- หน้าแรก
- แม่มดฝึกหัด ขอจัดเต็ม
- บทที่ 20 พ่อครัวซอมบี้
บทที่ 20 พ่อครัวซอมบี้
บทที่ 20 พ่อครัวซอมบี้
“จะเป็นไปได้ยังไง! อร่อยสุด ๆ ไปเลยต่างหาก! อร่อยกว่างานเลี้ยงอาหารเลิศรสเมื่อวานอีกนะ!”
วาชิด้ากินเนื้อคำ ข้าวคำ หรี่ตาลงด้วยความสุข “ของอร่อยแบบนี้ ก็ต้องค่อย ๆ ลิ้มรสสิถึงจะถูก!”
โม่หลานส่ายหน้าอย่างขบขัน
“เธอนี่นะ! เมื่อคืนคงหิวจัดเกินไป กินอะไรก็คงไม่ทันได้รู้รสชาติล่ะสิ งานเลี้ยงอาหารเลิศรสของคุณอามีช่าไม่ได้มีดีแค่หน้าตาหรอกนะ!”
“แต่มันอร่อยกว่าที่ฉันเคยกินมาตั้งแต่เล็กจนโตจริง ๆ นี่นา! โดยเฉพาะข้าวผัดไข่จานนี้ ไม่เคยเห็นวิธีทำแบบนี้มาก่อนเลย!”
วาชิด้าพูดต่อ
“จริงสิ โม่หลาน สูตรข้าวผัดไข่นี่ ฉันขอเอาไปสอนพ่อครัวซอมบี้ที่บ้านนะ! ฉันรับรองว่าจะไม่เอาไปแพร่งพรายที่ไหนอีกแน่นอน!”
“???” โม่หลานรู้สึกเหมือนตัวเองได้ยินเรื่องอะไรที่มันน่าตกใจเข้าให้แล้ว “เรื่องเอาไปบอกต่อหรือไม่น่ะไม่สำคัญหรอก แต่... ซอมบี้งั้นเหรอ?”
วาชิด้าลูบหัวตัวเองด้วยความเขินอาย “ไม่รู้ว่าเธอเคยได้ยินเรื่องเผ่าซอมบี้บ้างไหม? ซากศพที่ไม่เน่าเปื่อยเมื่อผ่านกาลเวลาอันยาวนานจนก่อเกิดสติปัญญาขึ้นมา ก็จะกลายเป็นเผ่าซอมบี้ ซึ่งค่อนข้างหาได้ยากน่ะ
พ่อของฉันก็คือราชาซอมบี้ที่แม่ฉันเลี้ยงไว้นั่นแหละ ต่อมาเกิดมีสติปัญญาขึ้นมาก็เลยกลายเป็นเผ่าซอมบี้
ซอมบี้ที่เขาฝึกสอนออกมาค่อนข้างจะคล่องแคล่วว่องไว
ฉันเป็นคนกินจุมาตั้งแต่เด็ก ส่วนคุณแม่ก็ไม่ค่อยถนัดเวทมนตร์ทำอาหาร ก็ได้พ่อครัวซอมบี้ที่พ่อฉันเป็นคนฝึกนี่แหละ ที่ทำอาหารเลี้ยงฉันจนโตมาได้
คุณพ่อกลัวว่าต่อไปถ้าฉันต้องออกไปใช้ชีวิตคนเดียว แล้วจะต้องมานั่งทำอาหารทั้งวันทั้งคืน จนสุดท้ายต้องหิวตายไปเอง
ก็เลยบอกว่ารอให้ฉันเรียนจบเมื่อไหร่ จะจับพ่อครัวที่บ้านยัดใส่โลงศพแล้วส่งมาให้ฉันน่ะ
ก่อนที่ฉันจะมาโรงเรียน ฉันยังอุตส่าห์ไปเรียนรู้วิธีการดูแลรักษาซอมบี้จากพ่อมาด้วยนะ!
โชคดีที่เรื่องนี้ ฉันได้รับการถ่ายทอดพรสวรรค์มาจากพ่ออยู่นิดหน่อย...”
โม่หลานไม่ค่อยเข้าใจนัก แต่ก็รู้สึกช็อกอยู่ไม่น้อย
ใครบอกว่าความสามารถในการสืบพันธุ์ของเผ่าแม่มดนั้นอ่อนแอกันล่ะ? ขนาดกับเผ่าซอมบี้ยังให้กำเนิดแม่มดน้อยที่สุขภาพแข็งแรงแบบนี้ออกมาได้เลย!
ถึงจะบอกว่าเป็นซากศพที่มีสติปัญญาก็เถอะ แต่โดยแก่นแท้แล้ว กายเนื้อก็ถือว่าตายไปแล้วไม่ใช่เหรอ?
“...แต่ซอมบี้ก็คือซอมบี้อยู่วันยังค่ำแหละนะ ต่อให้ผ่านการฝึกสอนจากเผ่าซอมบี้มาแล้ว ความสามารถในการเรียนรู้ก็ยังถือว่าอ่อนด้อยมากอยู่ดี ทำเป็นแต่อาหารหม้อใหญ่แบบง่าย ๆ เท่านั้น
พูดได้แค่ว่ากินแล้วแม่มดไม่ตาย ไม่สามารถเรียกว่าอร่อยได้อย่างแน่นอน
ฉันดูวิธีทำข้าวผัดไข่ที่เธอสอนฉันแล้ว ขั้นตอนค่อนข้างละเอียดดี สามารถนำไปทำเป็นชุดคำสั่ง แล้วป้อนให้พ่อครัวซอมบี้ได้ ฉันก็เลยอยากจะให้เขาลองเรียนดูน่ะ...”
วาชิด้าผู้น่าสงสาร เติบโตมากับการกินอาหารหม้อใหญ่ของพ่อครัวซอมบี้นี่เอง งานเลี้ยงอาหารเลิศรสเมื่อคืนก็หิวจัดเกินไปจนไม่ได้ค่อย ๆ ลิ้มรสให้ดี ดังนั้นกับข้าวสองสามอย่างในวันนี้ สำหรับเธอแล้วก็คงถือเป็นของอร่อยล้ำเลิศในโลกหล้าจริง ๆ นั่นแหละ
“เธอหมายความว่า อาหารที่มีขั้นตอนละเอียด พ่อครัวซอมบี้ของเธอก็สามารถเรียนรู้ได้หมดเลยเหรอ?” โม่หลานถาม
“ก็น่าจะใช่นะ! ฝีมือทำอาหารของพ่อฉันไม่ค่อยดีเท่าไหร่ ซอมบี้ที่เขาสอนก็เลยมีฝีมือทำอาหารห่วยแตกเหมือนกับเขานั่นแหละ แต่ขอแค่สามารถป้อนชุดคำสั่งที่ตายตัวได้ หลังจากฝึกฝนซ้ำ ๆ ก็สามารถเรียนรู้ได้จริง ๆ นะ น่าจะมีความยืดหยุ่นกว่าพวกหุ่นเชิดอยู่นิดหน่อย”
วาชิด้าพูดต่อ “โชคดีที่ฉันก็สืบทอดความสามารถในการฝึกสอนซอมบี้มาจากคุณพ่ออยู่บ้าง น่าจะไม่มีปัญหาหรอก”
“ได้! เธออยากสอนก็สอนเถอะ! ฉันยังมีสูตรอาหารที่ขั้นตอนตายตัว แต่ทำออกมาแล้วรสชาติอยู่ในเกณฑ์มาตรฐานอีกหลายสูตรเลย วันหลังเดี๋ยวฉันจะรวบรวมแล้วเอามาให้เธอนะ!”
โม่หลานนึกถึงเครื่องทำอาหารอัตโนมัติของดาวเคราะห์สีน้ำเงินขึ้นมา
เครื่องทำอาหารยังต้องให้เราหั่นผักเตรียมไว้ใส่เข้าไปเองเลย แต่ซอมบี้บ้านวาชิด้า สามารถเหมาทำเองได้ทุกขั้นตอนเลยล่ะ
“จริงเหรอ? ขอบใจเธอมากเลยนะ โม่หลาน!” วาชิด้าดีใจจนเนื้อเต้น สายตาที่มองโม่หลาน ดูราวกับกำลังมองผู้มีพระคุณที่คอยชุบเลี้ยงเลยทีเดียว
“สำหรับฉันแล้ว มันก็แค่เรื่องเล็กน้อยเอง ไม่ต้องขอบใจหรอก ฉันคิดว่าดาวเคราะห์สีน้ำเงินเอง ก็คงอยากจะให้อารยธรรมถูกเผยแพร่ต่อไปเหมือนกันแหละ!”
อาจจะเป็นเพราะวันนี้วาชิด้าได้เล่าเรื่องราวของครอบครัวตัวเองให้ฟัง โม่หลานก็เลยยอมเปิดใจ และเล่าเรื่องที่เธอไม่เคยเอ่ยปากบอกใครมาก่อน
“ดาวเคราะห์สีน้ำเงิน?” วาชิด้าถามด้วยความสงสัย “นั่นคืออะไรเหรอ?”
“ฉันคือวิญญาณจากต่างโลก ดาวเคราะห์สีน้ำเงินคือดาวบ้านเกิดในชาติก่อนของฉัน ส่วนข้าวผัดไข่ก็เป็นอาหารเลิศรสของดาวเคราะห์สีน้ำเงินน่ะ” โม่หลานตอบ
“วิญญาณจากต่างโลกงั้นเหรอ?” วาชิด้าร้องเสียงหลง “ที่แท้โม่หลานก็เป็นวิญญาณจากต่างโลกนี่เอง! มิน่าล่ะ ถึงได้รู้สึกอยู่เสมอว่าเธอทั้งดูสุขุมและมีความรอบรู้มากกว่าทุกคนตั้งเยอะ!”
โม่หลานโดนชมจนรู้สึกเขินอายขึ้นมา ถึงแม้เธอจะมีความทรงจำของดาวเคราะห์สีน้ำเงินติดตัวมาด้วย แต่สำหรับวาเลนแล้ว เธอก็เป็นเพียงแค่เด็กแรกเกิดคนหนึ่งเท่านั้น ไม่ได้มีความรู้มากไปกว่าแม่มดน้อยคนอื่น ๆ เลยสักนิด
“โม่หลาน ดาวเคราะห์สีน้ำเงินมีหน้าตาเป็นยังไงเหรอ? แล้วที่นั่นมีแม่มดไหม?” วาชิด้าถามด้วยความอยากรู้อยากเห็น
นี่เป็นครั้งแรกเลยนะที่เธอได้เจอวิญญาณจากต่างโลกตัวเป็น ๆ!
“ดาวเคราะห์สีน้ำเงินน่ะเหรอ...” แววตาของโม่หลานฉายแววรำลึกความหลัง ก่อนจะเล่าเรื่องราวของดาวเคราะห์สีน้ำเงินให้ฟังคร่าว ๆ
วาชิด้าฟังจนเคลิบเคลิ้ม “ช่างเป็นดาวเคราะห์ที่อ่อนโยนจริง ๆ เลยนะ!”
“นั่นสิ!” โม่หลานพอนึกถึงดาวเคราะห์สีน้ำเงิน ก็เก็บซ่อนความกังวลเอาไว้ไม่อยู่
วาชิด้าสังเกตเห็นอารมณ์ที่หม่นหมองของเธอ จึงพูดขึ้นว่า “โม่หลาน! เธอคือจอมมนตรานะ! จอมมนตราที่เติบโตได้อย่างไร้ขีดจำกัดไง! ขอแค่เธอค่อย ๆ เติบโตขึ้นไปทีละก้าว สักวันหนึ่งเธอจะต้องมีพลังพอที่จะกอบกู้โลกได้อย่างแน่นอน!
อีกอย่างนะ! เธอคนเดียวทำไม่ไหว ก็ยังมีฉัน มีซิลฟ์ แล้วก็ยังมีรุ่นพี่ลิลิธอยู่อีกนี่นา!
ท่านเทเรซ่ากับจอมมนตราอีกสองท่านแค่สามคน ยังสามารถสยบเผ่าพันธุ์ต่าง ๆ ในวาเลนจนราบคาบได้เลย พวกเราจอมมนตราสี่คนรวมพลังกัน จะไม่สามารถกอบกู้มิติโลกใบเล็ก ๆ ที่ไม่มีแม้แต่พลังเวทได้เชียวเหรอ?
ถึงแม้พวกเราจะเชิดชูความเป็นอิสระและเสรีภาพ แต่สำหรับการช่วยเหลือเพื่อนพ้อง พวกเราก็พร้อมจะช่วยเหลืออย่างเต็มที่ไม่มีปฏิเสธอย่างแน่นอน!”
โม่หลานมองดูท่าทางที่เต็มเปี่ยมไปด้วยความมั่นใจของวาชิด้า ภายในใจก็ราวกับมีแสงอาทิตย์สาดส่องทะลุเมฆหมอก เธอเอ่ยด้วยน้ำเสียงหนักแน่นว่า “ฉันจะต้องกลับไปให้ได้อย่างแน่นอน!”
“สู้เขานะ!” วาชิด้าชูหมัดเล็ก ๆ ขึ้นมา
“อื้ม!”
กินไปคุยไป เพลิดเพลินเสียจนโม่หลานเผลอกินจนจุกโดยไม่ทันระวังตัว
พอลองคำนวณดู เธอกินสเต๊กเนื้อไปหนึ่งชิ้น ข้าวผัดไข่อีกหนึ่งชาม และสลัดผักอีกหนึ่งจานเล็ก
ถือว่าเกินปริมาณการกินของเธอไปมากโขเลยทีเดียว ไม่สามารถกินเพิ่มได้อีกแล้ว
เธอลูบท้องพลางเอนหลังพิงพนักเก้าอี้ “ฉันอิ่มแล้วล่ะ เพื่อนร่วมชั้นวาชิด้า หลังจากนี้คงต้องพึ่งเธอแล้วนะ!”
วาชิด้าเหลือบมองท้องกลมป่องของโม่หลานแวบหนึ่ง เมื่อยืนยันว่าเธออิ่มแล้วจริง ๆ ความเร็วในการกินของเธอก็พลันเพิ่มขึ้นเป็นหลายเท่าตัวในทันที
ถึงจะเร็ว แต่ก็แตกต่างจากการสวาปามอย่างตะกละตะกลามในงานเลี้ยงมื้อค่ำเมื่อวานอย่างเห็นได้ชัด
ดูออกเลยว่า เธอยังคงเคี้ยวและลิ้มรสชาติอย่างเต็มที่
โม่หลานถึงได้รู้ว่า การค่อย ๆ ลิ้มรสของวาชิด้านั้น รวดเร็วกว่าที่เธอคิดไว้ตั้งไม่รู้กี่เท่า
ที่ก่อนหน้านี้กินช้าเสียขนาดนั้น คงเป็นเพราะกลัวว่าเธอจะกินไม่อิ่มแน่ ๆ เลย!
พอวาชิด้ากินเสร็จ ก็ลุกขึ้นยืนเก็บกวาดถ้วยชามทันที
โม่หลานตั้งใจจะเข้าไปช่วย แต่กลับถูกเธอกดให้นั่งลงบนเก้าอี้ตามเดิม “ตอนนี้ฉันก็ถือว่าเป็นลูกศิษย์ของแม่ครัวโม่หลานแล้วนะ! มีลูกศิษย์ที่ไหนปล่อยให้อาจารย์เป็นคนเก็บกวาดกันล่ะ!”
โม่หลานไม่หลงกลและตอบกลับไปว่า “ฉันแค่รับปากว่าจะเขียนสูตรอาหารให้เธอ เพื่อเอาไปสอนซอมบี้ของเธอก็เท่านั้น ไม่ได้บอกสักหน่อยว่าจะลงมือสอนเธอทำตามสูตรอาหารทั้งหมดด้วยตัวเอง จะไปนับว่าเป็นอาจารย์ของเธอได้ยังไงกันล่ะ?”
“ให้สูตรอาหารก็นับเหมือนกันนั่นแหละ! หรือว่าถ้ามีตรงไหนในสูตรที่ฉันไม่เข้าใจ โม่หลานจะใจจืดใจดำไม่ยอมชี้แนะฉันเชียวเหรอ?” วาชิด้าพูดอย่างมั่นใจ
“เธอนี่นะ!” โม่หลานเองก็ไม่เกรงใจแล้วเหมือนกัน “งั้นรีบไปล้างจานเลยไป! ก่อนหน้านี้ทำไมถึงไม่เห็นรู้เลยนะ ว่าเธอจะหัวหมอขนาดนี้น่ะ?”
นี่ก็ถือเป็นการยอมรับกลาย ๆ ว่าจะยอมสอนเธอแล้วล่ะ วาชิด้าฮัมเพลงจังหวะเพี้ยน ๆ แล้วเดินไปเก็บถ้วยชามด้วยความเบิกบานใจ