- หน้าแรก
- แม่มดฝึกหัด ขอจัดเต็ม
- บทที่ 15 หอพักหมายเลข 69
บทที่ 15 หอพักหมายเลข 69
บทที่ 15 หอพักหมายเลข 69
ท่ามกลางสายตาคาดหวังของเพื่อน ๆ ซิลฟ์จำใจต้องพูดออกไปว่า “สิ่งที่อยู่ในกล่องไม้ของฉันคือเมล็ดพันธุ์พืช ถ้าอย่างนั้นก็ให้ชื่อว่า... กล่องหมื่นเมล็ดพันธุ์ก็แล้วกัน!”
พูดจบเธอก็มองเพื่อน ๆ ด้วยความกระวนกระวายใจ “คงไม่ได้ฟังดูแย่ใช่ไหม? ฉันคิดชื่อที่มันดูยิ่งใหญ่ไม่ออกจริง ๆ ...”
“จะแย่ได้ยังไง! กล่องหมื่นเมล็ดพันธุ์ ฟังดูเก่งกาจมากเลยนะ!” วาชิด้าช่วยพูดสนับสนุนเต็มที่
“ก็ฟังดูดีจริง ๆ นั่นแหละ!” โม่หลานเห็นด้วย
“บางครั้งชื่อก็มีผลในการชักนำนะ บางทีในอนาคตกล่องของเธออาจจะมีเมล็ดพันธุ์พืชนับหมื่นชนิดโผล่ขึ้นมาจริง ๆ ก็ได้!” ลิลิธออกความเห็น
การตอบรับเชิงบวกของคนอื่น ๆ ทำให้ซิลฟ์รู้สึกผ่อนคลายลง และเริ่มชอบชื่อใหม่นี้มากขึ้น
เมื่อวัตถุแห่งพรสวรรค์ของรุ่นน้องจอมมนตราต่างก็มีชื่อใหม่ที่ดูน่าเกรงขาม ลิลิธก็รู้สึกพอใจ ความง่วงงุนเริ่มจู่โจม เธอหาวออกมาวอดใหญ่ “เอาล่ะ ฉันกลับก่อนนะ พวกเธอเองก็รีบพักผ่อนล่ะ!”
“ลาก่อนค่ะรุ่นพี่!”
“ลาก่อน!”
หลังจากรุ่นพี่ลิลิธเดินจากไป พวกโม่หลานทั้งสามคนก็แยกย้ายกันเดินกลับหอพักของตัวเอง
โม่หลานแขนข้างหนึ่งอุ้มพวงผลขนมปังไว้ ส่วนมืออีกข้างก็แหวกวัชพืชในลานบ้าน แล้วเหยียบย่ำจนเกิดเป็นทางเดิน
ประตูหอพักไม่ได้ล็อก แค่ผลักก็เปิดออกแล้ว พอเปิดสวิตช์โคมไฟเวทมนตร์ข้างประตู ภายในบ้านก็สว่างไสวขึ้นมาทันที
ไม่ได้มีเรื่องประเภทภายนอกดูซอมซ่อแต่ภายในซ่อนความหรูหราอลังการเอาไว้แต่อย่างใด
เงยหน้าขึ้นก็เห็นคานหลังคากระเบื้อง ก้มหน้าลงก็เห็นพื้นดินที่แสนจะขรุขระ
สิ่งเดียวที่พอจะชื่นชมได้ก็คือ พื้นบ้านดูเรียบเนียนและแน่นหนากว่าผนังอยู่มาก
หอพักมีพื้นที่ไม่ใหญ่นัก แค่ยืนอยู่ตรงประตูบ้านก็สามารถกวาดสายตามองเห็นได้ทั่วทั้งหลัง
ทางซ้ายมือของประตูคือห้องครัวเล็ก ๆ แบบเปิดโล่ง ซึ่งมีอุปกรณ์ทำอาหารและภาชนะใส่อาหารจัดเตรียมไว้ให้อย่างครบครัน
ถัดจากเคาน์เตอร์ครัว มีเก้าอี้ทรงสูงวางอยู่หนึ่งตัว ตรงนี้น่าจะเป็นโซนสำหรับรับประทานอาหาร
ทางขวามือติดกับหน้าต่าง มีชุดโต๊ะเก้าอี้หนึ่งชุด บนผนังริมหน้าต่างมีชั้นหนังสือไม้หลายชั้นตั้งอยู่ บนโต๊ะมีกระดาษหนังแกะปึกหนึ่ง ปากกาขนนกหนึ่งด้าม และหมึกอีกหนึ่งขวด
ลึกเข้าไปด้านในอีกนิด จะมีเตาผิงตั้งอยู่
ข้างเตาผิงมีบันไดเล็ก ๆ ซึ่งนำไปสู่ชั้นสองที่ไม่มีฉากกั้นใด ๆ เลย
บนชั้นสองมีเพียงเตียงเดี่ยวหนึ่งเตียงและตู้เสื้อผ้าใบเล็กอีกหนึ่งตู้
พื้นที่ใต้บันได ถูกกั้นด้วยแผ่นไม้แบ่งเป็นห้องเล็ก ๆ สองห้อง
ห้องหนึ่งไม่มีอะไรอยู่ข้างในเลย ส่วนอีกห้องมีชั้นวางอ่างล้างหน้า ซึ่งมีอ่างไม้สามใบวางอยู่ ภายในอ่างมีอุปกรณ์อาบน้ำล้างหน้าบางส่วน และข้าง ๆ ยังมีถังไม้สองใบวางซ้อนกันอยู่ด้วย
บนผนังมีผ้าขนหนูสองผืนและผ้าเช็ดตัวหนึ่งผืนแขวนอยู่ ด้านในสุดยังมีชักโครกและแท็งก์น้ำ
ดูแล้วน่าจะเป็นห้องน้ำ ทว่านอกจากจะไม่มีกระจกแล้ว แม้แต่ประตูก็ยังไม่มี
ภายในหอพักทั้งหลัง นอกจากเตาและมีดทำครัวในห้องครัว ชักโครก ท่อน้ำ และก๊อกน้ำในห้องน้ำแล้ว เฟอร์นิเจอร์ทั้งหมดล้วนทำมาจากไม้
แถมยังเป็นรูปแบบที่เรียบง่ายที่สุด โดยไม่มีลวดลายประดับตกแต่งใด ๆ เลยแม้แต่น้อย
ทั่วทั้งบ้าน ไม่มีแม้แต่เก้าอี้ส่วนเกินเลยสักตัวเดียว
แต่ถึงแม้จะเล็กและดูเรียบง่าย ทว่าของที่ควรมีก็มีครบครัน ถือว่าดีกว่าที่โม่หลานจินตนาการไว้มากนัก
เพราะถึงอย่างไรสถาบันก็ไม่มีแม้กระทั่งอาหารปรุงสำเร็จสามมื้อให้แล้ว การที่หอพักยังมีโต๊ะ เก้าอี้ เตียง และตู้ให้พร้อมหิ้วกระเป๋าเข้าอยู่ได้เลย ก็ถือว่าดีมากแล้วล่ะ
อย่างน้อยก็ไม่ต้องถึงขนาดต้องไปหาทางจัดเตรียมของใช้ในชีวิตประจำวันเอาเองทั้งหมด
โม่หลานนำผลขนมปังไปวางไว้ในครัว แล้วเดินขึ้นไปบนชั้นสอง พอเปิดตู้เสื้อผ้าออก ภายในก็มีเสื้อคลุมสถาบันสำหรับฤดูใบไม้ผลิ ฤดูร้อน ฤดูใบไม้ร่วง และฤดูหนาว อย่างละสองชุด ส่วนชุดชั้นใน ถุงเท้า และรองเท้าก็มีอย่างละสองชุดเช่นกัน
เธอหยิบชุดกระโปรงนอนออกมาหนึ่งชุด เตรียมจะลงไปอาบน้ำชั้นล่าง
ถึงแม้ว่าก่อนออกเดินทางจะอาบน้ำมาจากที่บ้านแล้ว แต่การต้องเดินเท้ากลับมาจากปราสาทสถาบัน แถมยังไปลุยเก็บผลขนมปังในป่ามาอีกรอบ บนตัวจึงเต็มไปด้วยคราบเหงื่อไคลและฝุ่นผงสารพัด
เมื่อถือเสื้อผ้าที่เตรียมผลัดเปลี่ยนมาถึงห้องน้ำ เธอก็ไม่พบอุปกรณ์สำหรับอาบน้ำฝักบัว จึงทำได้เพียงใช้กะละมังรองน้ำเพื่อใช้อาบ
ทว่า เมื่อเธอเปิดก๊อกน้ำ กลับไม่มีน้ำไหลออกมาเลยแม้แต่หยดเดียว
ไม่มีน้ำ!
โม่หลานนึกถึงแท็งก์น้ำในลานหลังบ้านของหอพักแต่ละหลัง หรือว่าในแท็งก์จะไม่มีน้ำอยู่เลยตั้งแต่แรกล่ะเนี่ย!
เธอจึงคลำทางฝ่าความมืดออกไปที่ลานหลังบ้าน ปีนบันไดข้างแท็งก์น้ำขึ้นไป แล้วเปิดฝาแท็งก์ออก
อาศัยแสงจันทร์ที่สาดส่องลงมา เธอจึงมองเห็นผนังด้านในที่แห้งผากได้อย่างชัดเจน
โม่หลาน: “...”
เอาเถอะ ไปหิ้วน้ำมาเองก็ได้!
เธอกลับไปหยิบถังน้ำแล้วเดินออกจากบ้าน ประจวบเหมาะกับที่ซิลฟ์และวาชิด้าก็เพิ่งเดินออกมาเช่นกัน แถมในมือยังหิ้วถังน้ำกันมาคนละใบอีกด้วย
“ไปตักน้ำเหรอ?”
“ไปตักน้ำสิ”
พวกเธอทั้งสามคนมองหน้ากันไปมา ก่อนจะยิ้มออกมาอย่างจนใจ
“ฉันจำได้ว่าตรงทางแยกข้างหน้ามีบ่อน้ำอยู่บ่อหนึ่งนะ” โม่หลานนึกย้อนความทรงจำ “บนถนนยังมีรอยน้ำหยดอยู่เลย แม่มดน้อยคนอื่น ๆ ก็น่าจะไปตักน้ำที่บ่อเหมือนกันแหละ!”
เป็นเพราะเมื่อวานรุ่นพี่ลิลิธเคยพูดถึงชื่อของบ่อน้ำนี้ ตอนขากลับเธอจึงตั้งใจสังเกตเป็นพิเศษ ข้างบ่อน้ำมีป้ายหินตั้งอยู่จริง ๆ และบนนั้นก็สลักคำว่า ‘บ่อตานโบราณ’ เอาไว้
ถึงแม้ชื่อนี้จะไม่ได้มาจากดาวเคราะห์สีน้ำเงิน แต่ก็มีลักษณะตรงกับตำนานบ่อตานโบราณบนดาวดวงนั้นทุกประการ ‘น้ำไม่เคยเหือดแห้งตลอดทั้งปี ใสสะอาด บริสุทธิ์ และมีรสหวาน’
“คิดไม่ถึงเลยจริง ๆ ว่าแม้แต่น้ำยังต้องไปหิ้วมาเอง แท็งก์น้ำตั้งใหญ่โตขนาดนั้น ดันไม่มีน้ำเลยสักหยด!” วาชิด้าถอนหายใจเฮือกใหญ่
ใครจะไปคิดล่ะว่า วันแรกของการเปิดเรียน เวลาล่วงเลยมาจนถึงเที่ยงคืนแล้ว ยังจะต้องไปตักน้ำมาอาบเองอีก?
“ดูเหมือนว่าคงต้องตั้งใจเรียนเวทเสกน้ำซะแล้วล่ะ ไม่อย่างนั้นแท็งก์น้ำใหญ่ขนาดนั้น ถ้าต้องไปตักน้ำมาใส่เอง จะต้องลำบากมากแน่ ๆ เลย!” ซิลฟ์บ่น
โม่หลานเริ่มนับนิ้ว “เวทแสงสว่าง เวทเสกน้ำ เวทมนตร์ทำอาหาร เพิ่งจะเข้าเรียนแท้ ๆ แต่มีเวทมนตร์ที่ต้องรีบเรียนรู้ถึงสามบทแล้วนะเนี่ย!”
“ยังมีเวททำความสะอาดอีก! หอพักถึงจะไม่ได้ใหญ่มาก แต่ผนังดินกับพื้นดินแบบนั้นฝุ่นเกาะง่ายมากเลยนะ ถ้าไม่มีเวททำความสะอาด ต้องมานั่งทำความสะอาดทุกวันก็คงลำบากน่าดู!” วาชิด้าพูดเสริม
“สี่บทแล้ว!” โม่หลานชูนิ้วเพิ่มขึ้นมาอีกนิ้ว
“แล้วก็เวทลอยตัวด้วย! แค่ปีนเขาไปที่ปราสาทก็เหนื่อยจะแย่แล้ว ฉันไม่อยากต้องมาแบกของหนักเดินไกลขนาดนั้นอีกนะ! ตอนเก็บผลขนมปังก็เอามาใช้ได้ด้วย!”
ซิลฟ์ทอดสายตามองไปยังปราสาทสถาบันที่ตั้งตระหง่านอยู่บนยอดเขาอันห่างไกล แค่คิดว่าต้องเดินบนเส้นทางแบบนี้ไปอีกปีกว่า เธอก็รู้สึกแข้งขาอ่อนแรงแล้ว
“ห้าบทแล้ว!” โม่หลานพอจะสัมผัสได้ถึงเจตนารมณ์บางอย่างของทางสถาบัน
ในเมื่อความยากลำบากทุกอย่างถูกนำมาวางกองไว้ตรงหน้าแล้ว วิธีแก้ไขปัญหาก็มีเตรียมพร้อมไว้ให้เช่นกัน
คุณภาพชีวิตจะดีหรือแย่ ก็ขึ้นอยู่กับผลลัพธ์ของการเรียนรู้เวทมนตร์ล้วน ๆ
ในสถานการณ์แบบนี้ ต่อให้เป็นแม่มดน้อยที่ขี้เกียจแค่ไหน ก็คงไม่เลือกที่จะปล่อยปละละเลยหรอก
โม่หลานสามารถจินตนาการได้เลยว่า หลังเปิดเรียน บรรดาแม่มดน้อยจะกระตือรือร้นในการเรียนเวทมนตร์มากขนาดไหน!
เมื่อถึงตอนนั้น เวทมนตร์ที่ได้รับความนิยมมากที่สุดคงไม่ใช่เวทมนตร์ต่อสู้ที่ทรงพลังอะไรหรอก แต่เป็นเวทมนตร์ในชีวิตประจำวันที่แสนจะธรรมดาที่สุดนี่แหละ
มิน่าล่ะ คุณแม่ชาน่าถึงใช้เวทแช่แข็งได้ไม่ค่อยดีนัก แต่กับเวทเสกน้ำที่ไม่ได้จัดอยู่ในสายเวทมนตร์ที่ถนัดเหมือนกัน เธอกลับเรียนรู้ได้ค่อนข้างดีเลย
คงจะได้ฝึกฝนมาตอนที่ต้องเติมน้ำใส่แท็งก์น้ำสมัยเรียนอยู่ที่สถาบันนี่แหละ
เพราะถึงแม้พรสวรรค์จะไม่โดดเด่น แต่หากพยายามอย่างหนักเป็นพันเป็นหมื่นเท่า ก็สามารถชดเชยข้อบกพร่องได้บ้าง
อีกอย่าง พรสวรรค์ด้านเวทมนตร์ของแม่มด อย่างแย่ที่สุดก็สามารถไปถึงระดับฝึกหัดได้อย่างแน่นอน
พวกเธอทั้งสามคนบ่นเรื่องการจัดการของสถาบันไปตลอดทาง แต่ความเร็วในการหิ้วน้ำกลับไม่ได้ลดลงเลยแม้แต่น้อย
สภาแม่มดให้การสนับสนุนแม่มดน้อยก็จริง แต่ก็ไม่ได้หมายความว่าแม่มดน้อยจะมีอภิสิทธิ์เหนือใคร
ยิ่งไปกว่านั้น ตั้งแต่วันนี้เป็นต้นไป พวกเธอก็ได้หลุดพ้นจากการปกป้องของคุณแม่ และเริ่มเรียนรู้วิธีการเป็นแม่มดที่เพียบพร้อมไปทีละก้าวแล้ว!
เวลาดึกมากแล้วจริง ๆ พวกเธอจึงตักน้ำกันมาคนละถัง แล้วก็รีบกลับทันที
น้ำในบ่อตอนกลางคืนเย็นจัดมาก พอกลับไปถึงก็ต้องต้มน้ำให้ร้อนก่อน
โชคดีที่เป็นเตาพลังเวทมนตร์ แถมยังมีพลังงานเต็มเปี่ยม แค่จุดไฟก็สามารถต้มน้ำได้เลย
กว่าจะอาบน้ำเสร็จและปีนขึ้นเตียง โม่หลานก็ไม่มีเรี่ยวแรงจะมามัวศึกษาวิจัยคัมภีร์การ์ดที่เธอเฝ้าคิดถึงมาทั้งคืนอีกแล้ว แค่หลับตาลงเธอก็ผล็อยหลับไปในทันที
บ้านที่ไม่คุ้นเคย เตียงที่ไม่คุ้นเคย แต่กลับไม่ได้ทำให้รู้สึกแปลกที่แปลกทางเลยสักนิด