- หน้าแรก
- แผนการตบหน้าฉบับมืออาชีพ
- บทที่ 403 ฉันชอบคนหน้าตาดี (45)
บทที่ 403 ฉันชอบคนหน้าตาดี (45)
บทที่ 403 ฉันชอบคนหน้าตาดี (45)
อันซินเห็นว่าชีวิตของอันหนิงในโลกใบนี้เป็นไปด้วยดีและดูเหมือนจะไม่ต้องการความช่วยเหลือจากเธอนัก จึงเริ่มกักตัวฝึกตนต่อไป
หลังจากอันหนิงกำจัดการปีศาจฝันร้ายได้แล้ว ก็เธอเริ่มวางแผนจัดการเรื่องการสอบเซียงชื่อให้กับเซียวหยวน
ท่านเจ้าเมืองในพื้นที่นี้แซ่เหอ หากจะนับย้อนกลับไปเมื่อห้าร้อยปีก่อนก็อาจถือว่าเป็นตระกูลเดียวกันกับอันหนิง
ท่านเจ้าเมืองเหอผู้นี้มีฐานะค่อนข้างร่ำรวย เดิมทีเขาสอบติดเป็นจวี่เหริน จากนั้นจึงใช้เงินบริจาคซื้อตำแหน่งเพื่อเข้ารับราชการ
การได้เลื่อนตำแหน่งจนถึงขั้นเป็นเจ้าเมืองประจำมณฑลเช่นนี้นับว่ามาไกลมากแล้ว การจะก้าวหน้าไปสูงกว่านี้เกือบจะเป็นเรื่องที่เป็นไปไม่ได้
ด้วยเหตุนี้ เขาจึงฝากความหวังทั้งหมดไว้ที่บุตรชายทั้งสองคน ท่านเจ้าเมืองเหอหวังว่าบุตรชายของเขาจะสามารถสอบติดเป็นจิ้นซื่อ เพื่อที่เส้นทางในราชการจะได้ราบรื่นกว่าตัวเขาเอง
เพื่อบุตรชายทั้งสองแล้ว เขานับว่าทุ่มเทความคิดและแรงกายไปอย่างมหาศาล ในการสอบเซียงชื่อครั้งนี้ ท่านเจ้าเมืองเหอถึงกับจัดการเปลี่ยนแปลงภูมิลำเนาเดิม เพื่อให้บุตรชายทั้งสองสามารถเข้าสอบที่ภูมิภาคทางเหนือได้ เพราะเขาคิดว่าโอกาสที่จะสอบติดจะมีมากกว่า
ทว่าเขาหารู้ไม่ว่ามีคนกำลังลอบวางแผนจะเล่นงานเขาอยู่เงียบๆ
หากจะกล่าวไป เรื่องนี้หาใช่ความขัดแย้งระหว่างพรรคการเมืองเพียงอย่างเดียวไม่ แต่มันเป็นผลพวงมาจากการชิงดีชิงเด่นเพื่อแย่งชิงตำแหน่งรัชทายาทในราชสำนัก
ตอนนี้ฮ่องเต้ทรงมีพระชนมายุมากขึ้น บรรดาองค์ชายต่างอยู่ในวัยหนุ่มแน่นและทรงพลัง แน่นอนว่าต่างก็ไม่มีใครยอมใคร ทุกคนต่างปรารถนาจะได้นั่งบนบัลลังก์ทองนั้น ด้วยเหตุนี้ความขัดแย้งจึงอุบัติขึ้นต่อเนื่องมาหลายปีแล้ว
โดยเฉพาะการฟาดฟันระหว่างองค์ชายสองและองค์ชายสามที่ทวีความรุนแรงยิ่งขึ้น
องค์ชายใหญ่นั้นมุ่งเน้นเพียงการฝึกวรยุทธ์ เมื่อหลายปีก่อนคราที่ฮ่องเต้เสด็จประพาสแล้วทรงถูกลอบปลงพระชนม์ เป็นองค์ชายใหญ่ที่เอาตัวเข้ากำบังคมดาบจนช่วยชีวิตฮ่องเต้ไว้ได้ องค์ชายใหญ่จึงได้รับบาดเจ็บเรื้อรังจนร่างกายทรุดโทรมลง นับจากนั้นมาเขาก็สูญเสียศักยภาพที่จะเข้าร่วมชิงบัลลังก์ไปโดยปริยาย
ซึ่งแน่นอนว่าฮ่องเต้ทรงรักและโปรดปรานองค์ชายใหญ่เป็นอย่างยิ่ง
องค์ชายสองนั้นประสูติจากฮองเฮา มีฐานะเป็นพระโอรสสายตรงตามหลักการแล้วย่อมมีสิทธิ์อันชอบธรรมที่สุดในการขึ้นครองราชย์
ทว่าองค์ชายสามกลับประสูติจากพระสนมเอกผู้เป็นที่โปรดปราน ฮ่องเต้ทรงรักใคร่พระสนมเอกหวงกุ้ยเฟยยิ่งนัก จึงทรงเอ็นดูองค์ชายสามมากกว่าองค์ชายสองอยู่หลายส่วน
ส่วนองค์ชายสี่และองค์ชายห้าผู้อยู่รองลงมาต่างก็มีความทะเยอทะยานซ่อนอยู่ไม่น้อย ราชสำนักในยามนี้จึงเต็มไปด้วยเรื่องราววุ่นวายไม่เว้นแต่ละวัน
ท่านเจ้าเมืองเหอได้ใช้เส้นทางผ่านทางท่านน้าขององค์ชายสามในการปูทางราชการ ทว่าในยามนี้ที่องค์ชายสองและองค์ชายสามเป็นปฏิปักษ์ต่อกัน บรรดาขุนนางใต้สังกัดองค์ชายสองจึงพยายามทุกวิถีทางที่จะเล่นงานขุนนางที่สวามิภักดิ์ต่อองค์ชายสาม
ท่านเจ้าเมืองเหอจึงได้รับผลกระทบจากความขัดแย้งนี้ไปด้วย
ไม่รู้ว่าใครไปเป่าหูครอบครัวฝ่ายมารดาขององค์ชายสองว่า มีเจ้าเมืองแซ่เหอผู้หนึ่งส่งมอบเงินทองจำนวนมหาศาลให้แก่องค์ชายสาม
ผลก็คือฝ่ายองค์ชายสองโกรธกริ้วและคิดจะสั่งสอนท่านเจ้าเมืองเหอให้เข็ดหลาบ เป็นเหตุให้ก่อนการสอบเซียงชื่อจะเริ่มขึ้นเพียงไม่นาน จึงมีการเปลี่ยนแปลงตัวขุนนางผู้ดูแลการศึกษาอย่างกะทันหัน
ขุนนางผู้ดูแลการศึกษาที่ถูกส่งมาใหม่นั้นเป็นคนของฝ่ายองค์ชายสอง และเขาก็ไม่ลงรอยกับท่านเจ้าเมืองเหอมาแต่ไหนแต่ไร
ที่สำคัญที่สุดคือ ท่านเจ้าเมืองเหอมีพื้นเพมาจากเจียงหนาน จึงถือเป็นขุนนางพรรคใต้ ส่วนขุนนางผู้ดูแลการศึกษาที่เพิ่งมารับตำแหน่งนี้กลับมาจากซานตง ซึ่งเป็นขุนนางพรรคเหนือขนานแท้
เรื่องนี้มีทั้งการชิงอำนาจในราชสำนัก และความขัดแย้งระหว่างฝ่ายเหนือกับฝ่ายใต้ซ้อนทับกัน ไม่ว่าขุนนางผู้ดูแลการศึกษาจะลงมือด้วยเหตุผลใด เขาย่อมไม่มีทางยอมให้บุตรชายของท่านเจ้าเมืองเหอสอบผ่านได้แน่นอน
ท่านเจ้าเมืองเหอเองก็รู้ซึ้งถึงเรื่องนี้ดี เขาจึงร้อนรุ่มใจราวกับถูกไฟสุม
ทว่าเขากลับมืดแปดด้าน ในสถานการณ์เช่นนี้ย่อมเป็นไปไม่ได้ที่จะย้ายทะเบียนบ้านบุตรชายกลับไปที่เดิม และยิ่งเป็นไปไม่ได้ที่จะเปลี่ยนตัวขุนนางผู้ดูแลการศึกษา สิ่งที่ทำได้มีเพียงต้องยอมก้มหน้าเผชิญหน้ากับความโชคร้ายนี้เท่านั้น
สิ่งที่อันหนิงต้องทำในตอนนี้ก็คือการกระจายข่าวลือขนานใหญ่ ให้ทุกคนเชื่อกันไปหมดว่าขุนนางผู้ดูแลการศึกษาที่ผู้นี้ชื่นชอบบทความที่มีสำนวนสละสลวยวิจิตรตระการตา
และเมื่อเธอรู้ว่าชุ่ยจือเหรินซึ่งเป็นน้าชายของอู๋นีเอ๋อร์เดินทางมาเข้าร่วมการสอบเซียงชื่อในครั้งนี้ด้วย เธอก็ผุดแผนการหนึ่งขึ้นมาทันที
ชุ่ยจือเหรินน้าชายของอู๋นีผู้นั้น ในช่วงสองสามวันมานี้เขาเอาแต่หมกตัวอยู่ในโรงเตี๊ยมไม่ยอมออกไปไหน
สาเหตุหลักเป็นเพราะเรื่องที่อู๋ผิงหย่าขาดกับคนสกุลชุ่ยนั้นทำให้เขาเสียหน้าอย่างยิ่ง
เพื่อนร่วมสำนักที่สนิทสนมกับเขาหลายคนต่างก็ล่วงรู้เรื่องที่คนสกุลชุ่ยคอยแอบขนย้ายทรัพย์สินของบ้านสามีไปจุนเจือบ้านเดิมของตนเองมานานหลายปี จนทำให้สามีไม่พอใจและถูกหย่าขาดในที่สุด
ยิ่งไปกว่านั้น เพื่อนร่วมสำนักบางคนที่เคยมีเรื่องบาดหมางกับชุ่ยจือเหรินต่างก็พากันเยาะเย้ยถากถางเขาอย่างไม่ไว้หน้า
เรื่องนี้ทำให้ชุ่ยจือเหรินอับอายขายหน้าจนแทบแทรกแผ่นดินหนี ยามที่คนสกุลชุ่ยถูกหย่าส่งตัวกลับมาบ้านเดิมนั้น ชุ่ยจือเหรินดุด่านางอย่างรุนแรงยกหนึ่ง ก่อนจะขับไล่นางออกจากบ้านไปทันที โดยประกาศกร้าวว่าเขาไม่มีพี่สาวที่ถูกหย่าขาดเช่นนี้ และต้องการตัดขาดความสัมพันธ์กับนางอย่างเด็ดขาด
คนสกุลชุ่ยไม่เคยนึกฝันเลยว่า นางทุ่มเทเสียสละเพื่อน้องชายมาครึ่งค่อนชีวิต ถึงขั้นยอมเสียสละแม้กระทั่งบุตรชายในไส้ ทว่าผลลัพธ์ที่ได้กลับกลายเป็นว่าทั้งบิดามารดาและน้องชายต่างก็ไม่ยอมรับนาง
ยามที่คนสกุลชุ่ยไร้ที่ซุกหัวนอนและไม่รู้จะหันหน้าไปพึ่งใคร ไม่รู้ว่านางจะนึกเสียใจภายหลังบ้างหรือไม่
สรุปแล้วชุ่ยจือเหรินต้องพลอยอับอายขายหน้าเพราะคนสกุลชุ่ยไปด้วย เมื่อเขาเดินทางมาถึงเมืองหลวงมณฑลจึงได้แต่เก็บตัวเงียบอยู่แต่ในห้องไม่ยอมออกไปไหน
ทว่าวันนี้นับว่าทนอุดอู้อยู่ในโรงเตี๊ยมไม่ไหวแล้วจริงๆ ประกอบกับอาหารของโรงเตี๊ยมแห่งนี้รสชาติไม่ได้เรื่องเอาเสียเลย ชุ่ยจือเหรินรู้สึกจืดชืดฝาดลิ้นจนแทบจะทนไม่ไหว เขาจึงคิดจะรีบไปหาของอร่อยกินเสียหน่อย มิเช่นนั้นคงได้อกแตกตายเข้าจริงๆ
วันนั้นเขาจึงอาศัยช่วงที่แสงแดดกำลังดีออกไปหาอาหารข้างนอก
ตอนนี้เหลาสุราของตระกูลเซียวในเมืองหลวงมณฑลกำลังรุ่งเรืองถึงขีดสุด
สาเหตุหลักเป็นเพราะตระกูลเซียวมีของดีอย่างน้ำพริกเผา อีกทั้งยังมีเครื่องเทศจากเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ที่นายท่านเซียวขนส่งมาเพื่อช่วยชูรสชาติให้อร่อยสดใหม่ ทำให้อาหารของเหลาสุราตระกูลเซียวนั้นมีรสชาติที่หลากหลายล้ำลึกกว่าเหลาสุราแห่งอื่น
แม้แต่บรรดาบัณฑิตที่เดินทางมาสอบต่างก็เคยได้ยินชื่อเสียงของเหลาสุราตระกูลเซียว และต่างก็อยากมาลิ้มลองเพื่อเป็นรางวัลให้ตนเองสักมื้อ
ฝ่ายชุ่ยจือเหรินเองก็เลือกมาที่เหลาสุราของตระกูลเซียวเช่นกัน
เมื่อก้าวเข้าไปในเหลาสุรา เขาก็หาที่นั่งและสั่งอาหารไปสองสามอย่าง
ในระหว่างที่รออาหารมาเสิร์ฟ ชุ่ยจือเหรินบังเอิญได้ยินคนสองคนที่โต๊ะข้างๆกำลังสนทนากันเรื่องการสอบเซียงชื่อในครั้งนี้
ดูท่าทางแล้วคนคู่นั้นน่าจะเป็นเจ้าหน้าที่ในจวนว่าการ
แม้ทั้งคู่จะลดเสียงลงค่อนข้างเบา แต่ชุ่ยจือเหรินก็ยังพอจับใจความได้บ้าง
“คราวนี้มีการเปลี่ยนตัวขุนนางผู้ดูแลการศึกษา เล่นเอาท่านเจ้าเมืองของพวกเราร้อนรุ่มจนนั่งไม่ติดพื้นเลยทีเดียว”
“นั่นน่ะสิ ขุนนางผู้ดูแลการศึกษาคนก่อนมีความสัมพันธ์อันดีกับท่านเจ้าเมืองของพวกเรา การสอบเซียงชื่อของคุญชายน้อยทั้งสองย่อมผ่านฉลุยอย่างแน่นอน ทว่าคนใหม่ที่มานี้กลับ...”
“ได้ยินว่าขุนนางผู้ดูแลการศึกษาคนใหม่นี้โปรดปรานบทความที่วิจิตรตระการตาเป็นที่สุด ยิ่งเขียนได้แพรวพราวหลากรูปแบบเท่าไหร่ เขาก็ยิ่งพึงพอใจมากเท่านั้น ช่วงหลายวันมานี้ท่านเจ้าเมืองจึงให้พวกคุณชายเคี่ยวเข็ญฝึกเขียนบทความพลิกแพลงไปสารพัดรูปแบบเลยล่ะ”
“ข้าจะบอกอะไรให้... เรื่องนี้ข้าฟังมาจากน้องสาวของลูกพี่ลูกน้องคนที่สองทางฝั่งน้าชายอีกทีนะ เขาทำงานอยู่ในจวน มีหน้าที่ปรนนิบัติพวกคุณชายโดยเฉพาะเลยเชียว”
ชุ่ยจือเหรินฟังแล้วในใจก็พลันสั่นไหว
เดิมทีเขาเป็นคนเขียนบทความโดยไม่ค่อยเน้นรูปแบบพิธีรีตองนัก
หากจะกล่าวไป แม้ชุ่ยจือเหรินจะมีนิสัยใจคอไม่สู้ดีนัก แต่ก็นับว่าเป็นผู้ที่มีความรู้ความสามารถคนหนึ่ง
ปกติเขาเป็นคนเขียนบทความค่อนข้างเรียบง่ายและมีเนื้อหาสาระที่ชัดเจน
แต่เมื่อได้ยินบทสนทนาของคนทั้งคู่ เขาจึงคิดจะเปลี่ยนแปลงแนวทางการเขียนเสียใหม่ในการสอบเซียงชื่อครั้งนี้
หลังจากรับประทานอาหารเสร็จ ระหว่างทางกลับชุ่ยจือเหรินบังเอิญพบกับเพื่อนร่วมสำนักกลุ่มหนึ่ง
ซึ่งคนกลุ่มนี้ล้วนเคยหัวเราะเยาะถากถางเขามาก่อน
ชุ่ยจือเหรินผู้เจ้าคิดเจ้าแค้นจึงจงใจบอกกับเพื่อนกลุ่มนั้นว่า ขุนนางผู้ดูแลการศึกษาคนใหม่ชื่นชอบบทความที่เรียบง่ายเป็นที่สุด และแสร้งเตือนให้พวกเขาใส่ใจเรื่องนี้ให้ดี
ทว่าเพื่อนร่วมสำนักเหล่านั้นกลับไม่หลงกล
พวกเขาต่างมองออกว่าชุ่ยจือเหรินไม่มีทางหวังดีแน่ จึงพยายามสืบหาข่าวคราวอย่างสุดกำลัง
ในที่สุดพวกเขาก็ล่วงรู้ว่าชุ่ยจือเหรินปั้นน้ำเป็นตัว จึงรวมหัวกันอาศัยจังหวะที่เขาไม่ทันระวังตัว เอากระสอบคลุมหัวแล้วรุมกระหน่ำตีเขาไปยกหนึ่ง
ทว่ายังมีเพื่อนร่วมสำนักของชุ่ยจือเหรินอีกคนหนึ่งที่เป็นคนซื่อบริสุทธิ์ เขาหลงเชื่อคำพูดของชุ่ยจือเหรินอย่างสนิทใจ จึงตั้งหน้าตั้งตาอ่านแต่บทความที่มีแนวทางเรียบง่ายอย่างเอาเป็นเอาตาย
ไม่ว่าอย่างไร อันหนิงก็ใช้เวลาเพียงไม่นานในการปั่นหัวเมืองหลวงมณฑลจนวุ่นวายไปหมด
ทางด้านขุนนางผู้ดูแลการศึกษาเองก็รับรู้ว่าภายนอกกำลังลือเรื่องอะไรกันอยู่
เมื่อได้ยินแล้วเขากลับรู้สึกขบขันยิ่งนัก
ครั้งนี้เขาตั้งใจมาเพื่อสร้างความลำบากใจให้เจ้าเมืองเหออยู่แล้ว ข่าวลือภายนอกเหล่านั้นจึงเข้าทางเขาพอดี เขาไม่เพียงแต่ไม่คิดจะสั่งห้าม แต่ยังลอบช่วยส่งเสริมให้ข่าวลือนั้นแพร่สะพัดออกไปอีกแรง
ภายใต้สถานการณ์เช่นนี้เอง การสอบเซียงชื่อก็ได้เริ่มต้นขึ้น