- หน้าแรก
- แผนการตบหน้าฉบับมืออาชีพ
- บทที่ 407 ฉันชอบคนหน้าตาดี (49)
บทที่ 407 ฉันชอบคนหน้าตาดี (49)
บทที่ 407 ฉันชอบคนหน้าตาดี (49)
ชายหนุ่มบนหลังม้าลอบมองตามแผ่นหลังของเซียวหยวนอยู่ครู่ใหญ่
ผู้ติดตามที่อยู่ด้านหลังเอ่ยถามขึ้นว่า "ท่านอ๋อง ให้กระหม่อมตามไปสืบดูหน่อยดีหรือไม่พ่ะย่ะค่ะ?"
ชายหนุ่มยกมือขึ้นเป็นสัญญาณ "ไม่ต้อง"
จากนั้นเขาก็ควบม้าออกเดินทางต่อ โดยมีผู้ติดตามควบม้าตามไปติดๆ
ไม่นานนัก ชายหนุ่มก็นำขบวนเข้าสู่จวนอ๋องหลังหนึ่งซึ่งตั้งอยู่ใกล้กับพระราชวังเป็นอย่างมาก
และจวนหลังนี้ก็คือ 'จวนซู่ซินอ๋อง'
ใช่แล้ว... ชายหนุ่มที่เซียวหยวนเพิ่งจะคุยโวใส่ไปหยกๆนั้นก็คือ 'ซู่ซินอ๋อง' พระราชโอรสองค์โตของฮ่องเต้องค์ปัจจุบัน
เนื่องจากซู่ซินอ๋องเคยเอาตัวเข้าปกป้องฮ่องเต้จนร่างกายได้รับบาดเจ็บ ฮ่องเต้จึงทรงไว้วางพระราชหฤทัยและรักใคร่เอ็นดูเขาเป็นพิเศษ ในขณะที่องค์ชายคนอื่นๆยังเป็นเพียงองค์ชายที่ไม่มีบรรดาศักดิ์ ซู่ซินอ๋องกลับได้รับพระราชทานยศชินอ๋อง และมีการสร้างจวนซู่ชินอ๋องแห่งนี้ให้ตั้งนานแล้ว
แม้ว่าองค์ชายรองและองค์ชายสามจะเป็นถึงโอรสที่เกิดจากฮองเฮา และโอรสที่เกิดจากพระสนมกุ้ยเฟยผู้เป็นที่โปรดปรานที่สุดตามลำดับ แต่หากพูดถึงระดับความไว้วางใจแล้ว ทั้งสองกลับเทียบซู่ซินอ๋องไม่ได้เลยแม้แต่น้อย
ถึงแม้พระมารดาผู้ให้กำเนิดซู่ซินอ๋องจะมีฐานะต่ำต้อย เป็นเพียงนางกำนัลที่เคยปรนนิบัติฮ่องเต้ในอดีต แต่ซู่ซินอ๋องก็อาศัยความพยายามของตนเองประกอบกับบุญคุณที่เคยช่วยชีวิต จนสามารถครองพื้นที่สำคัญในพระทัยของฮ่องเต้ได้สำเร็จ
จวนซู่ชินอ๋องถูกสร้างอย่างหรูหราอลังการและมีอาณาเขตกว้างขวางยิ่งนัก
ทว่า จวนแห่งนี้กลับดูไม่มีชีวิตชีวาไปเสียหน่อย
ทันทีที่ซู่ซินอ๋องเสด็จเข้าสู่จวน บรรดาบ่าวไพร่ต่างก็กุลีกุจอเข้ามาต้อนรับ บ้างก็ช่วยรับเสื้อคลุม บ้างก็ไปเตรียมน้ำอุ่นสำหรับชำระล้าง และบ้างก็รีบวิ่งไปที่ห้องเครื่องเพื่อจัดเตรียมสำรับอาหาร
แต่แม้จะถูกห้อมล้อมด้วยผู้คนมากมาย ซู่ซินอ๋องกลับไม่รู้สึกถึงความครึกโครมเลยแม้แต่นิดเดียว
เขากลับรู้สึกเพียงความหม่นหมองรำคาญใจ
หลังจากซู่ซินอ๋องล้างหน้าล้างตาเสร็จและอาหารร้อนๆถูกจัดวางบนโต๊ะ เขาก็โบกมือไล่พวกบ่าวไพร่เหล่านั้นออกไป เหลือไว้เพียงแม่นมอาวุโสคนหนึ่งข้างกาย
"เสี่ยวจิ่วเป็นอย่างไรบ้าง?"
ซู่ซินอ๋องตรัสถามด้วยสุรเสียงแผ่วเบา
แม่นมอาวุโสมองดูซู่ซินอ๋องด้วยสายตาที่เปี่ยมไปด้วยความเมตตาและสงสาร "องค์ชายเก้าทรงสบายดีเจ้าค่ะ เมื่อไม่กี่วันก่อนเพิ่งจะเรียนบทเรียนพันอักษรและระเบียบศิษย์จบไป เมื่อวันซืนเสี่ยวเต๋อจื่อยังบอกว่าองค์ชายเก้าทรงคิดถึงท่านอ๋องอยู่เลยเจ้าค่ะ"
ซู่ซินอ๋องหัวเราะเบาๆ "เจ้าเด็กคนนี้... เอาเถอะ ข้าออกไปข้างนอกคราวนี้ก็ได้ของดีติดมือมาบ้าง พรุ่งนี้เจ้าก็ให้คนส่งไปให้เสี่ยวจิ่วเสียหน่อย"
แม่นมอาวุโสน้อมตัวรับคำสั่ง
ซู่ซินอ๋องตรัสต่อ "วันนี้ตอนข้ากลับมา บังเอิญได้เจอคนที่น่าสนใจอยู่คนหนึ่ง ข้ารู้สึกว่านิสัยของเขาน่าจะเข้ากับเสี่ยวจิ่วได้ดี รอผ่านไปอีกสักพักค่อยดูผลการสอบรอบฮุ่ยซื่อของเขา หากมีความรู้ความสามารถจริงๆก็อาจจะให้เขาเข้าวังไปคอยสั่งสอนเสี่ยวจิ่ว"
แม่นมอาวุโสเผยสีหน้าประหลาดใจ "เป็นคนแบบไหนกันเจ้าคะ? ถึงขนาดทำให้ท่านอ๋องทรงประทับใจได้ คงต้องไม่ธรรมดาเป็นแน่"
ซู่ซินอ๋องนึกถึงท่าทางคุยโวของเซียวหยวนแล้วก็อดไม่ได้ที่จะสรวลออกมา "เป็นคนที่มีชีวิตชีวามากคนหนึ่ง เสี่ยวจิ่วนิสัยเงียบขรึมเกินไป ควรจะหาอาจารย์ที่ร่าเริงมาคอยสั่งสอน หากปล่อยให้พวกตาแก่คร่ำครึในสำนักฮั่นหลินสอนต่อไป เกรงว่าเด็กคนนั้นคงถูกสอนจนกลายเป็นคนตายที่ยังมีลมหายใจพอดี"
เมื่อนึกถึงนิสัยขององค์ชายเก้า แม่นมอาวุโสก็รู้สึกหนักใจอยู่บ้าง "องค์ชายเก้าทรงเงียบขรึมไปจริงๆเจ้าค่ะ เพียงแต่พื้นฐานจิตใจของพระองค์นั้นดีงามยิ่งนัก"
ซู่ซินอ๋องถอนหายใจ "เมื่อครั้งพระสนมหลี่ผินจะสิ้นใจได้ฝากฝังให้ข้าช่วยดูแลเสี่ยวจิ่ว ข้าเองก็รับปากไว้แล้ว แต่หลายปีมานี้กลับยังดูแลเขาได้ไม่ดีพอ"
ซู่ซินอ๋องเพิ่งจะมาได้รับความโปรดปรานในช่วงไม่กี่ปีมานี้เอง สมัยที่เขายังเยาว์วัย ชีวิตในวังนั้นยากลำบากยิ่งนัก
ในเมื่อมารดาผู้ให้กำเนิดเป็นเพียงนางกำนัล ไม่รู้แม้กระทั่งว่าบ้านเดิมอยู่ที่ไหน แถมเขากับองค์ชายรองยังมีอายุห่างกันเพียงไม่กี่เดือนแต่กลับได้ชื่อว่าเป็นโอรสองค์โต มีหรือที่ฮองเฮาจะไม่ทรงเกลียดชังเขาอยู่ในพระทัย?
ต่อให้ฮองเฮาไม่ตรัสอะไรออกมา แต่ในวังนั้นคือสถานที่แบบไหนกัน? บรรดานางกำนัลและขันทีต่างเห็นว่าเขาไม่มีพระมารดาคอยคุ้มหัว และฮ่องเต้ก็กำลังเห่อองค์ชายรอง มีใครที่ไหนจะยอมดูแลเขาอย่างดี
ตอนเขาอายุได้ขวบกว่าๆ เคยประชวรด้วยไข้หวัดเพราะแม่นมละเลย ตอนนั้นพระสนมกุ้ยเฟยกำลังทรงพระครรภ์ พวกหมอหลวงจึงถูกเรียกตัวไปที่นั่นกันหมด ในตอนนั้นซู่ซินอ๋องตัวเล็กๆนอนรอความตายอยู่บนเตียง รสชาติในตอนนั้นมันช่างยากจะพรรณนาจริงๆ
ยังดีที่พระสนมหลี่ผินทรงมีเมตตา อีกทั้งยังมีความรู้เรื่องการแพทย์อยู่บ้าง จึงแอบมาเยี่ยมซู่ซินอ๋องและกรอกยาให้เขา จนทำให้เขามีชีวิตรอดมาได้
หลังจากนั้น พระสนมหลี่ผินก็คอยแอบดูแลเอาใจใส่ซู่ซินอ๋องเรื่อยมา และการดูแลนั้นก็ยาวนานต่อเนื่องมาหลายปี
ซู่ซินอ๋องจำไม่ได้ด้วยซ้ำว่ามารดาผู้ให้กำเนิดมีหน้าตาเป็นอย่างไร อีกทั้งตอนเยาว์วัยยังไม่เคยได้รับความรักความเมตตาจากฮ่องเต้เลยแม้แต่น้อย ความอบอุ่นเพียงหนึ่งเดียวที่เขาได้รับจึงมาจากพระสนมหลี่ผินเท่านั้น
พระสนมหลี่ผินเป็นคนดีมากจริงๆ แม้จะไม่เป็นที่โปรดปรานแต่ก็นำพาชีวิตให้ผ่านพ้นไปได้ด้วยดี ทั้งยังคอยดูแลอบรมสั่งสอนซู่ซินอ๋องอย่างเต็มกำลังความสามารถ
ตอนซู่ซินอ๋องอายุได้สามสี่ขวบ ก็เป็นพระสนมหลี่ผินที่กุมมือสอนเขาเขียนชื่อตนเอง เป็นพระสนมหลี่ผินที่อ่านตำราให้เขาฟัง และเป็นพระสนมหลี่ผินที่พร่ำสอนถึงหลักการใช้ชีวิตและการวางตัวให้แก่เขา
ทว่าต่อมาพระสนมหลี่ผินทรงพระครรภ์ และถูกคนปองร้ายในยามคลอด หลังจากให้กำเนิดองค์ชายเก้าได้ไม่นานพระนางก็สิ้นพระชนม์จากไป
ในตอนนั้น อันที่จริงซู่ซินอ๋องรู้สึกชิงชังองค์ชายเก้าอยู่ไม่น้อย
เขาคิดว่าหากไม่มีองค์ชายเก้า พระสนมหลี่ผินก็คงไม่ต้องจากโลกนี้ไป
แต่ทว่า ก่อนสิ้นลมพระสนมหลี่ผินทรงเป็นห่วงทั้งตัวเขาและองค์ชายเก้าเป็นอย่างมาก ในวินาทีที่กำลังจะหลับตาลง พระนางได้บีบคั้นให้ซู่ซินอ๋องเอ่ยปากสาบานว่าจะไม่ถือโกรธองค์ชายเก้า และให้เขารับปากว่าจะช่วยดูแลน้องชายคนนี้
ในตอนแรกซู่ซินอ๋องไม่ได้เต็มใจนัก
แต่ต่อมาองค์ชายเก้าเกิดล้มป่วยลง
เขามองดูเด็กตัวเล็กๆที่นอนอยู่บนเตียงด้วยความทรมานและเจ็บปวดแสนสาหัสก็นึกถึงยามที่ตนเองล้มป่วยขึ้นมา จึงเกิดความรู้สึกเห็นอกเห็นใจในชะตากรรมเดียวกัน
เด็กคนนี้สูญเสียมารดาตั้งแต่ลืมตาดูโลกเช่นเดียวกับเขา
ตัวเขายังโชคดีนักที่ได้รับความรักความเมตตาและการอบรมสั่งสอนจากพระสนมหลี่ผิน เช่นนั้นแล้ว เหตุใดเขาจึงไม่แบ่งปันความปรารถนาดีเหล่านี้ให้แก่เสี่ยวจิ่วบ้างเล่า?
นับแต่นั้นเป็นต้นมา ซู่ซินอ๋องจึงเริ่มดูแลเอาใจใส่เสี่ยวจิ่วอย่างจริงใจ
เพียงแต่ในตอนนั้นตัวเขาเองก็เป็นเพียงคนไร้ตัวตนในวังหลวง แม้คิดอยากจะดูแลแต่ก็ไร้ซึ่งกำลัง สถาการณ์ของเขากับเสี่ยวจิ่วต่างก็ไม่สู้ดีนัก
เพิ่งจะมีในช่วงไม่กี่ปีมานี้เองที่เขาสร้างผลงานในสนามรบ ทั้งยังช่วยชีวิตฮ่องเต้ไว้ได้ ชีวิตความเป็นอยู่จึงค่อยๆดีขึ้นตามลำดับ
เมื่อนึกถึงเรื่องเหล่านี้ ซู่ซินอ๋องก็พลันคำนึงถึงพระสนมหลี่ผินขึ้นมาอีกครั้ง
“วันครบรอบวันสิ้นพระชนม์ของสนมหลี่ผินใกล้จะถึงแล้วใช่ไหม?” ซู่ซินอ๋องถามแม่นมอาวุโส
“เจ้าค่ะ วันครบรอบของพระนางใกล้จะถึงแล้ว” แม่นมอาวุโสก้มหน้าลง นัยน์ตามีร่องรอยของหยาดน้ำตา “วันคล้ายวันประสูติของเสี่ยวจิ่วก็ใกล้จะถึงแล้วเช่นกันเจ้าค่ะ”
ซู่ซินอ๋องกำหมัดแน่น “ข้าจะเข้าวังไปพาเสี่ยวจิ่วไปกราบไหว้พระสนมหลี่แม่นม... ท่านหาเวลาทำสิ่งของสักสองสามอย่าง ข้าจะเผาส่งไปให้เสด็จแม่”
เมื่อสั่งการเสร็จสิ้น ซู่ซินอ๋องจึงให้แม่นมอาวุโสถอยออกไป
เขานั่งนิ่งอยู่ในห้องเป็นเวลานาน กระทั่งผู้ติดตามที่ส่งไปตามสืบเรื่องเซียวหยวนกลับมา เขาจึงลุกขึ้นยืน
ผู้ติดตามคนนั้นยืนอยู่ในห้องพร้อมรายงานด้วยเสียงเบา “กระหม่อมไปสืบมาแล้วพ่ะย่ะค่ะ เป็นอย่างที่เซียวเจี่ยหยวนพูดไว้ไม่มีผิดเพี้ยน เขาได้รับตำแหน่งอันดับหนึ่งต่อเนื่องกันถึงสี่สนาม และในการสอบระดับมณฑลครั้งนี้เขาก็คว้าตำแหน่งเจี่ยหยวนมาได้จริงๆ ส่วนภรรยาของเขากำลังตั้งครรภ์ ช่วงสองสามวันนี้กำลังมีอาการแพ้ท้องพ่ะย่ะค่ะ”
ซู่ซินอ๋องพยักหน้า “เจ้าเด็กนั่นไม่ได้คุยโวสินะ ดูท่าคงจะเป็นผู้ที่มีความรู้ความสามารถตัวจริง”
ผู้ติดตามกล่าวเสริม “เซียวเจี่ยหยวนมาจากตระกูลเซียวแห่งชิงหยวน บรรพบุรุษเป็นพ่อค้า ได้ชื่อว่าเป็นเศรษฐีอันดับหนึ่งของชิงหยวน แต่ตามที่กระหม่อมประเมิน ทรัพย์สินที่ตระกูลเซียวสั่งสมมาหลายชั่วอายุคนย่อมมีไม่น้อย เพียงแต่พวกเขาวางตัวเรียบง่ายและถ่อมตัวมากพ่ะย่ะค่ะ นอกจากนี้คนตระกูลเซียวค่อนข้างหนักแน่นในคุณธรรมและน้ำใจ เซียวเจี่ยหยวนกับภรรยาสกุลเหอหมั้นหมายกันมาตั้งแต่เด็ก ทว่าบิดาของนางด่วนจากไปตั้งแต่นางยังเยาว์ จึงต้องอาศัยอยู่ที่บ้านตระกูลสวี่ซึ่งเป็นเพื่อนรักของบิดา กลายเป็นเด็กกำพร้าที่ไร้ที่พึ่งพิง ทว่าคนตระกูลเซียวกลับไม่มีใครรังเกียจที่นางไร้ญาติขาดมิตร ยังคงปฏิบัติต่อนางเช่นเดิมเสมอมา และไม่เคยมีความคิดเรื่องถอนหมั้นเลยพ่ะย่ะค่ะ”
ซู่ซินอ๋องนิยมชมชอบคนที่มีคุณธรรมและน้ำใจเป็นทุนเดิมอยู่แล้ว เมื่อได้ฟังเรื่องนี้เขาก็ยิ่งรู้สึกเอ็นดูและมีไมตรีต่อเซียวหยวนมากขึ้นไปอีก
“เจ้าเด็กนั่นนิสัยร่าเริง แต่ก็รู้จักกาลเทศะและมีมารยาทดีงาม ดูท่าทางรากฐานของตระกูลจะอบรมมาอย่างเที่ยงตรง”
ที่สำคัญที่สุด ซู่ซินอ๋องนึกไปถึงเรื่องที่ตระกูลเซียวเป็นมหาเศรษฐีผู้ร่ำรวย
แม้เสี่ยวจิ่วจะมีเขาคอยคุ้มครองดูแล แต่กลับไร้สิ้นอำนาจจากตระกูลฝั่งมารดาให้พึ่งพิง ทั้งยังไม่เป็นที่โปรดปรานนัก สิ่งที่ขาดแคลนที่สุดย่อมไม่พ้นเรื่องเงินทอง
เขาหรี่ตาลงเล็กน้อย ยิ่งรู้สึกว่าการตัดสินใจดึงตัวเซียวหยวนมาไว้ข้างกายเสี่ยวจิ่วนั้น เป็นความคิดที่ถูกต้องที่สุดแล้ว