- หน้าแรก
- เจ้าบอกว่าเขาเป็นแค่เจ้าเมืองธรรมดาหรือ
- ตอนที่ 153 แหกคุก
ตอนที่ 153 แหกคุก
ตอนที่ 153 แหกคุก
ตอนที่ 153 แหกคุก
เมื่อหลี่มูได้ยินดังนั้น สมองก็หมุนติ้วอย่างรวดเร็ว ราวกับเข้าใจอะไรบางอย่างขึ้นมาในวินาทีนี้
ท่าทีที่แข็งกร้าวของฮั่วอวิ๋นเฟิงและหลิวจี้เมื่อครู่นี้ ดูราวกับว่าจงใจยั่วโมโหใต้เท้าต่งและท่านเจ้าเมืองติง
จุดประสงค์ของพวกเขา คงอยากจะใช้ท่าทีเช่นนี้เพื่อส่งสัญญาณบอกอีกฝ่ายว่า: การจะใช้กระบวนการไต่สวนเพื่อฆ่าพวกหลี่มูนั้นเป็นไปไม่ได้แล้ว หากอยากจะชำระแค้นให้บุตรชายของใต้เท้าต่ง ก็มีแต่ต้องเล่นตุกติกลับหลัง ใช้วิธีสกปรกที่ไม่อาจเปิดเผยได้เท่านั้น !
อย่างเช่นการลอบสังหาร หรือการลอบโจมตีในยามวิกาล
และนี่ก็คือกับดักที่ขุนนางบู๊ทั้งสองคนวางเอาไว้ให้พวกเขา
ทันทีที่ท่านเจ้าเมืองติงและใต้เท้าต่งถูกยั่วจนขาดสติ และงัดเอาวิธีการที่อยู่นอกเหนือกฎหมายมาใช้ เมื่อนั้นฝ่ายขุนนางบู๊ก็จะสามารถฉวยโอกาสจับจุดอ่อนของพวกเขาเพื่อนำไปถอดถอน โค่นล้มตำแหน่งขุนนางของอีกฝ่ายลงได้ในคราวเดียว
ไม่เพียงแต่จะเป็นการทำลายขวัญกำลังใจของฝ่ายตรงข้าม แต่ยังเป็นการเพิ่มพูนอำนาจให้กับฝ่ายตนอีกด้วย
แม้ว่ากฎหมายของต้าฉีในทุกวันนี้จะไร้ความศักดิ์สิทธิ์ แต่ก็เป็นเพียงกรณีที่ขุนนางใช้จัดการกับชาวบ้านตาดำ ๆ ที่ไร้ที่พึ่งพิงเท่านั้น หากเป็นการต่อสู้กันเองระหว่างขุนนางระดับเดียวกัน และเรื่องไปถึงท้องพระโรงเมื่อไหร่ กฎหมายก็เปรียบเสมือนดาบคมที่ใช้สังหารคนได้เช่นกัน
หลี่มูคิดทะลุปรุโปร่งถึงเรื่องราวทั้งหมดอย่างรวดเร็ว
เขาเงียบไปครู่หนึ่งแล้วเอ่ยว่า "ท่านแม่ทัพทั้งสอง ข้าน้อยมีแผนการหนึ่ง ที่พอจะช่วยให้ความปรารถนาของพวกท่านสำเร็จได้เร็วขึ้น"
"โอ้ ? " ฮั่วอวิ๋นเฟิงและหลิวจี้สบตากัน มองเห็นความประหลาดใจในสายตาของอีกฝ่าย จึงเอ่ยขึ้นพร้อมกัน "รีบว่ามาสิ"
"เมื่อครู่นี้ใต้เท้าต่งและท่านเจ้าเมืองติงโกรธเป็นฟืนเป็นไฟก็จริง แต่การที่พวกเขาล้มลุกคลุกคลานอยู่ในแวดวงขุนนางมาหลายปี ก็มีความเป็นไปได้สูงว่าพวกเขาจะข่มความแค้นนี้เอาไว้ และไม่เลือกลงมือในเวลาเช่นนี้" หลี่มูสูดลมหายใจเข้าลึก เอ่ยอย่างจริงจังว่า "มิสู้... ไปกระตุ้นพวกเขาอีกสักหน่อย"
"ขั้นตอนโดยละเอียดล่ะ เจ้าลองว่ามาสิ..." ฮั่วอวิ๋นเฟิงเอ่ยถามด้วยความสนใจ
หลี่มูลดเสียงลงต่ำ อธิบายแผนการของตนอย่างละเอียดรอบหนึ่ง
หลิวจี้ฟังจบ มุมปากก็ยกขึ้นเล็กน้อย
ส่วนฮั่วอวิ๋นเฟิงยิ่งดวงตาสาดประกาย มือหยาบกร้านตบลงบนไหล่ของหลี่มูดังป้าบ พลางเอ่ย "ดี ! สมกับคำกล่าวที่ว่าวีรบุรุษมักกำเนิดจากวัยเยาว์จริง ๆ ! พวกเราจะทำตามวิธีของเจ้า ! "
"พวกเราแยกย้ายกันไปเตรียมการเถอะ"
"หากเรื่องนี้สำเร็จ ข้าไม่มีทางเอาเปรียบเจ้าแน่ ! "
ขุนนางบู๊ขั้นห้าทั้งสองเรียกองครักษ์คนสนิทเข้ามา ปรึกษาหารือรายละเอียดกันอย่างรอบคอบอยู่ครู่หนึ่ง แล้วก็เคาะโต๊ะตกลงตามนี้
รอจนกระทั่งพวกเขาจากไป เจียงหู่ก็ขยับเข้ามาใกล้ด้วยสีหน้าเต็มไปด้วยความกังวล เอ่ยเสียงเบาว่า "พี่หลี่ วิธีของท่าน... มันไม่เสี่ยงไปหน่อยหรือ ? "
"หากไม่เสี่ยง จะพลิกสถานการณ์กลับมาเป็นฝ่ายชนะได้อย่างไร ? " หลี่มูมองดูขุนนางบู๊ทั้งสองเดินจากไป ค่อย ๆ กำหมัดแน่น "พวกเราไม่มีทางเลือกอื่นแล้ว"
……
เข้าสู่ยามวิกาล
คุกหลวงอำเภออันผิง
สือโถวมีเลือดเปรอะเปื้อนไปทั้งตัว นอนกองอยู่ในห้องขังที่รกรุงรัง ในอากาศอบอวลไปด้วยกลิ่นเหม็นอับและกลิ่นคาวเลือดที่ลอยมาเตะจมูกเป็นระลอก ๆ ชวนให้คลื่นเหียนอาเจียน
ดวงตาของเขาเหม่อลอยมองเพดาน เพียงแค่ขยับตัวเล็กน้อย ก็รู้สึกถึงความเจ็บปวดรวดร้าวแล่นพล่านไปทั่วทั้งร่าง
วันนี้บนศาล ใต้เท้าต่งลงมือถือพลองเสือทุบตีเขาด้วยตัวเอง...
นอกจากเนื้อตัวจะแตกยับเยินแล้ว กระดูกในร่างก็ดูเหมือนจะหักไปหลายท่อนเช่นกัน !
แม้ขุนนางบู๊ขั้นห้าทั้งสองคนจะช่วยชีวิตคนอื่น ๆ เอาไว้ได้ แต่ตัวสือโถวเองกลับไม่มีวาสนาได้ออกจากคุก
เรื่องที่เขาฆ่าคนเป็นความจริงที่ดิ้นไม่หลุด ประกอบกับเมื่อคืนเขาเป็นคนมามอบตัว ซ้ำยังลงนามประทับตราในคำให้การรับสารภาพด้วยตัวเอง ต่อให้เป็นฮั่วอวิ๋นเฟิงก็ไม่สามารถเปลี่ยนแปลงความจริงข้อนี้ได้
"เฮ้ย กินข้าวได้แล้ว ! "
มือปราบคนหนึ่งยกถาดอาหารเดินเข้ามา ยืนอยู่หน้าประตูห้องขังแล้วตะโกนเรียกด้วยน้ำเสียงเย็นชา
สือโถวเงยหน้าขึ้น พยายามจะลุกขึ้นยืนอย่างยากลำบาก แต่ก็ล้มลงไปครั้งแล้วครั้งเล่า สุดท้ายจึงทำได้เพียงใช้สองมือยันพื้น แล้วค่อย ๆ คลานเข้าไปหา
แต่ในตอนที่เขากำลังจะยื่นมือออกไปรับชามข้าวนั้นเอง มือปราบผู้นั้นก็แสยะยิ้มเหี้ยม ยกชามข้าวสาดเข้าใส่หน้าเขาอย่างจัง
ซ่า !
น้ำแกงเดือดพล่านสาดรดลงบนตัวของสือโถว
เขาร้องโหยหวนด้วยความเจ็บปวด เบิกตากว้าง
"ไอ้สุนัขอย่างเจ้ายังคิดจะกินข้าวอีกรึ ? ไปล่วงเกินใต้เท้าต่งเข้า ทำเอาพวกข้าอดได้เงินรางวัลกันหมด..." มือปราบผู้นั้นจ้องสือโถวด้วยสายตาอาฆาตมาดร้าย คว่ำหมั่นโถวและเศษผักในถาดลงบนพื้น แล้วใช้เท้ากระทืบซ้ำไปอีกหลายครั้ง "อยากกินข้าว ก็แดกไอ้นี่ไปเถอะ ! "
"..."
สือโถวเช็ดน้ำแกงร้อน ๆ บนหน้าอก มองดูใบหน้าอันดุดันของมือปราบผู้นั้น เขากลับไม่ได้มีโทสะ ทำเพียงลากร่างที่บอบช้ำค่อย ๆ คลานกลับไปที่มุมห้อง
ก่อนที่จะมามอบตัว เขาได้เตรียมใจไว้พร้อมแล้ว
ศาลาว่าการอำเภออันผิงเมื่อก่อนอาจจะให้เฉาหย่างอี้เป็นใหญ่ แต่ตอนนี้ได้กลายเป็นถิ่นของท่านเจ้าเมืองติงและใต้เท้าต่งไปแล้ว การตกอยู่ในเงื้อมมือของคนสองคนนี้ ย่อมหนีไม่พ้นที่จะต้องถูกทรมาน
"ถ้ามีน้ำยาก็ฆ่าบิดาให้ตายสิวะ"
สือโถวเอ่ยปากเสียงเบา "เจ้ารู้ไหมว่าเจ้าเหมือนอะไร ? เจ้ามันก็เหมือนหมาตัวหนึ่ง ที่ได้แต่เห่าใส่ศัตรูของเจ้านายเจ้าสองสามทีเพื่อประจบประแจงขอเศษอาหารเท่านั้นแหละ"
"วอนหาที่ตายนักใช่ไหม ! " มือปราบได้ยินดังนั้นก็โกรธจัด คว้ากุญแจจากเอวเตรียมจะไขประตูเข้าไปสั่งสอนเขาสักหน่อย
แต่ในตอนนั้นเอง ที่ประตูใหญ่ของคุกก็มีเสียงเอะอะโวยวายดังขึ้น
มือปราบอึ้งไปครู่หนึ่ง เงยหน้ามองไปตามเสียง
เห็นเพียงผู้คุมสองคนที่มีเลือดโชกไปทั้งตัววิ่งกระหืดกระหอบเข้ามา ตะโกนลั่นว่า "เร็ว... หนีเร็ว มีคนแหกคุก ! "
ม่านตาของมือปราบหดเกร็งอย่างรุนแรง
"ใครหน้าไหนมันขวัญกล้าเทียมฟ้าขนาดนี้ ! " เขาส่งเสียงสั่น ชักดาบยาวที่เอวออกมาตวาดลั่นเพื่อเรียกความกล้าให้ตัวเอง "บังอาจมาแหกคุก รนหาที่ตายหรือไง ? "
ฉึก !
เสียงทึบ ๆ ดังขึ้น
มือปราบราวกับถูกฟ้าผ่า
เขาก้มหน้าลงด้วยท่าทีแข็งทื่อ
เห็นเพียง 'ผู้คุม' ที่ได้รับบาดเจ็บทั้งสองคน เวลานี้กำลังกำมีดสั้นสองเล่ม แทงทะลุหน้าอกของเขาจากทั้งซ้ายและขวา เลือดสด ๆ ไหลทะลักออกมาตามปากแผล
จนกระทั่งตอนนี้ มือปราบถึงเพิ่งสังเกตเห็นว่าชายสองคนนี้มีรูปร่างสูงใหญ่และบึกบึนผิดปกติ ซ้ำยังมีผิวคล้ำแดด ดูไม่เหมือนผู้คุมที่ต้องคลุกคลีอยู่ในคุกมืดมิดไร้แสงตะวันจนร่างกายซูบซีดอ่อนแอเลยแม้แต่น้อย แต่กลับดูเหมือน... ทหารกล้าที่ผ่านการกรำศึกมานับร้อยสงครามในค่ายทหารเสียมากกว่า !
"พวกเจ้า... เป็นคนของกองบัญชาการทหาร พวกเจ้าบ้าไปแล้ว แหกคุก... มีโทษเทียบเท่ากบฏ..." ปากของมือปราบพะงาบ ๆ เลือดที่เป็นฟองปุด ๆ ทะลักออกจากปากไม่หยุด กลืนกินคำพูดครึ่งหลังของเขาให้หายกลับลงไปในคอ
"ถ้าไม่มีหลักฐาน ก็เท่ากับไม่เคยเกิดขึ้น" 'ผู้คุม' ทางฝั่งซ้ายแค่นเสียงหัวเราะเย็น ดึงมีดสั้นออกอย่างเด็ดขาด แล้วปาดคอเขาโดยตรง
มือปราบล้มหงายหลังลงไปกองกับพื้น
'ผู้คุม' อีกคนรีบล้วงกุญแจที่เอวของเขาออกมาไขประตูห้องขัง แล้วหิ้วปีกสือโถวพุ่งพรวดออกไปโดยไม่พูดพร่ำทำเพลง เลือนหายไปในความมืดมิดยามราตรีอย่างรวดเร็ว
……
"คนของกองบัญชาการทหารมันจะรังแกกันเกินไปแล้ว ! "
ภายในห้องรับรองของศาลาว่าการอำเภอ ท่านเจ้าเมืองติงขมวดคิ้วแน่น
ส่วนใต้เท้าต่งก็มีเส้นเลือดดำปูดโปนบนหน้าผาก สีหน้าดุดันเหี้ยมเกรียม "พวกมันบอกว่าจะคุ้มครองโรงกลั่นสุราชุนอี้ฟางไม่ใช่หรือไง ? ได้ วันนี้บิดาจะขอวัดรอยเท้ากับพวกมันสักตั้ง"
"ข้าไม่เชื่อหรอกว่าไอ้พวกทหารสวะที่ใช้แต่กำลัง จะมาเอาชนะข้าได้ ? "
"อย่างมากข้าก็แค่ผลาญทรัพย์สินทั้งหมดที่มี แต่ข้าจะต้องฆ่าพวกคนในโรงกลั่นสุราชุนอี้ฟางให้ตายตกตามกันไปให้หมด ! "
ยิ่งพูดยิ่งอารมณ์ขึ้น ท้ายที่สุดเขาก็ตบโต๊ะลุกพรวดขึ้นมา ตะโกนออกไปด้านนอกว่า "เด็ก ๆ ไปเบิกตัวสือโถวออกมาจากคุก ข้าจะให้มันตายเดี๋ยวนี้แหละ"