- หน้าแรก
- แผนการตบหน้าฉบับมืออาชีพ
- บทที่ 413 ฉันชอบคนหน้าตาดี (55)
บทที่ 413 ฉันชอบคนหน้าตาดี (55)
บทที่ 413 ฉันชอบคนหน้าตาดี (55)
องค์ชายเก้าฟื้นคืนสติขึ้นมาจากการหลับใหล
เขารู้สึกว่าร่างกายหนักอึ้งราวกับเพิ่งผ่านการเจ็บป่วยหนักมาก็ไม่ปาน ทว่าเมื่อเห็นซู่ชินอ๋องนั่งอยู่ข้างกายด้วยสีหน้าเปี่ยมด้วยความกังวล เขาก็พลันรู้สึกอุ่นใจขึ้นมา
"เสด็จพี่..." องค์ชายเก้าร้องเรียกด้วยน้ำเสียงออดอ้อนระคนน้อยใจ
เขาสำลักความน้อยใจอยู่เต็มอก เดิมทีวันนี้เขากำลังยืนให้อาหารปลาอยู่ที่ริมสระดีๆ กลับถูกใครบางคนผลักลงน้ำอย่างแรง เรื่องราวหลังจากนั้นเขาจำไม่ได้เลยสักนิด แต่ลองตรองดูก็รู้ว่าสถานการณ์ตอนนั้นต้องอันตรายมากแน่ๆ
"ไม่เป็นไรแล้ว" ฝ่ามือหนาอันอบอุ่นของซู่ชินอ๋องลูบลงบนศีรษะเล็กๆขององค์ชายเก้า
"ไม่เป็นไรแล้วนะเสี่ยวจิ่ว ไม่ต้องกลัว"
แม้จะยังเยาว์วัย ทว่าองค์ชายเก้ากลับเป็นคนเฉลียวฉลาดเกินตัว หลังจากปล่อยอารมณ์น้อยใจไปเพียงครู่ เขาก็เอ่ยกับซู่ชินอ๋องว่า "เสด็จพี่ คราวนี้มีคนจงใจทำร้ายข้า ข้าสงสัยว่าเจ้าเสี่ยวซุ่นจื่อจะเป็นสายที่ตำหนักอื่นส่งมาขอรับ"
แววตาของซู่ชินอ๋องฉายประกายกร้าว "พี่รู้แล้ว พี่จะตรวจสอบเรื่องนี้ให้กระจ่างเอง"
หลังจากปลอบขวัญองค์ชายเก้าจนสงบลงแล้ว ซู่ชินอ๋องก็ไปหาคู่สามีภรรยาตระกูลเซียว พระองค์กล่าวขอบคุณอันหนิงอย่างเป็นทางการยิ่งนัก พร้อมกับตรัสถามนางว่า "วิญญาณประหลาดในร่างของน้องเก้าหนีไปที่ใดแล้ว?"
อันหนิงยิ้มบางๆ "น่าจะหนีไปยังที่แห่งหนึ่งไม่ไกลจากเมืองหลวงเจ้าค่ะ แต่ยังไม่ทราบแน่ชัดว่าไปสิงสู่อยู่ในร่างของใคร"
อันหนิงส่งหนังสือเล่มหนึ่งให้ซู่ชินอ๋อง "นี่คือบันทึกรวบรวมยอดบทกวีเจ้าค่ะ ท่านอ๋องโปรดรอคอย หากวันใดมีใครรังสรรค์บทกวีที่ปรากฏอยู่ในเล่มนี้ขึ้นมา ผู้นั้นก็คือคนที่ถูกวิญญาณประหลาดสิงสู่ หากท่านอ๋องทรงเมตตาจะรับไว้ใช้งานก็ย่อมได้ หรือหากทรงเห็นว่าปล่อยไว้ไม่ได้ จะกักขังหรือสังหารทิ้งเสียก็ย่อมได้เช่นกัน เพียงแต่... โปรดอย่าได้เอาผิดกับครอบครัวของเขาเลยนะเจ้าคะ"
ซู่ชินอ๋องมิใช่คนกระหายเลือด พระองค์รับคำอันหนิงในทันที "ข้าเข้าใจแล้ว ญาติพี่น้องของเขาถูกวิญญาณประหลาดช่วงชิงร่างก็นับว่าโชคร้ายมากพออยู่แล้ว หากข้ายังไปลงโทษกวาดล้างทั้งตระกูลอีกก็นับว่าใจคอโหดเหี้ยมเกินไป"
ซู่ชินอ๋องไม่อาจคุยกับอันหนิงได้นานนัก เมื่อสอบถามจนชัดแจ้งแล้วจึงหันไปคุยกับเซียวหยวนต่อ ส่วนอันหนิงก็เดินไปดูอาการองค์ชายเก้าอีกครั้ง จากนั้นจึงนั่งรอที่ห้องรับรองครู่หนึ่ง เมื่อเซียวหยวนคุยธุระเสร็จสิ้น ทั้งคู่จึงเดินทางกลับบ้านพร้อมกัน
ระหว่างทางกลับบ้าน เซียวหยวนไม่ได้ซักไซ้อันหนิงเรื่ององค์ชายเก้าแม้แต่น้อย เขาเพียงแต่ห่วงใยอันหนิง เกรงว่าการตรากตรำเมื่อครู่จะทำให้สะเทือนถึงครรภ์ เมื่อเห็นว่านางยังดูปกติดี เขาจึงเบาใจลง
เมื่อกลับถึงบ้าน อันหนิงบอกว่าต้องการพักผ่อน ทว่ายามเอนกายลงบนเตียง จิตใจของนางกลับกำลังครุ่นคิดถึงเรื่องที่เกิดขึ้น
ยามที่อันหนิงเห็นองค์ชายเก้า นางพบว่าเขามีปราณม่วงแห่งโอรสสวรรค์สถิตอยู่ ซึ่งควรจะเป็นผู้มีบุญญาธิการเป็นจักรพรรดิที่แท้จริงของโลกใบนี้
อันหนิงจึงรู้สึกประหลาดใจนัก คนเช่นนี้ถูกวิญญาณอื่นข้ามภพมาสิงสู่ได้อย่างไร?
นางพยายามสื่อสารกับเจตจำนงของโลกใบนี้ จนกระทั่งพบรอยรั่วของมิติ
ไม่รู้ว่าเป็นยอดฝีมือจากที่ใดลงมือ คิดจะใช้ดวงวิญญาณต่างมิติมาฉกชิงร่างของโอรสสวรรค์ เพื่อสร้างความปั่นป่วนให้โลกใบนี้และดูดซับพลังงานมิติไปครอบครอง
อันหนิงขมวดคิ้ว... วิธีการเช่นนี้ช่างคล้ายคลึงกับพวกเทพนั่นเสียจริง
ยิ่งไปกว่านั้น คลื่นวิญญาณของวิญญาณประหลาดดวงนั้นรุนแรงยิ่งนัก แม้อันหนิงจะลงมือขับไล่ออกไปได้ แต่มันกลับยังสามารถหลบหนีไปสิงร่างผู้อื่นต่อได้อีก เรื่องนี้ทำให้อันหนิงรู้สึกไม่มั่นคง
เดิมทีนางคิดว่าโลกใบนี้มีเพียงเรื่องราวการสลับตัวเจ้าสาวระหว่าง 'เหออันหนิง' กับ 'สวี่เป่าเอ๋อร์' ทว่ามาถึงตอนนี้จึงได้รู้ว่า การสลับตัวของสองคนนั้นเป็นเพียงเหตุการณ์ย่อยๆเท่านั้น
แก่นหลักของโลกใบนี้แท้จริงแล้วคือเรื่องราวขององค์ชายเก้าที่ถูกวิญญาณต่างมิติสิงสู่ จากนั้นก็สร้างผลงานยิ่งใหญ่จนกลายเป็นมหาจักรพรรดิผู้เกรียงไกรในประวัติศาสตร์
อันหนิงแทบอยากจะหัวเราะออกมา
ลำพังตัวองค์ชายเก้าเอง ต่อให้ไม่มีวิญญาณข้ามภพมาสิงสู่ เขาก็ต้องได้เป็นมหาจักรพรรดิอยู่ดี จำเป็นต้องให้คนยุคปัจจุบันที่ไม่รู้เรื่องรู้ราวเกี่ยวกับโลกโบราณมาทำหน้าที่แทนด้วยหรือ?
ทั้งหมดก็เพื่อแย่งชิงบุญกุศลและพลังงานมิติเท่านั้นเอง
อันหนิงรังเกียจพฤติกรรมเช่นนี้ยิ่งนัก
ทุกโลกย่อมมีเส้นทางการดำเนินไปของตัวเอง กฎเกณฑ์ของโลกจะคัดเลือก 'บุตรแห่งโชคชะตา' ขึ้นมาเพื่อทำให้กฎของมิตินั้นๆสมบูรณ์ขึ้น ต่อให้มีบางจุดที่ไม่สมเหตุสมผลหรือมีรอยรั่ว โลกใบนั้นก็จะเยียวยาและเติมเต็มด้วยตัวเอง ไม่จำเป็นต้องมีแรงภายนอกเข้าไปแทรกแซงเลยสักนิด
ทว่ากลับมีคนบางกลุ่ม อาศัยข้ออ้างว่าทำเพื่อความถูกต้องของกฎเกณฑ์โลก มาลักขโมยพลังงานของผู้อื่น ช่างเป็นพวก... มือถือสากปากถือศีลเสียจริง
อันหนิงได้ทำข้อตกลงกับกฎเกณฑ์ของโลกขนาดเล็กใบนี้แล้ว
นางจะอยู่ช่วยควบคุมสถานการณ์ ไม่ปล่อยให้พวกปีศาจหรือวิญญาณร้ายที่ไหนมาทำร้ายองค์ชายเก้าได้อีก พร้อมกับเฝ้าจับตาดูวิญญาณประหลาดดวงนั้นไว้ และเมื่อถึงยามที่นางต้องจากไป โลกใบนี้จะมอบของขวัญเป็นการตอบแทน
ความจริงยามนี้อันหนิงไม่ได้ต้องการพลังบุญกุศลอะไรพวกนั้นแล้ว เพราะสิ่งเหล่านั้นล้วนเป็นเพียงของนอกกายเท่านั้น
สิ่งที่นางต้องการแท้จริงแล้วคือความหยั่งรู้ใน 'กฎแห่งสวรรค์'
เมื่อเจตจำนงของโลกใบนี้รับปากว่าจะมอบกฎแห่งสวรรค์ส่วนหนึ่งให้นางเป็นการตอบแทน อันหนิงจึงเริ่มลงมือทำงานอย่างกระฉับกระเฉง
จวบจนกระทั่งอันหนิงให้กำเนิดบุตรฝาแฝดชายหญิง ในที่สุดวิญญาณประหลาดดวงนั้นก็เริ่มเคลื่อนไหว
เขาเริ่มต้นจากการทำอาหารแปลกใหม่ที่โลกใบนี้ไม่เคยมีมาก่อนเพื่อหาเงิน จากนั้นจึงเริ่มอ่านตำราเพื่อสอบรับราชการ และขั้นต่อมาก็คือการหยิบยืมบทกวีชื่อดังจากอนาคตมาแอบอ้าง ทว่าทันทีที่เขาเริ่มลอกเลียนบทกวี ซู่ชินอ๋องก็ลงมือหลอกล่อเขามายังเมืองหลวง ก่อนจะใช้เล่ห์กลอุบายบีบบังคับให้เขามาสวามิภักดิ์รับใช้ตน
อันหนิงรู้ดีว่าซู่ชินอ๋องไม่ใช่คนเคี้ยวง่าย ในเมื่อซู่ชินอ๋องใช้มาตรการจัดการรวบหัวรวบหางคนผู้นั้นไว้แล้ว นางจึงเลิกให้ความสนใจอีก
กาลเวลาล่วงเลยไป เซียวหยวนได้รับหน้าที่เป็นราชครู คอยอบรมสั่งสอนวิชาความรู้ให้แก่องค์ชายเก้า ส่วนอันหนิงก็คอยเฝ้าสังเกตการณ์องค์ชายเก้าอย่างใกล้ชิดอยู่เสมอ
จนกระทั่งเกิดเหตุการณ์องค์ชายรองและองค์ชายสามสู้รบตบมือกันจนพ่ายแพ้ยับเยินไปทั้งคู่ ยามที่ทั้งสองก่อกบฏบุกยึดวังหลวง พวกเขาได้สังหารองค์ชายสี่ องค์ชายห้า องค์ชายหก และองค์ชายอีกหลายพระองค์ รวมถึงเหล่าสนมกำนัลในวังอีกมากมาย
โชคดีที่ยามนั้นเซียวหยวนอยู่ในวังพอดี เขาจึงช่วยชีวิตและปกป้ององค์ชายเก้าเอาไว้ได้ทันท่วงที จากนั้นซู่ชินอ๋องก็ยกทัพมาปราบกบฏ และช่วยชีวิตฮ่องเต้เอาไว้ได้เช่นกัน
ฮ่องเต้สูญเสียโอรสไปพร้อมกันหลายพระองค์ในคราวเดียว ชั่วพริบตานั้นพระองค์ก็ดูชราลงไปมาก ความทะเยอทะยานและปณิธานอันแรงกล้าในอดีตมลายหายไปสิ้น หลังจากนั้นไม่นาน พระองค์จึงทรงสละราชสมบัติ องค์ชายเก้าจึงเสด็จขึ้นครองราชย์เป็นฮ่องเต้องค์ใหม่
ส่วนเซียวหยวนก็นับว่ามีความดีความชอบจากการปกป้องฮ่องเต้ในยามวิกฤต จึงได้รับการปูนบำเหน็จและไว้วางพระราชหฤทัยให้ดำรงตำแหน่งสำคัญ
เดิมทีฮ่องเต้องค์ใหม่และซู่ชินอ๋องต้องการรั้งตัวเซียวหยวนไว้ในเมืองหลวง แต่เซียวหยวนกลับปรารถนาที่จะไปรับตำแหน่งในท้องถิ่นที่ห่างไกล เขาอยากเป็นเจ้าเมืองปกครองราษฎร เพื่อลงมือทำประโยชน์ให้แก่ชาวบ้านอย่างแท้จริง
เซียวหยวนมีความดีความชอบเรื่องการปลูกพืชพรรณที่ให้ผลผลิตสูง อีกทั้งยังมีความสัมพันธ์อันแน่นแฟ้นกับฮ่องเต้ ฮ่องเต้ทรงเคารพรักเขามาก แม้จะทรงอาลัยรักเพียงใด แต่เมื่อเขาปรารถนาจะไปรับราชการต่างเมือง พระองค์ก็ทรงอนุญาตตามนั้น
ตลอดสิบกว่าปีหลังจากนั้น เซียวหยวนและอันหนิงไม่ได้กลับเข้าเมืองหลวงเลย ทั้งคู่เดินทางตั้งแต่เจียงหนานไปจนถึงนอกด่านซานไห่กวน ผ่านมาแล้วหลายดินแดน และปกครองท้องถิ่นมามากมายหลายแห่ง
เซียวหยวนทำได้อย่างที่เคยลั่นวาจาไว้ว่าจะเป็นขุนนางตงฉิน ยามเขาปกครองที่ใด ก็มุ่งหวังเพียงประโยชน์สุขของราษฎรในถิ่นนั้นอย่างจริงใจ เขาลงมือทำงานอย่างทุ่มเทและมั่นคง ประกอบกับการมีอันหนิงเป็นตัวช่วยผู้ยิ่งใหญ่ ไม่ว่าเขาจะไปที่ใด ดินแดนแห่งนั้นจะได้รับการบริหารจัดการจนเจริญรุ่งเรือง ราษฎรอยู่เย็นเป็นสุข การค้าขายรุ่งเรืองถึงขีดสุด แม้จะไม่อาจกล่าวได้ว่ากลางคืนไม่ต้องปิดประตูบ้าน ของตกไม่มีใครหยิบฉวย แต่ชีวิตความเป็นอยู่ของชาวบ้านก็ดีขึ้นอย่างเห็นได้ชัด
ทุกครั้งที่เซียวหยวนหมดวาระดำรงตำแหน่งและต้องจากไป ชาวบ้านในท้องที่ต่างอาลัยเขาอย่างสุดซึ้ง ทุกครั้งที่เขาออกเดินทาง ชาวบ้านจะพากันมารวมตัวกันส่งเขาด้วยความสมัครใจ บางครั้งมีคนมาส่งนับหมื่นคน โดยเฉพาะในดินแดนแถบเจียงหนาน ยามเซียวหยวนเดินทางไปถึงท่าเรือ ชาวบ้านต่างพากันร่ำไห้ด้วยความโศกเศร้า ยากจะตัดใจลา ผู้เฒ่าผู้แก่บางคนถึงกับร่ำไห้จนหมดสติไปก็มี
แม้แต่ยามที่เขาเดินทางออกจากแดนนอกด่าน ชาวบ้านที่นั่นก็ยังขี่ม้าคุ้มกันขบวนของเขามาส่งจนกระทั่งเข้าเขตด่านจึงยอมหันหลังกลับ
เซียวหยวนรับราชการอยู่ต่างแดนเกือบยี่สิบปี จึงได้พาอันหนิงและลูกๆกลับเข้าเมืองหลวง ด้วยผลงานอันยอดเยี่ยมที่สั่งสมมาตลอดหลายปี ทันทีที่เข้าเมืองหลวง เขาก็ได้รับแต่งตั้งเป็นอัครมหาเสนาบดี ดำรงตำแหน่งขุนนางขั้นหนึ่งอย่างสมเกียรติ มีอำนาจวาสนาโดดเด่นเหนือใคร และเขายังได้ขอพระราชทานบรรดาศักดิ์ฮูหยินตราตั้งขั้นหนึ่งให้แก่อันหนิงด้วย
ในช่วงเวลานี้ ชีวิตของสวี่เป่าเอ๋อร์ก็ดำเนินไปอย่างดียิ่งเช่นกัน หลังจากเสร็จสิ้นช่วงไว้ทุกข์ เซี่ยเจวี๋ยก็พาสวี่เป่าเอ๋อร์ไปยังชายแดน เขาประจำการอยู่ที่นั่นนานกว่าสิบปี คอยบริหารจัดการเรื่องการค้ากับชนเผ่าเร่ร่อน จนค่อยๆหลอมรวมวัฒนธรรมต่างเผ่าให้กลายเป็นหนึ่งเดียว จวบจนกระทั่งชายแดนสงบสุขและเขามีอายุมากขึ้น จึงได้พาสวี่เป่าเอ๋อร์กลับเข้าเมืองหลวง
เซี่ยเจวี๋ยไม่ได้สืบทอดบรรดาศักดิ์เติ้งกั๋วกงจากตระกูล แต่เขาใช้ความสามารถของตนเองสร้างผลงานจนได้รับการสถาปนาเป็นเจิ้นกั๋วกงด้วยน้ำพักน้ำแรงของตน
ตลอดหลายสิบปีต่อมา สองพี่น้องอันหนิงและสวี่เป่าเอ๋อร์ต่างก็เป็นที่อิจฉาของบรรดาฮูหยินในเมืองหลวง ทั้งคู่ใช้ชีวิตอย่างรุ่งโรจน์และเปี่ยมสุข มีทั้งบุตรชายและบุตรสาวที่กตัญญู อีกทั้งสามีภรรยายังรักใคร่กันอย่างลึกซึ้ง
ที่สำคัญที่สุดคือ สามีของสองพี่น้องคู่นี้ต่างก็มีความสามารถโดดเด่น แต่กลับรักและถนอมภรรยาจนถึงกระดูก ไม่เพียงแต่จะห่วงใยคะนึงหาตลอดเวลา แต่ยังไม่เคยมีอนุภรรยาหรือสาวใช้ห้องข้างมาคอยทำให้ขุ่นข้องหมองใจแม้แต่คนเดียว เพียงข้อนี้ข้อเดียว ก็เพียงพอแล้วที่จะทำให้เหล่าฮูหยินผู้สูงศักดิ์ทั้งหลายต่างพากันตาร้อนด้วยความริษยา
เซี่ยเจวี๋ยนั้นพอจะเข้าใจได้ เพราะสวี่เป่าเอ๋อร์มีนิสัยอ่อนโยน เรื่องในบ้านส่วนใหญ่จึงให้เซี่ยเจวี๋ยเป็นผู้ตัดสินใจ แต่ตระกูลเซียวนั้นแตกต่างออกไป เซียวหยวนมีนิสัยร่าเริงเกินไป ส่วนอันหนิงนั้นเป็นสตรีที่เด็ดขาดแข็งกร้าว กิจการงานในบ้านเซียวล้วนเป็นอันหนิงที่กุมอำนาจตัดสินใจ ไม่ว่าจะเป็นฮ่องเต้หรือชาวบ้านร้านตลาดในเมืองหลวง ต่างก็รู้กันทั่วว่าท่านอัครเสนาบดีเซียวเกรงใจภรรยาเป็นที่สุด
นอกจากนี้ ในเมืองหลวงยังมีเรื่องตลกเล่าขานกันมานานหลายสิบปี ว่ายามที่ท่านอัครเสนาบดีเซียวออกไปซื้อของข้างนอก เขาจะใช้วิธีลงบัญชีเอาไว้ จากนั้นทางร้านค้าจะไปเก็บเงินที่จวน และรายงานต่อฮูหยินเซียว ตัวท่านเสนาบดีเองแทบจะไม่เคยมีเงินติดตัวเกินหนึ่งตำลึงเลยเสียด้วยซ้ำ แม้จะไม่รู้ว่าเรื่องนี้จริงเท็จประการใด แต่มันก็กลายเป็นหัวข้อสนทนาที่ผู้คนต่างพูดถึงด้วยความครึกครื้นเสมอมา
ชีวิตช่วงต้นของเซียวหยวนอาจจะดูเหลวไหลไร้สาระ แต่ในช่วงครึ่งชีวิตหลังเขากลับสำรวมตนและมุ่งมั่นทำความดีอย่างแท้จริง ยามที่เขาลาโลก ฮ่องเต้ซึ่งทรงพระชรามากแล้วทรงโศกเศร้าเสียพระทัยอย่างยิ่ง ถึงกับเสด็จไปไว้อาลัยที่จวนสกุลเซียวด้วยพระองค์เอง และทรงประทานราชทินนามหลังมรณกรรมให้ว่า 'เหวินเจิ้ง'
ต่อมาในภายหลัง ประวัติศาสตร์จารึกชื่อเขาไว้ว่า 'เซียวเหวินเจิ้งกง' ซึ่งถือเป็นเกียรติยศสูงสุดที่เหล่านักปราชญ์และขุนนางฝ่ายบุ๋นจะได้รับมาทุกยุคทุกสมัย
เมื่อเซียวหยวนจากไป อันหนิงก็รู้ดีว่าฮ่องเต้เองก็เหลือเวลาอีกไม่นานแล้ว ไม่จำเป็นที่นางจะต้องอยู่เฝ้าพิทักษ์อีกต่อไป นางจึงตัดสินใจปลิดชีพตนเองด้วยการตัดเส้นชีพจรและติดตามเซียวหยวนไป
ยามที่วิญญาณของนางออกจากร่าง เจตจำนงของโลกใบนี้ยังนับว่ารักษาคำสัตย์ โดยการมอบกฎแห่งสวรรค์ส่วนหนึ่งให้แก่นางเป็นของขวัญตามที่สัญญาไว้