ไปเองนะ! แล้วทำไมอาจารย์ใหญ่ชุดม่วงถึงพูดอีกรอบล่ะ?”
“บางทีอาจารย์ใหญ่อาจจะเป็นคนมีมารยาทมากก็ได้มั้ง?”
“ใช่แล้ว ๆ! ต้องเป็นแบบนั้นแน่ ๆ!”
“แต่พวกเราวิ่งกันมาเลยนะ บันไดอีกฝั่งของระเบียงทางเดินก็อยู่ตั้งไกล อาจารย์ใหญ่ต้องเร็วแค่ไหนถึงจะเดินอ้อมวงใหญ่ แล้วมาโผล่ตัดหน้าพวกเราตรงนี้ได้เนี่ย?”
“ไม่อย่างนั้นจะเป็นแม่มดอันดับหนึ่งได้ยังไงล่ะ?”
“นั่นก็จริงแฮะ!”
ทุกคนหาเหตุผลที่พอจะฟังขึ้นมาอธิบายเรื่องนี้จนผ่านพ้นไปได้
เมื่อเรียกสติกลับมาได้แล้ว จึงมุ่งหน้าไปยังหอคอยฝั่งตะวันตกกันต่อ
หอคอยฝั่งตะวันตกมีทั้งหมดเจ็ดชั้น พวกเธอเดินมาจากระเบียงทางเดินชั้นสอง ก็จะมาโผล่ที่ชั้นสองของหอคอยฝั่งตะวันตกพอดี จึงยังต้องปีนบันไดกันต่อ
กว่าจะปีนขึ้นมาถึงชั้นบนสุดและหาห้องเรียนจนเจอก็เล่นเอาเหนื่อย
ตอนที่กำลังจะเดินเข้าไป ก็ต้องสะดุ้งตกใจกับแม่มดในชุดคลุมสีดำที่บินทะลุระเบียงหอคอยเข้ามา
พอเห็นพวกเธอ ก็เอ่ยทักทายอย่างกระตือรือร้น “อรุณสวัสดิ์จ้ะ แม่มดน้อยทั้งหลาย!”
“อา... อาจารย์ใหญ่?”
คราวนี้บรรดาแม่มดน้อยคิดหาเหตุผลไม่ออกจริง ๆ ว่ามีเรื่องอะไรที่ทำให้คุณอามีช่าต้องไปเดินอ้อมวงใหญ่ที่ชั้นหนึ่งกับชั้นสองของปราสาท แล้วค่อยบินมาจากทางทิศตะวันตก แถมระหว่างนั้นยังเปลี่ยนชุดไปถึงสามสีอีกต่างหาก
อาจารย์ใหญ่คงไม่ได้ตั้งใจจะหลอกให้พวกเธอตกใจตั้งแต่วันแรกที่เปิดเทอมหรอกนะ!
เผ่าแม่มดไม่มีฝาแฝด ยิ่งไม่ต้องพูดถึงแฝดสามเลย
ด้วยความรู้และประสบการณ์อันน้อยนิดของบรรดาแม่มดน้อย จึงไม่สามารถอธิบายเรื่องนี้ได้เลยจริง ๆ
ณ วินาทีนี้ แต่ละคนต่างก็คิดกันไปสารพัด แต่สีหน้ากลับดูไม่ค่อยสู้ดีนัก
“ฮ่า! พวกเธอเจอฉันอีกสองคนมาแล้วสินะ!” อามีช่ามองแวบเดียวก็รู้ได้ทันทีว่าเกิดอะไรขึ้น เธอพูดพลางนำไม้กวาดไปวางไว้บนชั้นวางตรงระเบียง
บรรดาแม่มดน้อยต่างมีเครื่องหมายคำถามเต็มหัว “อีกสองคน?”
“ในสถาบันเนี่ย ไม่ว่าจะเห็นฉันกี่คนก็ไม่ต้องแปลกใจไปหรอก ทั้งหมดคือฉันเองนั่นแหละ!” อามีช่าพูดพลางนับจำนวนแม่มดน้อย “เยี่ยมมาก มากันครบเลย มัวยืนทำอะไรกันอยู่ล่ะ เข้าห้องเรียนกันได้แล้ว!”
บรรดาแม่มดน้อยเดินตามหลังอาจารย์ใหญ่เข้าไปอย่างว่าง่าย
ภายในห้องเรียนแบบขั้นบันไดอันกว้างขวาง มีโต๊ะเรียนและเก้าอี้ขนาดใหญ่จัดวางอยู่สามสิบตัว
แถวละหกตัว รวมทั้งหมดห้าแถว
อามีช่าโบกไม้กายสิทธิ์เบา ๆ ชุดโต๊ะเก้าอี้สามตัวในแถวแรกก็ถูกจับยัดเข้าไปในประตูบานหนึ่งข้างห้องเรียน โต๊ะสามตัวที่เหลือในแถวแรกจึงถูกเลื่อนมาไว้ตรงกลาง:
“เอาล่ะ! นั่งที่กันได้! จนกว่าจะเรียนจบปีสาม วิชาการเล่นแร่แปรธาตุของพวกเธอจะต้องมาเรียนที่นี่”
บรรดาแม่มดน้อยต่างรู้ใจกันเป็นอย่างดี ยกที่นั่งสามที่ในแถวแรกให้โม่หลาน วาชิด้า และซิลฟ์
ใคร ๆ ก็บอกว่าจอมมนตรานั้นเก่งกาจและมีพรสวรรค์เป็นเลิศ พอพวกเธอนั่งอยู่แถวหน้าสุด ทุกคนก็จะสามารถมองเห็นและคอยเรียนรู้จากพวกเธอได้ตลอดเวลา
โม่หลานนั่งตรงกลางแถวแรก วาชิด้านั่งอยู่ฝั่งซ้าย และซิลฟ์นั่งอยู่ฝั่งขวา
ทว่าตอนนี้ทุกคนไม่ได้สนใจเรื่องที่นั่งสักเท่าไหร่ สายตาทุกคู่ต่างจับจ้องไปที่อาจารย์ใหญ่
มองดูเธอเลื่อนโต๊ะเก้าอี้เสร็จ ก็เดินไปหยิบกระดาษหนังแกะกองโตกับของที่ไม่รู้ว่าเอาไว้ทำอะไรอีกหลายอย่างออกมาจากประตูหลังโพเดียม แล้วยังอธิบายให้พวกเธอฟังอีกว่า
“หอคอยฝั่งตะวันตกครึ่งหนึ่งคือห้องเรียนการเล่นแร่แปรธาตุ อีกครึ่งหนึ่งคือคลังเก็บวัตถุดิบเวทมนตร์ระดับต่ำ ต่อไปนี้ถ้าพวกเธอต้องการวัตถุดิบอะไร ก็ให้ไปหาเอาเองในคลังวัตถุดิบฝั่งตะวันออกของหอคอยนะ แต่ละชั้นจะมีทางเข้าอยู่ ทางเข้าของชั้นบนสุดก็คือตรงนี้แหละ”
ในที่สุด เชอริลที่มีความอยากรู้อยากเห็นล้นเปี่ยมก็ทนไม่ไหวเป็นคนแรก “อาจารย์ใหญ่คะ! ท่านทำ... ทำยังไงถึงเสกตัวเองออกมาได้ตั้งสามคนคะ?”
“อืม...” อามีช่ามองเห็นความสงสัยของบรรดาแม่มดน้อยทั้งหมด เธอจงใจปล่อยให้ทุกคนอยากรู้จนแทบทนไม่ไหว ทว่าประโยคสุดท้ายที่เอ่ยออกมากลับกลายเป็น “รอให้ถึงวันพวกเธอเรียนจบ แล้วค่อยมาถามคำถามนี้กับฉัน ถึงตอนนั้นฉันอาจจะยอมบอกพวกเธอก็ได้นะ”
สิ้นเสียงพูด เสียงระฆังก็ดังขึ้นพอดี กะเวลาได้แม่นยำเป๊ะ ไม่ขาดไม่เกินเลย
“เอาล่ะ! สิบโมงแล้ว เริ่มเรียนกันได้!”
บรรดาแม่มดน้อยที่เพิ่งจะเปิดเทอมมาได้แค่สี่วัน: “...”
โม่หลานถึงกับสงสัยเลยว่า สถาบันแม่มดแห่งนี้มีธรรมเนียมการชอบทำตัวมีลับลมคมในหรือเปล่า ไม่อย่างนั้นทำไมตั้งแต่อาจารย์ใหญ่ไปจนถึงพวกรุ่นพี่ถึงได้มีนิสัยเหมือนกันเป๊ะขนาดนี้
ตอนนี้เธอพอจะเข้าใจแล้วว่าทำไมรุ่นพี่ลิลิธถึงบอกว่าอย่าตกใจ
เช้าวันเดียวเจออาจารย์ใหญ่ไปตั้งสามคน จะไม่ให้ตกใจได้ยังไงล่ะ?
บรรดาแม่มดน้อยไม่มีเวลาให้คิดฟุ้งซ่านอีกต่อไป เพราะคุณอามีช่าเริ่มสอนแล้ว
“ตอนที่ตารางเรียนอัปเดตเมื่อคืนวันศุกร์ พวกเธอคงสงสัยกันมากเลยใช่ไหมว่าทำไมถึงมีเรียนแต่วิชาพื้นฐานการเล่นแร่แปรธาตุ?”
คุณอามีช่านั่งไขว่ห้างอยู่บนเก้าอี้พนักพิงสูงบนโพเดียม แล้วเอ่ยด้วยน้ำเสียงราบเรียบสม่ำเสมอ
“นั่นก็เป็นเพราะว่า การจะเริ่มเรียนเวทมนตร์อย่างเป็นทางการ ไม่ว่าจะเป็นภาคทฤษฎีหรือภาคปฏิบัติ ล้วนขาดของสองสิ่งนี้ไปไม่ได้
สิ่งแรกคือคัมภีร์สืบทอดที่จะอยู่เคียงข้างแม่มดทุกคนไปตลอดชีวิต——คัมภีร์แม่มด และอีกสิ่งหนึ่งก็คืออุปกรณ์เสริมที่จำเป็นต่อการร่ายเวทของแม่มด——ไม้กายสิทธิ์
คัมภีร์แม่มด ไม้กายสิทธิ์ รวมถึงไม้กวาดบินที่พวกเธอจะได้สัมผัสในอนาคต ของสามสิ่งนี้สำหรับแม่มดแล้ว ก็เปรียบเสมือนวัตถุแห่งพรสวรรค์ของจอมมนตรา ถือเป็นอุปกรณ์เวทมนตร์พิเศษที่มีเพียงแม่มดเท่านั้นที่สามารถควบคุมได้
การเรียน การร่ายเวท และการใช้ชีวิตในทุก ๆ ด้านของแม่มด ล้วนต้องพึ่งพามันทั้งสิ้น
แม่มดทุกคนจำเป็นต้องรู้วิธีการสร้างสิ่งของทั้งสามชิ้นนี้ ไม่ว่าจะเป็นแม่มดสายเล่นแร่แปรธาตุหรือไม่ก็ตาม
คัมภีร์แม่มด ไม้กายสิทธิ์ และไม้กวาดบิน อาจจะสูญหายหรือพังเสียหายได้ แต่วิธีการสร้างที่พวกเราได้เรียนรู้มา จะคงอยู่และเป็นประโยชน์ต่อพวกเราตลอดไป
วิชาพื้นฐานการเล่นแร่แปรธาตุในสัปดาห์นี้ พวกเราจะได้เรียนรู้วิธีการสร้างคัมภีร์แม่มดและไม้กายสิทธิ์ของตัวเองกัน!”
โม่หลานถึงเพิ่งจะรู้ว่า คัมภีร์แม่มด ไม้กายสิทธิ์ และไม้กวาดบินของแม่มดแต่ละคน ล้วนเป็นสิ่งที่พวกเธอต้องสร้างขึ้นมาด้วยน้ำมือตัวเองทั้งสิ้น
นั่นก็จริง แม่มดที่ดิ้นรนหลุดพ้นจากความสิ้นหวังและความยากลำบากมาได้ ในตอนแรกแม้แต่เวทมนตร์ก็ยังใช้ไม่ค่อยคล่อง นอกจากการสร้างขึ้นมาด้วยตัวเองแล้ว จะไปหาอุปกรณ์เวทมนตร์อันล้ำค่ามาจากไหนได้อีกล่ะ?