- หน้าแรก
- เจ้าบอกว่าเขาเป็นแค่เจ้าเมืองธรรมดาหรือ
- ตอนที่ 141 ซื้อใจ
ตอนที่ 141 ซื้อใจ
ตอนที่ 141 ซื้อใจ
ตอนที่ 141 ซื้อใจ
"ก็แค่พรานป่าบ้านนอกคนหนึ่ง ทั่วหล้ามีถมเถไป ! ทำไมต้องไปยกย่องมันขนาดนั้นด้วย ? " ต่งหยวนแค่นเสียงเย็นชา นัยน์ตาเต็มไปด้วยความดูถูก "ตั้งแต่เล็กจนโตยังไม่เคยมีใครกล้าแตะต้องข้าแม้แต่ปลายเล็บ หากความแค้นนี้ไม่ได้ชำระ ข้าต่งหยวนจะมีหน้าอยู่บนโลกนี้ต่อไปได้อย่างไร ? "
"พอได้แล้ว ! "
ติงอวี่ขมวดคิ้วแน่น ตวาดห้ามเสียงกร้าว น้ำเสียงแฝงความน่าเกรงขามที่ไม่อาจโต้แย้ง "เรื่องนี้ให้มันจบลงแค่นี้ หากเจ้ายังไม่สบอารมณ์ รอจนกลับไปถึงเมืองหงโจวแล้วค่อยไปฟ้องร้องกับบิดาของเจ้าเถอะ แต่ในเมืองอันผิง ห้ามมาทำแผนการใหญ่ของข้าเสียเด็ดขาด"
แม้ทั้งสามคนจะเป็นลูกหลานขุนนางเหมือนกัน แต่ชาติตระกูลกลับแตกต่างกันอยู่บ้าง
แม้ตระกูลของต่งหยวนจะไม่ได้ยิ่งใหญ่เท่าอีกสองคน แต่บิดาของเขาคือขุนนางผู้ควบคุมการขนส่งเกลือแห่งเมืองหงโจว เป็นผู้กุมถุงเงินเอาไว้ เป็นตำแหน่งที่แม้จะไม่ได้มีอำนาจล้นฟ้า แต่กลับมีทรัพย์สินมหาศาลและเป็นงานที่อู้ฟู่มาก
นี่คือเหตุผลที่ติงอวี่ยอมคบหาเป็นสหายกับเขา
บนโลกใบนี้ ไม่ว่าจะทำเรื่องใดให้สำเร็จ ล้วนขาดการปูทางด้วยเงินทองไปไม่ได้
น่าเสียดายที่ต่งหยวนถูกตามใจจนเสียคนมาตั้งแต่เด็ก บ่มเพาะนิสัยเย่อหยิ่งจองหอง มักคิดเสมอว่าทุกเรื่องในใต้หล้าสามารถจัดการได้ด้วยเงิน
"ข้าไม่มีทางปล่อยมันไปแน่ ไม่มีทาง ! "
ต่งหยวนกำหมัดแน่น จ้องมองแผ่นหลังของหลี่มูด้วยสายตาดุจงูพิษ เปลวไฟที่เต้นเร่าอยู่ในดวงตาสะท้อนให้เห็นถึงจิตสังหารอันเยียบเย็น
……
ผ่านค่ำคืนไปอย่างเงียบสงบ
ที่นี่เดิมทีเป็นอาณาเขตของเสือร้าย สัตว์ป่ารอบ ๆ ต่างก็รู้ตัวและหลบเลี่ยงไปนานแล้ว
แต่เพื่อป้องกันเหตุไม่คาดฝัน หลี่มูก็ยังคงจัดเวรยามผลัดเปลี่ยนกันเฝ้าทั้งคืน
รอจนตะวันเบิกฟ้า แสงอรุณรุ่งเรือง เขาก็พาทุกคนเริ่มชำแหละถลกหนังเสือ
เสือร้ายหน้าผากขาวตัวเขื่องที่มีน้ำหนักกว่าสามร้อยจินตัวนี้ ได้สิ้นใจตายเพราะพิษร้าย กระดูกและเนื้อล้วนใช้การไม่ได้แล้ว เห็นเพียงเขาถือมีดสั้น เลาะพังผืดระหว่างหนังและเนื้ออย่างละเอียดลออ ฝีมือคล่องแคล่วและระมัดระวัง ใช้เวลาไปเต็ม ๆ กว่าหนึ่งชั่วยาม ถึงจะสามารถถลกหนังเสือที่สมบูรณ์ออกมาได้ทั้งผืน
ส่วนเจี่ยชวนและคนอื่น ๆ ก็ใช้ค้อนและสิ่ว ถอนเขี้ยวและเล็บออกมาอย่างระมัดระวัง
ในหมู่ชาวบ้านมีคำเล่าลือกันว่า เสือคือสัตว์ที่มีพลังหยางบริสุทธิ์ เขี้ยวและกรงเล็บของมันสามารถปัดเป่าสิ่งชั่วร้ายได้ เศรษฐีผู้มีอันจะกินจำนวนไม่น้อยยอมทุ่มเงินก้อนโตเพื่อซื้อหา นำไปทำเป็นเครื่องรางคุ้มภัยให้กับบุตรหลาน
"จิ๊ ๆ น่าเสียดายเนื้อเสือชั้นดีพวกนี้จริง ๆ " เจียงหู่นั่งยอง ๆ อยู่หน้าซากเสือที่ถูกถลกหนัง น้ำเสียงเจือความเสียดาย ขยิบตาให้กับชายฉกรรจ์คนหนึ่งที่กำลังเก็บอุปกรณ์ล่าสัตว์อยู่ข้าง ๆ "ที่น่าเสียดายที่สุดก็คือเอ็นเสือ (อวัยวะเพศเสือ) นี่แหละ ถ้าไม่ติดว่าอาบยาพิษล่ะก็... เจ้าตัดเอากลับบ้านไปดองสุรา ก็คงได้ใช้งานพอดีเลยนี่หว่า ! "
"ฮ่า ๆ พูดมีเหตุผล ! เจ้าหนุ่ม 'สือโถว' คนนี้เพิ่งจะแต่งเมียไปไม่นาน ทุกคืนคงจะจัดหนักจนถึงดึกดื่น ร่างกายคงจะถูกสูบจนกลวงไปหมดแล้วมั้ง"
"เจ้าหนุ่ม เพลา ๆ ลงหน่อย อย่าคิดว่ายังหนุ่มยังแน่นแล้วจะไม่รู้จักบันยะบันยัง รอให้อายุมากขึ้นเดี๋ยวก็หงอยไปเอง..."
"ข้าถึงว่าสิ ทำไมพักนี้ถึงรู้สึกว่าสือโถวมันดูเซื่องซึมทั้งวัน แถมขอบตายังดำปี๋ขนาดนั้น ! "
พวกชายฉกรรจ์ในทีมล่าสัตว์หัวเราะกันครืนใหญ่ แซวสหายร่วมทีมที่อายุน้อยกว่าซึ่งมีชื่อว่า 'สือโถว' อย่างขำขัน
"ผายลมมารดาท่านสิ ! "
สือโถวสวนกลับอย่างไม่เกรงใจ ตบหน้าอกอันล่ำสันของตัวเองดังป้าบ ๆ เสียงดังกังวานดุจระฆัง "ร่างกายลูกผู้ชายอย่างข้ามันบึกบึนยังกับวัวป่า ต้องบำรุงด้วยรึ ? ถ้าบำรุงเข้าไปอีก เตียงเตาคงได้พังถล่มลงมาแน่ ๆ "
"พวกท่านต่างหากล่ะ ที่วัน ๆ เอาแต่นอนเตียงเปล่าเปลี่ยว แล้วทำไมถึงได้ขอบตาดำปี๋ขนาดนั้น ? หรือว่าทุกวันจะไปแอบฟังเสียงอยู่ข้างกำแพงบ้านคนอื่น กลางดึกอิจฉาจนนอนไม่หลับ... เลยต้องใช้แม่นางทั้งห้ามาแก้ขัดล่ะสิ ? "
ในทีมล่าสัตว์มีชายโสดอยู่ไม่น้อย พอได้ยินคำพูดนี้เข้า ก็เหมือนถูกจี้ใจดำเข้าอย่างจัง
ทุกคนโกรธจนหน้าแดงหูแดง กรูเข้าไปกดสือโถวลงกับพื้น หยอกล้อกันอย่างสนุกสนาน จนกระทั่งเขาร้องขอความเมตตาซ้ำแล้วซ้ำเล่าถึงได้ยอมปล่อย
"เอาล่ะ" หลี่มูเงยหน้ามองดวงอาทิตย์ที่เริ่มลอยสูงขึ้น ผูกมัดหนังเสือที่ห่อไว้จนแน่น แล้วส่งเสียงห้ามปราม "รีบเก็บของ เตรียมตัวลงเขาได้แล้ว"
จากป่าลึกกลับไปยังหมู่บ้านซวงซีต้องใช้เวลาหลายชั่วยาม
หากมัวชักช้า เกรงว่าจะต้องเข้าเมืองตอนดึกดื่นอีก
ทุกคนได้ยินดังนั้นก็ไม่กล้าโอ้เอ้
ไม่ถึงหนึ่งเค่อ ทีมล่าสัตว์ก็เริ่มออกเดินทางกลับ
ตอนที่เดินผ่านริมทะเลสาบ หลี่มูจงใจหยุดแวะที่ลอบดักปลาที่ดักไว้ก่อนหน้านี้ จับปลาและกุ้งตัวอวบอ้วนมาได้เต็มตะกร้า ช่วงนี้อากาศเริ่มหนาวเย็นลงแล้ว หากรอจนผิวน้ำเป็นน้ำแข็ง อยากจะลิ้มรสของสดใหม่คงยากแล้วล่ะ
การลงเขาเป็นไปอย่างราบรื่น
เมื่อทุกคนไปเอาม้าที่หมู่บ้านซวงซีและกลับมาถึงเมืองอันผิง ม่านราตรีก็ปกคลุมทั่วทุกสารทิศแล้ว
ควันไฟจากห้องครัวพวยพุ่งขึ้นเหนือโรงบ่มสุราชุนอี้ฟาง
พวกสตรีในบ้านเห็นหลี่มูกับพวกกลับมาอย่างปลอดภัย ก็ดีใจจนเนื้อเต้น รีบรับตะกร้าปลาไปจัดการขอดเกล็ดปลาล้างกุ้งอย่างคล่องแคล่ว เพียงไม่นานก็จัดเตรียมอาหารมื้อค่ำอันอุดมสมบูรณ์เสร็จเรียบร้อย
"พี่หลี่ นี่คือค่าจ้างสำหรับการล่าเสือครั้งนี้"
เมื่อรับหนังเสือไปแล้ว ติงอวี่ก็หยิบตั๋วเงินปึกใหญ่ออกมาจากอกเสื้อแล้วยื่นส่งให้ พลางหัวเราะ "คนละหนึ่งร้อยตำลึง มีแต่เกินไม่มีขาด"
เมื่อเห็นเขาหยิบค่าจ้างออกมา ลมหายใจของพวกชายฉกรรจ์ทีมล่าสัตว์ก็เริ่มหอบถี่ขึ้น
พวกเขาเอาชีวิตเข้าแลก เพื่อต่อสู้เสี่ยงตายกับเสือร้าย ก็เพื่อสิ่งนี้ไม่ใช่หรือ ?
หลี่มูรับตั๋วเงินมาด้วยท่าทีนิ่งสงบ แล้วส่งต่อให้เจียงหู่ไปแจกจ่าย
ไม่นานนัก พวกชายฉกรรจ์ที่ได้รับเงินก็ยิ้มแย้มแจ่มใส ต่างพากันปรึกษาหารือกันอย่างออกรสว่าจะเอาเงินไปใช้อะไรดี
"เถ้าแก่ กับข้าวกับปลาจัดเสร็จแล้ว จะกินข้าวเลยไหม ? " พี่สะใภ้หวังชะโงกหน้าออกมาจากห้องครัว ตะโกนถามเสียงดังลั่น
"อืม... หอมจัง!" ติงอวี่ลูบจมูกตัวเอง แล้วลูบท้องที่กำลังร้องโครกคราก พลางยิ้มให้หลี่มู "เดินทางรอนแรมมาตลอดทาง หิวจนไส้กิ่วแล้ว ! พี่หลี่ พวกเราสามคนขอหน้าด้านกินข้าวฟรีอีกสักมื้อจะเป็นไรไหม ? "
หลี่มูได้ยินดังนั้นก็เลิกคิ้วขึ้น
"ทำไมล่ะ หรือว่าไม่ต้อนรับ ? " เขาถามทีเล่นทีจริง
"คุณชายติงพูดอะไรเช่นนั้น ? เพียงแต่อาหารบ้าน ๆ รสชาติจืดชืด เกรงว่าจะไม่ถูกปากพวกท่านมากกว่า" เมื่อคืนเกิดเรื่องไม่สบอารมณ์ขึ้น หลี่มูเดิมทีก็ไม่อยากจะข้องแวะกับอีกฝ่ายมากนัก แต่ก็ทนความกระตือรือร้นของติงอวี่ไม่ไหว ย่อมไม่สามารถหักหน้าเขาได้ "ในเมื่อทุกท่านไม่รังเกียจ งั้นก็เชิญนั่งเถอะ"
"เจียงหู่ ไปเอาซานเยวี่ยชุนสองไหที่เหลือไว้เมื่อหลายวันก่อนออกมา คืนนี้ดื่มกันให้เต็มที่ไปเลย"
……
เมื่อกินดื่มกันไปได้สักพัก บรรยากาศบนโต๊ะอาหารก็ค่อย ๆ คึกคักขึ้นมา
ติงอวี่เดิมทีก็เป็นคนมือเติบใจป้ำ ซ้ำยังเก่งเรื่องการเข้าสังคม เพียงไม่นานก็เข้ากับพวกชายฉกรรจ์ในทีมล่าสัตว์เป็นปี่เป็นขลุ่ย เรียกพี่เรียกน้องกันอย่างสนิทสนม
อาศัยจังหวะที่กำลังกรึ่ม ๆ ติงอวี่ก็ดึงตัวหลี่มูหลบไปด้านข้าง ลดเสียงต่ำลงเอ่ยว่า "พี่หลี่ ตอนนี้ใต้หล้าวุ่นวาย ด้วยฝีมือของท่านและพี่น้องทั้งหลาย การต้องมาขดตัวอยู่ในอำเภอเล็ก ๆ ชายแดนแบบนี้มันน่าเสียดายจริง ๆ "
สายตาของเขาสาดประกายแวววาว "บิดาของข้ากำลังเปิดรับผู้มีสติปัญญาและความสามารถอย่างกว้างขวาง หากพวกท่านสนใจ ข้ายินดีเป็นผู้แนะนำให้"
"ไม่ปิดบังท่านหรอกนะ ขอเพียงเข้ามาอยู่ใต้สังกัดของบิดาข้า ไม่เกินสามปี ข้ารับรองว่าพวกท่านทุกคนจะได้ตำแหน่งขุนนางกันถ้วนหน้า ถึงตอนนั้นพอกลับมายังเมืองอันผิง ต่อให้นายอำเภอเฉาหย่างอี้มาพบ ก็ยังต้องเรียกขานด้วยความเคารพว่า 'ใต้เท้า' เลยทีเดียว ! "