- หน้าแรก
- แผนการตบหน้าฉบับมืออาชีพ
- บทที่ 405 ฉันชอบคนหน้าตาดี (47)
บทที่ 405 ฉันชอบคนหน้าตาดี (47)
บทที่ 405 ฉันชอบคนหน้าตาดี (47)
หลังจากเซียวหยวนสอบติดเจี่ยหยวน ความมั่นใจของเขาก็ยิ่งเพิ่มพูนขึ้นเป็นทวีคูณ
เมื่อนายท่านเซียวจัดการเรื่องซื้อบ้านในเมืองหลวงเรียบร้อย ทั้งครอบครัวก็เก็บข้าวของออกเดินทางมุ่งหน้าสู่เมืองหลวงตั้งแต่เนิ่นๆ
นายท่านเซียวปักหลักรออยู่ที่เมืองหลวงก่อนแล้ว จนกระทั่งผ่านไปสิบกว่าวัน ทั้งครอบครัวจึงได้กลับมาพร้อมหน้าพร้อมตากันเสียที
แน่นอนว่าในตอนนี้นายท่านเซียวไม่ได้พักอยู่ที่บ้านหลังใหม่ที่เพิ่งซื้อมา แต่กลับพักอยู่ที่สมาคมมณฑล
ตอนที่เขาออกมารับพวกอันหนิง สีหน้าของเขากลับดูซับซ้อนอย่างบอกไม่ถูก
ครั้นรับประทานอาหารเสร็จ นายท่านเซียวจึงเอ่ยกับอันหนิงว่า “บ้านหลังทางตะวันออกของเมืองที่เจ้าบอกให้ข้าซื้อน่ะ มันเป็นบ้านผีสิงนะ หลายปีมานี้ไม่มีใครกล้าซื้อเลยสักคน ราคามันน่ะถูกแสนถูกก็จริง แต่ใครจะไปกล้าเข้าไปอยู่กันเล่า”
อันหนิงหัวเราะร่า “ท่านพ่อ ลืมวิชาความรู้ของลูกไปแล้วหรือเจ้าคะ? คนอื่นอาจจะมองว่าบ้านผีสิงน่ากลัว แต่สำหรับลูกแล้วมันก็แค่เรื่องเล็กน้อย ท่านรอให้ลูกไปปัดกวาดทำความสะอาดให้เรียบร้อยก่อนเถิด แล้วพวกเราค่อยย้ายเข้าไปอยู่กัน”
อันหนิงไม่ได้รอช้า วันรุ่งขึ้นเธอก็ตรงไปยังคฤหาสน์หลังนั้นทันที
คฤหาสน์หลังนี้เดิมทีเป็นจวนของเสนาบดีแซ่หลิ่ว ตัวจวนกว้างขวางถึงห้าชั้นเรือน ทว่าน่าเสียดายที่เคยมีคนตายในบ้านหลังนี้
ตอนที่ครอบครัวใต้เท้าหลิ่วอาศัยอยู่ จวนแห่งนี้ก็เริ่มมีข่าวลือเรื่องวิญญาณหลอกหลอนจนมีคนตาย ฮูหยินของใต้เท้าหลิ่วถึงขั้นเสียสติไปเพราะเรื่องนี้ จนในที่สุดคนทั้งบ้านก็อยู่อย่างสงบไม่ได้ ใต้เท้าหลิ่วเองก็ล้มหมอนนอนเสื่อจนต้องลาออกจากราชการแล้วรีบอพยพกลับบ้านเกิดไปอย่างกะทันหัน
หลังจากครอบครัวใต้เท้าหลิ่วจากไป จวนหลังนี้ก็เคยผ่านมือเจ้าของใหม่มาเจ้าหนึ่ง
ทว่าคนครอบครัวนั้นย้ายเข้ามาได้เพียงไม่กี่วันก็ทนไม่ไหว ต้องรีบย้ายออกไปอย่างรวดเร็ว หลังจากนั้นเป็นต้นมาก็ไม่มีใครกล้าซื้อต่ออีกเลย
ตอนที่นายท่านเซียวไปติดต่อซื้อบ้าน คนจากสำนักนายหน้าก็แค่ลองเสนอขายดูเท่านั้น โดยปกติจวนในทำเลนั้น ต่อให้กว้างแค่สามชั้นเรือนก็ต้องมีเงินหมื่นตำลึงเป็นอย่างน้อย ทว่าจวนหลังนี้กลับตั้งราคาไว้เพียงสองพันตำลึงเท่านั้น นับเป็นราคาถูกเหมือนให้ฟรีโดยแท้
หากไม่ใช่เพราะอันหนิงเคยสั่งไว้ นายท่านเซียวก็คงไม่กล้าซื้อแน่ๆ ถึงแม้ตอนนี้จะซื้อมาแล้ว เขาก็ยังไม่กล้าเข้าไปนอนอยู่ดี
อันหนิงเดินสำรวจรอบจวนรอบหนึ่ง จากนั้นก็นึกบางอย่างขึ้นได้
พอตกดึกคืนนั้น เธอก็ย้อนกลับมาที่นี่อีกครั้ง
เธอก้าวเข้าไปจนถึงริมสระน้ำในสวนหลังจวน ยืนนิ่งอยู่ตรงนั้นเนิ่นนาน ทว่าผิวน้ำกลับยังคงสงบนิ่งไร้ความเคลื่อนไหว
อันหนิงเริ่มหมดความอดทน เธอกระทืบเท้าพลางตะโกนเสียงดัง “ยังไม่รีบไสหัวออกมาอีก หรือจะรอให้ข้าต้องจัดขบวนแห่มาอัญเชิญกันเชียว!”
สิ้นคำ เสียงลมพัดหวีดหวิว ‘วูๆ’ ก็ดังขึ้นทันควัน ผิวน้ำในสระเริ่มกระเพื่อมพร้อมกับร่างของผีสาวตนหนึ่งที่โผล่พ้นน้ำขึ้นมา ในสภาพน้ำหยดติ๋งๆไปทั่วทั้งตัว
ผีสาวตนนั้นมีดวงตาแดงประดุจโลหิต เส้นผมยาวสยายยุ่งเหยิง ยามที่นางก้าวขึ้นมาบนฝั่ง น้ำที่ติดตัวมาก็ซึมจนพื้นดินรอบบริเวณเปียกชุ่มไปเป็นแถบ
นางจ้องมองอันหนิงด้วยความเคียดแค้น “ข้าไม่ได้ไปตอแยเจ้า แต่เจ้ากลับรนหาที่มาหาเรื่องข้าเองนะ ในเมื่อเป็นเช่นนี้...”
นางยื่นมือที่เล็บยาวเฟื้อยออกมา ทว่ายังไม่ทันจะกล่าววาจาให้จบประโยค อันหนิงก็พุ่งเข้าประชิดตัวแล้ว! อันหนิงวาดเท้าถีบออกไปโครมใหญ่ ร่างผีสาวลอยละลิ่วไปไกลลิบ
อันหนิงเหินตามไปติดๆ เธอคว้าหมับเข้าที่เส้นผมของผีสาว แล้วรัวหมัดใส่ใบหน้าผีนั่นทีละหมัดๆอย่างไม่ยั้งมือ
“อวดเก่งนักนะ! เป็นอย่างไรเล่า มาหาเรื่องเจ้าแล้วมันทำไม? หรือเจ้าคิดจะแก้แค้นข้าล่ะ? ก็ลองดูสิ ถ้าคิดว่ามีปัญญาพอ!”
ผีสาวถูกอันหนิงทุบตีจนร้องไห้โฮ “อย่าตีเลย... อย่าตีข้าเลย!”
อันหนิงซัดไปอีกหมัดจนร่างผีสาวบี้แบนติดดิน
ผีสาวคร่ำครวญราวกับจะตายซ้ำสอง “ข้ายอมแพ้แล้วเจ้าจะเอาอะไรอีก! เจ้าเองก็นิสัยเสียมารังแกข้าเหมือนกัน ชีวิตข้าช่างขมขื่นนัก ขนาดตายไปเป็นผีแล้วยังไม่ได้อยู่สงบๆเลย”
อันหนิงเงื้อมหมัดขึ้นอีกครั้ง “ยังจะร้องอีก! ถ้าไม่หยุดร้อง ข้าจะปั้นเจ้าเป็นก้อนแล้วจับใส่ซึ้งนึ่งทำเป็นขนมเค้กเนื้อผีเสียเลย!”
ผีสาวตกใจจนแทบสิ้นสติรีบหุบปากฉับ นางเงยหน้ามองอันหนิงด้วยแววตาน่าสงสารจับใจ
อันหนิงโยนร่างผีสาวลงกับพื้น “พูดมา! พรากชีวิตคนไปกี่ศพแล้ว?”
ผีสาวตัวสั่นงกเงิ่น ชูนิ้วขึ้นมาเพียงนิ้วเดียว “คะ... แค่คนเดียวเจ้าค่ะ ที่เหลือข้าก็แค่หลอกให้กลัวเฉยๆ ใครจะไปรู้ล่ะว่าพวกนั้นจะขวัญอ่อนจนช็อกไปเอง”
กล่าวถึงตรงนี้ ผีสาวก็สะอึกสะอื้นร้องไห้กระซิกอย่างสุดแสนจะอัดอั้น “พวกเขาสมควรตายเพราะติดค้างชีวิตข้า ข้าก็แค่มาทวงคืนความยุติธรรมให้ตัวเอง เรื่องเลวร้ายอย่างอื่นข้าไม่เคยทำเลยสักนิด แล้วทำไมเจ้าต้องมาตีข้าด่าข้าด้วยเล่า”
ที่แท้ผีสาวตนนี้คือบุตรสาวสายรองของใต้เท้าหลิ่วนั่นเอง
ทว่ามารดาของนางเป็นเพียงนางรำจากชนชั้นต่ำ ในช่วงแรกใต้เท้าหลิ่วก็นึกเอ็นดูอยู่ได้เพียงไม่กี่วัน หลังจากนั้นก็ทอดทิ้งไปอย่างไม่ใยดี เมื่อนางเกิดมา มารดาของนางก็ยิ่งไม่เป็นที่ต้อนรับในจวน
สองแม่ลูกจำต้องอยู่พึ่งพากันเองเรื่อยมา จวบจนนางเติบใหญ่ล่วงเข้าสู่วัยสิบสองสิบสามปี นางก็ผลิบานงดงามประดุจบุปผา บดบังรัศมีของบุตรสาวคนอื่นๆในจวนเสนาบดีหลิ่วไปจนสิ้น และนั่นเองที่เป็นต้นเหตุให้คนอื่นเกิดความริษยาอาฆาต...
มารดาของนางถูกฮูหยินหลิ่วจงใจกลั่นแกล้งเพราะตัวนางเป็นเหตุ ในวันที่อากาศหนาวจัดนางถูกสั่งลงโทษให้ซักผ้าอยู่ข้างนอก จนต่อมาก็ป่วยเป็นไข้หวัดเสียชีวิต ส่วนตัวผีสาวนั้นถูกบุตรสาวสายตรงและบุตรสาวสายรองอีกคนของใต้เท้าหลิ่วผลักตกสระน้ำจนจมน้ำตาย ทว่าคนที่ถูกผีสาวตามมาเอาชีวิตจนตายกลับเป็นบุตรสาวสายตรงของตระกูลหลิ่วเพียงคนเดียว ส่วนบุตรสาวสายรองคนนั้นถูกหลอกหลอนจนเสียสติไปแล้ว แม้แต่ฮูหยินหลิ่วเองก็ถูกผีสาวหลอกจนเป็นบ้าไปเช่นกัน
เมื่ออันหนิงฟังความจากผีสาวจบ ก็ถามนางไปประโยคหนึ่งว่า “อยากไปผุดไปเกิดใหม่ไหม?”
ผีสาวพยักหน้ารับอย่างรวดเร็ว “อยากเจ้าค่ะ ใครจะไม่อยากเล่า ใครจะไปอยากจมปลักอยู่ในน้ำที่หนาวเหน็บทั้งวันทั้งคืนแบบนี้”
อันหนิงเผยยิ้ม “ถ้าอย่างนั้นก็จงทำตัวให้ว่าง่ายหน่อย ต่อไปก็หัดเชื่อฟังเสียบ้าง หากเจ้าดื้อรั้น ข้าจะทำให้เจ้าไม่มีวันได้อยู่อย่างสงบสุขแม้จะลงไปอยู่ในยมโลกแล้วก็ตามเจ้ารู้จักนรกสิบแปดขุมไหม ข้าสามารถส่งเจ้าไปรับโทษในแต่ละขุมได้นานถึงขุมละหนึ่งร้อยปีเชียวล่ะ”
เห็นได้ชัดว่าผีสาวถูกอันหนิงขู่จนขวัญหนีดีฝ่อไปแล้ว นางขดตัวกลมดิบพลางเอ่ยว่า “ข้าจะเชื่อฟังเจ้าค่ะ ข้าไม่กล้าไปหลอกหลอนใครอีกแล้ว อย่างไรข้าก็ได้แก้แค้นไปแล้ว ข้าจะทำตัวเป็นเด็กดีเจ้าค่ะ”
อันหนิงตบยันต์แผ่นหนึ่งลงบนร่างของผีสาวดัง ‘แปะ’ “เอาละ เอาเป็นว่าตามนี้ก็แล้วกัน ต่อไปเจ้าไม่ต้องกลับไปอยู่ในสระน้ำนั่นแล้ว หาที่เหมาะๆในนี้พักผ่อนเสีย แล้วคอยช่วยเฝ้าบ้านดูแลจวนให้ข้า ทำงานให้ข้าเปล่าๆสักสิบปี แล้วข้าจะหาครอบครัวดีๆให้เจ้าไปเกิดใหม่ เป็นอย่างไร?”
เมื่อผีสาวได้ยินเช่นนั้น ดวงตาที่เคยแดงก่ำก็จางหายไป นางจ้องมองอันหนิงด้วยแววตาเป็นประกาย “จริงหรือเจ้าค่ะ? ถ้าอย่างนั้นท่านต้องหาครอบครัวดีๆให้ข้านะ ข้าอยากเกิดเป็นบุตรสาวสายตรง แล้วก็ต้องเฉลียวฉลาดและงดงามด้วย...”
“คำขอช่างมากเรื่องนัก”
อันหนิงตบหัวนางไปทีหนึ่ง “ในเมื่อข้าหาครอบครัวดีๆให้ได้ ย่อมต้องให้เจ้าได้เกิดเป็นบุตรสาวสายตรงอยู่แล้ว เอาเถิด ถือเสียว่าทำบุญทำทาน ข้าจะหาครอบครัวที่เรือนหลังสะอาดสะอ้านให้เจ้า จะได้ไม่ต้องไปทนทุกข์ลำบากอีก”
ผีสาวจึงวางใจลงได้ “ผู้น้อยขอบพระคุณท่านมากเจ้าค่ะ ถ้าอย่างนั้นข้าจะช่วยเฝ้าบ้านให้ท่านเอง”
พอสิ้นคำ อันหนิงก็โยนผ้าขี้ริ้วไปให้นางผืนหนึ่ง “ตกลง งั้นเจ้าก็รีบไปช่วยทำความสะอาดเสีย จำไว้ว่าต้องจัดจวนหลังนี้ให้สะอาดเอี่ยมอ่องด้วยล่ะ”
ผีสาว : ......
อันหนิงกำราบผีสาวนามว่าหลิ่วเยว่ได้แล้ว หลังจากนั้นวันหนึ่งนางก็หาคนมาซ่อมแซมจวนครั้งใหญ่ และไปเลือกซื้อเฟอร์นิเจอร์ร่วมกับเซียวหยวน เพียงเวลาไม่ถึงเดือน จวนห้าชั้นเรือนแห่งนี้ก็ถูกจัดแต่งจนดูสว่างไสวและงดงามเป็นอย่างยิ่ง เมื่อป้าย ‘จวนตระกูลเซียว’ ถูกแขวนขึ้น ทั้งครอบครัวก็ย้ายจากสมาคมมณฑลเข้ามาอยู่ในบ้านหลังใหม่ทันที
นับตั้งแต่อันหนิงย้ายมาพำนักที่เมืองหลวง เวลาได้ล่วงเลยผ่านไปกว่าหนึ่งปีในชั่วพริบตา จนกระทั่งถึงปีที่มีการจัดสอบการสอบระดับประเทศ ซึ่งตอนนี้อันหนิงกำลังตั้งครรภ์ เธอมีอาการแพ้ท้องค่อนข้างรุนแรง จึงไม่มีเวลาไปคอยดูแลเซียวหยวนนัก ทว่าเซียวหยวนเองก็เป็นห่วงอันหนิงมาก เขาจึงไม่ได้ออกไปเที่ยวเตร่ที่ไหน
เพียงแต่อันหนิงมีอาการแพ้ท้องที่ทรมานยิ่งนัก เธอมักจะอยากกินนั่นกินนี่อยู่บ่อยครั้ง
วันหนึ่งเธอเกิดอยากกินผักโขมที่สดและอ่อน แต่ประจวบเหมาะกับที่ในบ้านหมดพอดี อีกทั้งในช่วงที่ลมฤดูใบไม้ผลิยังคงหนาวเหน็บเช่นนี้ย่อมหาซื้อที่ไหนไม่ได้
โชคดีที่ตระกูลเซียวมีเรือนเพาะชำในไร่นอกเมืองหลวง ซึ่งที่นั่นมีการปลูกผักโขมเอาไว้
เซียวหยวนเห็นอันหนิงทรมานมาก จึงควบม้าไปถอนผักโขมที่ไร่ด้วยตนเอง ใครจะรู้ว่าการเดินทางไปครั้งนี้เขาจะไปประสบพบเจอกับเรื่องราวบางอย่างจนทำให้เสียเวลา
ในระหว่างทางกลับไม่รู้ว่าเกิดอะไรขึ้น เขาหลงเข้าไปในค่ายกลที่คนรุ่นก่อนทิ้งไว้ ไม่ว่าจะเดินอย่างไรก็หาทางออกไม่ได้ จนกระทั่งเขาสลัดหลุดออกมาได้ วันสอบก็มาถึงพอดี
เซียวหยวนหนีออกมาได้ในช่วงกลางคืน ทว่าในเช้าวันรุ่งขึ้นก็ถึงกำหนดเวลาสอบแล้ว
โดยปกติบรรดาบัณฑิตผู้เข้าสอบจะไปยืนรอหน้าสนามสอบตั้งแต่ช่วงตีสองตีสาม เมื่อเซียวหยวนเห็นดังนั้นก็ร้อนใจจนแทบคลั่ง เขาเร่งควบม้ากลับเข้าเมืองทันที
ทว่าเมื่อมาถึง ประตูเมืองกลับปิดลงเสียแล้ว และต้องรอจนถึงรุ่งสางประตูเมืองจึงจะเปิด
หากเป็นเช่นนั้นจริง ทุกอย่างย่อมสายเกินไป