- หน้าแรก
- แผนการตบหน้าฉบับมืออาชีพ
- บทที่ 406 ฉันชอบคนหน้าตาดี (48)
บทที่ 406 ฉันชอบคนหน้าตาดี (48)
บทที่ 406 ฉันชอบคนหน้าตาดี (48)
เซียวหยวนนั่งยองๆอยู่หน้าประตูเมืองด้วยความกระวนกระวายใจจนทำอะไรไม่ถูก
บ่าวรับใช้ที่ติดตามเขามาก็ร้อนรนจนปากพองไปหมดแล้ว
“คุณชาย พวกเราต้องหาทางเข้าเมืองให้ได้นะขอรับ”
เซียวหยวนปาดหน้าตัวเองแรงๆ “จะมีทางไหนได้ล่ะ ต่อให้ตอนนี้เจ้าทุ่มเงินให้มากเพียงใด ก็ไม่มีใครกล้าเปิดประตูเมืองให้เจ้าหรอก”
บ่าวรับใช้ลงไปนั่งยองๆเป็นเพื่อนเขา
“ถ้าประตูเมืองเปิดตอนยามสามก็คงดี พวกเราคงยังไปทันการ ถึงตอนนั้นคุณชายล่วงหน้าไปสนามสอบก่อน ส่วนบ่าวจะควบม้ากลับไปเตรียมของสำหรับเข้าสอบมาให้ขอรับ”
“น่าเสียดายนัก...”
เซียวหยวนถอนหายใจยาว “ไม่รู้ว่าป่านนี้หนิงหนิงจะเป็นอย่างไรบ้าง ข้ายังไม่กลับไปเช่นนี้นางคงจะร้อนใจแทบแย่”
ณ จวนตระกูลเซียว
นายท่านเซียวและฮูหยินเซียวต่างพากันร้อนอกร้อนใจจนถึงที่สุด
โดยเฉพาะนายท่านเซียวที่เดินวนไปวนมาในห้องไม่หยุดปาก “จะทำอย่างไรดี หรือหยวนเอ๋อร์จะต้องพลาดการสอบในครั้งนี้ไปจริงๆ?”
ฮูหยินเซียวได้แต่ร้องไห้สะอึกสะอื้น
อันหนิงเอื้อมมือประคองครรภ์แล้วลุกขึ้นยืน “ท่านพ่อท่านแม่ อย่าเพิ่งร้อนใจไปเลยเจ้าค่ะ ลูกเชื่อว่าครานี้ท่านพี่ต้องกลับมาทันแน่ เดี๋ยวลูกจะจัดเตรียมข้าวของแล้วนั่งรถม้าไปรอเขาที่สนามสอบเองเจ้าค่ะ”
มีหรือที่นายท่านเซียวจะยอมให้อันหนิงไปนั่งรอที่สนามสอบ
ตอนนี้ในท้องของอันหนิงคือหลานชายคนโปรดของตระกูลเซียวเชียวนะ หากเกิดเหตุไม่คาดฝันอันใดขึ้นจะทำอย่างไร
ต่อให้ไม่พูดถึงเรื่องเด็ก หากอันหนิงเป็นอะไรไปแม้เพียงปลายนิ้ว เขาก็คงไม่อาจยกโทษให้ตัวเองได้
จะอย่างไรเสียนายท่านเซียวและเหอจวี่เหรินก็เป็นสหายร่วมเป็นร่วมตายกันมา อันหนิงเป็นบุตรสาวเพียงคนเดียวของสหายรัก นายท่านเซียวจึงต้องปกป้องนางให้ถึงที่สุด
อีกทั้งเซียวหยวนยังรักและทะนุถนอมอันหนิงดั่งแก้วตาดวงใจ หากนางเป็นอะไรไป เมื่อเขากลับมาก็ไม่รู้ว่าจะเป็นอย่างไร ดีไม่ดีเขาอาจจะเตลิดเปิดเปิงจนเสียคนไปเลยก็ได้
พอนึกได้ดังนั้น นายท่านเซียวจึงรีบกล่าวว่า “เจ้าอย่าไปเลย ตอนนี้ร่างกายของเจ้าสำคัญที่สุด ข้าจะไปเอง เจ้าสั่งให้คนเตรียมของให้พร้อมเถิด ข้าจะไปรอที่หน้าสนามสอบก้งย่วนเอง”
ทำเช่นนี้ก็นับว่าดี
อันหนิงพยักหน้า “ลำบากท่านพ่อแล้วเจ้าค่ะ”
นายท่านเซียวโบกมือ “ลำบากอันใดกัน ก็เพื่อลูกชายของข้าเองทั้งนั้น”
ฮูหยินเซียวหยุดร้องไห้ทันควัน แล้วรีบเข้าไปช่วยอันหนิงจัดเตรียมข้าวของ
ทั้งเสบียงอาหารแห้ง พู่กัน หมึก กระดาษ แท่นฝนหมึก รวมถึงชุดชั้นในหนาๆที่ต้องสวมใส่เข้าไปในสนามสอบ และอื่นๆอีกมากมาย
อันหนิงเตรียมสิ่งของเหล่านี้ไว้เนิ่นๆแล้ว ยามนี้นางและฮูหยินเซียวเพียงช่วยกันตรวจสอบอีกรอบให้แน่ใจว่าไม่มีสิ่งใดขาดตกบกพร่อง ก่อนจะส่งมอบให้ถึงมือนายท่านเซียว
นอกจากนี้ อันหนิงยังสั่งให้ห้องครัวทำอาหารอุ่นๆเตรียมไว้ แล้วห่อด้วยเบาะนวมหนาเตอะวางไว้บนรถม้า
แม้ตอนนี้จะเป็นช่วงฤดูใบไม้ผลิ แต่ในยามค่ำคืนอากาศกลับหนาวเหน็บยิ่งนัก อันหนิงยังสั่งให้คนวางเตาพกสำหรับให้ความอบอุ่นไว้บนรถม้าด้วย เพราะเกรงว่านายท่านเซียวจะทนความหนาวไม่ไหว
เมื่อทุกอย่างพร้อมแล้ว เวลาก็ล่วงเข้ายามสองแล้ว นายท่านเซียวรีบเร่งคนขับรถม้าให้มุ่งหน้าไปยังสนามสอบทันที
ทางด้านเซียวหยวนที่นั่งยองๆอยู่หน้าประตูเมืองได้พักหนึ่ง จู่ๆเขาก็ลุกขึ้นยืนแล้วตบศีรษะตัวเองแรงๆ “ข้านี่มันโง่จริงๆ ทำไมถึงนึกไม่ออกนะ”
สือโม่รีบถามทันที “คุณชาย มีทางออกแล้วหรือขอรับ?”
เซียวหยวนพาสือโม่เดินอ้อมไปยังประตูซีจื๋อเหมิน
“พวกเราไปรอที่นั่นเถิด รับรองว่ากลับเข้าเมืองทันแน่นอน”
สือโม่ก็นึกขึ้นได้เช่นกัน ดวงตาของเขาเป็นประกายวาบ “จริงด้วยขอรับ ทำไมบ่าวถึงนึกไม่ออกนะ คุณชายช่างปรีชายิ่งนัก”
เดิมทีประตูซีจื๋อเหมินจะเปิดในช่วงยามสามของทุกวัน เพื่อปล่อยให้ขบวนรถขนน้ำเข้าเมือง
น้ำที่องค์เหนือหัวในวังหลวงทรงใช้ดื่มกินนั้นไม่ใช่เพียงน้ำจากบ่อทั่วไป แต่เป็นน้ำจากภูเขาอวี้เฉวียน ทุกวันจะมีรถขนน้ำไปบรรทุกน้ำที่ภูเขาอวี้เฉวียนแล้วกลับเข้าประตูซีจื๋อเหมินในช่วงยามสาม เพื่อที่ในยามเช้าตรู่พระองค์จะได้ทรงดื่มน้ำจากน้ำพุบนภูเขาที่ยังสดชื่นอยู่
เซียวหยวนใจกล้าบ้าบิ่นยิ่งนัก เขาตั้งใจจะใช้แผนนี้
เขาวางแผนจะปะปนไปกับขบวนรถขนน้ำเพื่อเข้าเมือง หากเข้าไปได้ก็ย่อมไปสอบทันแน่นอน ต่อให้ถูกขวางไว้ เขาก็ยังพกเงินติดตัวมาไม่น้อย ทั้งหยกพกและตั๋วเงินมากมาย เพียงจ่ายเงินก้อนโตให้แก่ทหารยามที่เฝ้าประตูเมืองไว้ ก็น่าจะพอหลบเลี่ยงเข้าไปได้
เขาวางแผนไว้อย่างดิบดี ทว่าเมื่อไปถึงหน้าประตูซีจื๋อเหมิน กลับพบว่ามีคนอีกกลุ่มหนึ่งยืนรออยู่ก่อนแล้ว
เซียวหยวนเห็นเช่นนั้นก็พลันนึกขันในใจ
เขาเดินเข้าไปประสานมือคารวะ “พี่ชายทุกท่านก็เป็นเหล่าจวี่เหรินที่กลับเข้าเมืองไม่ทันเวลาเช่นกันหรือ?”
กลุ่มคนเหล่านั้นนำโดยชายหนุ่มอายุราว ยี่สิบต้นๆผู้หนึ่ง หน้าตาของเขานับว่าหล่อเหลาไม่เบา ร่างกายสูงโปร่ง คิ้วเข้มตาโต แผ่ซ่านด้วยกลิ่นอายเฉียบคมดุดัน จะอย่างไรก็ดูคล้ายกับกลิ่นอายบนร่างของเซี่ยเจวี๋ยอยู่หลายส่วน
ชายหนุ่มชะงักไปครู่หนึ่ง ก่อนจะหลุดหัวเราะออกมาพลางมองเซียวหยวน “อย่างไรกัน เจ้าเป็นบัณฑิตจวี่เหรินที่กลับเข้าเมืองไม่ทันเวลาหรือ?”
เซียวหยวนตอบรับในลำคอ “ก็ใช่น่ะสิขอรับ ภรรยาของข้าแพ้ท้อง เกิดอยากจะกินผักโขมขึ้นมา ข้าเลยต้องออกไปหาผักโขมให้ลำบาก ไปๆมาๆเลยเสียเวลาจนเข้าเมืองไม่ทัน ยามนี้ใกล้จะได้เวลาสอบแล้วข้ายังเข้าไปไม่ได้ เลยกะว่าจะมาเสี่ยงดวงแถวนี้ดู เผื่อจะปะปนเข้าไปได้บ้าง”
กล่าวมาถึงตรงนี้ เซียวหยวนก็ถือวิสาสะตบบ่าชายหนุ่มผู้นั้นอย่างสนิทสนม “ท่านเองก็นับว่าไม่เลว ฉลาดเฉลียวไม่เบาที่รู้จักมาหาโอกาสแถวนี้”
ชายหนุ่มไม่เคยถูกใครปฏิบัติเช่นนี้ใส่มาก่อน เขาจึงรู้สึกแปลกใหม่ยิ่งนัก ครู่หนึ่งก็ระเบิดหัวเราะเสียงดังกว่าเดิม “ใช่ ข้าเองก็นับว่าฉลาดอยู่พอตัว”
“นั่นน่ะสิขอรับ เกือบจะฉลาดเท่าคุณชายของพวกเราอยู่แล้วเชียว”
เจ้าหนูสือโม่นี่ก็ช่างน่าขันนัก รีบเข้ามาสมทบวงสนทนาด้วยทันที “คุณชายของพวกเราน่ะฉลาดปราดเปรื่องที่สุด ฮูหยินน้อยยังเอ่ยชมคุณชายอยู่ทุกเมื่อเชื่อวันว่าหัวไวเหลือเกิน เรียนรู้อะไรก็แตกฉานไปเสียหมด”
“โอ้?”
ชายหนุ่มดูจะสนอกสนใจขึ้นมา “การสอบครานี้ พี่ชายมั่นใจเพียงใดหรือ?”
เซียวหยวนเชิดหน้าขึ้น เอ่ยด้วยน้ำเสียงภาคภูมิใจยิ่ง “ย่อมต้องมั่นใจสิขอรับ มิเช่นนั้นข้าคงไม่มาเฝ้ารออยู่ที่นี่ด้วยความร้อนรนเช่นนี้หรอก ข้าน่ะตั้งเป้าจะเป็นจอหงวนเชียวนะ หากพลาดคราวนี้ไป ย่อมไม่ใช่ความสูญเสียของข้า แต่นับเป็นความสูญเสียของราชวงศ์ต้าจิ้งเสียมากกว่า”
วาจานี้ช่างโอ้อวดนัก
เหล่าผู้ติดตามที่อยู่เบื้องหลังชายหนุ่มต่างพากันถลึงตาใส่เซียวหยวนอย่างขุ่นเคือง
ด้วยความเป็นยามวิกาล เซียวหยวนจึงมองไม่เห็นสีหน้าของคนเหล่านั้นชัดเจน อีกทั้งปกติเขาก็ชอบคุยโวโอ้อวดเป็นทุนเดิมอยู่แล้ว ยามนี้ต้องมาเฝ้าประตูเมืองอย่างน่าเบื่อ จึงได้ทีคุยฟุ้งกับชายหนุ่มเสียเลย “ข้าจะบอกอะไรให้ ตั้งแต่ราชวงศ์ต้าจิ้งสถาปนามาจนถึงบัดนี้ ยังไม่เคยมีใครสอบได้อันดับหนึ่งต่อเนื่องกันถึงหกครั้งเลยสักคน ส่วนข้าน่ะหรือ ย่อมต้องเป็นจอหงวนคนแรกที่คว้าตำแหน่งนั้นมาครองแน่นอน เรื่องที่ผ่านมาน่ะข้าเป็นหนึ่งไม่มีใครเทียบ ส่วนเรื่องในภายหน้าข้าไม่อาจรับประกันได้ แต่ข้ากล้ารับรองว่าต่อให้มีคนทำได้ในภายหลัง เขาก็ไม่มีวันฉลาดหรือมีความรู้ความสามารถทัดเทียมข้าได้หรอก”
ช่างเป็นการคุยโวที่เกินจริงเสียเหลือเกิน
ชายหนุ่มกระแอมไอออกมาหลายครั้ง ทว่าเซียวหยวนกลับทำเป็นหูทวนลมแล้วร่ายต่อ “ท่านรู้จักคำว่า ‘สามปีไม่ร้อง ร้องทีสะเทือนฟ้า’หรือไม่?”
ชายหนุ่มพยักหน้า
เซียวหยวนหัวเราะหึๆ “ข้านี่แหละคือนิยามของคำนั้น เมื่อก่อนตอนยังไม่ได้แต่งภรรยา ข้าก็คิดว่าอย่างไรเสียที่บ้านก็มีเงินทองเหลือใช้ จะเสเพลอย่างไรก็ได้ตามใจ ข้าจึงเอาแต่รักความสบาย ไม่ชอบอ่านตำรับตำรา ทว่าหลังจากแต่งภรรยาแล้ว ท่านไม่รู้หรอกว่าภรรยาของข้าน่ะดีแสนดีเพียงใด นางดีต่อข้าเสียยิ่งกว่าท่านแม่เสียอีก ข้าเลยคิดว่าในเมื่อได้ภรรยาดีถึงเพียงนี้ จะปล่อยเวลาให้เสียเปล่าไม่ได้ อย่างน้อยข้าก็ต้องทำอะไรเพื่อนางบ้าง อย่างน้อยที่สุดในภายหน้าข้าต้องคว้าตำแหน่งฮูหยินตราตั้งมาให้ภรรยาภูมิใจให้ได้ ข้าจึงเริ่มอ่านหนังสือ อ่านเพียงไม่กี่เดือนก็เป็นอันดับหนึ่งทั้งการสอบระดับอำเภอ ระดับจังหวัด และระดับมณฑล คว้าอันดับหนึ่งมาครองได้สำเร็จ”
ในขณะที่เซียวหยวนกำลังคุยฟุ้ง สือโม่ก็ยังคอยช่วยส่งเสริมป้อนคำหวานไม่ขาดปาก
“ที่คุณชายพูดมานั้นถูกแท้แน่นอนขอรับ คุณชายอ่านหนังสือเพียงไม่กี่วัน ท่านสวี่จวี่เหรินสหายรักของนายท่านเคยมาทดสอบคุณชายดูหนหนึ่ง ถึงกับเอ่ยปากชมว่าระดับความรู้ของคุณชายนั้นสูงส่งนัก กระทั่งตัวท่านสวี่เองยังถูกเปรียบเทียบจนด้อยไปเลย ระดับของคุณชายพวกเรานั้น อย่าว่าแต่สอบซิ่วไฉเลย ต่อให้เป็นจวี่เหรินก็ยังทำได้สบายๆ”
ชายหนุ่มฟังแล้วก็ได้แต่ขมวดคิ้ว
ทว่าเซียวหยวนยังคงพล่ามต่อไป “หลังจากนั้นข้าอ่านหนังสือต่ออีกปีกว่า ก็สอบได้อันดับหนึ่งของมณฑล ยามนี้ข้าคว้ามาอันดับหนึ่งมาสี่ครั้งแล้ว ท่านลองคิดดูสิ หากการสอบครานี้ได้อีกหนึ่ง และการสอบต่อหน้าพระพักตร์ได้อีกหนึ่ง นั่นก็คือ ‘เหลียนจงลิ่วหยวน’ มิใช่หรือ”
“ที่เจ้าพูดมาเป็นเรื่องจริงหรือ?”
เดิมทีชายหนุ่มคิดว่าเซียวหยวนแค่คุยโว ทว่าพอได้ยินว่าเขาสอบได้ตำแหน่งเจี่ยหยวน ก็เริ่มตระหนักว่าคนผู้นี้ต้องมีความรู้ความสามารถไม่ธรรมดาแน่นอน
ต้องรู้ก่อนว่า ต่อให้เป็นมณฑลที่ไม่ได้มีบัณฑิตโดดเด่นนัก การจะสอบได้ตำแหน่งเจี่ยหยวนนั้นก็นับว่ายากเย็นแสนเข็ญยิ่ง อย่างน้อยที่สุดความรู้ต้องยอดเยี่ยมและเรียงความต้องเฉลียบคมไม่เป็นรองใคร
เซียวหยวนตบบ่าชายหนุ่มแรงๆอีกครั้ง “เรื่องพรรค์นี้ข้าจะกล้าพูดจามุสาได้อย่างไร? นั่นมันตำแหน่งเจี่ยหยวนเชียวนะ ท่านลองไปสืบดูประเดี๋ยวเดียวก็รู้ความแล้ว เรื่องแบบนี้หลอกลวงกันได้ที่ไหน”
นั่นก็นับว่ามีเหตุผล
เหล่าผู้ติดตามที่อยู่เบื้องหลังเริ่มมองเซียวหยวนด้วยสายตาที่เปี่ยมไปด้วยความเลื่อมใสขึ้นมาบ้างแล้ว
“เช่นนั้นก็นับว่าข้าเสียมารยาทแล้ว”
ชายหนุ่มครุ่นคิดครู่หนึ่งก่อนจะหัวเราะออกมา “หากเป็นไปตามที่เจ้าว่ามาจริง หากเจ้าเข้าสอบไม่ทัน ย่อมเป็นความสูญเสียครั้งใหญ่ของราชสำนักโดยแท้”
ในระหว่างที่สนทนากันอยู่นั้น ประตูซีจื๋อเหมินก็เปิดออก รถขนน้ำหลายคันทยอยเคลื่อนเข้าเมืองไป
ชายหนุ่มผู้นั้นควบม้าล่วงหน้าไปก่อน
เซียวหยวนรีบตามไปติดๆ
เหล่าทหารยามที่เฝ้าประตูเมือง เดิมทีตั้งท่าจะขวางกลุ่มของเซียวหยวนไว้หลังจากรถน้ำผ่านไป ทว่าเมื่อเห็นกลุ่มของชายหนุ่มผู้นั้นเข้า ต่างก็พากันตกใจกลัวจนต้องถอยร่นกลับไป
เซียวหยวนจึงผ่านเข้าเมืองได้อย่างราบรื่น
ครั้นเข้าเมืองมาได้ ชายหนุ่มก็หันไปสั่งผู้ติดตามคนหนึ่งว่า “เจ้าไปส่งท่านผู้นี้...”
เซียวหยวนประสานมือ “เซียวหยวนขอรับ”
ชายหนุ่มพยักหน้า “ไปส่งท่านเซียวเจี่ยหยวนผู้นี้ที่สนามสอบ หากไปช้าเกินเวลา ก็จงนำเทียบเชิญของข้าไปแจ้งแก่หัวหน้าผู้คุมสอบในครั้งนี้เสีย”
ผู้ติดตามรีบรับคำสั่ง แล้วควบม้าพาเซียวหยวนมุ่งหน้าตรงไปยังสนามสอบทันที