- หน้าแรก
- เจ้าบอกว่าเขาเป็นแค่เจ้าเมืองธรรมดาหรือ
- ตอนที่ 137 เสือ
ตอนที่ 137 เสือ
ตอนที่ 137 เสือ
ตอนที่ 137 เสือ
ไม่นานนัก เนื้อเก้งบนกองไฟก็ถูกย่างจนเหลืองกรอบ น้ำมันหยดลงบนถ่านไฟส่งเสียงดังฉ่า ๆ
หลี่มูรับไม้เสียบเนื้อมา เป่าไล่ไอร้อนที่ลอยกรุ่น แล้วกัดเข้าเต็มคำ
ชั่วพริบตานั้น น้ำเนื้อที่หอมกลิ่นไหม้นิด ๆ ก็แตกซ่านในปาก ความหวานชุ่มคอของน้ำผึ้งและความเผ็ดร้อนของพริกผสมผสานกันอย่างลงตัว ทำเอาต่อมรับรสแทบจะระเบิด !
เนื้อย่างกรอบนอกนุ่มใน ทุกอณูเส้นใยล้วนอัดแน่นไปด้วยความอร่อยล้ำเกินบรรยาย
"นี่... เนื้อย่างนี่มันจะอร่อยล้ำถึงเพียงนี้เชียวหรือ ? " ติงอวี่เบิกตากว้าง เคี้ยวเนื้อที่เปื่อยยุ่ยในปากอย่างไม่อยากจะเชื่อ "พ่อครัวที่บ้านข้าซึ่งคุยโวว่าเคยลิ้มลองของอร่อยมาแล้วทั่วหล้า ยังไม่เคยทำรสชาติแบบนี้ออกมาได้เลย ! "
ทุกคนต่างพากันยกนิ้วโป้งให้ เอ่ยปากชมไม่ขาดปาก
เวลานี้หลี่มูไม่สนความเกรงใจอะไรแล้ว มือซ้ายขวาหยิบจับสลับกันกินอย่างเอร็ดอร่อย จนน้ำมันเลอะเต็มปาก
จนกระทั่งรู้สึกอิ่มตื้อที่ท้องน้อย เขาถึงได้หยุดกินอย่างแสนเสียดาย
การล่าสัตว์ในป่าลึกเช่นนี้ ข้อห้ามสำคัญที่สุดคือกินจนอิ่มเกินไป หากประมาทเพียงนิด เมื่อต้องเผชิญหน้ากับสัตว์ร้ายความเชื่องช้าเพียงเสี้ยววินาทีก็อาจนำไปสู่โศกนาฏกรรมได้
แต่ถึงแม้จะพยายามควบคุมปริมาณการกินแล้ว ชายฉกรรจ์สิบกว่าคนก็ยังจัดการเก้งตัวหนึ่งจนเหลือแต่กระดูก
หลี่มูลูบจมูก จงใจใช้ข้ออ้างว่าขอตัวไปปลดทุกข์ หิ้วหัวเก้งที่เหลืออยู่เดินไปที่ริมแม่น้ำลับตาคน แล้วแตะเบา ๆ ที่หีบสมบัติเหล็กดำเพื่อเปิดมันออก
[เปิดหีบสมบัติเหล็กดำสำเร็จ ได้รับเสื้อเกราะอ่อนถักหนึ่งตัว ! ]
เสื้อเกราะโซ่ถักสีเงินลักษณะคล้ายเสื้อกั๊กตัวหนึ่งปรากฏขึ้นในมือของหลี่มูทันที
เขาเลิกคิ้วขึ้น ในยุคสมัยนี้เกราะเหล็กมีราคาแพงลิ่ว อีกทั้งยังเป็นยุทธภัณฑ์ที่ราชสำนักสั่งห้ามชาวบ้านมีไว้ในครอบครองอย่างเด็ดขาด แต่เกราะอ่อนสวมในตัวนี้ต่างออกไป มันแนบสนิทไปกับลำตัว ขอแค่มีเสื้อผ้าสวมทับไว้ด้านนอก คนอื่นก็มองไม่ออกเลยแม้แต่น้อย
"ดูเหมือนว่าจะสุ่มได้ของรางวัลระดับสูงอีกแล้วสิ"
มุมปากของหลี่มูเผยรอยยิ้ม รีบปลดเสื้อผ้าแล้วสวมเกราะถักเข้ากับตัวทันที ของสิ่งนี้เข้ารูปรับกับสัดส่วนของเขาได้พอดิบพอดี ราวกับถูกสั่งตัดมาเพื่อเขายังไงยังงั้น
แม้ผิวสัมผัสจะเย็นเฉียบ แต่วินาทีที่สวมมันลงไป กลับมีความรู้สึกอุ่นใจอย่างบอกไม่ถูกเอ่อล้นขึ้นมา
"พี่หลี่ ท่านเสร็จหรือยัง ? "
เสียงของเจียงหู่ทะลวงผ่านผืนป่าดังแว่วมา "เตรียมตัวออกเดินทางแล้วนะ ! "
"มาแล้ว ! " หลี่มูขานรับ
กองไฟที่จุดพักแรมถูกดับลงแล้ว หลังจากทุกคนกินอิ่มหนำสำราญก็ไม่ได้เลือกที่จะพักผ่อนอยู่กับที่ ระยะทางยังเหลืออีกเกือบครึ่งกว่าจะถึงถิ่นของเสือ ไม่มีใครกล้าโอ้เอ้เสียเวลาในยามนี้
……
ตลอดช่วงบ่ายไม่มีใครปริปากพูดอะไร
จนกระทั่งใกล้จะพลบค่ำ ทุกคนถึงได้เดินทางมาถึงอาณาเขตของเสือโคร่งตัวผู้ที่ระบุไว้ในแผนที่ล่าสัตว์
นี่คือหุบเขาที่เต็มไปด้วยโขดหินรูปร่างประหลาดตา พุ่มไม้รอบด้านนั้นขึ้นรกทึบเป็นอย่างมาก ซ้ำยังสูงท่วมหัวคนเสียด้วยซ้ำ ในอากาศอบอวลไปด้วยกลิ่นคาวเหม็นเน่า ราวกับมีซากศพบางอย่างกำลังเน่าเปื่อยพุพัง
"พี่หลี่ ดูนั่นสิ ! "
เจี่ยชวนดูเหมือนจะค้นพบอะไรบางอย่าง เขาสะกิดไหล่หลี่มู แล้วชี้ไปทิศทางหนึ่งเบื้องหน้า
ซากของวัวป่าตัวหนึ่งปรากฏแก่สายตา บนโครงกระดูกสีขาวโพลนยังมีเศษเนื้อสีแดงคล้ำติดอยู่ หัววัวถูกแทะไปครึ่งหนึ่ง เผยให้เห็นเบ้าตาที่กลวงโบ๋
ที่น่าสะพรึงกลัวที่สุดคือกระดูกขาหลังที่ถูกกัดจนหักสะบั้น ตรงรอยขาดนั้นยังคงเห็นรอยเขี้ยวที่ฝังลึกลงไปได้อย่างชัดเจน
"ต้องเป็นมันแน่" หลี่มูใช้มีดตัดฟืนเขี่ยซากกระดูก เอ่ยเสียงขรึม "นอกจากเสือร้ายที่โตเต็มวัยแล้ว ในป่าแห่งนี้ก็ไม่มีสัตว์ร้ายตัวไหนที่จะมีแรงกัดมหาศาลถึงเพียงนี้อีกแล้ว"
ทุกคนมองหน้ากันเลิ่กลั่ก กลืนน้ำลายลงคอดังเอื๊อกโดยไม่ได้นัดหมาย
ต่อให้เตรียมตัวมาพร้อมสรรพแค่ไหน แต่การต้องเผชิญหน้ากับเจ้าป่าเช่นนี้ ก็ยังทำให้คนรู้สึกเย็นยะเยือกสันหลังวาบอยู่ดี
"สายพันธุ์เสือในเทือกเขาต้าหลงนี้น่าจะเป็นเสือโคร่งไซบีเรีย หรือที่เรียกกันติดปากว่าเสือโคร่งตงเป่ย..." หลี่มูนั่งยอง ๆ ลงอย่างเงียบ ๆ ลอบคำนวณอยู่ในใจ เสือโคร่งไซบีเรียคือสัตว์ตระกูลแมวที่มีขนาดใหญ่ที่สุดในโลก เมื่อโตเต็มวัย ขนาดลำตัวต่อให้ไม่รวมหางก็ยังมีความยาวกว่าเจ็ดฉื่อ (สองเมตรสามสิบเซนติเมตร)
สัตว์ตระกูลแมวที่เรียกได้ว่าแข็งแกร่งที่สุดบนบกชนิดนี้ ตบทีเดียวก็สามารถบดขยี้กะโหลกหมูป่าได้ เขี้ยวของมันสามารถกัดทะลุกระดูกสันหลังของควายป่าได้อย่างง่ายดาย กรงเล็บยาวถึงเจ็ดเซนติเมตร ความคมกริบไม่ต่างอะไรกับมีดสั้น หากตะปบลงบนร่างคน เพียงครั้งเดียวก็สามารถควักไส้ควักพุงออกมาได้เลย
"พี่หลี่ ตรงนี้มีรอยเท้าด้วย ! "
ไม่นานนัก ชายฉกรรจ์สองสามคนที่เดินลาดตระเวนอยู่บริเวณนั้นก็ค้นพบรอยกรงเล็บเปื้อนโคลนที่ถูกแดดเผาจนแห้งกรังอีกหลายรอย
เมื่อเปรียบเทียบขนาดของรอยกรงเล็บแล้ว หลี่มูก็มั่นใจได้ทันทีว่าเสือตัวที่วนเวียนอยู่แถวนี้ ก็คือเสือเจ้าถิ่นตัวที่เขาบังเอิญเจอตอนที่พาสยงผีเข้าป่ามาครั้งแรกนั่นเอง !
"ดูท่ารังของมันน่าจะอยู่แถว ๆ นี้นี่แหละ"
หลี่มูลุกขึ้นยืน รีบออกคำสั่งกับทุกคนอย่างรวดเร็ว "รีบไปหาสถานที่เหมาะ ๆ เพื่อวางกับดักเดี๋ยวนี้ ต้องจัดการทุกอย่างให้พร้อมก่อนฟ้ามืด"
"ไม่อย่างนั้นถ้าตกดึกเมื่อไหร่ ใครเป็นพราน ใครเป็นเหยื่อก็พูดยากแล้วล่ะ!"
เสือสามารถมองเห็นได้ในที่มืด แต่เมื่อมนุษย์ตกอยู่ในความมืดก็ไม่ต่างอะไรกับคนตาบอด ยิ่งไปกว่านั้น ครั้งนี้พวกติงอวี่ต้องการหนังเสือที่ค่อนข้างสมบูรณ์ จะใช้ลูกธนูยิงมันจนพรุนเป็นรังผึ้งก็คงไม่ได้
กับดักจึงเป็นสิ่งที่ขาดไม่ได้เด็ดขาด !
เพียงไม่นาน หลี่มูก็พบพื้นที่ค่อนข้างราบเรียบจุดหนึ่งในป่า ทุกคนจึงรีบนำเชือกและตาข่ายล่าสัตว์ออกมาเตรียมการทันที
เชือกถูกมัดไว้กับลำต้นของต้นไม้อย่างแน่นหนา ตาข่ายถูกกางออกบนพื้น ด้านบนถูกปกคลุมด้วยใบไม้ร่วงเพื่อพรางตา
ฉัวะ !
ฉัวะ !
หลี่มูนำกระต่ายป่าและไก่ป่าที่ล่ามาได้ในวันนี้ออกมา ใช้มีดผ่าท้องควักไส้พวกมันในฉับเดียว แล้วโยนเข้าไปในบริเวณกับดัก
เพียงไม่นาน กลิ่นคาวเลือดคละคลุ้งก็ลอยกระจายไปทั่วอย่างรวดเร็ว
"ไปหาที่ซ่อนตัวกันก่อน ต่อจากนี้ไป ก็แค่รอเท่านั้น" หลี่มูโบกมือ ทุกคนก็รีบกระจายกำลังซ่อนตัวอยู่รอบ ๆ จุดวางกับดักทันที และเพื่ออำพรางตัว พวกเขายังได้ตัดกิ่งไม้ใบไม้จำนวนมากมาปกคลุมร่างกาย พยายามพรางตัวให้กลมกลืนกับสภาพแวดล้อมรอบข้างให้ได้มากที่สุด
สยงผีหมอบอยู่ข้างกายหลี่มู ดวงตาสีฟ้าครามส่องประกายสว่างวาบแม้ในที่มืด จมูกของมันขยับไปมาไม่หยุด คอยดมกลิ่นอายอันตรายที่แฝงมากับสายลม
แสงอาทิตย์ยามอัสดงค่อย ๆ จางหายไป
ในวินาทีที่แสงแดดเส้นสุดท้ายกำลังจะเลือนราง จู่ ๆ ก็มีเสียงกิ่งไม้แห้งหักดังกรอบแกรบมาจากในป่า
ขนของสยงผีลุกชันขึ้นมาทันที มันส่งเสียงครางขู่ต่ำ ๆ ด้วยความตึงเครียด
เบื้องหน้าห่างออกไปหลายสิบจ้าง เงาร่างสีทองอร่ามสายหนึ่งก้าวผ่านพุ่มไม้มาอย่างสง่างาม
มันคือเสือโคร่ง !
เสือโคร่งตัวผู้ที่โตเต็มวัย !
ท่วงท่าของมันปราดเปรียว ทุกย่างก้าวล้วนแฝงไปด้วยจังหวะอันเป็นเอกลักษณ์ของราชันย์ ลวดลายบนผืนหนังของมันสาดประกายเงางามดุจผ้าแพรไหมภายใต้แสงสลัวยามพลบค่ำ
เมื่อมันกระโจนขึ้นไปบนโขดหินใหญ่เพื่อมองดูลาดเลา เรือนร่างอันกำยำล่ำสันก็ทอดเงาดำทะมึนอันน่าเกรงขามภายใต้แสงตะวันรอน
ท่วงท่าของมันดูสง่างาม ไม่ได้ดูดุร้ายเกรี้ยวกราดเลยแม้แต่น้อย ราวกับองค์จักรพรรดิที่กำลังเสด็จลาดตระเวนดูอาณาเขตของตนเอง !
"โฮก ! "
เสียงคำรามของเสือดังสนั่นหวั่นไหว คลื่นเสียงสั่นสะเทือนจนใบไม้ร่วงกราว
ในน้ำเสียงนั้นแฝงไปด้วยความน่าเกรงขามที่ไม่อาจล่วงละเมิดได้ ราวกับกำลังประกาศศักดาต่อขุนเขาทั้งผืนป่าว่า : ข้า คือราชาของที่แห่งนี้ !
ฝ่ามือที่กำหอกล่าสัตว์ของหลี่มูมีเหงื่อเย็นซึมออกมา ในการเผชิญหน้าท่ามกลางความเป็นความตายนี้ เขาได้สัมผัสถึงแรงกดดันของการเป็นจุดสูงสุดของห่วงโซ่อาหารอย่างแท้จริง
เสียงคำรามหลายครั้ง สั่นสะเทือนไปทั่วผืนป่า
ราชาแห่งพงไพรตัวนี้เงยหน้าขึ้น ดูเหมือนจะได้กลิ่นแปลกปลอมในอากาศ ดวงตาอันเย็นชาของมันกวาดมองไปตามกลิ่น เพียงไม่นานก็พบกระต่ายป่าและไก่ป่าที่อยู่ในกับดัก
"มาสิ ! เข้ามาเลย ! " หลี่มูจ้องเขม็งไปที่ฝีเท้าของมัน ในใจตะโกนก้องอย่างบ้าคลั่งไม่หยุดหย่อน