- หน้าแรก
- แม่มดฝึกหัด ขอจัดเต็ม
- บทที่ 19 แม่สาวภูตประจำบ้าน
บทที่ 19 แม่สาวภูตประจำบ้าน
บทที่ 19 แม่สาวภูตประจำบ้าน
ผลการสอนถือว่าออกมาไม่เลวเลย
บรรดาแม่มดน้อยที่ก่อนหน้านี้ได้แต่ยืนงงทำอะไรไม่ถูกกับวัตถุดิบเต็มห้อง ตอนนี้ถือว่าพอจะจับจุดการทำสเต๊กเนื้อทอดและสลัดผักสองเมนูนี้ได้บ้างแล้ว
ไม่ว่าพอกลับไปลงมือทำเองแล้วผลลัพธ์จะออกมาเป็นยังไง แต่อย่างน้อยตอนที่โม่หลานและไอส์สอนเสร็จ แม่มดน้อยทุกคนก็สามารถอธิบายขั้นตอนการทำอาหารสองเมนูนี้ได้อย่างฉะฉาน
ถือเป็นยอดฝีมือทางทฤษฎีกันไปแล้ว
ที่เหลือก็คงต้องรอดูว่าพวกเธอจะกลับไปลองผิดลองถูกกันยังไงแล้วล่ะ
ต่อให้เป็นโม่หลานกับไอส์ ก็ทำได้เพียงแค่สาธิตและตอบคำถามของทุกคนเท่านั้น ไม่สามารถตามไปห้องครัวของแม่มดน้อยแต่ละคนเพื่อจับมือสอนทำอาหารให้ออกมาดีได้จริง ๆ หรอก
แต่ที่เป็นอยู่ตอนนี้ ก็ถือว่าเพียงพอแล้วล่ะ
บรรดาแม่มดน้อยหิ้วเนื้อสเต๊ก ผักผลไม้ และน้ำสลัด กลับบ้านไปทำมื้อเย็นด้วยความมั่นใจเต็มเปี่ยม
โม่หลานกำลังจะเรียกซิลฟ์ แต่กลับเห็นเธอยืนอยู่หน้าจุดรับวัตถุดิบ เหม่อมองไปยังแปลงเพาะปลูกที่อยู่ไกลออกไป “ซิลฟ์?”
“โม่หลาน เธอกลับไปก่อนเลย!” ซิลฟ์พูด “ฉันอยากไปหาเบียสักหน่อยน่ะ”
เธออยากจะบอกเบียว่า ถึงแม้เบียจะไม่อยากทำพันธสัญญาด้วยก็ไม่เป็นไร แต่ถ้าเธอมีเวลาว่าง เธอก็จะยังมาเล่าเรื่องราวให้ฟังอยู่ดี
โม่หลานเห็นสีหน้าจริงจังของเธอ ประกอบกับตอนนี้ก็ยังไม่เย็นมากนัก จึงพยักหน้ารับ
ความชื่นชอบที่ซิลฟ์มีต่อภูตน้อยนั้นมีมากกว่าเธอเยอะ การที่เธอยังไม่ยอมถอดใจก็ถือเป็นเรื่องปกติ
โม่หลานจึงหิ้วตะกร้าเดินแยกกลับมาคนเดียวก่อน
วัตถุดิบหนักอึ้งเต็มตะกร้า เธอหิ้วไปพักไป ใช้เวลามากกว่าตอนขามาถึงหนึ่งเท่าตัวกว่าจะเดินถึงหอพัก
พอเดินเข้าลานบ้านก็พบว่า บนทางเดินเล็ก ๆ ที่ถูกเหยียบย่ำจนเป็นทาง มีรอยคราบน้ำหลงเหลืออยู่เล็กน้อย
ตอนที่เธอตักน้ำนั้นเป็นช่วงเช้า
มิติย่อยอันเป็นที่ตั้งของสถาบันแม่มดแห่งนี้ มีสภาพอากาศที่เย็นสบาย แต่ช่วงบ่ายวันนี้ ก็เป็นวันที่แดดออกจัดเช่นกัน
น้ำที่หกตั้งแต่เมื่อเช้า ไม่น่าจะหลงเหลือมาจนถึงป่านนี้แล้วยังไม่แห้งหรอก
โม่หลานฉุกใจคิด วางตะกร้าผักไว้ที่หน้าประตูหอพัก แล้วเดินตามรอยน้ำไปจนถึงแท็งก์น้ำในลานหลังบ้าน
พอปีนขึ้นไปดูก็พบว่า แท็งก์น้ำที่เธออุตส่าห์เหน็ดเหนื่อยแทบตายตักน้ำมาใส่ได้แค่ครึ่งเดียว ตอนนี้กลับมีน้ำอยู่เต็มเปี่ยมแล้ว
คงไม่ใช่พวกรุ่นพี่ใจดีเห็นเธอหิ้วน้ำเหนื่อยเกินไปก็เลยมาช่วยหรอกนะ?
เพราะเมื่อตอนเช้า พวกรุ่นพี่ต่างก็รวมตัวกันเติมน้ำไปพลาง ดูเรื่องสนุกไปพลางอย่างสบายใจเฉิบอยู่เลยนี่นา!
ส่วนเพื่อนนักเรียนชั้นปีที่หนึ่ง ช่วงบ่ายวันนี้ต่างก็ทยอยกันไปที่จุดรับวัตถุดิบ แถมยังมาเรียนทำอาหารกับเธอและไอส์ด้วย มีเพียงแม่มดน้อยแค่คนเดียวเท่านั้นที่เป็นข้อยกเว้น
โม่หลานเดินออกจากบ้านไปดูที่หน้าหอพักของซิลฟ์ และก็เห็นรอยคราบน้ำหลงเหลืออยู่จริง ๆ
ไขคดีได้แล้ว “ก็มีแค่เธอคนเดียวเท่านั้นแหละที่มีกำลังพอจะทำได้——แม่สาวภูตประจำบ้านวาชิด้า!”
คิดไม่ถึงเลยว่าตอนเช้าจะปฏิเสธความช่วยเหลือของวาชิด้าไปแล้ว แต่เธอก็ยังฉวยโอกาสตอนที่ตัวเองกับซิลฟ์ไม่อยู่ มาเติมน้ำใส่แท็งก์ให้พวกเธอจนเต็ม
หากไม่ใช่เพราะคราบน้ำที่เหลืออยู่ทรยศเธอเข้าล่ะก็ คาดว่าอีกหลายวันให้หลัง เธอคงยังต้องมานั่งสงสัยอยู่แน่ ๆ ว่าทำไมน้ำครึ่งแท็งก์ถึงใช้ได้นานขนาดนี้โดยที่แทบไม่ลดลงเลย!
โม่หลานมองไปยังหอพักหมายเลข 70 ที่ปิดสนิท แล้วยิ้มออกมาอย่างจนใจ
ช่างเถอะ วันนี้มีแค่เธอคนเดียวที่ไม่ได้ไปที่จุดรับวัตถุดิบ
ถ้าจำไม่ผิด วาชิด้าเองก็ไม่ถนัดเรื่องทำอาหารเหมือนกัน
การมีกระเพาะอาหารแบบนั้น แค่ยัดอาหารใส่เข้าไปตรง ๆ มันก็สะดวกดีอยู่หรอก
แต่ก็ไม่สามารถแก้ปัญหาด้วยการกินแต่ผลขนมปังไปได้ตลอดหรอกนะ
ความเพลิดเพลินจากการลิ้มรสอาหารเลิศรสเป็นเรื่องรอง แต่หากพูดถึงแค่การกินเพื่อให้อิ่มท้อง ความต้องการในการทำอาหารของวาชิด้านั้น มีมากกว่าแม่มดน้อยคนอื่น ๆ อย่างแน่นอน
เพราะถึงอย่างไรหลังเรียนจบ ก็คงไม่มีป่าต้นขนมปังผืนใหญ่ขนาดนี้ให้เธอเก็บกินตามใจชอบหรอก
แม่มดน้อยคนอื่น ๆ ต่อให้ทำอาหารไม่เป็นก็ยังหาเงินซื้อของกินได้ แต่ด้วยความอยากอาหารของวาชิด้า ขืนต้องซื้อของกิน คงได้กินจนหมดตัวล้มละลายแน่ ๆ
ยังไงซะเธอก็ต้องทำมื้อเย็นอยู่แล้ว
โม่หลานเดินไปที่หน้าประตูหอพักหมายเลข 70
ลานบ้านที่พังทลายแบบนี้ การเคาะประตูก็ไม่จำเป็นอีกต่อไป เธอจึงตะโกนเรียกออกไปตรง ๆ ว่า “วาชิด้า!”
“จ้า!”
ไม่นาน วาชิด้าก็อุ้มผลขนมปังออกมา ระหว่างที่เดินออกมา ก็ยัดผลขนมปังใส่ลงไปในกระเพาะอาหารพอดี
โม่หลานเห็นดังนั้นจึงเอ่ยถาม “เธอหิวอีกแล้วเหรอ?”
“เปล่า ๆ! แค่รู้สึกว่ากระเพาะอาหารมันพอจะยัดอะไรลงไปได้อีกหน่อย พอดีว่าง ๆ ไม่มีอะไรทำ ก็เลยไปเก็บผลขนมปังมาเพิ่มน่ะ” วาชิด้าพูดกลั้วหัวเราะ
โม่หลานถึงได้วางใจ หากผลขนมปังที่กินเข้าไปตั้งมากมายเมื่อคืน สามารถรักษาพลังงานของเธอได้แค่หนึ่งวันล่ะก็ ผลข้างเคียงของกระเพาะอาหารกลืนกินของเธอก็จะรุนแรงเกินไปหน่อยแล้ว
“พวกเธอไปรับวัตถุดิบกลับมาแล้วเหรอ ทางนั้นเป็นยังไงบ้างล่ะ?” วาชิด้าถามด้วยความอยากรู้
“ก็ไม่เลว วัตถุดิบมีให้เลือกเยอะเลยล่ะ” โม่หลานตอบ “เมื่อกี้ฉันกับไอส์เพิ่งสอนทำอาหารง่าย ๆ สองเมนูที่ครัวเล็กตรงจุดรับวัตถุดิบไป มีแค่เธอคนเดียวนี่แหละที่ไม่ได้อยู่ด้วย
พอดีเลย ตอนนี้ฉันกำลังจะทำมื้อเย็น เธอจะมาดูที่บ้านฉันไหม ถือโอกาสเรียนไปด้วยเลย แล้วก็จะได้ลองชิมฝีมือฉันด้วย
ต่อให้ผลขนมปังจะทำให้อิ่มท้องได้นาน แต่เธอจะกินแค่อย่างเดียวไม่ได้หรอกนะ จริงไหม?”
เธอไม่ได้พูดถึงเรื่องน้ำในแท็งก์
จดจำเอาไว้ในใจก็พอแล้ว หากพูดออกมาตอนนี้ มันคงดูเหมือนอยากจะรีบตอบแทนบุญคุณเร็ว ๆ เสียมากกว่า
“ดีเลย ๆ!” วาชิด้าเดินตามโม่หลานกลับไปอย่างร่าเริง
เธอเองก็กำลังกลุ้มใจอยู่เหมือนกัน ช่วงบ่ายเธอไปเดินเล่นในป่าต้นขนมปังมาหนึ่งรอบ ผลขนมปังมีเพียงพอให้กินอย่างแน่นอน
แต่คนที่ปลุกพรสวรรค์อย่างกระเพาะอาหารกลืนกินขึ้นมาได้ ย่อมต้องมีความหลงใหลในของอร่อยเป็นธรรมดา
ในปากของเธอจืดชืดไปหมด เมื่อกี้เธอยังอยากจะแทะผลขนมปัง เพื่อลิ้มรสเปรี้ยวจี๊ดนั่นอีกสักรอบเลย
โม่หลานเริ่มสอนให้เธอรู้จักวัตถุดิบก่อน
จากนั้นก็ช่วยกันเตรียมวัตถุดิบ
แต่คลาสนี้แตกต่างจากคลาสสอนทำเมนูเอาตัวรอดในช่วงบ่าย
โม่หลานรู้สึกว่า ข้าวผัดไข่ที่ทั้งให้ปริมาณเยอะ อิ่มท้อง อร่อยไม่เลี่ยน แถมยังทำง่ายและรวดเร็ว ก็เหมาะกับวาชิด้ามากเช่นกัน
เพียงแต่ต้องเรียนรู้วิธีการหุงข้าวก่อนก็เท่านั้น ซึ่งเรื่องนี้ก็ไม่ใช่เรื่องยากอะไร
เรียนรู้ไว้ย่อมไม่เสียเปล่าแน่นอน ตอนที่หิวจัด ๆ แค่กินข้าวเปล่าก็สามารถทำให้อิ่มท้องได้อย่างรวดเร็ว
ดังนั้น นอกเหนือจากสเต๊กเนื้อทอดและสลัดผัก เธอก็เลยเพิ่มเมนูข้าวผัดไข่เข้าไป
โม่หลานเพิ่มปริมาณอาหารให้มากขึ้น นำวัตถุดิบที่รับกลับมาและสามารถใช้ได้มาใช้จนหมด นอกจากการสาธิตให้ดูแล้ว เธอยังให้วาชิด้าได้ลองลงมือทำเองด้วย
เธอสอนได้ละเอียดกว่าตอนเปิดคลาสสอนช่วงบ่ายเสียอีก
ความเข้าใจของวาชิด้าอยู่ในเกณฑ์ดีเยี่ยมเลยทีเดียว แค่เรียนแป๊บเดียวก็ทำได้แล้ว เก่งกว่าพวกแม่มดน้อยตอนช่วงบ่ายเสียอีก
สิ่งนี้ทำให้ความกังวลที่โม่หลานมีต่อวาชิด้าลดลงไปได้มาก “พรสวรรค์ในการทำอาหารของเธอน่าจะดีมากเลยนะเนี่ย เมื่อไหร่ที่เรียนเวทมนตร์ทำอาหารสำเร็จ การจะกินให้อิ่มท้องก็คงไม่ใช่เรื่องยากอีกต่อไปแล้วล่ะ”
การใช้สองมือทำอาหารเพื่อให้อิ่มท้องสำหรับคนกินจุมหาศาลไม่ใช่เรื่องง่ายเลย แต่ถ้าพึ่งพาเวทมนตร์ทำอาหาร ขอแค่พลังเวทเพียงพอ การสะบัดไม้กายสิทธิ์เนรมิตอาหารเป็นร้อย ๆ ที่ด้วยตัวคนเดียวก็ไม่ใช่ปัญหาเลย
“จริงเหรอ?” วาชิด้าดีใจจนแทบเนื้อเต้น
“แน่นอนสิ!” โม่หลานพูดด้วยความมั่นใจ “เดี๋ยวเธอลองชิมอาหารที่ตัวเองทำดู ก็จะรู้เองแหละ”
“อืม!” วาชิด้าแอบกลืนน้ำลาย มันหอมมากจริง ๆ!
สลัดผักหนึ่งชามใหญ่ สเต๊กเนื้อทอดที่กองสูงเป็นภูเขาในจานใบใหญ่ และข้าวผัดไข่อีกหนึ่งชาม
เพียงอาหารสามอย่างก็วางเต็มโต๊ะแล้ว
วันนี้วาชิด้ากินข้าวได้เรียบร้อยกว่าเมื่อคืนมาก กินอย่างเชื่องช้าและสุภาพ
ถึงขั้นเรียบร้อยจนเกินไปเสียด้วยซ้ำ โม่หลานกินเสร็จไปสองคำ เธอเพิ่งจะกินไปได้แค่คำเดียว
โม่หลานเริ่มสงสัยในฝีมือการทำอาหารของตัวเองแล้ว “ทำไมเหรอ? ไม่ถูกปากงั้นเหรอ?”