- หน้าแรก
- แม่มดฝึกหัด ขอจัดเต็ม
- บทที่ 12 คืนแรกของการเปิดเรียน
บทที่ 12 คืนแรกของการเปิดเรียน
บทที่ 12 คืนแรกของการเปิดเรียน
“นี่คือหอพักเหรอ? เดินมาผิดทางหรือเปล่าเนี่ย?”
บรรดาแม่มดน้อยชั้นปีที่หนึ่งทุกคนล้วนเกิดความคิดนี้ผุดขึ้นมาในหัว
บ้านดินที่ตั้งเรียงชิดติดกัน ต่อให้กำแพงบางหลังจะมีเถาวัลย์สีเขียวเลื้อยพัน หรือบางหลังจะมีการปลูกดอกไม้ประดับไว้ในสวน ก็ไม่อาจปกปิดความจริงที่ว่า นอกจากความพยายามในการตกแต่งของเจ้าของบ้านแล้ว ตัวบ้านเองกลับดูเหมือนถูกสร้างขึ้นมาอย่างลวก ๆ และไม่ได้มาตรฐานเอาเสียเลย
แม้แต่โม่หลานที่อาศัยอยู่ในบ้านซอมซ่อมาตั้งแต่เด็ก ก็ยังรู้สึกผิดหวังอยู่บ้างเหมือนกัน
บ้านดินพวกนี้ให้ความรู้สึกเหมือนแค่เอามือแตะเบา ๆ เศษดินก็พร้อมจะร่วงกราวลงมาเลยนะ!
“ไม่ผิดหรอก! อย่ามองแค่ว่านี่คือบ้านดินนะ มันแข็งแรงทนทานมาก ไม่ว่าจะสร้างยังไงก็ไม่มีปัญหาเรื่องคุณภาพหรอก แถมพอย้ายออกเมื่อไหร่ ตัวบ้านก็จะฟื้นฟูกลับไปเป็นสภาพเดิมตั้งแต่แรกเริ่มโดยอัตโนมัติด้วย
ได้ยินมาว่าหอพักทั้งร้อยหลังนี้ ถูกสร้างขึ้นมาตั้งแต่ช่วงก่อตั้งสถาบันแล้ว จนถึงตอนนี้ก็ยังอยู่ในสภาพดีเยี่ยม
สภาพความเป็นอยู่ที่เรียบง่ายแบบนี้ ก็เพื่อให้บรรดาแม่มดน้อยตั้งใจเรียนและพัฒนาความสามารถในการเอาชีวิตรอดในระหว่างที่ยังเรียนอยู่ มากกว่าจะมัวแต่หลงระเริงไปกับความสุขสบายจนปล่อยเวลาให้สูญเปล่า
ชีวิตในอุดมคติน่ะ มีแต่ต้องพึ่งพาสองมือของตัวเองไขว่คว้ามาหลังเรียนจบเท่านั้นแหละ”
ลิลิธนำคำพูดปลอบใจที่พวกรุ่นพี่เคยพูดกับพวกเธอตอนเข้าเรียนปีที่แล้ว มาพูดซ้ำอีกรอบ
อันที่จริง ตัวเธอเองก็ค่อนข้างผิดหวังกับสภาพที่พักพวกนี้เหมือนกัน
ความคาดหวังที่บรรดาแม่มดน้อยมีต่อหอพัก พลันลดฮวบลงไปหลายระดับในทันที
บ้านพักหลายแถวแรกเป็นของรุ่นพี่ชั้นปีที่สาม พวกเธอขี่ไม้กวาดกลับมาถึงก่อน ตอนนี้คงเข้าสู่ห้วงนิทรากันไปหมดแล้ว
เมื่อเดินผ่านบ้านพักเหล่านี้ไป ก็จะเป็นบริเวณที่พักของรุ่นพี่ชั้นปีที่สอง
ในแง่ของการดูแลรักษาบ้าน เห็นได้ชัดว่าทำได้แย่กว่ารุ่นพี่ชั้นปีที่สามอยู่มาก
บ้านบางหลังพอมองจากภายนอกแล้ว ดูแทบไม่ต่างอะไรกับบ้านร้างที่ไม่มีคนอยู่เลยด้วยซ้ำ
รุ่นพี่ชั้นปีที่สองต่างก็ทยอยกลับเข้าหอพักของตัวเองกันแล้ว
เหลือเพียงนักเรียนชั้นปีที่หนึ่งที่ยังคงต้องเดินหน้าต่อไป
สภาพหอพักจะแย่ก็ช่างมันเถอะ เดินมาตั้งนาน พวกเธอเหนื่อยล้ากันเต็มทนแล้ว ตอนนี้แค่อยากจะอาบน้ำให้สดชื่นแล้วล้มตัวลงนอนเสียที
โม่หลาน วาชิด้า และซิลฟ์ เดินไปด้วยกัน พวกเธอพักอยู่ที่หมายเลข 69, 70 และ 68 ตามลำดับ ถือว่าเป็นเพื่อนบ้านกัน
บ้านพักสามหลังตรงสุดแถวที่หกนั่นแหละ คือที่พักของพวกเธอ
นอกจากหมายเลขจะไม่เหมือนกันแล้ว นอกนั้นก็ดูเหมือนกันทุกระเบียดนิ้ว
ล้วนเป็นบ้านดินที่มีรั้วไม้ล้อมรอบเป็นลานบ้าน
ลานบ้านมีขนาดกว้างขวางกว่าตัวบ้านมาก
แต่ต่างจากลานบ้านของพวกรุ่นพี่ที่บ้างก็ปลูกดอกไม้ หรือบ้างก็ปูอิฐหิน ลานบ้านของพวกเธอมีแต่ความรกร้างว่างเปล่า มีเพียงวัชพืชที่ขึ้นรกชัฏไร้ระเบียบ ซึ่งยิ่งขับให้หอพักดูทรุดโทรมลงไปอีก
“รุ่นพี่ลิลิธบอกว่า รุ่นพี่ชั้นปีที่สี่เพิ่งย้ายออกไปเมื่อตอนกลางวันนี่เอง แล้วหญ้าพวกนี้มันโตจนสูงขนาดนี้ได้ยังไงภายในเวลาแค่วันเดียวล่ะเนี่ย?” ซิลฟ์เอ่ยด้วยความแปลกใจ “คงไม่ใช่ว่าพวกรุ่นพี่ตั้งใจใช้เวทมนตร์เร่งให้วัชพืชโตก่อนจะย้ายออกไปหรอกนะ!”
“หอพักของนักเรียนใหม่ก็เป็นแบบนี้ทุกหลังแหละ บางทีการที่บ้านฟื้นฟูกลับเป็นสภาพเดิม ก็อาจจะรวมถึงวัชพืชในลานบ้านพวกนี้ด้วยมั้ง!”
โม่หลานมองดูวัชพืชในลานบ้านแต่ละหลังที่มีสายพันธุ์คล้ายคลึงกัน แถมยังขึ้นปกคลุมทางเดินเข้าบ้านจนแทบมิด “อาจารย์ใหญ่อาจจะคิดว่าการถางหญ้าทำความสะอาดลานบ้าน ก็ถือเป็นการฝึกฝนแม่มดน้อยรูปแบบหนึ่งก็ได้นะ!”
“ฉันเข้าใจแจ่มแจ้งเลย ความใจดีของสถาบัน มันจบลงตั้งแต่งานเลี้ยงมื้อค่ำแล้วล่ะ”
ซิลฟ์ปรับเปลี่ยนความคิดของตัวเอง “ช่างเถอะ ทั้งหมดก็เพื่อการเติบโตที่ดีขึ้นของพวกเรานั่นแหละ พอมาดูดี ๆ แล้ว บ้านดินนี่ก็มีเสน่ห์ไปอีกแบบนะ…”
พูดไปพูดมา เธอก็เพิ่งตระหนักได้ว่าวาชิด้าเงียบไปพักใหญ่แล้ว ด้วยความกังวลว่าอีกฝ่ายจะไม่สบายตรงไหนอีก พอหันไปมองก็พบว่าวาชิด้ากำลังจ้องเขม็งไปทางขวามือ “วาชิด้า? เธอมองอะไรอยู่เหรอ?”
วาชิด้าชี้ไปยังป่าที่อยู่นอกเขตหอพักทางด้านขวา “ตรงนั้นใช่ป่าต้นขนมปังที่พวกรุ่นพี่พูดถึงกันหรือเปล่า?”
“ดูจากแผนที่แล้วก็ไม่น่าจะผิดนะ” โม่หลานตอบ ก่อนจะหันไปมองวาชิด้าด้วยความคลางแคลงใจ “อย่าบอกนะว่าเธอหิวอีกแล้ว!”
“เปล่านะ ไม่ได้หิว!” วาชิด้ารีบโบกมือปฏิเสธพัลวัน “ฉันแค่เดาว่า ที่ก่อนหน้านี้หิวเร็วขนาดนั้น อาจจะเป็นเพราะฉันดึงเอากระเพาะอาหารออกมานั่นแหละ ดึกป่านนี้แล้ว กลับเข้าหอไปพักผ่อนกันเถอะ——โครก~”
โม่หลานและซิลฟ์มองไปที่ท้องของเธอ “ไหนบอกว่าไม่หิวไงล่ะ!”
“โครก~”
วาชิด้ากุมท้องที่ไม่รักดีของตัวเองเอาไว้ แล้วปิดปากเงียบสนิท
โม่หลานและซิลฟ์สบตากัน ก่อนจะลากตัววาชิด้าเดินตรงไปยังป่าต้นขนมปัง
“ฉันแค่หิวนิดหน่อยเอง ไปคนเดียวได้ไม่มีปัญหาหรอก! เวลางานเลี้ยงมันสั้นเกินไป ที่กินเข้าไปมันไม่พอชดเชยพลังงานที่ใช้ตอนเดินลงเขาเลยนี่นา…” วาชิด้าพยายามแก้ต่างรักษาหน้า
เธอมีพละกำลังดี ไม่รู้สึกเหนื่อย แต่แค่หิวขึ้นมานิดหน่อย จึงไม่อยากจะรบกวนให้โม่หลานกับซิลฟ์ต้องมาเดินหาของกินเป็นเพื่อนในเวลาดึกดื่นป่านนี้
พวกเธอเหนื่อยกันมามากพอแล้ว
“เธอคงไม่อยากให้พวกเด็กรุ่นหลังเวลาพูดถึงคุณผู้หญิงวาชิด้าผู้ยิ่งใหญ่ แล้วต้องพ่วงวีรกรรมน่าอายอย่างการหิวจนเป็นลมหน้าป่าต้นขนมปังตั้งแต่วันแรกที่เปิดเรียนไปด้วยหรอกนะ!” โม่หลานพูด
“…” แรงขัดขืนของวาชิด้าอ่อนยวบลงทันที
คำพูดของโม่หลานแทงใจดำเข้าอย่างจัง
อุตส่าห์มีโอกาสได้เป็นถึงความภาคภูมิใจของเผ่าพันธุ์แม่มดอย่างการเป็นจอมมนตราทั้งที จะปล่อยให้มีประวัติศาสตร์ดำมืดแบบนี้หลงเหลืออยู่ได้ยังไงล่ะ?
“ฉันว่านะ ทางที่ดีเธอควรจะตุนของกินไว้ในบ้านเยอะ ๆ หน่อยจะดีกว่า” ซิลฟ์ออกความเห็น “ทางที่ดีควรจะรีบเรียนรู้เวทมนตร์เพาะปลูก แล้วปลูกของกินไว้ในลานบ้านตัวเองด้วยเลย ปีหน้าสถาบันก็จะมีแจกแค่เนื้อสัตว์ที่ยังไม่ได้แปรรูปเท่านั้นแล้วนะ”
วาชิด้าทำหน้ามุ่ย “ทำไมวัตถุแห่งพรสวรรค์ของฉันถึงได้กินจุขนาดนี้เนี่ย!”
...
ถัดจากหอพักหมายเลข 70 โดยมีทางเดินเล็ก ๆ คั่นกลางไว้ ก็คือป่าต้นขนมปัง
พวกโม่หลานยืนอยู่ริมทาง ด้านหน้าคือป่าที่มืดมิดจนมองไม่เห็นอะไร แม้แต่แสงจันทร์ก็ยังสาดส่องเข้าไปไม่ถึง
บริเวณที่แสงจากโคมไฟริมทางส่องไปถึง ผลขนมปังบนต้นถูกเด็ดไปจนหมดเกลี้ยง ไม่เหลือเลยแม้แต่ผลเดียว
ต้นขนมปังแผ่กิ่งก้านสาขาออกไปกว้างขวางเป็นพิเศษ โดยเฉพาะบริเวณเรือนยอดของต้นที่มีขนาดใหญ่มาก
ท่ามกลางความมืดมิด ต้นไม้แต่ละต้นดูราวกับสัตว์ประหลาดที่กำลังกางกรงเล็บแยกเขี้ยว ชวนให้รู้สึกขนลุกอยู่ไม่น้อย
วาชิด้าแอบรู้สึกโชคดีที่พวกเธอมาด้วยกันสามคน
หากให้เธอมาคนเดียว แค่เดินเข้าไปก็คงกลัวจนตัวสั่นแล้ว
“ดูเหมือนว่าคงต้องเข้าไปเก็บผลข้างในป่าแล้วล่ะ” โม่หลานเอ่ย “พอเข้าไปแล้ว ให้รอจนกว่าสายตาจะชินกับความมืดก่อน แล้วค่อย ๆ หานะ ในแผนที่บอกไว้ว่าภายในพื้นที่หลักสถาบันล้วนไม่มีอันตราย ระมัดระวังตัวหน่อยก็คงไม่เป็นไรหรอก”
“เดี๋ยวฉันเดินนำเอง! ฉันโตมาในป่าแสงดาว ค่อนข้างคุ้นเคยกับป่าดีน่ะ” ซิลฟ์อาสา
“งั้นฉันจะปิดท้ายให้เอง” โม่หลานเสริม
วาชิด้าที่สภาพไม่ค่อยพร้อม ถูกจัดให้อยู่ตรงกลางขบวนอย่างไม่อาจปฏิเสธได้
ขณะที่พวกเธอกำลังจะพุ่งตัวเข้าไปในป่า แสงสว่างสีขาวนวลก็สาดส่องมาจากด้านหลัง ช่วยส่องสว่างเส้นทางเบื้องหน้าให้พวกเธอ
เสียงที่ดังขึ้นในระยะประชิด ทำเอาพวกโม่หลานสะดุ้งโหยง “พวกเธอสามคน ดึกป่านนี้แล้วจะเข้าไปในป่าทำไมเนี่ย?”
เมื่อหันกลับไปเห็นเรือนผมสีแดงที่คุ้นเคย พวกเธอถึงได้ถอนหายใจออกมาอย่างโล่งอก
“รุ่นพี่ลิลิธนี่เอง!”
“ฉันอยู่ในบ้าน เห็นพวกเธอสามคนเดินมาถึงหน้าหอพักแล้วก็ไม่ยอมเข้าไป แต่กลับเดินมาทางนี้ ก็เลยตามมาดูน่ะ
ในป่าตอนกลางคืนไม่มีแสงสว่าง สะดุดล้มได้ง่าย ๆ เลยนะ!” ลิลิธตักเตือน
“โครก~” ท้องของวาชิด้า ช่างซื่อสัตย์เสมอต้นเสมอปลายจริง ๆ
“เอาล่ะ ฉันเข้าใจแล้ว เดี๋ยวฉันจะพาพวกเธอเข้าไปเอง! ต้นผลไม้รอบนอกอยู่ใกล้หอพัก พอผลขนมปังงอกออกมาปุ๊บก็ถูกเด็ดไปปั๊บ พวกเราต้องเดินลึกเข้าไปข้างในหน่อยถึงจะมีให้เก็บนะ”
ลิลิธชูไม้กายสิทธิ์ขึ้น แล้วเดินนำไปอยู่หน้าสุด
ลูกบอลแสงขนาดใหญ่บนไม้กายสิทธิ์ของเธอค่อย ๆ ขยายใหญ่ขึ้น แสงสีขาวนวลก็ค่อย ๆ สว่างไสวขึ้นเรื่อย ๆ จนกระทั่งบริเวณรอบตัวพวกเธอในรัศมีสิบเมตรสว่างไสวราวกับตอนกลางวัน แสงนั้นถึงได้เริ่มคงที่