- หน้าแรก
- แผนการตบหน้าฉบับมืออาชีพ
- บทที่ 409 ฉันชอบคนหน้าตาดี (51)
บทที่ 409 ฉันชอบคนหน้าตาดี (51)
บทที่ 409 ฉันชอบคนหน้าตาดี (51)
การสอบฮุ่ยซื่อสิ้นสุดลง กระดาษคำตอบของผู้เข้าสอบทุกคนถูกเก็บรวบรวมขึ้นมา
หงเอินโซ่วรีบคลิกหาข้อสอบของเซียวหยวนเป็นอันดับแรก
ความจริงแล้ว ต่อให้เป็นถึงหัวหน้าคุมสอบอย่างหงเอินโซ่ว การจะควานหาข้อสอบของผู้เข้าสอบเพียงคนเดียวท่ามกลางกองกระดาษมหาศาลนั้นไม่ใช่เรื่องง่ายเลยเนื่องจากในยุคนี้ ระบบการสอบคัดเลือกขุนนางมีความรัดกุมและสมบูรณ์มากแล้ว
นอกจากจะต้องผนึกปิดบังรายชื่อ เพื่อป้องกันการทุจริตแล้ว ยังต้องมีการคัดลอกคำตอบซ้ำอีกรอบเพื่อป้องกันไม่ให้ผู้คุมสอบจำลายมือของผู้เข้าสอบได้
หลังจากผู้เข้าสอบส่งกระดาษคำตอบ รายชื่อจะถูกผนึกปิดไว้ก่อน จากนั้นจะมีเจ้าหน้าที่คัดลอกคำตอบทำหน้าที่ลอกเนื้อหาในกระดาษคำตอบนั้นออกมาใหม่ทั้งหมด แล้วจึงค่อยส่งต่อไปให้ผู้คุมสอบทำการตรวจและให้คะแนน
ด้วยขั้นตอนที่ซับซ้อนหลายชั้นเช่นนี้ โดยปกติแล้วแทบจะเป็นไปไม่ได้เลยที่จะแยกแยะได้ว่ากระดาษคำตอบฉบับไหนเป็นของใคร
ทว่าหงเอินโซ่วได้วางแผนไว้ตั้งแต่ก่อนเริ่มสอบแล้ว ในยามที่เก็บรวบรวมกระดาษคำตอบ เขาได้สั่งให้คนสนิทของตนเป็นคนไปรับกระดาษของเซียวหยวนมา พร้อมกับลอบทำตำหนิไว้เล็กน้อย และกำชับให้คนทำตำหนิต่อไปจนถึงขั้นตอนการคัดลอกด้วย
ด้วยเหตุนี้ หงเอินโซ่วจึงหาข้อสอบของเซียวหยวนเจอได้อย่างง่ายดาย
เขาอ่านรายละเอียดทั้งหมดรอบหนึ่ง แล้วรู้สึกว่ากระดาษคำตอบของเซียวหยวนเขียนออกมาได้เป็นกลางและมั่นคงยิ่งนัก
คำว่าเป็นกลางและมั่นคงในที่นี้มีความหมายว่าไม่มีจุดใดที่โดดเด่นสะดุดตา แต่ในขณะเดียวกันก็ไม่มีจุดใดที่ผิดพลาดเช่นกัน
แต่ทว่า กระดาษคำตอบลักษณะนี้แทบจะเป็นไปไม่ได้เลยที่จะคว้าอันดับต้นๆมาครอง
ในขณะที่เขากำลังพิจารณาข้อสอบของเซียวหยวนอยู่นั้น ผู้คุมสอบที่อยู่ข้างๆ ก็ถือกระดาษคำตอบฉบับหนึ่งขึ้นมาพร้อมอุทานชื่นชมเสียงดัง "ยอดเยี่ยม บทความนี้เขียนได้ยอดเยี่ยมยิ่งนัก..."
หงเอินโซ่วชะโงกหน้าเข้าไปอ่านดูรอบหนึ่ง ก็พบว่าเขียนได้ไม่เลวจริงๆ
พอหันกลับมามองข้อสอบของเซียวหยวนอีกครั้ง เขาก็เริ่มรู้สึกขัดหูขัดตาขึ้นมาบ้างแล้ว
เขาจึงตัดสินใจข้ามไปอ่านกระดาษคำตอบฉบับอื่นก่อน
กระทั่งตรวจข้อสอบครบทุกฉบับแล้ว ก็ถึงเวลาจัดลำดับรายชื่อ
การสอบชุนเหวยในครั้งนี้จะรับผู้สอบผ่านเข้าเป็นจิ้นซื่อ ทั้งหมดหนึ่งร้อยหกสิบคน เหล่าผู้คุมสอบจึงหารือกันเพื่อคัดเลือกกระดาษคำตอบที่ผ่านเกณฑ์ออกมาหนึ่งร้อยหกสิบฉบับก่อน
จากนั้นจึงคัดเอาผู้ที่ได้คะแนนสูงสุดสิบอันดับแรกเพื่อนำขึ้นทูลเกล้าฯ ถวายให้ฮ่องเต้ทรงทอดพระเนตรด้วยพระองค์เอง
ในช่วงเวลานี้เอง หงเอินโซ่วได้สอดแทรกกระดาษคำตอบของเซียวหยวนเข้าไปอยู่ในสิบอันดับแรกด้วย
ในตอนที่หารือเรื่องลำดับรายชื่อ บรรดารองประธานคุมสอบต่างไม่เห็นพ้องกับกระดาษคำตอบของเซียวหยวนนัก
พวกเขารู้สึกว่ากระดาษฉบับนี้เพียงแค่ให้สอบผ่านก็นับเมตตาแล้ว การจะจัดให้อยู่ในสิบอันดับแรกนั้นดูจะไม่เหมาะสมอย่างยิ่ง
หงเอินโซ่วจึงดึงตัวรองประธานคุมสอบสองคนที่ค่อนข้างสนิทสนมกับตนออกมาด้านข้างแล้วกระซิบเสียงเบา "คนผู้นี้... ซู่ซินอ๋องเป็นคนส่งมา"
เพียงประโยคเดียวนี้เอง ท่าทีของรองประธานคุมสอบเหล่านั้นก็เปลี่ยนไปในทันที
หลังจากถกเถียงกันต่ออีกครู่ใหญ่ ในที่สุดหงเอินโซ่วก็ดันกระดาษคำตอบของเซียวหยวนขึ้นไปอยู่อันดับที่หนึ่งได้สำเร็จ
เมื่อคัดเลือกสิบอันดับแรกเรียบร้อยแล้ว เจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้องก็นำส่งเข้าสู่พระราชวัง
ช่างประจวบเหมาะเหลือเกิน เมื่อสองวันก่อนจักรพรรดิไท่ชูเสด็จไปหาพระสนมกุ้ยเฟยในช่วงค่ำ ระหว่างเสวยมื้อค่ำทรงดื่มสุราไปบ้าง หลังจากนั้นไม่รู้ว่าด้วยเหตุใดทรงเกิดมีปากเสียงกับพระสนมกุ้ยเฟยเล็กน้อย ด้วยความกริ้วจึงเสด็จออกจากตำหนักไปยังที่อื่น ระหว่างทางทรงมีความมึนเมาอยู่บ้างจึงหยุดชมจันทร์ริมสระน้ำอยู่ครู่หนึ่ง ส่งผลให้วันต่อมาทรงประชวร
สองวันที่ผ่านมาจักรพรรดิไท่ชูต้องทนเสวยยาต้มรสขมปี๋ แต่ร่างกายก็ยังคงรู้สึกไม่สบายตัว
ในวันนี้ หลังจากเพิ่งเสวยยาเสร็จและกำลังอยู่ในอาการสะลึมสะลือ ซู่ซินอ๋องก็เข้าวังมาเพื่อกราบทูลถามพระอาการและเฝ้าไข้
เมื่อจักรพรรดิไท่ชูทรงทราบว่าซู่ซินอ๋องมาถึง ก็รีบรับสั่งให้เขาเข้ามาด้านในและให้นั่งลงพูดคุยข้างๆ
สองพ่อลูกเพิ่งสนทนากันได้ไม่กี่ประโยค ขันทีก็ก็นำกระดาษคำตอบทั้งสิบฉบับนั้นเข้ามาถวาย
จักรพรรดิไท่ชูทรงรู้สึกปวดพระเศียรอย่างหนัก เมื่อทอดพระเนตรเห็นข้อสอบก็ทรงรู้สึกรำคาญพระทัย จึงหันไปมองซู่ซินอ๋องที่นั่งอยู่ข้างๆ "เอาเถอะ เจ้าช่วยข้าดูข้อสอบไม่กี่ฉบับนี้หน่อยเถอะ ในเมื่อคัดเลือกมาได้แล้วย่อมต้องไม่เลวแน่นอน เจ้าเห็นว่าอันไหนเข้าทีก็ว่าตามนั้นเถอะ"
ซู่ซินอ๋องตกใจจนรีบทูลปฏิเสธ
จักรพรรดิไท่ชูทรงสรวล "ไม่เป็นไร เจ้าดูไปเถอะ"
ซู่ซินอ๋องจึงรับกระดาษคำตอบทั้งสิบฉบับนั้นมาอ่านดูรอบหนึ่ง
ความจริงที่เขาบอกว่าดูให้นั้น ความจริงไม่ได้พินิจพิจารณาเลยสักนิด เพียงกวาดสายตาผ่านๆสองสามปราดก็ทูลจักรพรรดิไท่ชูว่า “เสด็จพ่อ ในเมื่อใต้เท้าหงคัดเลือกสิบฉบับนี้ขึ้นมา ย่อมแสดงว่าบทความของพวกเขาเขียนได้ดีและมีความรู้ความสามารถเพียบพร้อม ลูกเองความรู้น้อยด้อยปัญญา มองไม่ออกถึงความลึกซึ้งหรอกพ่ะย่ะค่ะ มิสู้เอาตามนี้เลยเป็นอย่างไร”
จักรพรรดิไท่ชูเองก็ไม่มีพระทัยจะตรวจข้อสอบอยู่แล้ว ในเมื่อซู่ซินอ๋องว่าอย่างไรพระองค์ก็ว่าตามนั้น
พระองค์จึงสั่งให้ขันทีนำกระดาษคำตอบส่งกลับไป พร้อมทั้งกำชับว่าหงเอินโซ่วเลือกได้ดีมาก ให้ปิดประกาศรายชื่อตามนั้นได้เลย
ทางด้านหงเอินโซ่วเองความจริงก็ใจคอไม่ดีอยู่เหมือนกัน
เขาเกรงว่าหากจักรพรรดิไท่ชูทอดพระเนตรข้อสอบของเซียวหยวนแล้วจะทรงมีความคิดเห็นเป็นอื่น ทว่าหลังจากส่งข้อสอบเข้าไปได้ไม่นานมันก็ถูกส่งกลับมา พร้อมกับมีขันทีน้อยมาแจ้งว่าเขาทำได้ดีมาก ให้ประกาศรายชื่อตามลำดับนั้นได้ทันที
หงเอินโซ่วได้ยินดังนั้นก็พรูลมหายใจออกมาอย่างโล่งอก ก่อนจะรีบสั่งให้คนไปคัดลอกรายชื่อเพื่อเตรียมปิดประกาศ
ทางฝั่งตระกูลเซียวเองก็เฝ้ารอเฝ้าหวังมาโดยตลอด นายท่านเซียวและฮูหยินเซียวต่างก็ใจคอไม่อยู่กับเนื้อกับตัว
ผิดกับเซียวหยวนที่ทำตัวลอยชายไม่ทุกข์ไม่ร้อน เขาไม่แยแสสิ่งใดทั้งสิ้น ยังคงกินอิ่มนอนหลับตามปกติ
มีผู้สอบผ่านระดับมณฑลสองสามคนที่มาจากชิงหยวนมาชวนเซียวหยวนออกไปเที่ยวเล่น เขาจึงตามพวกนั้นไปร่วมงานประชันอักษรอยู่ครั้งหนึ่ง แต่พอกลับมาแล้วรู้สึกว่าน่าเบื่อจึงไม่ยอมออกไปอีก
ภายหลังอันหนิงจึงดึงตัวเซียวหยวนมาเน้นติวเรื่อง เรียงความแก้ปัญหาบ้านเมืองเป็นพิเศษ
เพราะอย่างไรเสีย หลังจากนี้ยังต้องมีการสอบหน้าพระที่นั่งอีกหนึ่งรอบ
การสอบหน้าพระที่นั่งนี้เพื่อเป็นการประหยัดเวลา จึงให้เขียนเพียงบทความเพียงฉบับเดียวเท่านั้น
ยามนี้แผ่นดินต้าจิ้งยังนับว่าสงบสุข เพียงแต่มีภัยธรรมชาติค่อนข้างบ่อย ที่น่าปวดใจที่สุดเห็นจะเป็นอุทกภัย โดยเฉพาะเมื่อไม่กี่ปีก่อนที่แม่น้ำเหลืองเปลี่ยนทิศทาง นับว่าสร้างความลำบากให้แก่ราษฎรอย่างแสนสาหัส
อันหนิงจึงติวให้เซียวหยวนเขียนด้านนี้เป็นพิเศษ นอกจากนี้ยังมีปัญหาเรื่องโจรชายแดน โดยทางทิศใต้มีพวกโจรสลัดญี่ปุ่น ก่อความวุ่นวายอยู่เนืองๆ ซึ่งเป็นปัญหาที่เรื้อรังในราชวงศ์ต้าจิ้งมานานหลายปี อันหนิงและเซียวหยวนจึงได้ปรึกษาหารือกันถึงวิธีการปกครองราษฎรแถบชายฝั่ง รวมถึงวิธีต่อต้านพวกโจรญี่ปุ่น
เวลาล่วงเลยผ่านไปโดยไม่รู้ตัว
ในที่สุดวันประกาศรายชื่อก็มาถึง
เช้าตรู่วันนั้นฮูหยินเซียวส่งคนไปดูประกาศตั้งแต่เช้า ทว่ารอนานจนตะวันโด่งพ้นหัว คนที่ส่งไปก็ยังไม่กลับมา
จนจวนจะถึงมื้อเที่ยง บ่าวที่ไปดูประกาศถึงได้วิ่งโร่กลับมา
สภาพของเขาดูอเนจอนาถเหลือเกิน หมวกบนหัวหายไป ผมเผ้ายุ่งเหยิงรุงรัง เสื้อผ้าถูกฉุดกระชากจนขาดวิ่น แม้แต่รองเท้ายังหลุดหายไปข้างหนึ่ง
ทว่าเขากลับมีท่าทางตื่นเต้นดีใจอย่างที่สุด
“นายท่าน ฮูหยิน คุณชายสอบติดแล้วขอรับ ได้เป็นอันดับหนึ่ง คุณชายสอบได้ตำแหน่งฮุ่ยหยวนแล้วขอรับ!”
นายท่านเซียวผุดลุกขึ้นยืนทันควัน “ได้เป็นฮุ่ยหยวนจริงหรือ? ดี ดีมาก! รีบไปจุดประทัดเร็วเข้า ไปจุดที่หน้าประตูบ้านเลยนะ แล้วยังต้องยกเงินรางวัลออกไปโปรยสักสองตะกร้าด้วย!”
ฮูหยินเซียวก็รีบกุลีกุจอสั่งการให้เตรียมตัวต้อนรับขบวนเจ้าหน้าที่ที่จะมาแจ้งข่าวดี
ไม่นานนักเจ้าหน้าที่ผู้มาแจ้งข่าวดีก็มาถึง
นายท่านเซียวนั้นเบิกบานใจเสียจนปากฉีกถึงรูหู เกรงว่าคงจะหัวเราะจนปวดกรามไปหมดแล้ว
ส่วนเซียวหยวนนั้นได้ทีขี่ม้าเลียบค่าย เขาจูงมืออันหนิงพลางเอ่ยว่า “เห็นไหมล่ะ ข้าบอกแล้วว่าข้าต้องสอบติดแน่นอน พวกเจ้ายังจะกังวลกันไปได้ ตามที่ข้าว่านะ มันไม่จำเป็นเลยสักนิด”
อันหนิงทำได้เพียงยิ้มพลางพยักหน้าตามน้ำ “เจ้าค่ะ พวกเรากังวลไปเองจริงๆ ท่านพี่เก่งกาจถึงเพียงนี้ย่อมสอบติดแน่นอน ครั้งนี้ได้เป็นฮุ่ยหยวน ครั้งหน้าต้องได้เป็นจอหงวนแน่ๆ เพียงแต่ตอนที่ท่านได้เป็นจอหงวนแล้วต้องขี่ม้าแห่รอบเมือง ท่านต้องระวังตัวให้ดีนะเจ้าคะ อย่าได้เที่ยวรับของที่พวกแม่นางทั้งหลายโยนมาให้ แล้วก็ห้ามเหลือบมองสตรีอื่นแม้แต่ปราดเดียวด้วย”
“เจ้าวางใจได้เลย”
เซียวหยวนตบหน้าอกรับประกัน “เจ้าชอบข้าปานนี้ ถ้าขาดข้าไปเจ้าคงมีชีวิตอยู่ต่อไปไม่ได้แน่ แล้วข้าจะไปมองสตรีอื่นได้อย่างไร สตรีทั้งใต้หล้ารวมกันยังไม่ดีกับข้าเท่าเจ้า และไม่มีใครรักใคร่เอ็นดูข้าเท่าเจ้าอีกแล้ว ข้าขอมีเจ้าเพียงคนเดียวก็พอ”
คำพูดคำจานี้...
อันหนิงไม่รู้จะตอบโต้อย่างไรดี
นางอยากจะถามเซียวหยวนเหลือเกินว่า 'ท่านพี่ หน้าของท่านล่ะ ท่านยังเอาหน้าไว้อยู่ไหม?'