- หน้าแรก
- จอมเวทอัคคี มหาศึกอวตารผู้ไร้เทียมทาน
- บทที่ 18 ถูกบังคับด้วยความเต็มใจ
บทที่ 18 ถูกบังคับด้วยความเต็มใจ
บทที่ 18 ถูกบังคับด้วยความเต็มใจ
"ถึงสิ่งที่เธอพูดมามันจะดูยิ่งใหญ่และฉันก็เห็นด้วยนะ แต่ว่า—" คาร์นพูดแทรกคำปราศรัยของอาซูร่าอย่างไม่ถูกจังหวะ พลางหยั่งเชิง "เธอคงไม่ได้กะจะบังคับให้ฉันช่วยเธอสืบเรื่องนี้หรอกใช่ไหม?"
อาซูร่าเลิกคิ้วขึ้น "อืมฮึ"
?
"ปีนี้เธออายุเท่าไหร่?" คาร์นถาม
"เจ็ดขวบ ทำไมล่ะ?"
"เธอเจ็ดขวบ ฉันเก้าขวบ เธอคิดว่าเด็กยังไม่สิ้นกลิ่นน้ำนมสองคนอย่างพวกเราควรจะไปสืบเรื่องนี้งั้นเหรอ?" คาร์นเน้นย้ำเรื่องอายุ ก่อนจะชี้เข้าหาตัวเองแล้วพูดต่อ
"ยิ่งไปกว่านั้น เธอต้องตระหนักให้ชัดเจนด้วยว่าคนที่ยืนอยู่ตรงหน้าเธอเนี่ยก็แค่สามัญชนคนธรรมดา เธอมาขอความช่วยเหลือจากฉันเนี่ยนะ? คิดว่าฉันจะทำประโยชน์อะไรได้จริงๆ เหรอ?"
ลองดูฐานะของคนที่เกี่ยวข้องกับเรื่องนี้แต่ละคนสิ อดีตองค์ราชา อดีตองค์รัชทายาทไอโรห์ องค์ราชาองค์ปัจจุบันโอไซ ภรรยาของโอไซที่ตามหลักควรจะได้เป็นองค์ราชินีอย่างเออร์ซา แถมซูโกกับอาซูร่าก็ยังเป็นองค์รัชทายาทและองค์หญิงใหญ่คนปัจจุบันอีก
รวมทั้งหมดหกคน มีใครบ้างที่ไม่มีสถานะสูงส่ง?
เอ๊ะ?
จู่ๆ คาร์นก็รู้สึกแปลกๆ ขึ้นมา
ไอโรห์เป็นผู้ปกครองของเขา ซูโกกับอาซูร่าเป็นเพื่อนของเขา เออร์ซาก็ดีกับเขามาก—
นอกเหนือจากอดีตองค์ราชากับโอไซแล้ว ทำไมฉันถึงเข้าไปพัวพันกับคนอื่นๆ ไม่มากก็น้อยล่ะเนี่ย!
ให้ตายสิ ช่างน่าเหลือเชื่อจริงๆ!
"ฉันไม่สน"
ทว่าแม้คาร์นจะยกเหตุผลสารพัดมาอ้าง แต่อาซูร่าก็ยังคงไม่สะทกสะท้าน เธอกอดอกแล้วกล่าวว่า
"นั่นมันปัญหาของนาย"
บ้าไปแล้ว!
คาร์นยกมือทั้งสองข้างขึ้นกุมขมับทันที รู้สึกปวดเศียรเวียนเกล้าอย่างหนัก ท่วงทำนองเพลงหนึ่งดังก้องขึ้นมาในหัวอย่างไม่อาจห้ามได้
ฉันล้างสาหร่าย โอ้ว ล้างสาหร่าย โอ้ว
อันที่จริง ไม่ใช่แค่คาร์นเท่านั้นที่กำลังปวดหัว อาซูร่าเองก็รู้สึกว้าวุ่นใจไม่แพ้กัน
อย่าเพิ่งตัดสินจากท่าทีเอาแต่ใจ อารมณ์ร้อน ไร้เหตุผล และดื้อรั้นของอาซูร่าในยามนี้ เพราะนี่เป็นเพียงหน้ากากที่เธอจงใจสร้างขึ้นมาเพื่อปกป้องตนเอง เพื่อซ่อนเร้นความตื่นตระหนกและสิ้นหวังภายในใจ
แม้ว่าสติปัญญาของอาซูร่าจะล้ำเลิศเกินกว่าคนทั่วไป ทว่าโดยเนื้อแท้แล้ว เธอก็เป็นเพียงเด็กผู้หญิงวัยเจ็ดขวบคนหนึ่งเท่านั้น
เมื่อได้พบเป็นครั้งแรกว่าพ่อที่ตนเองไว้เนื้อเชื่อใจมาตลอดนั้นพึ่งพาไม่ได้ และเป็นครั้งแรกที่เธอต้องขัดขืนความต้องการของโอไซเพื่อออกตามหาเบาะแสของเออร์ซา อาซูร่าก็ตระหนักได้ในทันทีว่าสถานการณ์ของเธอนั้นกลืนไม่เข้าคายไม่ออกเพียงใด
พรสวรรค์และสติปัญญาอันน่าภาคภูมิใจของเธอกลับดูน่าขันนักเมื่อต้องเผชิญหน้ากับโอไซ ในตอนนั้นเองที่เธอเพิ่งจะได้ตระหนักเป็นครั้งแรกว่า ทุกสิ่งทุกอย่างที่เธอเชื่อมั่นว่าตนเองมี ล้วนมีจุดกำเนิดมาจากพ่อของเธอ และหากปราศจากเขา เธอก็ดูราวกับคนไร้ค่า
ความย้อนแย้งระหว่างสภาพจิตใจกับโลกแห่งความเป็นจริงนี้ได้สร้างแรงกดดันมหาศาล และทำให้เธอรู้สึกตื่นตระหนกและสิ้นหวังอย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อน
ภายใต้สถานการณ์เช่นนี้ อาซูร่าทำได้เพียงฝังความคิดที่จะออกตามหาเออร์ซาเอาไว้ในก้นบึ้งของหัวใจ เติบโตขึ้นตามเส้นทางที่โอไซขีดเขียนไว้พร้อมกับความกดดันนี้ ซึมซับอุดมการณ์ของโอไซมากขึ้นเรื่อยๆ ท่ามกลางการถูกบีบคั้น จนท้ายที่สุดเธอก็จะถูกบดขยี้ บิดเบี้ยว กลายเป็นพวกสุดโต่ง ถลำลึกสู่ความบ้าคลั่ง ก่อนจะระเบิดอารมณ์และแตกสลายไปในที่สุด
หากไม่มีเหตุการณ์พลิกผันใดๆ เกิดขึ้น
โชคดีที่เรื่องเหนือความคาดหมายได้เกิดขึ้นจริงๆ
ท่ามกลางความตื่นตระหนกและสิ้นหวังภายในใจ จู่ๆ ร่างของใครคนหนึ่งก็ผุดขึ้นมาในความคิดของอาซูร่าอย่างไม่อาจอธิบายได้
นั่นไม่ใช่ซูโก ไม่ใช่เพื่อนเล่นทั้งสองของเธอ แต่กลับเป็นคาร์น ผู้ที่เพิ่งจะคลุกคลีกับเธอได้ไม่ถึงหนึ่งวันด้วยซ้ำ
คาร์นมีความทรงจำอันฝังลึกต่อตัวอาซูร่า แล้วมีเหตุผลอะไรที่อาซูร่าจะไม่รู้สึกเช่นเดียวกันล่ะ?
ในบรรดาเด็กรุ่นราวคราวเดียวกันที่เธอเคยพบเจอ เขาเป็นคนแรกที่ไม่หวาดกลัวเธอ เป็นคนแรกที่สามารถเอาชนะเธอได้ เป็นคนแรกที่ฉลาดหลักแหลมทัดเทียมกับเธอ เป็นคนแรกที่ออกตัวปกป้องเธอ เป็นคนแรกที่ไม่พูดจาให้ร้ายเธอ และเป็นคนแรกที่เอ่ยปากชื่นชมเธอจากใจจริง—
แม้จะใช้เวลาอยู่ด้วยกันไม่ถึงหนึ่งวัน แต่คาร์นก็สลักความประทับใจลงในใจของเธออย่างลึกซึ้ง
ดังนั้น ด้วยความที่เป็นคนเด็ดเดี่ยว เธอจึงพุ่งตรงมาที่บ้านของเขาโดยไม่พูดพร่ำทำเพลง—
และนำมาซึ่งความปวดขมับให้แก่คาร์นในที่สุด
"ฮ่าฮ่าฮ่าฮ่าฮ่าฮ่าฮ่า!"
เมื่อเห็นสีหน้าปลงตกกับชีวิตของคาร์น ท้ายที่สุดอาซูร่าก็กลั้นไว้ไม่อยู่และระเบิดเสียงหัวเราะออกมาจนน้ำตาเล็ด
นี่นับเป็นครั้งแรกที่เธอรู้สึกมีความสุขขนาดนี้นับตั้งแต่เกิดเรื่องวุ่นวายในการสืบราชสันตติวงศ์
แม้ว่าเบาะแสในการตามหาแม่ของเธอจะยังคงมืดแปดด้าน ทว่าหลังจากที่ได้มาพูดคุยระบายกับคาร์นที่นี่ ความกดดันที่สะสมอยู่เต็มอกก็บรรเทาเบาบางลงไปมาก อาซูร่าคิดว่าเธอจะไม่แกล้งเขาอีกแล้ว จึงส่งยิ้มให้พร้อมกับเอ่ยว่า
"ฉันไม่ได้บอกว่าจะให้นายออกไปตามหาเธอซะเดี๋ยวนี้เสียหน่อย ฉันก็แค่มาแจ้งให้นายทราบไว้ก่อนก็เท่านั้นแหละ"
พอได้ยินอาซูร่าพูดเช่นนั้น คาร์นก็ชะงักไป เขาปรายตามองเธอแวบหนึ่ง "พูดจริงดิ?"
"อืมฮึ แต่แน่นอนว่า ถ้านายมีปัญญาหาเธอให้พบได้ในตอนนี้เลย ฉันก็จะดีใจมากเลยล่ะ"
"ฉันเองก็คิดว่าควรมองการณ์ไกลดีกว่า เราควรสืบกันอย่างลับๆ แล้วค่อยเผยตัวมาทำให้ทุกคนตะลึงไปเลย"
คาร์นรีบแสดงจุดยืนของตนเองด้วยน้ำเสียงจริงจัง
"สืบอย่างลับๆ งั้นเหรอ ชิ"
เมื่อนึกถึงว่าความยากลำบากในตอนนี้ล้วนเป็นผลงานของโอไซ อาซูร่าก็อดไม่ได้ที่จะรู้สึกรังเกียจ แต่เธอก็ปรับสีหน้าให้กลับมาเป็นปกติได้อย่างรวดเร็ว
"เอาเป็นว่าก็ตามนี้แหละ ฉันกลับล่ะ"
เมื่อได้ระบายสิ่งที่อัดอั้นอยู่ในใจออกไปจนหมด อาซูร่าก็ไม่มัวรั้งรอให้เสียเวลาและเตรียมตัวจากไปทันที
ยังไม่ทันที่คาร์นจะได้เอื้อนเอ่ยสิ่งใด อาซูร่าก็กระโดดปีนขึ้นไปเกาะกำแพงอย่างคล่องแคล่วภายในสองสามก้าว เธอนั่งยองๆ อยู่บนกำแพงนั้น ก่อนจะหันขวับกลับมาถามว่า
"ถ้านายเปนเออร์ซา นายจะไปซ่อนตัวอยู่ที่ไหนล่ะ?"
คาร์นครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่งแล้วตอบว่า
"ถ้าเป็นไปได้ ย่อมต้องหนีไปให้ไกลที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้สิ ทางที่ดีควรจะเป็นสถานที่ที่พ่อของเธอไม่มีวันตามไปเจอ แน่นอนว่ามันก็มีคำกล่าวที่ว่า สถานที่ที่อันตรายที่สุดก็คือสถานที่ที่ปลอดภัยที่สุดเหมือนกัน"
ขณะที่พูด เขาก็นึกขึ้นมาได้ว่าโลกใบนี้มีพลังวิเศษมากมายหลายแขนง เขาจึงเสริมต่อว่า
"บางทีอาจจะมีพลังวิเศษบางอย่างที่ช่วยอำพรางไม่ให้ใครตามหาตัวเจอก็ได้นะ ใครจะไปรู้ล่ะ"
"งั้นเหรอ"
อาซูร่าตอบรับสั้นๆ อย่างไม่ใส่ใจ ก่อนจะกระโดดหายลับไปจากกำแพง
สถานที่ที่เขาเอื้อมไม่ถึง สถานที่ที่อันตรายที่สุด พลังวิเศษเร้นลับ... ท่านแม่ ท่านเลือกหนทางไหนกันแน่คะ?
ท่านจะหลบซ่อนตัวไปได้ตลอดกาลจริงๆ อย่างนั้นหรือ?—
"ยัยนั่นเดินออกประตูไปดีๆ ไม่เป็นหรือไงนะ ยัยเด็กบ้าเอ๊ย"
เมื่อมองดูลานบ้านที่กลับมาเงียบเหงาอีกครั้ง คาร์นก็ส่ายหน้าอย่างระอาใจ ก่อนจะหมุนตัวเดินกลับเข้าห้อง
"เดี๋ยวก่อนนะ ก่อนหน้านี้ฉันตั้งใจไว้ว่าจะไม่เข้าไปยุ่งเกี่ยวเรื่องนี้เด็ดขาดไม่ใช่เหรอ? แล้วทำไมจู่ๆ ถึงได้ตอบตกลงไปซะอย่างนั้นล่ะ? ฉันต้องบ้าไปแล้วแน่ๆ เลย!"
"ไม่ๆๆ ถ้าคิดตามหลักเหตุผลแล้ว นี่มันเรียกถูกบังคับขู่เข็ญต่างหากล่ะ ใช่ไหม? ถูกข่มขู่โดยเด็กเมื่อวานซืนวัยเจ็ดขวบเนี่ยนะ... ให้ตายเถอะ ฉันยอมเป็นบ้าไปเลยยังจะดีกว่า"
ในช่วงเวลานั้นเอง จู่ๆ เขาก็หวนนึกถึงคำคมประโยคหนึ่งขึ้นมาได้:
นิสัยพื้นฐานของคนเรานั้นมักจะชอบประนีประนอมและพบกันครึ่งทางเสมอ สมมติว่าหากคุณบ่นว่าห้องนี้มันมืดมิดเกินไป จำเป็นต้องเจาะหน้าต่างเพิ่มสักบาน ทุกคนย่อมต้องประสานเสียงคัดค้านอย่างแน่นอน ทว่าหากคุณเสนอให้ทุบหลังคาทิ้งเสีย พวกเขาก็จะรีบเข้ามาไกล่เกลี่ย และยินยอมให้คุณเจาะหน้าต่างแต่โดยดี—หลู่ซวิ่น
ช่างเป็นสัจธรรมเสียจริงๆ
"จะว่าไปแล้ว การแย่งชิงราชบัลลังก์ แผนการสมคบคิดที่เกิดขึ้นซ้ำแล้วซ้ำเล่า องค์หญิงผู้ออกตามหามารดา—นี่มันคือ 【เค้าโครงเรื่องหลัก】 เลยไม่ใช่หรือไง?"
"แต่จากที่บันทึกไว้ในหนังสือ ดูเหมือนว่าอวตารจะเป็นตัวเอกตัวจริงเสียงจริงของโลกใบนี้เลยนี่นา ถึงแม้ว่าเขาจะไม่ปรากฏตัวมาเกือบร้อยปีแล้วก็เถอะ"
"งั้นเรื่องนี้ก็คงเป็นแค่ภารกิจเสริมล่ะสิ?"
"เฮอะ บางทีพวกเราอาจจะไม่ได้เป็นแม้แต่ตัวประกอบด้วยซ้ำมั้ง ฉันคงจะคิดมากไปเองแหละ"
ตุ้บ!
คาร์นทิ้งตัวลงนอนแผ่หราบนเตียง "นอนดีกว่า!"
ห้านาทีต่อมา คาร์นก็ยันตัวลุกขึ้นมานั่ง
แล้วฉันจะมานอนทำไมในตอนกลางวันแสกๆ เนี่ยล่ะ?