- หน้าแรก
- แผนการตบหน้าฉบับมืออาชีพ
- บทที่ 410 ฉันชอบคนหน้าตาดี (52)
บทที่ 410 ฉันชอบคนหน้าตาดี (52)
บทที่ 410 ฉันชอบคนหน้าตาดี (52)
องค์ชายรองและองค์ชายสามก่อเรื่องขึ้นอีกจนได้
หลังจากประกาศรายชื่อผู้สอบผ่านการสอบฮุ่ยซื่อ ทั้งสองก็เปิดศึกปะทะกันอย่างรุนแรงด้วยปมปัญหาเรื่องการบริหารเกลือในแถบเจียงหนาน
เหตุการณ์นี้ทำเอาฮ่องเต้ไท่ชูทรงกริ้วจนแทบทรงพระวรกายไม่อยู่
พระองค์ทรงตั้งพระทัยจะลงพระอาญาองค์ชายทั้งสองอย่างหนัก ทว่ายังไม่ทันจะได้ลงมือ ฮองเฮาก็ทรงถอดปิ่นปักพระเศียรคุกเข่าขอพระราชทานอภัยโทษแทบจะหน้าประตูตำหนักไท่จี๋เตี้ยนเสียก่อน
ฝ่ายกุ้ยเฟยเองก็ทั้งออดอ้อนทั้งตัดพ้อดื้อแพ่ง
สตรีสองนางนี้ คนหนึ่งคือภรรยาคู่ทุกข์คู่ยากที่พระองค์ให้ความเคารพยกย่อง อีกคนคือยอดดวงใจที่พระองค์ทะนุถนอมยิ่งนัก ฮ่องเต้ไท่ชูไม่อาจหักหน้าฝ่ายใดได้ จึงได้แต่กัดฟันข่มกลั้นความพิโรธเอาไว้ และต้องคอยตามเช็ดตามล้างปัญหาให้เจ้าลูกไม่รักดีทั้งสองคน
ทว่าเรื่องนี้กลับทำให้ฮ่องเต้ไท่ชูทรงเมตตาซู่ชินอ๋องมากขึ้น
เพราะในยามนี้ โอรสเพียงคนเดียวที่ทำให้ทรงวางพระทัยและมอบความรักให้ได้อย่างหมดห่วง โดยไม่เคยสร้างความลำบากพระทัยให้เลยก็มีเพียงซู่ชินอ๋องเท่านั้น
ฮ่องเต้ไท่ชูจึงทำได้เพียงมองหาความรักความผูกพันระหว่างพ่อลูกจากตัวซู่ชินอ๋อง
แม้พระองค์จะเป็นจักรพรรดิผู้สูงส่ง แต่ด้วยพระชนมายุที่มากขึ้น ย่อมถวิลหาความอบอุ่นในครอบครัวที่มีลูกหลานรุมล้อมเป็นธรรมดา
อาจเพื่อเป็นการลดยศศักดิ์หรือเพื่อเตือนองค์ชายรองและองค์ชายสาม
ในการสอบหน้าพระที่นั่งครั้งนี้ ฮ่องเต้ไท่ชูจึงไม่เสด็จมาด้วยพระองค์เอง แต่กลับมอบหมายให้ซู่ชินอ๋องทำหน้าที่ประธานคุมสอบแทน แม้แต่กระดาษคำตอบก็ยังให้ซู่ชินอ๋องเป็นผู้ตรวจให้คะแนน
ฮ่องเต้ไท่ชูมีรับสั่งผ่านคนสนิทไปถึงซู่ชินอ๋องโดยตรงว่า เรื่องนี้มอบสิทธิ์ขาดให้เขาทั้งหมด จะตัดสินใจอย่างไรก็ตามแต่ใจเขาเลย
ลึกๆในพระทัยแล้ว ฮ่องเต้ไท่ชูทรงสงสารซู่ชินอ๋อง ทรงดำริว่าซู่ชินอ๋องไม่มีทั้งอำนาจและทรัพย์สิน ในยามที่พระองค์ยังมีพระชนม์ชีพอยู่ก็คงยังพอว่า แต่หากสิ้นพระองค์ไปแล้ว ไม่ว่าเจ้าลูกไม่รักดีคนไหนจะได้ขึ้นครองบัลลังก์ ก็คงไม่พ้นต้องกดหัวซู่ชินอ๋องที่เป็นพี่ใหญ่เป็นแน่ เมื่อนั้นชีวิตของซู่ชินอ๋องคงต้องลำบากยากเข็ญ
ฮ่องเต้จึงปรารถนาจะมอบอำนาจบางส่วนให้ซู่ชินอ๋องในขณะที่พระองค์ยังมีเรี่ยวแรง ทั้งยังเป็นการเปิดทางให้เขาสะสมทรัพย์สมบัติไว้บ้าง อย่างน้อยวันหน้าจะได้ไม่ขัดสน
ซู่ชินอ๋องเองก็เข้าใจในเจตนาของฮ่องเต้ไท่ชูดี
เมื่อถึงวันสอบหน้าพระที่นั่ง เขาจึงปรากฏตัว ณ ตำหนักจินหลวนเตี้ยนด้วยท่าทีสง่าผ่าเผย
ทางด้านเซียวหยวน เมื่อเห็นซู่ชินอ๋องเขาก็ถึงกับตะลึงงันไปชั่วครู่
ตอนที่เขาเฝ้าประตูเมืองซีจื๋อเหมินร่วมกับซู่ชินอ๋อง เขายังรู้สึกว่าบุรุษผู้นี้อัธยาศัยดีคุยสนุก ถึงขั้นคิดจะคบหาเป็นสหายสนิทเสียด้วยซ้ำ ใครจะไปคาดคิดว่าอีกฝ่ายจะเป็นถึงองค์ชายใหญ่!
ทว่าเซียวหยวนเป็นคนใจกว้างและไม่คิดเล็กคิดน้อย เขาจึงไม่ได้รู้สึกหวาดกลัวหรือลนลานแต่อย่างใด เมื่อหัวข้อกระทู้สอบถูกประกาศออกมา เขาก็เริ่มลงมือเขียนบทความทันที
ช่างประจวบเหมาะเหลือเกินที่หัวข้อในครั้งนี้คือเรื่องการจัดการอุทกภัยและปัญหาชายแดน ซึ่งเป็นเรื่องเดียวกับที่เขาเคยถกกับอันหนิงเอาไว้
หากเป็นเรื่องอื่นเซียวหยวนอาจจะไม่สู้ดีนัก แต่หากเป็นปัญหาชายแดนเขากลับเชี่ยวชาญยิ่ง
ครอบครัวของเขาเป็นพ่อค้ามาหลายชั่วอายุคน ตัวเขาเองก็หัวดีและเจนจัดในเรื่องการค้าขาย
หากเขาหันไปจับธุรกิจจริงจัง คงจะเก่งกาจยิ่งกว่านายท่านเซียวเสียอีก เผลอๆ อาจจะหาเงินมหาศาลจนกลายเป็นมหาเศรษฐีอันดับหนึ่งของแคว้นต้าจิ้งได้ไม่ยาก
ดังนั้นในใจของเซียวหยวน ปัญหาชายแดนสามารถแก้ไขได้ด้วยการค้า
เขาเคยหารือเรื่องนี้กับอันหนิงมาก่อน ซึ่งนางก็เห็นพ้องด้วยว่าเป็นวิธีที่มั่นคงที่สุดและเป็นการเอาชนะโดยไม่ต้องเสียเลือดเนื้อ
เซียวหยวนเริ่มเขียนเรื่องปัญหาชายแดนก่อน เขาจรดพู่กันร่ายยาวอย่างลื่นไหล เนื้อความสำคัญคือการใช้การค้าค่อยๆแทรกซึมเข้าไปในแคว้นศัตรู จนท้ายที่สุดก็เข้าควบคุมเศรษฐกิจของฝ่ายตรงข้าม บีบให้แคว้นศัตรูต้องพึ่งพาแคว้นต้าจิ้งในการอยู่รอด ด้วยวิธีนี้จะสามารถกำจัดเสี้ยนหนามนับร้อยปีได้โดยไม่ต้องใช้ทหารเพียงนายเดียว
จากนั้นเซียวหยวนจึงเขียนเรื่องการจัดการอุทกภัย
อันที่จริงแนวคิดของเขานับว่าล้ำหน้ามาก ตอนอายุสิบกว่าปีเขาเคยติดตามท่านพ่อไปทำการค้าทั่วสารทิศ เคยไปเยือนถึงริมฝั่งแม่น้ำหวงเหอ จึงทราบดีว่าอุทกภัยนั้นมีสาเหตุมาจากอะไร
เขาเสนอวิธีแก้ไว้สองประการ หนึ่งคือการสร้างเขื่อนให้สูงขึ้นเพื่อบีบทางน้ำให้แคบลง กระแสน้ำจะได้ไหลเชี่ยวและแรงพอที่จะพัดพาตะกอนดินออกสู่ทะเล
อีกวิธีหนึ่งคือการปลูกป่าริมสองฝั่งแม่น้ำหวงเหอ รวมถึงการปลูกพืชคลุมดินเพื่อป้องกันการพังทลายของหน้าดินและปรับปรุงสภาพแวดล้อมที่เต็มไปด้วยฝุ่นควัน ทั้งสองวิธีนี้ช่างแปลกใหม่และไม่เคยมีผู้ใดหยิบยกมากล่าวถึงมาก่อน
ในปัจจุบัน การบริหารจัดการน้ำของราชวงศ์ต้าจิ้งยังคงดำเนินตามรอยต้าอวี่ในยุคดึกดำบรรพ์ โดยเน้นการระบายน้ำเป็นหลักและหมั่นขุดลอกขยายลำน้ำให้กว้างขึ้น
ทว่าผลที่ตามมาคือกระแสน้ำไหลช้าลง เมื่อวันเวลาผ่านไปเนิ่นนาน ตะกอนดินทรายจึงทับถม ส่งผลให้ท้องน้ำของแม่น้ำหวงเหอหรือแม่น้ำเหลืองสูงขึ้นเรื่อยๆ จนแทบจะสูงกว่าระดับพื้นดิน และเกิดเหตุการณ์เปลี่ยนทิศทางการไหลของน้ำอยู่บ่อยครั้ง
ทฤษฎีการทำช่องน้ำให้แคบลงและสร้างเขื่อนให้สูงขึ้นที่เซียวหยวนนำเสนอนั้น ไม่เคยมีใครนึกถึงมาก่อน
มิหนำซ้ำยังมีเรื่องการปลูกป่าหมุนเวียน ซึ่งยิ่งไม่ต้องพูดถึงเลยว่าล้ำสมัยเพียงใด
ในระหว่างที่เหล่าผู้เข้าสอบกำลังทำข้อสอบกันอยู่กำลังทำข้อสอบ ซู่ชินอ๋องได้เดินตรวจตราไปรอบๆ ครั้นเดินมาถึงด้านหลังของเซียวหยวน ประจวบเหมาะกับที่เห็นเขากำลังเขียนเรื่องปัญหาชายแดนพอดี จึงอดไม่ได้ที่จะหยุดฝีเท้าเพื่อดูแนวคิดของชายหนุ่ม
ทว่าเพียงแค่กวาดสายตามอง พระองค์ก็ถึงกับตกอยู่ในภวังค์
ครั้นเมื่ออ่านไปถึงวิธีจัดการแม่น้ำหวงเหอที่เซียวหยวนเสนอ ซู่หวังถึงกับอุทานชื่นชมในใจไม่ขาดสาย
เดิมทีพระองค์เคยมองว่าเซียวหยวนเป็นพวกดีแต่คุย ทว่ายามนี้กลับพบว่าคนผู้นี้มีอัจฉริยภาพที่แท้จริง
เหล่าบัณฑิตจากสำนักฮั่นหลินในตำหนักเห็นซู่ชินอ๋องหยุดยืนอยู่ที่โต๊ะของเซียวหยวนเป็นเวลานาน ต่างก็ทราบดีว่าพระองค์ทรงให้ความสำคัญกับผู้เข้าสอบผู้นี้ และเมื่อพิจารณาว่าเขาคือใคร... ให้ตายเถอะ! นี่คือฮุ่ยหยวนผู้ชนะอันดับหนึ่งห้าสนามรวดเชียวนะ มิน่าเล่า บทความที่เขาเขียนคงจะวิจิตรตระการตาจนเป็นที่ถูกพระทัยของซู่ชินอ๋องเป็นแน่
พวกเขาคาดเดาว่าบทความของเซียวหยวนคงจะสละสลวยหรูหรา แต่นั่นเป็นเพราะพวกเขาหารู้ไม่ว่าซู่ชินอ๋องนั้นแตกต่างจากองค์ชายพระองค์อื่น
ซู่ชินอ๋องเคยประจำการอยู่ที่ชายแดน ทั้งยังเคยผ่านศึกในสนามรบมานับไม่ถ้วน
แม้พระองค์จะยังเยาว์วัย ทว่ามีวิสัยทัศน์ที่กว้างไกลเหนือธรรมดา พระองค์ไม่สนหรอกว่าสำนวนภาษาจะเลิศเลอเพียงใด แต่จะทรงพิจารณาว่าวิธีการที่เสนอนั้นนำไปปฏิบัติได้จริงหรือไม่
ในสายตาของซู่ชินอ๋อง ฝีมือด้านวรรณศิลป์ของเซียวหยวนอาจจะดูด้อยไปบ้าง แต่เนื้อหาที่เขาเขียนกลับเรียบง่ายจับใจ อีกทั้งวิธีการที่นำเสนอก็ใช้การได้จริง นี่ต่างหากคือยอดคน คือบุคลากรที่ราชสำนักต้องการอย่างแท้จริง
หลังจากสิ้นสุดการสอบ เหล่าผู้เข้าสอบถูกนำตัวไปพักรอที่ตำหนักข้าง บัณฑิตฮั่นหลินจึงรีบเก็บรวบรวมกระดาษคำตอบมาตรวจทีละฉบับ
แน่นอนว่าการสอบหน้าพระที่นั่งนั้นไม่จำเป็นต้องปิดบังรายชื่อ เพราะโดยปกติจะตรวจและประกาศลำดับภายในวันนั้นเลย
บรรดาบัณฑิตฮั่นหลินรู้ดีว่าซู่ชินอ๋องทรงโปรดปรานเซียวหยวน จึงคัดเลือกกระดาษคำตอบของเขาออกมาก่อนเป็นฉบับแรก จากนั้นค่อยตรวจของคนอื่นๆต่อไป
ไม่นานนัก กระดาษคำตอบของผู้ที่ทำคะแนนได้สูงสุดสิบอันดับแรกก็ถูกส่งถึงมือซู่ชินอ๋อง
พระองค์กวาดสายตามองกระดาษคำตอบอีกเก้าฉบับที่เหลือ ก่อนจะใช้พู่กันชาดแต้มลงบนกระดาษคำตอบของเซียวหยวนทันที "ให้คนผู้นี้เป็นจอหงวน"
จากนั้นพระองค์ทรงเลือกบุตรชายของขุนนางจากสำนักตรวจการเป็นอันดับสอง และเลือกผู้เข้าสอบหน้าตาหมดจดจากแถบเจียงหนานเป็นอันดับสาม ส่วนลำดับที่เหลือพระองค์ก็มิได้ใส่ใจอีก
เหล่าบัณฑิตฮั่นหลินย่อมไม่มีใครคัดค้าน การตัดสินของซู่ชินอ๋องในครั้งนี้ถือว่าครอบคลุมรอบด้าน สมเหตุสมผลที่สุดจนไม่มีใครกล้าโต้แย้ง
ขุนนางจากสำนักตรวจการผู้นั้นมาจากทางเหนือและเป็นตัวแทนกลุ่มขุนนางน้ำดี การเลือกบุตรชายเขาเป็นอันดับสองจึงเป็นการแสดงว่าราชสำนักให้ความสำคัญกับกลุ่มขุนนางเหล่านี้
ส่วนอันดับสามนั้นมาจากตระกูลขุนนางเก่าแก่ทางใต้
ขณะที่เซียวหยวนคือคนที่ซู่ชินอ๋องเลือกมาด้วยตัวเอง
การจัดสรรเช่นนี้ทำให้ทุกฝ่าย ทั้งขุนนางฝ่ายเหนือและฝ่ายใต้ ทั้งกลุ่มตงฉินและกลุ่มขุนนางเก่าแก่ ต่างก็ได้รับผลประโยชน์กันถ้วนหน้า เปรียบเหมือนการแบ่งเค้กกันอย่างลงตัวโดยที่ทุกคนยังรักษาหน้ากันไว้ได้
หลังจากเหล่าผู้เข้าสอบพักผ่อนได้ครู่หนึ่ง ก็มีเจ้าหน้าที่ออกมาประกาศรายชื่อ เซียวหยวนคว้าตำแหน่งจอหงวนไปครองตามคาด
เขาพร้อมด้วยอันดับสองและอันดับสามสวมชุดขุนนางใหม่เอี่ยมที่ราชสำนักประทานให้ บนศีรษะประดับดอกไม้แดง ก่อนจะเริ่มขบวนควบม้าแห่ฉลองไปตามถนนหลวง