- หน้าแรก
- เจ้าบอกว่าเขาเป็นแค่เจ้าเมืองธรรมดาหรือ
- ตอนที่ 133 ยื่นคำฟ้องดีหรือไม่ ?
ตอนที่ 133 ยื่นคำฟ้องดีหรือไม่ ?
ตอนที่ 133 ยื่นคำฟ้องดีหรือไม่ ?
ตอนที่ 133 ยื่นคำฟ้องดีหรือไม่ ?
เมื่อกลับมาถึงชุนอี้ฟาง ท้องฟ้าก็ใกล้จะพลบค่ำแล้ว
ทันทีที่ผลักประตูบานใหญ่เปิดออก กลุ่มสตรีและคนในบ้านก็กรูกันเข้ามาล้อมรอบทันที
พวกนางต่างแย่งกันไต่ถามเรื่องราวที่พวกชายฉกรรจ์ต้องไปเผชิญในคุกหลวงอย่างเซ็งแซ่ บางคนถึงกับขอบตาแดงก่ำ แอบใช้แขนเสื้อเช็ดน้ำตาเงียบ ๆ
"พวกเจ้าหน้าที่ไม่ได้โบยตีท่านใช่ไหม ? "
"ได้ยินว่าเถ้าแก่ถูกจับ พวกเราตกใจจนกินไม่ได้นอนไม่หลับเลย..."
"ชาวบ้านต่างลือกันว่าทำร้ายคนกลางถนนต้องถูกเนรเทศไปเป็นทหารชายแดน ทำไมพวกท่านถึงออกมาได้เร็วขนาดนี้ล่ะ ? "
เมื่อเผชิญกับคำถามที่เต็มไปด้วยความห่วงใยจากทุกคน หลี่มูทำเพียงโบกมือปัดอย่างไม่ใส่ใจนัก เล่าว่าดีหมีที่เคยมอบให้ไปได้ช่วยชีวิตลูกสาวของนายอำเภอเฉาเอาไว้ ก็เลยได้รับความเกรงใจและได้รับการละเว้นโทษมาบ้าง
เมื่อบรรดาสตรีได้ยินดังนั้นก็ถึงบางอ้อ สีหน้าหวาดหวั่นกังวลค่อย ๆ มลายหายไป
ตอนนั้นเอง พี่สะใภ้หวังที่กำลังเอาผ้ากันเปื้อนเช็ดมือที่เปียกชุ่ม ก็เบียดขึ้นมาด้านหน้าด้วยความโมโห "เถ้าแก่ พวกท่านเพิ่งจะถูกจับตัวไป ไอ้พวกคนของโรงบ่มสุราที่ถูกพวกเราพังร้าน ก็ส่งคนมาเดินกร่างเยาะเย้ยถึงที่นี่เลย ! ถึงแม้พวกมันจะไม่ได้ลงมือทำร้ายใคร แต่ไอ้สีหน้าท่าทางพวกนั้น..."
นางกัดฟันกรอด เลียนแบบน้ำเสียงของอีกฝ่าย "พวกมันพูดว่าอะไรนะ... 'เถ้าแก่ของพวกเจ้าคราวนี้จบเห่แล้ว รอถูกส่งไปเป็นทหารชายแดนได้เลย' โดยเฉพาะพวกคนของโรงบ่มสุราสกุลเหมียว บอกว่าจ้างจ้วงซือ (หมอความ) ที่เก่งที่สุดในเมืองหงโจวมาแล้ว จะฟ้องร้องไปจนถึงที่ทำการของท่านเจ้าเมืองให้ได้ ! "
เมื่อหลี่มูได้ยินดังนั้นก็เลิกคิ้วขึ้น
ไอ้แก่พวกนี้ โดนอัดไปซะขนาดนั้นยังไม่รู้จักจำอีกรึ ?
"พี่หลี่ พวกเรากลับไปบุกจวนพวกมันอีกรอบดีไหม ? " เจียงหู่หักข้อนิ้วดังกรอบแกรบ ประกายตาเหี้ยมเกรียมสว่างวาบ "บังเอิญจริง ๆ วันนี้ข้ายังยืดเส้นยืดสายไม่เต็มที่เลย"
ในหัวของหลี่มูพลันนึกถึงคำพูดของนายอำเภอเฉาในวันนี้ขึ้นมา
แม้ว่าราชสำนักต้าฉีในตอนนี้จะเน่าเฟะสุดขีด แต่เรื่องของกฎหมาย... อย่างไรเสียก็ยังต้องไว้หน้าอยู่บ้าง หากทำเกินกว่าเหตุ ไม่เห็นหัวกฎหมาย เกรงว่าถ้าเรื่องบานปลาย ต่อให้นายอำเภอเฉาก็คงจะกดเอาไว้ไม่อยู่
"ไม่รีบ" เขาบิดขี้เกียจอย่างเกียจคร้าน มุมปากยกเป็นรอยยิ้มเย็นชา "ตั๊กแตนปลายฤดูใบไม้ร่วง กระโดดโลดเต้นไปได้อีกไม่กี่วันหรอก"
บ่อหมักสุราเก่าแก่ของโรงบ่มพวกนั้นถูกทำลาย รากฐานถูกตัดขาดไปแล้ว
ในแวดวงการหมักสุรา พวกมันไม่มีทางเป็นคู่แข่งของซานเยวี่ยชุนได้อีกต่อไป
"พี่สะใภ้หวัง ไปเตรียมสุราอาหารชั้นดีมาที" หลี่มูโยนเงินก้อนหนึ่งให้ "วันนี้ทุกคนเหนื่อยมามากแล้ว ดื่มกินให้เต็มอิ่ม พรุ่งนี้พวกเรายังต้องเข้าป่ากันอีก"
จู่ ๆ เขาก็เหมือนนึกอะไรขึ้นมาได้ กวาดสายตามองไปรอบๆ พลางถามว่า "ไฉ่เวยล่ะ ? "
"พอกลับมาถึงก็ขังตัวเองอยู่ในห้อง ข้าวปลาอาหารกลางวันก็ไม่ยอมกิน" พี่สะใภ้หวังถอนหายใจยาว "เรียกยังไงก็ไม่ยอมขานรับเลย"
ไม่ว่าใครที่ต้องเผชิญกับการถูกหักหลังเช่นนี้ ย่อมทำใจรับได้ยากทั้งนั้น
การที่หลี่ไฉ่เวยสามารถมองทะลุแผนการชั่วร้ายของเฉิงอวิ๋นเฟยได้ก็นับว่าเก่งมากแล้ว แต่การที่ความรักความจริงใจทั้งหมดถูกมอบให้คนผิด การถูกหักหน้าและทำร้ายจิตใจเช่นนี้ สำหรับหญิงสาวคนหนึ่งแล้ว มันถือเป็นเรื่องที่สาหัสเกินไปจริง ๆ
ภายในห้องที่มืดสลัว
หลี่มูผลักประตูเดินเข้าไป
หลี่ไฉ่เวยนั่งเหม่อลอยอยู่ริมหน้าต่าง แสงอาทิตย์อัสดงสาดส่องลงบนเสี้ยวหน้าของนางจนเป็นประกายสีทอง แต่กลับสาดส่องไม่ถึงดวงตาที่ว่างเปล่าคู่นั้น
นางดูราวกับตุ๊กตากระเบื้องเคลือบที่ไร้ชีวิตชีวา แม้แต่ตอนที่พี่ชายเดินเข้ามา นางก็ไม่มีปฏิกิริยาตอบสนองใด ๆ เลย
"เกิดเป็นคน ในชีวิตย่อมต้องพบเจอกับเรื่องแย่ ๆ บ้างเป็นธรรมดา" หลี่มูนั่งลงข้างกายนาง เอ่ยด้วยน้ำเสียงอ่อนโยน "คนผิดคือเฉิงอวิ๋นเฟย เจ้าจะเอาความผิดของคนอื่นมาลงโทษตัวเองทำไมล่ะ ? "
คำพูดประโยคนี้ราวกับไปเปิดสวิตช์ทำนบน้ำตา
จู่ ๆ หลี่ไฉ่เวยก็โผเข้ากอดเขา ความน้อยเนื้อต่ำใจที่อัดอั้นมานานระเบิดออกมาเป็นการร้องไห้โฮอย่างหนัก
หลี่มูลูบผมยาวสลวยของนางเบา ๆ รอจนเสียงร้องไห้ค่อย ๆ เบาลง ถึงได้เปลี่ยนสีหน้าเป็นจริงจัง "จำไว้ เจ้าคือคุณหนูใหญ่แห่งชุนอี้ฟาง ตอนที่ข้าไม่อยู่ เจ้าก็คือเสาหลักของทุกคน"
"คืนนี้เจ้าร้องไห้ให้เต็มที่ได้เลย"
"แต่ตั้งแต่วันพรุ่งนี้เป็นต้นไป ไม่ว่าจะเกิดเรื่องอะไรขึ้น ต่อหน้าคนในโรงบ่มสุรา เจ้าจะต้องยืดหลังให้ตรงอย่างสง่าผ่าเผยให้ได้ ! "
วันนี้ตอนที่เขาและพวกชายฉกรรจ์ทีมล่าสัตว์ถูกจับเข้าคุกหลวง พวกคนในครอบครัวที่ชุนอี้ฟางก็ว้าวุ่นปั่นป่วนกันไปหมด โชคดีที่เวลานี้ไม่มีศัตรูคู่อาฆาตหรือผู้ไม่หวังดีมาฉวยโอกาสแก้แค้น...
มิเช่นนั้น ด้วยกำลังของสตรีและคนแก่ที่ขวัญเสียตื่นตระหนกกลุ่มนี้ มีโอกาสสูงมากที่จะถูกหลอกลวงหรือตกหลุมพรางได้
แม้หลี่ไฉ่เวยจะอายุยังน้อย แต่นางคือสายเลือดที่ใกล้ชิดที่สุดของหลี่มู หากหลี่มูไม่อยู่ นางก็ต้องก้าวขึ้นมาเป็นผู้นำแทนพี่ชายให้ได้
……
แสงอรุณเบิกฟ้า วันใหม่เริ่มต้นขึ้นแล้ว
พวกติงอวี่ทั้งสามคนเดินทางมาถึงชุนอี้ฟางตั้งแต่เช้าตรู่ หลังจากสมทบกับทีมล่าสัตว์ที่เตรียมพร้อมสรรพแล้ว ขบวนคนและม้าก็มุ่งหน้าออกจากเมือง เสียงกีบเท้าม้าดังกุบกับทำลายความเงียบสงบในยามเช้า
เมื่อขี่ผ่านถนนสายที่ตั้งของโรงบ่มสุราสกุลเหมียว จู่ ๆ หลี่มูก็กระตุกสายบังเหียนแน่น อาชาสีเหลืองทองยกขาหน้าชูขึ้นสูง ส่งเสียงร้องคำรามลั่น เขาหันหัวม้า ควบตะบึงพุ่งตรงไปยังโรงบ่มสุราสกุลเหมียวทันที
พวกชายฉกรรจ์ที่อยู่ด้านหลังเข้าใจเจตนาได้ทันที ต่างพากันควบม้าตามไปติด ๆ
ชั่วขณะนั้น ผืนดินสั่นสะเทือน เสียงกีบเท้าม้าดังสนั่นดุจฟ้าร้อง
"พี่อวี่ พวกเขาจะทำอะไรน่ะ ? " ต่งหยวนเลิกคิ้วขึ้น "ผีเข้าหรือไง ? "
ติงอวี่โบกพัดจีบไปมา ไม่เข้าใจความหมายเช่นกัน
ขบวนม้าควบตะบึงผ่านถนน และมาหยุดชะงักลงที่หน้าประตูโรงบ่มสุราสกุลเหมียว
หลี่มูกระตุกสายบังเหียน ม้ายืนชูคอขึ้นสองขา กีบเท้าเหล็กขนาดเท่าชามฟาดผ่าอากาศเกิดเป็นเส้นโค้งอันดุดัน ความวุ่นวายนี้ทำให้คนในโรงบ่มสุราแตกตื่นตกใจ คนเฝ้าประตูเลิกม่านเดินด่าทอออกมา "ไอ้ตาบอดคนไหนมัน..."
แต่แล้ว จู่ ๆ เขาก็ต้องชะงักกึก
เมื่อมองดูขบวนม้าอันดุดันเกรียงไกรที่หน้าประตู คนเฝ้าประตูราวกับไม่อยากเชื่อสายตาตัวเอง ขยี้ตาอย่างแรงก่อนจะเอ่ยเสียงสั่น "หลี่... หลี่มู ! "
"เจ้าไม่ได้ถูกจับเข้าคุกหลวงไปแล้วรึ ? ! "
หลี่มูไม่ได้ลงจากหลังม้า เขาก้มมองอีกฝ่ายจากมุมสูงด้วยสายตาล้อเล่น "ข้าได้ยินมาว่าเถ้าแก่เหมียวไปจ้างจ้วงซือมา ประกาศกร้าวว่าต่อให้ต้องฟ้องไปถึงเมืองหงโจว ก็จะเอาข้าติดคุกจนตายให้ได้..."
"……" คนเฝ้าประตูเดินถอยหลังไปสองก้าว ไม่กล้าส่งเสียงตอบรับ
หลี่มูนั่งตระหง่านอยู่บนหลังม้า ใช้ปลายแส้ชี้ไปทางกลุ่มของติงอวี่ "บังเอิญจริง ๆ คุณชายหลายท่านนี้ก็เป็นลูกหลานขุนนางจากเมืองหงโจวพอดี อยากจะให้พวกเขาช่วยรับเรื่องยื่นคำฟ้องให้เลยไหมล่ะ ? "
เพียะ !
แส้ม้าหวดแหวกอากาศเสียงดังสนั่น คนเฝ้าประตูตกใจจนทรุดก้นจ้ำเบ้าลงกับพื้น
ท่ามกลางเสียงหัวเราะครื้นเครงของพวกชายฉกรรจ์ หลี่มูก็หันหัวม้า นำพาทุกคนควบตะบึงจากไปอย่างองอาจ
รอจนเสียงกีบเท้าม้าไกลออกไป คนเฝ้าประตูที่วิญญาณหลุดลอยกระเจิดกระเจิงถึงได้ลุกขึ้นคลานสี่ขา พุ่งพรวดเข้าไปรายงานข่าวที่หลังจวน
เมื่อข่าวนี้ลอยเข้าหูเถ้าแก่เหมียว เถ้าแก่ชราที่ยังบาดเจ็บสาหัสอยู่ก็หน้าเขียวปัด หายใจไม่ทัน และสลบเหมือดคาที่ไปอีกรอบทันที