- หน้าแรก
- เจ้าบอกว่าเขาเป็นแค่เจ้าเมืองธรรมดาหรือ
- ตอนที่ 132 นายอำเภอเฉา
ตอนที่ 132 นายอำเภอเฉา
ตอนที่ 132 นายอำเภอเฉา
ตอนที่ 132 นายอำเภอเฉา
"ยกโฉนดร้านให้เจ้าแล้ว ต่อให้เจ้าจะยอมให้ข้าอยู่ในเมืองอันผิงต่อไป ข้าก็ไม่กล้าอยู่สู้หน้าใครแล้วล่ะ..."
มุมปากของเถ้าแก่สวี่กระตุกเป็นรอยยิ้มขมขื่น รอยย่นบนใบหน้าเต็มไปด้วยความรันทดระทมทุกข์
ธุรกิจของโรงบ่มสุราเก่าแก่สกุลสวี่ถูกซานเยวี่ยชุนกลืนกินไปจนหมดสิ้น มาตอนนี้แม้แต่ที่ดินและบ้านช่องที่ตกทอดมาจากบรรพบุรุษก็ยังต้องยกให้คนอื่น
ความพ่ายแพ้ในครั้งนี้ ไม่เพียงแต่จะผลาญสมบัติจนหมดตัว แต่ยังทำลายหน้าตาและเกียรติยศที่เขาสั่งสมมาค่อนชีวิตจนป่นปี้ หากยังทนอยู่เมืองอันผิงต่อไป ก็เป็นได้แค่หัวข้อสนทนาให้ชาวบ้านเอาไปนินทาสนุกปากหลังมื้ออาหารเท่านั้น
ความสำนึกเสียใจราวกับงูพิษที่กำลังกัดกินหัวใจของเขา
หากตอนนั้นไม่หน้ามืดตามัวเข้าไปร่วมหัวจมท้ายกับเรื่องพรรค์นี้ อาศัยชื่อเสียงของโรงบ่มสุราสกุลสวี่ที่สั่งสมมานานหลายสิบปีในเมืองอันผิง ต่อให้สู้ตลาดระดับบนกับซานเยวี่ยชุนไม่ได้ แต่ถอยมารับทำธุรกิจกับชาวบ้านธรรมดา ยังไงก็ยังได้เป็นเศรษฐีใช้ชีวิตอย่างสุขสบาย
แต่ก็นั่นแหละ จิตใจคนเรามักจะโลภมากไม่รู้จักพอ
เถ้าแก่สวี่รู้อยู่เต็มอกว่าหลี่มูไม่ใช่คนที่ควรไปตอแยด้วย แต่หลายปีมานี้ทำมาค้าขึ้น กอบโกยเงินทองจนเคยตัว จะให้เขายอมแพ้ง่าย ๆ ได้อย่างไร ?
ถ้าไม่เห็นโลงศพย่อมไม่หลั่งน้ำตา นี่คงจะเป็นโรคประจำตัวของพวกผีพนันกระมัง
"แกร๊ง ! "
จู่ ๆ ประตูคุกก็ถูกผลักออก เสียงโซ่ตรวนกระทบกันดังก้องกังวานบาดหูในคุกที่มืดมิด
ชายร่างอ้วนสวมชุดขุนนางสีเขียวเดินทอดน่องเข้ามาโดยมีพวกมือปราบห้อมล้อม ลายปักรูปนกซีฉื้อ (นกเป็ดน้ำ) บนหน้าอกเสื้อสะท้อนแสงคบเพลิงเป็นประกายเย็นเยียบ
หลี่มูช้อนตาขึ้นมองแวบเดียว ในใจก็รู้กระจ่างแจ้ง
ในอำเภอผิงหยวนแห่งนี้ คนที่สามารถสวมใส่ชุดเต็มยศแบบนี้ได้ นอกจากนายอำเภอเฉาหย่างอี้แล้วจะเป็นใครไปได้อีก ?
"เจ้าคือหลี่มูรึ ? "
นายอำเภอเฉาใช้หางตาปรายมองเขา โบกมือเป็นสัญญาณให้ผู้คุมไขกุญแจ "พาตัวออกมา"
เสียงโซ่ตรวนดังแกรกกราก หลี่มูเดินตามหลังขุนนางผู้นี้ออกจากคุกหลวง
นายอำเภอเฉาสั่งให้คนสนิทถอยออกไป เอามือไพล่หลังทอดสายตามองไปที่เส้นขอบฟ้า จู่ๆ ก็ถอนหายใจออกมา "หลี่มูเอ๋ย ช่วงนี้ชื่อเสียงของเจ้าโด่งดังไม่เบาเลยนะ... ข้าอยากจะพบเจ้ามาตั้งนานแล้ว คิดไม่ถึงเลยว่าการพบหน้ากันครั้งแรก จะเป็นในสถานที่แบบนี้"
หลี่มูเลียริมฝีปากที่แห้งผาก
ใต้เท้าเฉาผู้นี้ปกครองเมืองอันผิงมาหลายปี แม้จะไม่ได้มีผลงานโดดเด่นอะไร แต่ก็ไม่ได้โหดร้ายทารุณ
นี่คงเป็นเหตุผลที่ทำให้เขารอดชีวิตจากคมดาบของลู่ซิ่วหลินมาได้
หลายปีมานี้ ลัทธิโพกผ้าเหลืองสังหารขุนนางกังฉินไปนับไม่ถ้วน แม้แต่ระดับเจ้าเมืองก็ยังกลายเป็นผีใต้คมดาบ แล้วชีวิตของนายอำเภอเล็ก ๆ จะนับเป็นตัวอะไรได้ ?
"ใต้เท้าเฉา ข้าน้อยก่อเรื่องวุ่นวายให้ท่านแล้ว" หลี่มูประสานมือคารวะ น้ำเสียงไม่ถ่อมตัวจนเกินไปและไม่แข็งกร้าวจนเกินงาม
"ดีหมีที่เจ้ามอบให้เมื่อหลายวันก่อน ช่วยแก้ปัญหาเฉพาะหน้าให้ข้าได้จริง ๆ ..." นายอำเภอเฉาหันขวับกลับมาทันที สายตาสว่างวาบดุจคบเพลิง "วันนี้ข้าจะพูดเปิดอกกับเจ้าเลยก็แล้วกัน ในยุคสมัยนี้ ขุนนางทั่วหล้ารู้จักของแค่สองอย่าง คือ ภาษีเงินได้ กับ เงินที่เข้ากระเป๋าตัวเอง"
"มีเงินก็จ้างผีโม่แป้งได้ เรื่องอื่นล้วนเป็นเรื่องจอมปลอม ดังนั้นเรื่องสกปรกโสมมใต้ดินในอำเภอผิงหยวนหลายปีมานี้ ข้าจึงมักจะแสร้งหลับตาข้างหนึ่งมาโดยตลอด"
นายอำเภอเฉาก้าวประชิดเข้ามา ชายเสื้อขุนนางปลิวไสวโดยไร้ลม "แต่ทุกเรื่องมันต้องมีขีดจำกัด ! กองคาราวานอาชาเหล็กตีกันตายไปเป็นร้อยคน ในนั้นมีฝีมือของเจ้าหลี่มูอยู่เท่าไหร่ ในใจเจ้าย่อมรู้ดี หากว่ากันตามกฎหมาย ตัดหัวเจ้าสิบครั้งก็ยังไม่พอ ! "
หลี่มูหรี่ตาลง ลอบคาดเดาเจตนาของเจ้าเมืองผู้นี้
เรื่องที่ลู่ซิ่วหลินแอบใช้ตราประทับทางการไปตั้งรางวัลรับซื้อดีหมี ยังคงเป็นจุดอ่อนที่เขาถือไพ่เหนือกว่า หากนายอำเภอเฉาคิดจะเล่นงานเขาจริง ๆ ...
"วันนี้เจ้ายังกล้าก่อเหตุอุกอาจกลางวันแสก ๆ ช่างวางอำนาจใหญ่โตนัก ! " นายอำเภอเฉาจู่ ๆ ก็ขึ้นเสียงดัง หน้าดำหน้าแดง "ต่อให้เป็นฉินเซี่ยหู่ในปีนั้น ก็ยังไม่เหิมเกริมถึงขั้นนี้ ! ต่อให้ศาลว่าการอำเภอจะไม่เอาถ่านยังไง แต่หน้าตาของทางการก็ต้องรักษาไว้ เจ้าคิดว่าพอเกาะใบบุญของแม่ทัพใหญ่ได้แล้ว จะทำตัวอยู่เหนือกฎหมายในอำเภอผิงหยวนได้อย่างนั้นรึ ? "
"หรือจะให้ข้ายกตำแหน่งนายอำเภอนี้ให้เจ้ามานั่งแทนดีล่ะ ? "
นายอำเภอเฉาโกรธจนตัวสั่น พู่ห้อยหมวกขุนนางสั่นไหวไปมา การระเบิดอารมณ์ครั้งนี้ดูน่าเกรงขามราวกับสายฟ้าฟาดจริง ๆ
เมื่อหลี่มูเห็นดังนั้นกลับถอนหายใจด้วยความโล่งอก หมาเห่ามักไม่กัด
หากนายอำเภอเฉาคิดจะเอาผิดเขาจริง ๆ ไม่มีทางมาแสร้งทำเป็นขึงขังข่มขู่แบบนี้หรอก
"ใต้เท้าเฉาโปรดอภัย เป็นข้าน้อยที่วู่วามไปเอง" หลี่มูแสร้งทำเป็นหวาดกลัว "เอาอย่างนี้ก็แล้วกัน กำไรของซานเยวี่ยชุนในปีนี้ ข้าน้อยขอแบ่งให้ท่านหนึ่งส่วน ถือซะว่าเป็นการขอขมา"
ประกายตาของนายอำเภอเฉาสว่างวาบขึ้นมา แต่บนใบหน้ายังคงตีหน้าขรึม "หึ ! เจ้าคิดว่าทำแบบนี้แล้วจะ... เดี๋ยวก่อน หนึ่งส่วนนี่มันเท่าไหร่ล่ะ ? "
สายลมโชยพัดต้นหวยเก่าแก่นอกคุกจนดังสวบสาบ
มุมปากของหลี่มูยกขึ้นเล็กน้อย
เป็นไปตามคาด เจ้าเมืองผู้นี้อ้อมค้อมไปซะตั้งไกล ที่แท้ก็เพื่อเรียกร้องเงินทองนี่เอง
"แปดร้อยตำลึงขอรับ"
ตัวเลขนี้จะว่ามากก็ไม่มาก จะว่าน้อยก็ไม่น้อย
เมื่อเทียบกับภาษีที่โรงบ่มสุราต้องส่งให้ทางการทุกปี ย่อมไม่นับเป็นอะไร แต่เงินพวกนั้นมันต้องเข้าท้องพระคลัง ไม่ได้เกี่ยวอะไรกับนายอำเภอเฉาแม้แต่แดงเดียว
"อะแฮ่ม... เห็นแก่ที่คุณชายผู้สูงศักดิ์ทั้งสามท่านเจาะจงให้เจ้าเป็นคนคุ้มกันเข้าป่าหรอกนะ" นายอำเภอเฉาลูบเครา น้ำเสียงอ่อนลงในทันที "กำไรหนึ่งส่วนนี้ ก็ถือซะว่าเป็นเงินไถ่โทษก็แล้วกัน อย่าให้มีคราวหน้าอีกล่ะ ! "
"ขอบพระคุณใต้เท้าที่เมตตา" หลี่มูค้อมตัวคารวะอย่างลึกซึ้ง "วันหน้าข้าน้อยจะรักษากฎระเบียบอย่างเคร่งครัดแน่นอน"
นายอำเภอเฉาเรียกผู้คุมมากำชับสองสามคำ กำลังจะหมุนตัวเดินจากไป แต่จู่ ๆ ก็หยุดชะงักแล้วหันกลับมา "อ้อ จริงสิ หนังสือยกเว้นภาษีที่เซ็นให้เจ้าไปนั้นมีอายุแค่หนึ่งปี... แต่เมื่อถึงกำหนดแล้ว ข้าในฐานะนายอำเภอ ก็พอจะมีสิทธิ์ต่ออายุให้ได้นะ"
เขายิ้มอย่างมีเลศนัย "ข้าเองก็แก่ตัวลงทุกวัน โอกาสเลื่อนขั้นก็ริบหรี่เต็มที ผลงานหรือภาษีก็ไม่ค่อยสำคัญเหมือนเมื่อก่อนแล้ว ข้าก็แค่อยากจะได้อะไรที่มันจับต้องได้ เจ้าเข้าใจความหมายของข้าใช่ไหม ? "
หัวใจของหลี่มูเต้นตึกตัก
ไอ้จิ้งจอกเฒ่าตัวนี้กินจุไม่เบาเลยนะ !
ภาษีสุรานั้นเก็บสี่ส่วนจากสิบส่วน หากสามารถต่ออายุการยกเว้นภาษีได้จริง ๆ เงินที่ประหยัดไปได้ถือเป็นก้อนมหาศาลเลยทีเดียว
"ใต้เท้าเฉา ข้าน้อยเป็นคนที่รู้จักทดแทนบุญคุณคนที่สุด ! หากท่านยินดีช่วยเหลือ วันหน้าเงินปันผลจากสุรา ข้าน้อยจะส่งไปให้ถึงจวนตรงเวลาทุกปีแน่นอน" หลังจากชั่งน้ำหนักผลดีผลเสียแล้ว หลี่มูก็ยื่นข้อเสนอรับปากทันที
อีกฝ่ายเป็นถึงนายอำเภอ หากธุรกิจของเขาผูกมัดอยู่กับอีกฝ่าย ก็ถือว่ามีรากฐานที่มั่นคงแล้ว
อย่างน้อยในเมืองอันผิงแห่งนี้ เขาก็สามารถนอนหลับได้อย่างไร้กังวลแล้ว !
สองชั่วยามต่อมา
ประตูคุกเปิดออก หลี่มูกับเจียงหู่และพรรคพวกก็ถูกผลักไสไล่ส่งออกมา
และคนที่ถูกโยนออกมาจากคุกหลวงพร้อม ๆ กัน ก็คือเถ้าแก่สวี่ที่หน้าซีดเผือดราวกับคนตาย
ทั้งสองฝ่ายตรงดิ่งไปยังโรงบ่มสุราสกุลสวี่ทันที จัดการเปลี่ยนชื่อและประทับตราโฉนดที่ดินโฉนดบ้าน รวดเดียวจบ
ตลอดกระบวนการ เถ้าแก่สวี่เอาแต่ก้มหน้า ไม่กล้าแม้แต่จะสบตาหลี่มู เมื่อทำเรื่องเสร็จสิ้น เขาก็รีบเก็บข้าวของมีค่า หอบลูกจูงเมียและคนเฒ่าคนแก่ขึ้นรถม้า ควบตะบึงออกจากเมืองอันผิงไปโดยไม่หันกลับมามอง ราวกับมีผีร้ายตามหลอกหลอนอยู่ด้านหลัง
"เฮ้ย จวนนี้ไม่เลวเลยนี่หว่า ! " เจียงหู่เดินกร่างไปทั่วลานบ้าน ลูบ ๆ คลำ ๆ ดูนั่นดูนี่ จู่ ๆ ก็ตบหน้าขาตัวเองฉาดใหญ่ ร้องอย่างเสียดายว่า "ถ้ารู้ว่าเขาจะยกจวนให้พวกเราจริง ๆ เมื่อกี้ข้าลงมือเบาหน่อยก็คงดี ! "
เขาชี้ไปที่ขอบหน้าต่างที่ถูกทุบจนแหลกเละ กรอบประตูที่ถูกถีบจนเบี้ยว บ่นด้วยความเสียดาย "ถ้าต้องซ่อมพวกนี้ อย่างน้อย ๆ ก็ต้องเสียเงินตั้งหลายสิบตำลึงเชียวนะ ! "
พวกชายฉกรรจ์ในทีมล่าสัตว์มองหน้ากันเลิ่กลั่ก ยกมือเกาหัวด้วยความกระดากอาย
เมื่อกี้ตอนทุบทำลายสะใจแค่ไหน ตอนนี้ก็เสียใจมากแค่นั้น
หลี่มูเงยหน้ามองดูท้องฟ้า
พวกเขาออกจากบ้านมาตั้งแต่เช้าตรู่ วุ่นวายมาจนถึงตอนนี้ ดวงตะวันก็คล้อยต่ำลงทางทิศตะวันตกแล้ว แสงสีส้มแดงของยามเย็นสาดส่องลงมาในลานบ้านที่พังยับเยิน สะท้อนให้เห็นถึงความอ้างว้างอยู่บ้าง
"เอาล่ะ เอาแม่กุญแจมาล็อกประตูก่อน ไว้ค่อยกลับมาตามเก็บกวาดทีหลัง" เขาโบกมือเรียกทุกคนให้กลับกันได้แล้ว แม้ว่าพวกชายฉกรรจ์จะเพิ่งเข้าไปนอนในคุกมาหมาด ๆ แต่แต่ละคนกลับดูคึกคักกระปรี้กระเปร่า ไม่มีความหดหู่เลยแม้แต่น้อย ซ้ำใบหน้ายังเต็มไปด้วยความตื่นเต้น เดินกันอย่างองอาจผ่าเผย
พวกเขาไม่ได้ยินความลับที่หลี่มูคุยกับนายอำเภอเฉา รู้แค่ว่าลูกพี่ของตนเองนั้นเส้นใหญ่คับฟ้า มีอิทธิพลล้นเหลือ ถึงขนาดทำให้นายอำเภอต้องมาปล่อยตัวด้วยตัวเอง
"เฮ้ย ได้ติดตามลูกพี่นี่มันมีหน้ามีตาจริง ๆ ว่ะ ! " มีคนกระซิบกระซาบ
"ก็ใช่น่ะสิ ! แม้แต่ทางการยังต้องไว้หน้าถึงสามส่วนเลยนะเว้ย ! " คนข้างๆ รีบสนับสนุนทันที
ทุกคนต่างผลัดกันพูดคนละประโยค ยิ่งพูดก็ยิ่งออกรสออกชาติ สายตาที่มองไปยังหลี่มู ก็ยิ่งร้อนแรงแฝงไปด้วยความเลื่อมใสศรัทธามากขึ้นเรื่อย ๆ