- หน้าแรก
- ชีวิตสโลว์ไลฟ์ในเรือนสี่ประสาน ข้าขอนอนกินไปวันๆ
- บทที่ 21: มันเผาร้อนๆ
บทที่ 21: มันเผาร้อนๆ
บทที่ 21: มันเผาร้อนๆ
บทที่ 21: มันเผาร้อนๆ
วันหยุดขึ้นปีใหม่นั้นสั้นราวกับการงีบหลับ หลับตาแล้วลืมตาขึ้นมาอีกทีก็จบลงเสียแล้ว
เช้าวันรุ่งขึ้น สือเหล่ยตื่นขึ้นมา ล้างหน้าแปรงฟัน กินข้าว แล้วก็เดินไปโรงงานรีดเหล็กกับพ่อตามปกติเหมือนทุกวัน
เดินแบบนี้มานาน สือเหล่ยก็เริ่มคิดว่าเขาควรจะซื้อจักรยานสักคันดีไหม แบบนั้นพ่อก็จะได้ปั่นจักรยานไปทำงานพร้อมเขา เขาจะได้ไม่ต้องเดินขาลากทุกวัน
พูดถึงจักรยาน สือเหล่ยก็อดนึกถึงสือหลิน พี่ชายคนโตไม่ได้ เขาให้คูปองจักรยานไปแล้ว และสือหลินก็เก็บเงินไว้พร้อมที่จะซื้อแล้ว แต่เวลาผ่านไปตั้งนานก็ยังไม่มีวี่แววจะได้เห็นจักรยานคันใหม่เลย
แต่เขาไม่สนหรอกว่าพี่ใหญ่กำลังคิดอะไรอยู่ เขาแค่อยากจะซื้อมาใช้เองคันนึง
คิดอะไรเพลินๆ แป๊บเดียวก็เดินมาถึงโรงงานรีดเหล็กแล้ว
ก็เหมือนเดิมทุกวัน หลังจากโบกมือลาพ่อ สือเหล่ยก็ตรงดิ่งไปที่โกดังอุปกรณ์คุ้มครองแรงงาน
เมื่อผลักบานประตูที่คุ้นเคยจนหลับตาเดินยังได้ สือเหล่ยก็พบว่าวันนี้เขามาเป็นคนสุดท้ายจริงๆ
"อรุณสวัสดิ์ครับป้าหลัว ต้าหนิว" สือเหล่ยทักทายพลางถูมือไปมาและเดินตรงไปที่เตาผิง
"อรุณสวัสดิ์จ้ะ เสี่ยวเหล่ย" ป้าหลัวก้มหน้าก้มตาจดอะไรบางอย่างในสมุดบันทึกโดยไม่ได้เงยหน้าขึ้นมามอง
"เหลยจื่อ มาแล้วเหรอ!" เฉินต้าหนิวตอบรับ ก่อนจะก้มลงหยิบไม้เขี่ยไฟที่วางอยู่ข้างๆ มาเขี่ยถ่านในเตาให้ไฟลุกโชนขึ้น เพื่อให้สือเหล่ยได้ผิงไฟคลายหนาวเร็วๆ
จากนั้น เฉินต้าหนิวก็หันกลับไปง่วนกับงานต่อ
ไม่นาน สือเหล่ยก็รู้สึกอุ่นขึ้นและเริ่มลงมือทำงาน
ช่วงต้นเดือน โกดังของพวกเขาก็จะยุ่งๆ หน่อยเป็นเรื่องปกติ ซึ่งทุกคนก็ชินแล้วล่ะ
ความวุ่นวายผ่านพ้นไปได้สองสามวัน เมื่อช่วงเวลาเร่งด่วนในการเบิกของหมดลง ชีวิตในโกดังก็กลับเข้าสู่โหมดอู้งานอันแสนชิลตามเดิม
ทั้งสามคนนั่งล้อมวงผิงไฟ ดื่มน้ำ จิบชา เมาท์มอยกันไป วันเวลาผ่านไปอย่างเอื่อยเฉื่อย
วันนี้ ตอนที่สือเหล่ยมาทำงาน ในกระเป๋าสะพายของเขามีของเพิ่มมานอกจากกล่องข้าวด้วย
พอเดินเข้าไปในมุมพักผ่อนเล็กๆ เขาก็หยิบมันเทศเปลือกสีแดงอมม่วงขนาดเท่ากำปั้นที่ล้างมาอย่างสะอาดสะอ้านออกมาสามหัว แล้ววางไว้ข้างๆ เตา
"โอ๊ะ เสี่ยวเหล่ย วันนี้เอาของว่างมาด้วยเหรอเนี่ย?" เฉินต้าหนิวตาไว เห็นเข้าพอดี
"ผมคิดว่ายังไงเตามันก็จุดทิ้งไว้ทั้งวันอยู่แล้ว ปล่อยความร้อนทิ้งไปก็เสียดายเปล่าๆ ก็เลยเอามาใช้ย่างมันเทศไว้กินเล่นกันดีกว่าครับ" สือเหล่ยใช้คีมคีบถ่านขยับฝาเตาเล็กน้อย แล้วค่อยๆ วางมันเทศทั้งสามหัวไว้ข้างๆ เตา ปล่อยให้มันค่อยๆ สุกจากความร้อนที่แผ่ออกมา
"ไอเดียเจ๋งไปเลย!" เฉินต้าหนิวพูดอย่างอารมณ์ดี "เดี๋ยวพรุ่งนี้ฉันเอาถั่วลิสงมาคั่วกินบ้างดีกว่า"
ระหว่างที่กำลังคุยกัน ประตูก็ถูกผลักเปิดออก ลมหนาววูบใหญ่พัดเข้ามาพร้อมกับป้าหลัว สีหน้าของหล่อนเต็มไปด้วยความตื่นเต้นที่เก็บซ่อนไว้ไม่อยู่ ราวกับว่ากำความลับระดับชาติไว้และแทบจะอดใจรอที่จะเล่าไม่ไหวแล้ว
"อรุณสวัสดิ์ครับป้าหลัว"
"อรุณสวัสดิ์จ้ะ!" ป้าหลัวรับคำ ถอดผ้าพันคอออกแล้วเดินจ้ำอ้าวมาที่เตา แทนที่จะนั่งลงผิงไฟเหมือนทุกที หล่อนกลับลดเสียงลงและพูดด้วยท่าทางลึกลับ "มาฟังข่าวใหญ่กันเร็ว! ป้าเพิ่งรู้มาจากตาเฒ่าที่บ้านสดๆ ร้อนๆ เลยนะ"
"ข่าวอะไรเหรอครับป้าหลัว? ทำไมดูตื่นเต้นขนาดนั้น" สือเหล่ยถามรับมุก
"โรงอาหารที่สามน่ะสิ! ที่คอยรับจัดเลี้ยงพิเศษและรับรองพวกผู้หลักผู้ใหญ่น่ะ หัวหน้าพ่อครัวแซ่หูคนนั้น กำลังจะย้ายไปที่อื่นแล้วนะ!" ป้าหลัวลดเสียงลงไปอีก แต่น้ำเสียงที่ตื่นเต้นนั้นปิดไม่มิดเลยจริงๆ
"ย้ายเหรอครับ? ย้ายไปไหนอ่ะ?" เฉินต้าหนิวก็หูผึ่งอยากรู้เหมือนกัน พ่อครัวหูแห่งโรงอาหารที่สามเป็นพ่อครัวชื่อดังของโรงงานเลยนะ ได้ยินมาว่าเมื่อก่อนเคยเป็นเชฟในภัตตาคารใหญ่ๆ ฝีมือทำอาหารระดับเทพเลยล่ะ
"ได้ยินมาว่าจะย้ายไปโรงงานผลิตเครื่องจักรที่เพิ่งสร้างใหม่ในอีกเมืองนึงน่ะ เห็นว่าสวัสดิการดีกว่า แถมยังได้เลื่อนขั้นด้วยนะ" ป้าหลัวเล่าต่อ "แต่ตาเฒ่าที่บ้านป้ากระซิบมาว่า นั่นมันแค่ข้ออ้างสวยหรู เหตุผลจริงๆ คือเขารับมือกับพวก 'จมูกโต'... เอ่อ พวกผู้เชี่ยวชาญโซเวียตไม่ไหวน่ะสิ"
"ป้าได้ยินมาหลายครั้งแล้วนะว่าพ่อครัวหูทำอาหารเอาใจพวกนั้นไม่ถูกปากสักที เห็นว่าทำอาหารให้พวกนั้นกินเหมือนตกนรกทั้งเป็นเลยล่ะ ต้องดัดแปลงสูตรอาหารที่ตกทอดกันมาตั้งแต่รุ่นปู่ย่าตายายให้เข้ากับรสชาติฝรั่ง พ่อครัวหูแกอึดอัดจนทนไม่ไหว! สุดท้ายก็เลยทำเรื่องขอย้ายซะเลย!"
"ขนาดนั้นเลยเหรอครับ?" เฉินต้าหนิวเดาะลิ้นด้วยความทึ่ง
"ก็ใช่น่ะสิ!" ป้าหลัวตบฉาดที่ต้นขา "พ่อครัวหูแกตั้งใจจะไปแน่ๆ อย่างมากก็อยู่ต่ออีกพักเดียว แต่ทางโรงงานยังหาพ่อครัวคนใหม่มาแทนไม่ได้เลย"
"ถ้าพวกเธอสองคนรู้จักพ่อครัวฝีมือดีๆ ลองไปกระซิบข่าวนี้ดูสิ ถ้าเกิดเขาสอบเข้าได้ พวกเธอก็จะได้บุญคุณก้อนโตเลยนะ จริงไหม?"
สือเหล่ยกับเฉินต้าหนิวพยักหน้าเห็นด้วย
แต่สำหรับพวกเขา ข่าวลือนี้ก็เป็นแค่เรื่องเมาท์มอยสนุกๆ เท่านั้นแหละ พวกเขาไม่ได้รู้จักหัวหน้าพ่อครัวเก่งๆ ที่ไหนเลย พ่อครัวคนเดียวที่สือเหล่ยรู้จักก็คือพี่ชายของเขาเอง และอาจารย์ที่พี่ชายไปเรียนทำอาหารด้วยก็ย้ายไปอยู่ที่อื่นตั้งนานแล้ว ส่วนเพื่อนร่วมสำนักก็คือลูกชายของอาจารย์คนนั้น ซึ่งแน่นอนว่าย้ายตามครอบครัวไปหมดแล้ว
ส่วนพ่อครัวที่เก่งที่สุดที่เฉินต้าหนิวรู้จัก ก็คงจะเป็นลุงขายเครื่องในพะโล้อยู่ปากซอยบ้านเขานั่นแหละ
หลังจากปล่อยข่าวลือจนหมดเปลือก ป้าหลัวก็นั่งลงอย่างพึงพอใจและเริ่มจัดระเบียบเอกสารบนโต๊ะ
สือเหล่ยเอนหลังพิงพนักเก้าอี้ มองดูมันเทศที่วางอยู่ข้างเตาซึ่งเริ่มส่งกลิ่นหอมไหม้ๆ ออกมา ในขณะที่สมองของเขากำลังขบคิดถึงเรื่องอื่น
หัวหน้าพ่อครัวโรงอาหารที่สามจะไปแล้วเหรอ? แล้วซาจู้จะฉวยโอกาสนี้ย้ายไปแทนไหมนะ?
ในเนื้อเรื่องเดิมที่เขารู้มา ซาจู้ทำงานอยู่โรงอาหารที่สามมาตลอด และต่อมาก็ได้เลื่อนขั้นเป็นผู้จัดการโรงอาหารด้วยซ้ำ ตอนที่เขาทะลุมิติมาใหม่ๆ เขาเจอซาจู้อยู่ที่โรงอาหารที่สอง ก็คิดว่าโลกใบนี้คงมีอะไรคลาดเคลื่อนไปบ้าง ที่แท้ตำแหน่งในโรงอาหารที่สามก็โดนพ่อครัวหูคนนี้แย่งไปตั้งแต่แรกนี่เอง
งั้น... ตอนนี้พ่อครัวหูจะไปแล้ว ตำแหน่งนี้จะตกเป็นของซาจู้หรือเปล่า?
คิดมาถึงตรงนี้ สือเหล่ยก็เกิดความคิดแวบหนึ่งขึ้นมาในหัว: เขาควรจะ... เข้าไปสอดแทรกดีไหม?
ตัวอย่างเช่น หาวิธีให้คนอื่นแย่งตำแหน่งนี้ไป? หรือไม่ก็เตะสกัดขัดขาซาจู้สักหน่อย จะได้อดไปโรงอาหารที่สาม?
ความคิดนี้เพิ่งจะผุดขึ้นมาได้ไม่กี่วินาที เขาก็สลัดมันทิ้งไปเอง
จะไปทำแบบนั้นเพื่ออะไรล่ะ?
ไม่ว่าซาจู้จะย้ายไปโรงอาหารที่สาม หรือจะอยู่ที่โรงอาหารที่สองต่อไป มันก็ไม่ได้ส่งผลกระทบอะไรกับชีวิตเขาสักหน่อย ซาจู้ก็ยังคงเป็นพ่อครัว ยังต้องทำงานที่โรงงานรีดเหล็ก รับเงินเดือน และอาศัยอยู่ในเรือนสี่ประสานเหมือนเดิม
แล้วเขาจะไปเสียแรงเสียเวลาเพื่อเปลี่ยนผลลัพธ์ที่ไม่ได้ให้ผลประโยชน์อะไรกับเขาเลยไปทำไม? เพื่ออะไรล่ะ? ว่างจนเบื่อหรือไง?
เอาเวลาไปคิดหาข้ออ้างเนียนๆ เอาของดีๆ ออกมาจากมิติพกพา เพื่อทำให้ชีวิตความเป็นอยู่ของครอบครัวสุขสบายขึ้นไม่ดีกว่าเหรอ
เมื่อคิดตก ความอยากที่จะเข้าไปสอดแทรกตามประสา "ผู้ทะลุมิติ" ในใจของสือเหล่ยก็สลายไปจนหมดสิ้น จากนั้น เขาก็หันกลับมาสนใจเตาผิงอีกครั้ง เพราะตอนนี้ กลิ่นหอมของมันเทศย่างมันช่างเย้ายวนใจขึ้นเรื่อยๆ แล้วสิ