- หน้าแรก
- เจ้าบอกว่าเขาเป็นแค่เจ้าเมืองธรรมดาหรือ
- ตอนที่ 152 ฮั่วอวิ๋นเฟิง
ตอนที่ 152 ฮั่วอวิ๋นเฟิง
ตอนที่ 152 ฮั่วอวิ๋นเฟิง
ตอนที่ 152 ฮั่วอวิ๋นเฟิง
“ท่านแม่ทัพฮั่ว ท่านแม่ทัพหลิว ท่านกับข้าต่างก็เป็นคนคุ้นเคยกันดี พูดจาก็ไม่ต้องอ้อมค้อมให้มากความหรอก” ใต้เท้าต่งดึงทั้งสองคนหลบไปที่มุมหนึ่ง ราวกับตัดสินใจเรื่องสำคัญบางอย่างได้แล้วเอ่ยปากว่า “ข้าให้หนึ่งหมื่นตำลึง แลกกับการที่พวกท่านไม่สอดมือเข้ามายุ่งเรื่องนี้”
ขุนนางบู๊ทั้งสองคนสบตากัน
“อย่ามาพูดจาเหลวไหลเรื่องญาติห่าง ๆ อะไรนั่นกับข้าเลย”
น้ำเสียงของใต้เท้าต่งแฝงไปด้วยความเย็นชา “ข้าไม่ใช่คนโง่ ย่อมรู้ดีว่าที่พวกท่านสอดมือเข้ามายุ่งเรื่องนี้เป็นเพราะอะไร”
“ต่อให้การแก่งแย่งชิงดีระหว่างขุนนางในราชสำนักจะดุเดือดแค่ไหน นั่นก็เป็นเรื่องของเบื้องบน วันนี้ ข้าขอร้องพวกท่านในฐานะของคนเป็นบิดา และในฐานะเพื่อนขุนนางด้วยกัน ปล่อยให้ข้าได้ล้างแค้นให้บุตรชายเถอะ !”
เมื่อคำพูดนี้หลุดออกมา สีหน้าของขุนนางบู๊ทั้งสองก็ดูเคร่งเครียดขึ้นมาก
เพียงแต่พวกเขาทำเพียงส่ายหน้าปฏิเสธช้าๆ
“ตกลงพวกท่านต้องการอะไรกันแน่ ? ขอเพียงเป็นสิ่งที่ข้าทำได้ พวกท่านก็ลองเสนอมาได้เลย !” เมื่อเห็นว่าทั้งสองคนยังคงทำตัวเป็นทองไม่รู้ร้อน ในใจใต้เท้าต่งก็บังเกิดความโกรธเกรี้ยวขึ้นมา พยายามระงับโทสะอย่างสุดความสามารถแล้วเอ่ยว่า “หากไม่พอใจกับราคานี้ ข้ายังเพิ่มให้อีกได้ สองหมื่นตำลึงเป็นไง ?”
“หึ ๆ ใต้เท้าต่ง ท่านดูถูกพวกเราเกินไปแล้ว” ฮั่วอวิ๋นเฟิงหัวเราะเบา ๆ “ท่านคิดว่าข้าอุตส่าห์ดั้นด้นเดินทางมาถึงที่นี่ ก็เพื่อจะขอแบ่งเงินท่านแค่ไม่กี่หมื่นตำลึงงั้นรึ ?”
“สิ่งที่พวกเราต้องการน่ะ... มันง่ายมาก”
ฮั่วอวิ๋นเฟิงพูดถึงตรงนี้ก็หยุดชะงักไปครู่หนึ่ง จากนั้นก็พูดทีเล่นทีจริงว่า “ในเมื่อใต้เท้าต่งรักบุตรชายของตัวเองถึงเพียงนี้ ยอมทุ่มเททุกอย่างเพื่อแก้แค้นให้เขา... งั้นข้าว่า ต่อให้ต้องสละตำแหน่งขุนนางขนส่งเกลือนี้ ท่านก็คงจะยินยอมกระมัง ?”
สีหน้าของใต้เท้าต่งแข็งค้างไปทันที
เขาจ้องเขม็งไปที่อีกฝ่าย ในใจก็ตระหนักรู้ขึ้นมาในที่สุด
ขุนนางบู๊สองคนนี้มาที่นี่ ไม่ใช่แค่เพื่อมาหาเรื่องหรือแค่จะมากอบโกยผลประโยชน์เล็ก ๆ น้อย ๆ แต่พวกเขาจ้องจะฮุบตำแหน่งงานสุดอู้ฟู่ของเขาต่างหาก !
“พวกท่านนี่กินจุไม่เบาเลยนะ” ใต้เท้าต่งกัดฟันกรอด น้ำเสียงดุดันเหี้ยมเกรียม
“จะไม่กินจุได้ยังไงล่ะ... หลายปีมานี้ พวกขุนนางบุ๋นอย่างพวกท่านกินจนพุงกางมันเยิ้ม ส่วนพวกข้าแทบจะกลายเป็นผีหิวโซกันอยู่แล้ว” ฮั่วอวิ๋นเฟิงไม่ได้ปกปิดจุดประสงค์ของตนเลยแม้แต่น้อย เขาฉีกยิ้มกว้าง “ใต้เท้าต่งลองกลับไปคิดดูให้ดีเถอะ หากตกลง พวกข้าจะหันหลังกลับไปเดี๋ยวนี้เลย”
“ส่วนคนของชุนอี้ฟางอะไรนั้น ท่านจะเอาไปต้มยำทำแกงยังไง พวกเราก็จะไม่ปริปากพูดอะไรสักคำ”
“พูดแบบนี้ ก็คือพวกท่านคิดจะงัดข้อกับข้าให้ได้เลยใช่ไหม ?” ใต้เท้าต่งแค่นเสียงหัวเราะเย็นชาไม่หยุด
ขุนนางบู๊ทั้งสองไม่ได้ยอมรับหรือปฏิเสธ ทำเพียงยกไหล่เบา ๆ
“ดี ในเมื่อเป็นเช่นนี้ งั้นข้าก็จะบอกพวกท่านไว้เลย ว่าความแค้นนี้ยังไงข้าก็ต้องชำระให้ได้” ใต้เท้าต่งสูดลมหายใจเข้าลึก น้ำเสียงแข็งกร้าวขึ้นมาอย่างถึงที่สุด “ข้าก็อยากจะดูเหมือนกัน ว่าพวกท่านจะคุ้มครองพวกพรานป่าพวกนี้ได้หรือไม่ !”
ใต้เท้าต่งสะบัดแขนเสื้อ เดินออกจากศาลาว่าการอำเภอไปด้วยความโกรธแค้น
ส่วนท่านเจ้าเมืองติงเมื่อเห็นภาพนี้ ก็เข้าใจได้ทันทีว่าการพิจารณาคดีในวันนี้ต่อให้ไต่สวนต่อไปก็คงไม่ได้ผลลัพธ์อะไร เห็นได้ชัดว่าขุนนางบู๊ทั้งสองคนนี้มาเพื่อป่วนงาน มีพวกเขาอยู่ที่นี่ ตัวเขาก็ทำอะไรไม่ถนัดไปเสียหมด !
หากดึงดันจะไต่สวนต่อไป ไม่แน่ว่าอาจจะถูกอีกฝ่ายจับผิดเอาได้
เมื่อคิดได้เช่นนี้ เขาก็ค่อย ๆ ถอนหายใจพลางเอ่ย “คดีนี้มีความซับซ้อน ข้าตัดสินใจว่าจะพิจารณาคดีใหม่ในวันหลัง นำตัวนักโทษลงไปก่อน”
บรรดามือปราบก้าวเข้ามาเตรียมจะคุมตัวหลี่มูกับพวกไป
“ใต้เท้าติง ในเมื่อยังไม่ผ่านการพิจารณาคดี นั่นก็หมายความว่าพวกเขายังไม่มีความผิด แล้วท่านมีสิทธิ์อะไรมายัดเยียดข้อหา ‘นักโทษ’ ให้กับพวกเขา ?” ฮั่วอวิ๋นเฟิงขมวดคิ้ว ชี้ไปที่หลี่มู เจียงหู่ และบรรดาครอบครัว “คนเหล่านี้ล้วนเป็นชาวบ้านใต้การปกครองของราชวงศ์ต้าฉี เกรงว่าวันนี้ท่านจะจับพวกเขาขังไม่ได้หรอกนะ”
“ตามข้ามา ดูซิว่าใครหน้าไหนจะกล้าขวาง ?”
ฮั่วอวิ๋นเฟิงหัวเราะลั่นสองสามที หันหลังเดินออกไปนอกศาลาว่าการ
ส่วนหลี่มูเมื่อได้ยินดังนั้น ก็มองลึกเข้าไปในดวงตาของท่านเจ้าเมืองติงที่มีสีหน้าดำทะมึนแวบหนึ่ง ก่อนจะก้าวฉับ ๆ ตามออกไป รอจนกระทั่งพวกเขาทั้งหมดออกไปแล้ว บรรยากาศภายในศาลาว่าการก็ตึงเครียดขึ้นมาอย่างถึงที่สุด
โทสะระหว่างคิ้วของท่านเจ้าเมืองติงแทบจะปะทุพุ่งออกมา เขาคว้าแท่นฝนหมึกบนโต๊ะฟาดกระแทกลงกับพื้นอย่างแรง พริบตาเดียวก็แตกกระจายเป็นสิบกว่าชิ้น...
……
“ขอบคุณท่านแม่ทัพฮั่ว ท่านแม่ทัพหลิวที่กรุณาช่วยเหลือในครั้งนี้”
หลังจากออกจากศาลาว่าการ หลี่มูก็ให้ครอบครัวกลับไปที่โรงกลั่นสุราชุนอี้ฟาง ส่วนตัวเองกับเจียงหู่อยู่ต่อเพื่อกล่าวขอบคุณแม่ทัพรักษาการณ์ขั้นห้าทั้งสองท่าน
หากวันนี้อีกฝ่ายมาไม่ทันเวลา เกรงว่าเขาคงต้องงัดไพ่ตายใบสุดท้ายออกมา แล้วตีฝ่าวงล้อมเปิดทางสายเลือดออกไปจากที่นี่แล้วจริง ๆ
“หึ ข้ากับเจ้าก็ไม่ได้มีความสัมพันธ์ลึกซึ้งอะไรกัน ที่มาคราวนี้ ก็ไม่ได้ตั้งใจจะมาช่วยพวกเจ้าหรอก” ฮั่วอวิ๋นเฟิงตอบอย่างตรงไปตรงมา ท่าทางโผงผาง “บิดาก็แค่หมั่นไส้ไอ้แซ่ติงกับไอ้แซ่ต่งนั่น อยากจะจัดการสั่งสอนพวกมันสองตัวก็เท่านั้นเอง”
“เรื่องของพวกเจ้า ก็แค่ข้ออ้าง เป็นจุดเริ่มต้นที่เหมาะเจาะพอดีเท่านั้น”
เมื่อได้ยินดังนั้น หลี่มูกลับถอนหายใจด้วยความโล่งอก
ท่าทีที่ดูค่อนข้างเย็นชาของอีกฝ่าย กลับทำให้เขาสบายใจขึ้นมาก
ฮั่วอวิ๋นเฟิงเป็นถึงขุนนางขั้นห้า แม้ภายนอกจะดูหยาบกระด้างโผงผาง แต่ขุนนางที่ก้าวขึ้นมาอยู่ตำแหน่งระดับนี้ได้ จะมีสักกี่คนที่ไร้เล่ห์เหลี่ยม ?
ในราชสำนักต้าฉีทุกวันนี้ แทบจะไม่มีขุนนางที่ยึดมั่นในความยุติธรรมและตรงไปตรงมาเลย
ส่วนใหญ่ก็ต่างคนต่างอยู่ ต่างแก่งแย่งผลประโยชน์ให้ตัวเองทั้งนั้น
หากวันนี้ฮั่วอวิ๋นเฟิงพูดจาโอ้อวดสรรพคุณความดีงามอะไรทำนองว่าเห็นคนถูกรังแกแล้วต้องผดุงความยุติธรรมล่ะก็ ในใจของหลี่มูคงจะคิดว่าอีกฝ่ายต้องมีแผนการร้ายแอบแฝงอยู่แน่
ตอนนี้อีกฝ่ายพูดจาตรงไปตรงมาชัดเจน ที่ช่วยเขา ก็เป็นเพราะผลประโยชน์ขับเคลื่อน นี่สิถึงจะเป็นแรงจูงใจที่ดีที่สุด
“แม้จะเป็นเช่นนั้น แต่พวกข้าก็ยังคงเป็นหนี้บุญคุณของท่านแม่ทัพทั้งสองอยู่ดี” หลี่มูประสานมือคารวะ จากนั้นก็ใคร่ครวญคำพูดเล็กน้อย ก่อนจะเอ่ยเสียงขรึม “ในความคิดของข้า การที่ท่านแม่ทัพทั้งสองดั้นด้นมาด้วยตัวเอง เกรงว่าคงไม่ได้มาเพียงเพื่อปกป้องพวกข้า แล้วปล่อยให้ท่านเจ้าเมืองติงกับใต้เท้าต่งอารมณ์เสียเล่น ๆ แค่นั้นกระมัง”
“ท่านทั้งสองจะต้องมีแผนการที่ใหญ่กว่านั้นแน่”
ขุนนางบู๊และขุนนางบุ๋นนั้นไม่ลงรอยกันราวกับน้ำและไฟ ขุนนางบู๊ขั้นห้าสองคนนี้รีบรุดมาถึงที่นี่ หากเพียงเพราะอยากจะขัดขวางไม่ให้ใต้เท้าต่งล้างแค้นได้ แล้วปล่อยให้อีกฝ่ายหงุดหงิดใจเล่น ๆ มันก็ดูจะไร้สาระเกินไปหน่อย แม้การทำเช่นนี้จะเป็นการขัดแข้งขัดขาอีกฝ่ายได้จริง ๆ แต่ตัวพวกเขาเองก็ไม่ได้ประโยชน์อะไรเลย
หลี่มูเชื่อว่าขุนนางบู๊ทั้งสองคนนี้ไม่มีทางทำเรื่องเด็ก ๆ แบบนี้แน่
“เจ้าหนุ่มนี่ เจ้ามองเกมได้ทะลุปรุโปร่งดีนี่” ฮั่วอวิ๋นเฟิงหัวเราะเบา ๆ จากนั้นก็เอ่ยปาก “ข้าก็ไม่จำเป็นต้องปิดบังเจ้าหรอก ที่ข้ากับบรรดาสหายร่วมรบหมายตาก็คือตำแหน่งขุนนางขนส่งเกลือและเจ้าเมืองหงโจวนี่แหละ”
แม้เมืองหงโจวจะไม่ได้ร่ำรวยนัก แต่กิจการเกลือก็เป็นธุรกิจที่ทำกำไรมหาศาลมาตั้งแต่โบราณกาล
ราชสำนักมีคำสั่ง ห้ามชาวบ้านทำเหมืองเกลือและลักลอบค้าเกลือโดยเด็ดขาด ผู้ฝ่าฝืนมีโทษถึงขั้นตัดหัวริบทรัพย์ประหารเก้าชั่วโคตร
เกลือ ในยุคปัจจุบันนี้ถือเป็นเครื่องปรุงรสที่หรูหรามาก
หลังจากที่ราชสำนักผูกขาดแล้ว ราคาขายก็พุ่งสูงลิ่ว เพียงแค่กิจการเกลือของเมืองหงโจวแห่งเดียว ในหนึ่งปีนอกเหนือจากส่วนที่ต้องส่งให้ราชสำนักแล้ว ก็ยังสามารถกอบโกยเงินเข้ากระเป๋าตัวเองได้เกือบแสนตำลึง
เสพสุขกับสุรานารี ใช้ชีวิตอย่างหรูหราฟู่ฟ่า นี่แหละคือชีวิตของขุนนางควบคุมการขนส่งเกลือ !
แต่ฮั่วอวิ๋นเฟิงในฐานะแม่ทัพรักษาการณ์ประจำเมือง ในแต่ละปีกลับต้องพึ่งพาเงินเดือนอันน้อยนิดที่ราชสำนักจ่ายให้ หรือไม่ก็ต้องพึ่งพาการทำนาของเหล่าทหารในสังกัดเพื่อประทังชีวิต คุณภาพชีวิตเรียกได้ว่าแตกต่างกันราวฟ้ากับเหว
จะไม่ให้อิจฉาตาร้อนได้อย่างไร ?