- หน้าแรก
- เจ้าบอกว่าเขาเป็นแค่เจ้าเมืองธรรมดาหรือ
- ตอนที่ 142 ข้าถนัดแต่เรื่องฆ่าสัตว์เดรัจฉาน !
ตอนที่ 142 ข้าถนัดแต่เรื่องฆ่าสัตว์เดรัจฉาน !
ตอนที่ 142 ข้าถนัดแต่เรื่องฆ่าสัตว์เดรัจฉาน !
ตอนที่ 142 ข้าถนัดแต่เรื่องฆ่าสัตว์เดรัจฉาน !
เมื่อหลี่มูได้ยินดังนั้น ในใจก็รู้สึกหวั่นไหวอยู่บ้าง
ยุคสมัยนี้วุ่นวายโกลาหล ผู้ที่มีสายตาเฉียบแหลมย่อมมองออกว่า ในอนาคตใต้หล้าจะต้องเกิดการเปลี่ยนแปลงพลิกฟ้าคว่ำแผ่นดินอย่างแน่นอน
ในตอนนี้แม้ว่าตัวเขาและพี่น้องในทีมล่าสัตว์จะตั้งหลักปักฐานในเมืองอันผิงได้อย่างมั่นคงแล้ว แต่ด้วยกองกำลังเพียงหยิบมือ หากวันข้างหน้าเกิดไฟสงครามลุกลามขึ้นมาจริง ๆ ย่อมไม่เพียงพอที่จะใช้เป็นที่พึ่งพิงในกลียุคได้ หากสามารถอิงแอบค่ายทหาร หรือใช้ตระกูลของติงอวี่เป็นสะพานเชื่อม ก็จะสามารถเพิ่มพูนอำนาจและสถานะได้อย่างรวดเร็ว
ไม่ว่าจะเป็นในยุคสงบสุขหรือยุคสงคราม การเป็นขุนนาง ย่อมมีอภิสิทธิ์และทางเลือกมากกว่าชาวบ้านธรรมดาเสมอ...
"เรื่องนี้เป็นเรื่องใหญ่ ข้ายังต้องขอเวลาพิจารณาดูสักหน่อย" หลี่มูไม่ได้ให้คำตอบที่ชัดเจนออกไป แต่เลือกใช้คำตอบที่กำกวมแทน
เมื่อติงอวี่ได้ยินดังนั้น ประกายตาก็สว่างวาบ เขาฟังออกว่าน้ำเสียงของหลี่มูดูเหมือนจะโอนอ่อนลงบ้างแล้ว ย่อมรู้ดีถึงหลักการที่ว่าต้องตีเหล็กตอนร้อน จึงเอื้อมมือไปกอดคอหลี่มูอย่างสนิทสนมพลางเอ่ยว่า "พี่หลี่ ท่านก็น่าจะรู้ว่าโอกาสมักจะหลุดลอยไปอย่างรวดเร็ว เกิดเป็นคน โอกาสที่จะพลิกผันชะตาชีวิตได้นั้นมีไม่มากนักหรอกนะ"
"ข้ารู้ว่าท่านมีเบื้องหลังเป็นคนในกองทัพ แต่... หากใต้เท้าแม่ทัพใหญ่ที่อยู่เบื้องหลังท่านผู้นั้นยินดีจะสนับสนุนผลักดันจริง ๆ ท่านก็คงไม่ต้องมาขดตัวอยู่ในเมืองเล็ก ๆ เพื่อล่าสัตว์ขายสุราประทังชีวิตแบบนี้หรอก"
เวลานี้ติงอวี่คิดทึกทักเอาเองว่าตนมองทะลุความสัมพันธ์ระหว่างหลี่มูกับ 'แม่ทัพใหญ่' แล้ว เขาคิดว่าทั้งสองฝ่ายคงจะแค่มีความสัมพันธ์อันดีต่อกันมาตั้งแต่รุ่นบรรพบุรุษ อีกฝ่ายถึงได้ยอมยื่นมือเข้ามาช่วยจัดการภัยคุกคามจากกองคาราวานอาชาเหล็กให้
สถานะของทั้งสองฝ่ายแตกต่างกันราวฟ้ากับเหว หนี้บุญคุณที่ถูกใช้ไปแล้วหนึ่งครั้ง ก็เท่ากับเป็นการตัดขาดความสัมพันธ์นี้ไปโดยปริยาย...
"พี่หลี่ หากท่านยอมมาทำงานใต้สังกัดท่านบิดาของข้า ในวันหน้าท่านอาจจะมีโอกาสได้พบกับแม่ทัพใหญ่ผู้นั้นอีกครั้ง ท่านก็รู้นี่ บางครั้งคำว่ามิตรภาพ มันก็ถูกกำหนดโดยสถานะและอำนาจของทั้งสองฝ่าย" ติงอวี่กดเสียงต่ำ เอ่ยเกลี้ยกล่อมอย่างมีศิลปะ
"ในสายตาของแม่ทัพใหญ่ผู้นั้น ตอนนี้ท่านอาจจะเป็นแค่ลูกหลานของสหายเก่าที่ไม่ได้สลักสำคัญอะไร ช่วยเหลือไปแค่ครั้งเดียวเดี๋ยวก็ลืมแล้ว ! "
"แต่ถ้าวันหน้าท่านมียศมีตำแหน่งเป็นขุนนาง แล้วไปปรากฏตัวต่อหน้าเขาอีกครั้ง ย่อมทำให้เขามองท่านใหม่ด้วยความชื่นชม... สายใยความสัมพันธ์ในอดีต ก็อาจจะมีโอกาสได้สานต่อให้แน่นแฟ้นขึ้นอีกครั้ง"
หลี่มูลอบหัวเราะในใจ
เขาย่อมรู้ดีว่าที่ติงอวี่พยายามทุ่มเทหว่านล้อมซื้อใจเขาขนาดนี้ ด้านหนึ่งก็เป็นเพราะฝีมือของพวกชายฉกรรจ์ทีมล่าสัตว์นั้นยอดเยี่ยมจริง ๆ ส่วนอีกด้านหนึ่งก็เพราะต้องการใช้เขาเป็นสะพานเพื่อเชื่อมความสัมพันธ์ไปถึง 'ใต้เท้าแม่ทัพใหญ่' นั่นเอง
ในราชสำนัก ความสัมพันธ์ล้วนพลิกผันซับซ้อนยากคาดเดา
ไม่มีมิตรแท้และศัตรูถาวร มีเพียงผลประโยชน์ที่ยั่งยืน
สำหรับติงอวี่แล้ว หลี่มูก็คือหมากตัวหนึ่งที่วางทิ้งไว้ หากวันหน้าสามารถกลายเป็นตัวเชื่อมไปยัง 'แม่ทัพใหญ่' ได้ย่อมเป็นเรื่องดี แต่ถ้าไม่สำเร็จ เขาก็ไม่ได้สูญเสียอะไรเลย
ทั้งสองคนยังคงสนทนากันด้วยเสียงแผ่วเบา
ในขณะเดียวกัน ต่งหยวนที่มองดูท่าทางสนิทสนมของทั้งสองคน สีหน้าก็เริ่มเขียวคล้ำ เขากระดกสุราเข้าปากจอกแล้วจอกเล่า เพียงไม่นานใบหน้าก็แดงก่ำ
เมื่อฤทธิ์สุรากำเริบ อารมณ์ของเขาก็เริ่มควบคุมไม่อยู่
"จิ๊ ๆ ... ฟางฮุ่ย เจ้าดูความสนิทสนมระหว่างพี่อวี่กับไอ้พรานป่ากระจอกนั่นสิ ถ้าใครไม่รู้ คงนึกว่าเป็นพี่น้องคลานตามกันมาเสียอีก ! " ต่งหยวนพ่นลมหายใจที่มีกลิ่นสุราหึ่ง พึมพำบ่นกับสหายเพียงคนเดียวที่อยู่ข้าง ๆ ด้วยน้ำเสียงกระแนะกระแหน
"ดูจากท่าทีให้ความสำคัญของพี่อวี่สิ ถ้ามันได้เข้าไปอยู่ในจวนสกุลติงจริง ๆ เกรงว่าอีกไม่นาน ต่อให้พวกเราเจอมัน ก็คงต้องก้มหัวเรียกมันว่านายท่านแล้วมั้ง ! "
ฟางฮุ่ยฟังความไม่พอใจของเขาออก จึงวางก้ามปูในมือลง ขมวดคิ้วเอ่ยว่า "ต่งหยวน เจ้าเมาแล้วนะ"
"ข้าเมางั้นรึ ? " ต่งหยวนเบิกตากว้าง หอบหายใจฟืดฟาด "หลายปีมานี้ ตระกูลต่งเป็นถุงเงินให้จวนสกุลติงมาตลอด สนับสนุนเงินทองไปตั้งเท่าไหร่ ? เอาเรือลำใหญ่ ๆ มาขนก็ยังขนไม่หมด..."
"แต่พี่อวี่กลับไม่เห็นแก่ความเป็นพี่น้อง ! เขาถึงกับยอมให้ข้าต้องกล้ำกลืนฝืนทน เพียงเพื่อไอ้พรานป่าจน ๆ คนเดียว ! "
"ในสายตาของเขา ข้าเป็นตัวอะไร ? แล้วตระกูลต่งล่ะนับเป็นตัวอะไร ? "
หว่างคิ้วของต่งหยวนกระตุกอย่างรุนแรง แต่เสียงแห่งความโกรธเกรี้ยวของเขาก็ถูกกลืนหายไปท่ามกลางเสียงหัวเราะครื้นเครงของทุกคน นอกจากฟางฮุ่ยแล้วก็ไม่มีใครได้ยินอีก
"ไอ้โง่เอ๊ย..." ฟางฮุ่ยรู้สึกหมดคำจะพูดกับสหายร่วมทีมคนนี้จริง ๆ เขาอยากจะอธิบายแทนติงอวี่สักหน่อย แต่เมื่อเห็นสภาพเมามายไม่ได้สติของอีกฝ่าย ก็รู้ว่าพูดไปตอนนี้ก็เปล่าประโยชน์ จึงกัดฟันแย่งจอกสุรามา "เจ้าเลิกดื่มได้แล้ว ออกไปสูดอากาศสร่างเมาข้างนอกก่อนไป ! "
ฟางฮุ่ยผลักไสไล่ส่งให้เขาออกไปจากโต๊ะอาหาร
เวลานี้ดวงจันทร์สุกสกาวดวงดาวบางตา ต่งหยวนนั่งอยู่บนม้านั่งหินในลานบ้านเพียงลำพัง ปากก็ยังคงพึมพำสบถด่าไม่หยุด เมื่อลมกลางคืนพัดมา เขาก็รู้สึกปั่นป่วนมวนท้องแทบจะอาเจียน
เดิมทีซานเยวี่ยชุนก็เป็นสุราดีกรีแรงอยู่แล้ว ประกอบกับต่งหยวนที่อารมณ์บูดจึงดื่มเข้าไปมากกว่าปกติ พอโดนลมเป่าก็ยิ่งออกฤทธิ์
เขาเดินโซเซไปข้างหน้าสองสามก้าว พยุงตัวเกาะเตาดินที่มุมลานบ้านแล้วก็อ้วกออกมาอย่างเอาเป็นเอาตาย
"เอ๊ะ นี่เจ้า ทำไมถึงมาอ้วกใส่เตาไฟแบบนี้ล่ะ ? " ในตอนนั้นเอง เสียงที่เจือไปด้วยความไม่พอใจก็ดังขึ้นจากด้านข้าง "นี่มันกระทะต้มสุราของพวกเรานะ ทำสกปรกเลอะเทอะลงไปมันน่าขยะแขยงจะตาย ! "
ต่งหยวนเงยหน้าขึ้นตามเสียง ท่ามกลางสายตาที่พร่ามัวด้วยฤทธิ์สุรา เขาเห็นหญิงสาวสวมชุดเรียบง่ายคนหนึ่งยืนอยู่ข้างเตา สองมือเท้าสะเอว ขมวดคิ้วดุด่าอยู่
"เจ้า... เจ้าเป็นใครวะ ? " เขาใช้มือเช็ดคราบน้ำลายที่มุมปากลวก ๆ เอ่ยถามด้วยใบหน้าดำทะมึน
"ข้าชื่อต้าเหลียน เป็นคนงานหมักสุราของโรงบ่มนี้ เจ้าคงเป็นนายจ้างของพี่หลี่สินะ ? " ต้าเหลียนเม้มปาก เมื่อเห็นว่าต่งหยวนยืนโงนเงนไปมา ก็เดินเข้าไปทำท่าจะช่วยพยุง "เจ้าระวังหน่อยสิ ห้องน้ำอยู่ตรง..."
เพียะ !
เสียงตบหน้าดังฉาดใหญ่ !
ต้าเหลียนถูกตบจนเซถลา ถอยหลังไปสองก้าว นางยกมือปิดแก้มที่บวมแดง ดวงตาเบิกกว้างอย่างไม่อยากจะเชื่อ
"นังไพร่ ! " ต่งหยวนสบถด่าทออย่างหยาบคาย ยกเท้าถีบออกไปอย่างบ้าคลั่ง "นังชั้นต่ำ ! เลวกว่าหมูหมา ! อย่างเจ้ามีสิทธิ์อะไรมาสั่งสอนข้า ? "
"ไอ้พวกพรานป่ากระจอก ไอ้พวกคนต้มสุรา ไปตายซะไป ! "
ต้าเหลียนถูกถีบเข้าที่ท้องน้อย ล้มหงายหลังลงไปกองกับพื้น ท้ายทอยฟาดเข้ากับขอบเตาอย่างแรง
"นังไพร่ ! พวกชั้นต่ำ ! "
"ไอ้พวกสวะ ! "
"ไอ้พวกหมูพวกหมา ! "
เส้นเลือดดำบนขมับของต่งหยวนปูดโปน ราวกับต้องการจะระบายความอัปยศอดสูที่ได้รับมาตลอดหลายวันนี้ออกไปให้หมดสิ้น เขาเตะและเหยียบย่ำลงบนร่างของต้าเหลียนครั้งแล้วครั้งเล่าอย่างหนักหน่วง
เลือดสีแดงฉาน ค่อย ๆ ซึมเปื้อนเสื้อผ้าของนาง
……
"เถ้าแก่ ! "
ในขณะที่หลี่มูและติงอวี่กำลังสนทนากันอย่างออกรส จู่ ๆ พี่สะใภ้หวังก็โผล่พรวดมาที่หน้าประตู ใบหน้าซีดเผือด ลมหายใจหอบถี่ผิดปกติ "เกิด... เกิดเรื่องแล้ว"
"ต้าเหลียนถูกตีตายแล้ว ! "
บรรยากาศที่เคยครึกครื้น พลันเงียบสงัดลงราวกับป่าช้าเพียงเพราะประโยคนี้ประโยคเดียว
หลี่มูชะงักงัน ยังคิดว่าหูตัวเองฝาดไป จึงเอ่ยถามย้ำ "เจ้าว่าอะไรนะ ? "
"ต้าเหลียน นางถูกไอ้สารเลวที่ชื่อต่งหยวนนั่นตีตายแล้ว ! " พี่สะใภ้หวังตัวสั่นเทา แทบจะเค้นคำพูดนี้ออกมาจากไรฟัน
เงียบ.
เงียบสงัดดุจความตาย
สามลมหายใจต่อมา จอกสุราในมือของสือโถวก็ร่วงหล่นลงพื้นเสียงดังเพล้ง เขาส่งเสียงร้องโหยหวนราวกับสัตว์ป่าที่บาดเจ็บ วิ่งสะดุดล้มลุกคลุกคลานออกไปทันที
หลี่มูก็ลุกพรวดขึ้นมาเช่นกัน หว่างคิ้วอัดแน่นไปด้วยจิตสังหารอันรุนแรง เขาคว้ามีดตัดฟืนจากบนกำแพง แล้วก้าวฉับ ๆ ตามออกไป
"พี่หลี่ อย่าเพิ่งวู่วาม เรื่องนี้ต้องเป็นความเข้าใจผิดแน่..." สีหน้าของติงอวี่ก็ตื่นตระหนกเช่นกัน แต่เขาก็ได้สติกลับมาอย่างรวดเร็ว รีบพุ่งเข้าไปขวางหน้าหลี่มูไว้
"คนตายไปแล้วทั้งคน ยังจะเข้าใจผิดบ้าบออะไรอีก ? " หลี่มูตบโต๊ะเสียงดังสนั่น จนจานชามสั่นสะเทือน "ไสหัวไป ! "
ทุกคนบนโต๊ะอาหารต่างพากันกรูออกไปที่ลานบ้าน
ทันทีที่หลี่มูก้าวเท้าออกจากประตู ก็เห็นว่าภายใต้แสงจันทร์ หลี่ไฉ่เวยกำลังพากลุ่มสตรีหลายคนนั่งยอง ๆ อยู่หน้าเตาดิน ส่วนสือโถวกำลังกอดร่างเมียตัวเองเขย่าอย่างบ้าคลั่ง ราวกับต้องการจะปลุกให้นางตื่นขึ้นมา
"เหลียนจื่อ เจ้าอย่าหลอกข้าสิ เจ้ารีบลืมตาขึ้นมามองข้าสิ..."
"รีบไปตามหมอมาเร็วเข้า ! "
สือโถวร้องคร่ำครวญ เวลานี้เขาไม่ต่างอะไรกับสัตว์ป่าที่ถูกต้อนให้จนตรอก น้ำตาและน้ำมูกไหลอาบหน้า
เลือดสด ๆ ไหลรินลงมาจากหน้าผากของต้าเหลียนไม่หยุด
หว่างคิ้วของหลี่มูกระตุก ก้าวฉับ ๆ สามก้าวควบสองก้าวพุ่งเข้าไป ล้วงเอายาลูกกลอนเม็ดหนึ่งออกจากอกเสื้อแล้วยัดใส่ปากของนาง
มันคือยาสมานแผลจินชวงต้าหวนตัน ที่เคยสุ่มได้จากหีบสมบัตินั่นเอง !
สรรพคุณของยาสิ่งนี้ร้ายกาจมาก ขอเพียงคนเจ็บยังมีลมหายใจรวยรินอยู่ ก็สามารถรักษาให้หายขาดได้ !
แต่หลังจากยาลูกกลอนเข้าปากไปเนิ่นนาน ละลายกลายเป็นน้ำยาไหลลงสู่กระเพาะ ต้าเหลียนกลับยังคงไม่มีปฏิกิริยาตอบสนองใด ๆ เลย
นางตายแล้ว
ต่อให้ยาวิเศษแค่ไหน ก็ไม่อาจชุบชีวิตคนตายให้ฟื้นคืนได้
"เถ้าแก่ ท่านช่วยนางที..." สือโถวราวกับคว้าฟางเส้นสุดท้ายเอาไว้ อ้อนวอนร้องขออย่างเอาเป็นเอาตาย
หลี่มูลุกขึ้นยืน ค่อย ๆ ส่ายหน้าช้า ๆ
"อ๊ากกก ! " สือโถวเอาแก้มแนบกับหน้าผากของเมียรัก เลือดเปรอะเปื้อนไปทั่วร่าง แผดเสียงร้องอย่างสิ้นหวัง
หลี่มูหันไปมองต่งหยวนที่ยืนพิงโต๊ะหินอยู่ด้วยสีหน้าไร้อารมณ์ เอ่ยถามด้วยน้ำเสียงราบเรียบอย่างถึงที่สุด "นี่เป็นฝีมือเจ้า ? "
"ใช่แล้ว"
ต่งหยวนโบกมืออย่างไม่ใส่ใจ ล้วงถุงเงินออกมาจากอกเสื้อ แล้วหันไปพูดกับหลี่มูว่า "อยากได้เงินเท่าไหร่ ก็ว่ามาเลย ! "
"ไอ้สารเลวเอ๊ย ! "
ติงอวี่หว่างคิ้วเต้นตุบ ๆ พุ่งเข้าไปตบหน้าเขาฉาดใหญ่สองที "เจ้าบ้าไปแล้วรึ ? "
เพียะ !
ต่งหยวนผลักเขาออกไปสุดแรง ราวกับแมวที่ถูกเหยียบหาง ขนลุกฟู่ขึ้นมาทันที "ก็แค่คนงานต้มสุราไม่ใช่รึไง ? ฆ่าตายแล้วจะทำไม ! ข้ามีเงิน ให้เงินไปก็จบเรื่องแล้วไม่ใช่รึไง ? "
สือโถวค่อย ๆ ลุกขึ้นยืนอย่างเลื่อนลอย พึมพำว่า "ข้ากับต้าเหลียนเป็นสหายเล่นกันมาตั้งแต่เด็ก อายุสิบสี่ก็ลักลอบหมั้นหมายกันไว้ แต่เพราะไม่มีเงิน ถึงได้ยังไม่ได้จัดงานแต่งงานเสียที จนกระทั่งเมื่อไม่กี่วันก่อน ถึงได้ตบแต่งมอบสถานะให้กับนางอย่างเป็นทางการ"
"เห็น ๆ อยู่ว่าความยากลำบากกำลังจะผ่านพ้นไปแล้ว แต่นางกลับต้องมาจากไป..."
เขาเงยหน้าขึ้น จ้องเขม็งไปที่ต่งหยวนตาไม่กะพริบ เอ่ยเน้นย้ำทีละคำ "ข้าไม่ต้องการเงิน ข้าต้องการให้เจ้าชดใช้ด้วยชีวิต"
เงียบ.
สามลมหายใจต่อมา
ต่งหยวนก็ระเบิดเสียงหัวเราะลั่น โอหังอวดดีจนถึงขีดสุด "เจ้าเนี่ยนะ ? คิดจะฆ่าข้า ? "
"บิดาเกิดมาสูงศักดิ์ เส้นผมแค่เส้นเดียวยังมีค่ามากกว่าชีวิตของพวกไพร่ชั้นต่ำอย่างพวกเจ้าตั้งเยอะ ! "
"เจ้าก็แค่อยากจะได้เงินเพิ่มไม่ใช่รึไง ? "
เขาแก้ปมถุงเงิน ล้วงเอาเงินตำลึงก้อนใหญ่ออกมาหลายก้อนแล้วปาใส่สือโถว แสยะยิ้มเหี้ยม "แปดสิบตำลึงพอไหม ? "
"ร้อยตำลึง ? "
"สองร้อยตำลึง ? "
"เจ้าอยากได้เท่าไหร่ บิดาจะให้เจ้าเท่านั้นแหละ ! "
ก้อนเงินกระจัดกระจายเกลื่อนกลาดเต็มพื้น
สีหน้าของหลี่มูมืดครึ้มดุจก้นหม้อ สายตาของพวกชายฉกรรจ์ทีมล่าสัตว์รอบด้านที่ทอดมองมา ทำให้เขารู้สึกราวกับมีกองเพลิงสุมอยู่ในอก ราวกับว่าในวินาทีถัดมา มันจะแปรเปลี่ยนเป็นรูปร่างและปะทุพุ่งออกมา !
"วันนี้ข้ากับพี่ต้าเหลียนไปที่โรงหมอมา ท่านหมอบอกว่า... นางตั้งครรภ์แล้ว" นัยน์ตาของหลี่ไฉ่เวยเต็มไปด้วยความเคียดแค้น ราวกับอยากจะสับต่งหยวนให้แหลกเป็นพัน ๆ ชิ้น "เจ้ามันสมควรตกนรกขุมที่สิบแปด ! "
หนึ่งศพสองชีวิต !
เมื่อได้ยินคำพูดนี้ สมองของหลี่มูก็ราวกับถูกฟ้าผ่า
ในที่สุดเขาก็แค่นหัวเราะเย็นชา กำมีดตัดฟืนแน่น ก้าวเดินเข้าไปหาต่งหยวนทีละก้าว ทีละก้าว
"พี่หลี่ ! " ติงอวี่เห็นท่าไม่ดี จึงรีบพุ่งเข้าไปกอดหลี่มูไว้แน่น เอ่ยอย่างร้อนรนว่า "บิดาของต่งหยวนคือขุนนางควบคุมการขนส่งเกลือขั้นห้าแห่งเมืองหงโจว สนิทชิดเชื้อกับบิดาของข้ามาก หากท่านยอมปล่อยเขาไปสักครั้ง ข้ารับรองว่าจะสนับสนุนให้พี่น้องทุกคนได้เป็นขุนนางเจริญก้าวหน้าอย่างแน่นอน ! "
"เพื่อสตรีเพียงคนเดียว ต้องมาสูญเสียอนาคตอันสดใส ท่านจงชั่งน้ำหนักผลดีผลเสียในเรื่องนี้ดูให้ดีเถอะ ! "
ฝีเท้าของหลี่มูหยุดชะงักลง
เขาค่อย ๆ ก้มหน้ามองติงอวี่ เอ่ยถามเสียงเบา "สตรีเพียงคนเดียว ? ไพร่ชั้นต่ำคนหนึ่งงั้นรึ ? "
"ดูเหมือนว่าในใจของพวกเจ้า ชีวิตของคนอย่างพวกเราคงจะไร้ค่าไร้ราคาถึงเพียงนี้สินะ"
ติงอวี่ชะงักงัน "ข้าไม่ได้หมายความว่าอย่างนั้น..."
"พอได้แล้ว" หลี่มูสะบัดติงอวี่ออกไป มือใหญ่กระชากคอเสื้อของต่งหยวนขึ้นมา ชูมีดตัดฟืนขึ้นสูง เล็งไปที่ลำคอของเขา แล้วเอ่ยเน้นย้ำทีละคำ "ข้ามันก็แค่พรานป่า ไม่ถนัดเรื่องการชั่งน้ำหนักผลดีผลเสียหรอก"
"ข้าถนัดแต่เรื่อง... เชือดสัตว์เดรัจฉาน ! "