- หน้าแรก
- แผนการตบหน้าฉบับมืออาชีพ
- บทที่ 396 ฉันชอบคนหน้าตาดี (38)
บทที่ 396 ฉันชอบคนหน้าตาดี (38)
บทที่ 396 ฉันชอบคนหน้าตาดี (38)
สมาชิกทั้งสามคนของตระกูลอู๋เดินทางมาถึงบ้านตระกูลเซียวในวันถัดมา
หลังจากอันหนิงพาพวกเขาไปพบเซียวหยวนแล้ว ก็นำคนทั้งหมดไปพำนักจัดการที่หมู่บ้านในไร่
อู๋ผิงเคยทำไร่ไถนามาก่อนที่จะออกไปทำการค้า เขาจึงมีความรู้เรื่องการดูแลพืชพรรณอยู่บ้าง
อันหนิงมอบหมายให้เขาอยู่ที่นี่ไม่ใช่เพื่อให้ลงแรงทำนาเอง ทว่าต้องการให้เขาช่วยดูแลบรรดาชาวนาผู้เช่าที่ดินในไร่ให้เรียบร้อย
เธอวางแผนงานไว้อย่างละเอียดรอบคอบ ก่อนจะมอบแผนการนั้นให้อู๋ผิงดู เพื่อให้เขาจัดการทุกอย่างตามที่ระบุไว้ในแผนงาน
เมื่อจัดแจงเรื่องราวของคนตระกูลอู๋เสร็จสิ้น ก่อนจะกลับ อันหนิงได้กำชับอู๋ผิงว่า "โก่วเซิ่งของเจ้าจะใช้ชื่อนี้ไปตลอดมิได้ ต้องหาชื่อที่เป็นทางการให้เขาเสียหน่อย นอกจากนี้ข้าคิดว่าหากวันใดข้าว่างเว้นจากธุระ เจ้าก็ส่งลูกสาวกับลูกชายไปหาข้าที่นั่นนะ ข้าจะสอนหนังสือพวกเขาเอง เด็กพวกนี้ไม่ว่าภายหน้าจะสอบเข้ารับราชการหรือไม่ แต่อย่างไรเสียก็ต้องรู้หนังสือไว้ก่อน"
อู๋นีได้ยินดังนั้นก็ปีติยินดีเป็นล้นพ้น
นางรีบดึงมือโก่วเซิ่งให้ลงไปหมอบกราบอันหนิง "หากท่านจะกรุณาสั่งสอนพวกเรา เช่นนั้นท่านก็คืออาจารย์ ข้ากับน้องชายขอหมอบกราบอาจารย์ก่อนเจ้าค่ะ"
เด็กคนนี้ ช่างเป็นพวกฉวยโอกาสปีนป่ายเสียจริง
อันหนิงยิ้มพลางพยุงเด็กทั้งสองขึ้นมา "จะรับเป็นศิษย์หรือไม่ ข้าต้องขอพิจารณาดูก่อน เอาเถิด ในเมื่อรับการคารวะจากพวกเจ้าแล้ว ข้าก็คงไม่รับเปล่าๆ อย่างไรเสียก็จะสอนสั่งวิชาที่ใช้ประโยชน์ได้ให้ รอผ่านไปสักพักข้าเห็นว่าพวกเจ้าถนัดด้านใด ก็จะสอนวิชาด้านนั้นให้เอง"
อันหนิงลูบศีรษะโก่วเซิ่ง "วันหน้าตามพี่สาวเจ้าไป ก็ต้องทำตัวให้ดีล่ะ"
โก่วเซิ่งในยามนี้ดูหงอยเหงาลงถนัดตา
การที่อู๋ผิงหย่าขาดจากนางชุ่ยนั้น สำหรับอู๋นีผู้รู้ความนับว่าเป็นเรื่องดี ทว่าโก่วเซิ่งกลับยังยากจะทำใจยอมรับ
ยามนางชุ่ยจากไปนั้น นางโอบกอดโก่วเซิ่งพลางร้องไห้คร่ำครวญอย่างน่าเวทนา เด็กน้อยเองก็ไม่อยากพรากจากมารดา ทั้งเขายังได้ยินคนในหมู่บ้านเล่าขานกันว่า อู๋ผิงคงจะต้องแต่งงานใหม่แน่ ถึงเวลานั้นเขาก็จะมีแม่เลี้ยง และแม่เลี้ยงมักจะทารุณเด็กๆเสมอ
โก่วเซิ่งหวาดกลัวยิ่งนัก เขาเงยหน้ามองอันหนิงด้วยสายตาขลาดเขลา "ฮูหยินขอรับ ขะ... ข้าไม่อยากมีแม่เลี้ยง ท่านช่วยพูดเกลี้ยกล่อมท่านพ่อให้ข้าหน่อยได้ไหมขอรับ"
อันหนิงยิ้มพลางตบไหล่เขาเบาๆ "เรื่องนี้เจ้าต้องถามพ่อเจ้าเอง ทว่าไม่ว่าวันหน้าเจ้าจะมีแม่เลี้ยงหรือไม่ เจ้าก็ต้องหมั่นเรียนรู้สิ่งต่างๆให้มาก เมื่อเจ้าเข้มแข็งขึ้นแล้ว ต่อให้มีแม่เลี้ยงกี่คนเจ้าก็ไม่ต้องหวาดกลัว"
โก่วเซิ่งยังไม่เข้าใจความหมายนัก
แต่เขาจำได้ว่าพี่สาวเคยบอกว่าฮูหยินท่านนี้เก่งกาจยิ่งนัก ทั้งยังมีความรู้กว้างขวาง สั่งให้เขาต้องเชื่อฟังคำของฮูหยิน เด็กน้อยจึงจดจำคำพูดของอันหนิงไว้จนขึ้นใจ
อันหนิงจัดการเรื่องคนตระกูลอู๋เสร็จสิ้น พอกลับมาถึงบ้านก็พบกับหวังชุนฮวาเข้าพอดี
หวังชุนฮวาตั้งใจมาหาอันหนิงที่บ้านตระกูลเซียวโดยเฉพาะ
ทันทีที่พบหน้าอันหนิง นางก็รีบฉุดแขนอันหนิงเข้าไปคุยกันในห้องทันที
"เจ้ารู้ไหม ข้าให้คนคอยสืบข่าวมาตลอด ในที่สุดก็สืบจนได้ความแล้ว"
อันหนิงชะงักไปครู่หนึ่ง ก่อนจะนึกขึ้นได้ว่าหวังชุนฮวาหมายถึงเรื่องใด
นางคงหมายถึงเรื่องการสลับวาสนาชะตาชีวิตนั่นเอง
"เป็นใครกันหรือ?"
อันหนิงเอ่ยถามหวังชุนฮวา พลางสั่งให้สาวใช้ไปยกน้ำชา ขนม และถั่วแห้งมาต้อนรับ
ชิงซิ่งยกจานใส่เมล็ดทานตะวัน เกาลัด และวอลนัทเข้ามาส่งให้ก่อน หวังชุนฮวาหยิบเมล็ดทานตะวันขึ้นมาคว้าหนึ่ง พลางแทะเมล็ดไปพลางเอ่ยไปพลาง "คนผู้นี้เจ้าน่าจะรู้จักดีเชียวล่ะ"
"ใครกันล่ะ?"
อันหนิงยิ่งทวีความอยากรู้ขึ้นไปอีก
เธอกระตือรือร้นอยากให้หวังชุนฮวารีบเอ่ยปาก จึงถึงขั้นรินน้ำชาแล้วยกไปส่งให้ด้วยตนเอง "มาเถิด ข้าขอปรนนิบัติเจ้าสักครา เจ้าก็รีบบอกมาเสียที"
หวังชุนฮวายังคงไว้ตัวเล็กน้อย นางจิบน้ำชาไปอึกหนึ่งก่อนจะหันไปสั่งชิงซิ่ง "ไป เอาของอร่อยที่นายหญิงเจ้าเก็บไว้มาให้ข้าให้หมด แล้วไปบอกทางห้องครัวด้วยว่า วันนี้ข้าจะอยู่กินข้าวที่บ้านพวกเจ้าก่อนค่อยกลับ พวกเจ้าห้ามต้อนรับข้าแบบแกนๆเชียวนะ ต้องจัดสำรับชุดใหญ่มาให้ข้าด้วย"
ชิงซิ่งยิ้มรับคำ
นางกำลังจะหมุนตัวออกไปพอดีกับที่นายหญิงเซียวซึ่งกำลังรู้สึกเบื่อหน่ายอยู่พอดี เมื่อได้ยินว่าอันหนิงมีแขกมาหา จึงเดินมาแวะเยี่ยมดูเสียหน่อย
ทันทีที่นายหญิงเซียวเดินเข้าประตูมา หวังชุนฮวาก็รีบลุกขึ้นยืนทันควัน "ท่านมาได้อย่างไรกันเจ้าคะ ข้ากำลังว่าจะไปคารวะท่านอยู่พอดีเชียว"
อันหนิงเข้าไปประคองนายหญิงเซียวนั่งลง แล้วรินน้ำชาให้ "ท่านแม่มีธุระอันใดหรือเจ้าคะ?"
นายหญิงเซียจิบน้ำชาหนึ่งคำ "ไม่มีธุระอันใดหรอก แค่อยากมานั่งคุยกับพวกเจ้าบ้าง พวกเจ้าคงไม่นึกรำคาญที่ข้าแก่แล้วชอบพูดมากหรอกนะ"
"จะเป็นเช่นนั้นได้อย่างไรเจ้าคะ"
อันหนิงแย้มยิ้มพลางเลื่อนจานขนมส่งให้ "ท่านแม่ยอมมาสนทนากับพวกเรานับเป็นเรื่องที่พวกเราเฝ้าปรารถนาเลยเจ้าค่ะ"
หวังชุนฮวาเองก็หัวเราะร่า "ข้าเองจะหาคนที่มีเมตตาเช่นท่านมานั่งคุยด้วยก็หาได้ยากยิ่ง ท่านดูสิว่าเดี๋ยวนี้ข้าขยันวิ่งมาบ้านท่านบ่อยเพียงใด ทั้งหมดก็เพราะท่านใจคออารี แถมยังเอ็นดูพวกข้าที่เป็นผู้น้อยที่สุด ข้ามาแล้วรู้สึกอุ่นใจสบายกาย ถึงได้มาหาบ่อยๆอย่างไรเล่าเจ้าคะ"
วาจานี้นายหญิงเซียวได้ฟังแล้วรื่นหูยิ่งนัก นางอดไม่ได้ที่จะหัวเราะออกมา "พวกเจ้าเลิกยกยอปอปั้นข้าได้แล้ว เมื่อครู่คุยเรื่องอะไรกันอยู่หรือ ข้าเหมือนจะได้ยินแว่วๆว่าเป็นคนที่รู้จัก"
หวังชุนฮวาหันไปสบตาอันหนิง
อันหนิงมิได้ปิดบังนายหญิงเซียว นางจึงบอกเล่าเรื่องราวทั้งหมดของตระกูลอู๋ออกมา
หลังจากนายหญิงเซียวได้รับฟัง ในใจก็รู้สึกเวทนาคนตระกูลอู๋ยิ่งนัก เมื่อได้ยินว่าเด็กน้อยตระกูลอู๋ที่ถูกสลับชะตาคนนั้นยามนี้ไม่ต้องทนทุกข์ทรมานแล้ว ทว่าตัวเขายังคงคำนึงถึงบุคคลอันเป็นที่รัก ยอมแบ่งปันบุญวาสนาที่สวรรค์ประทานให้แก่ญาติมิตร นายหญิงเซียวฟังแล้วก็รู้สึกจุกในอกจนขอบตาแดงก่ำ
"เด็กคนนี้ช่างดีเหลือกเกิน น่าเวทนานักที่ต้องมาเจอมารดาที่เลอะเลือนเช่นนั้น"
หวังชุนฮวารีบเอ่ยเสริม "ยังนับว่าโชคดีที่ได้พบกับอันหนิง อันหนิงช่วยทวงคืนความยุติธรรมให้เขา มิเช่นนั้นเด็กคนนั้นไม่รู้จะต้องทนทุกข์ไปอีกนานเพียงใด หากไม่พบอันหนิง ด้วยนิสัยอย่างนางชุ่ย เกรงว่าคนทั้งตระกูลอู๋คงถูกนางทำลายจนย่อยยับไปแล้ว"
"ช่างหัวอ่อนแยกแยะผิดชอบชั่วดีไม่ได้จริงๆ" นายหญิงเซียวอดไม่ได้ที่จะตำหนิออกมาคำหนึ่ง
จากนั้นนางจึงให้ความสนใจเป็นพิเศษว่าตระกูลใดกันที่มาสลับชะตาของคนตระกูลอู๋ไป "เจ้ารีบบอกมาเร็วเข้า ว่าใครกันที่จิตใจโสมมอำมหิตได้ถึงเพียงนี้"
หวังชุนฮวารีบตอบทันที "ตระกูลนี้พวกท่านน่าจะรู้จักกันดี ก็คือบ้านของท่านแม่ทัพเสวียนเวยอย่างไรเล่าเจ้าคะ"
"เป็นบ้านเขาหรือนี่!" นายหญิงเซียวอุทานด้วยความตกใจ
อันหนิงพยายามนึกทบทวนว่าแม่ทัพเสวียนเวยผู้นี้คือใคร
นึกอยู่ครู่หนึ่งในที่สุดก็นึกออก
แม่ทัพเสวียนเวยที่เอ่ยถึงผู้นี้แท้จริงแล้วอายุยังน้อย ได้ยินว่าเพียงยี่สิบเศษเท่านั้น
ท่านแม่ทัพเสวียนเวยถือกำเนิดจากจวนเติ้งกั๋วกง
เติ้งกั๋วกงเซี่ยเฉิงต้ง เดิมทีเป็นชาวอำเภอชิงหยวน เพียงแต่ครอบครัวของเขาอาศัยอยู่ในเมืองหลวงมาโดยตลอด ภายหลังดูเหมือนจะเข้าไปพัวพันกับเหตุการณ์บางอย่างในเมืองหลวงจนไม่อาจพำนักอยู่ต่อได้ จึงต้องอพยพทั้งครอบครัวกลับมายังอำเภอชิงหยวน
ส่วนท่านแม่ทัพเสวียนเวยก็คือบุตรชายของเติ้งกั๋วกง มารดาผู้ให้กำเนิดเสียชีวิตตั้งแต่เขายังเล็ก ดูเหมือนมารดาเลี้ยงจะปฏิบัติกับเขาไม่สู้ดีนัก เขาจึงเข้าเป็นทหารตั้งแต่อายุสิบสองปี อาศัยหยาดเหง้าแรงกายต่อสู้บุกเบิกด้วยตนเองจนเริ่มได้ประจำการรักษาด่านชายแดนตอนอายุสิบห้า ยามที่ศัตรูผู้แข็งแกร่งรุกราน เขากลับสามารถบั่นศีรษะของอ๋องซ้ายฝ่ายศัตรูมาได้ จึงได้รับพระราชทานบรรดาศักดิ์เป็นแม่ทัพเสวียนเวยจากความดีความชอบในสงคราม หลังจากนั้นเขาก็ประจำการอยู่ชายแดนมาตลอดหลายปี
ดูเหมือนว่าเมื่อปีก่อนหรือเมื่อใดไม่ทราบ ท่านแม่ทัพเสวียนเวยได้รับบาดเจ็บสาหัส จึงถูกฝ่าบาทเรียกตัวกลับมารักษาอาการบาดเจ็บ
แม้เติ้งกั๋วกงจะมีตำแหน่งกง ทว่าเนื่องจากเขาไม่มีอำนาจในมือ ทั้งยังเป็นคนเลอะเลือนเบาปัญญา คนทั่วไปจึงมักไม่เอ่ยถึงเขานัก แต่เพราะแม่ทัพเสวียนเวยสร้างชื่อเสียงระบือไกลจากการรักษาชายแดน ชาวอำเภอชิงหยวนยามเอ่ยถึงคนบ้านนี้จึงมักเรียกว่า 'บ้านท่านแม่ทัพเสวียนเวย'
เมื่ออันหนิงนึกออกว่าเป็นตระกูลใด นางก็ยิ่งทวีความสงสัยมากขึ้น
นายหญิงเซียวเองก็จดจ้องหวังชุนฮวาไม่วางตา "ทว่าเรื่องอายุก็ไม่น่าจะใช่นะ หากเด็กบ้านอู๋คนนั้นยังมีชีวิตอยู่ ยามนี้ก็น่าจะอายุราวสิบหกสิบเจ็ดปี แต่ท่านแม่ทัพเสวียนเวยอายุมากกว่าเขาตั้งมาก"
โดยทั่วไปแล้ว การสลับวาสนาชะตาชีวิตนั้น หากคนทั้งสองมีอายุใกล้เคียงกันจะดีที่สุด ยิ่งอายุต่างกันมากเท่าใด ก็ยิ่งสลับเปลี่ยนได้ยากเย็นเพียงนั้น
อีกทั้งการสลับชะตามักจะทำได้ง่ายกว่ายามที่เด็กยังเล็ก เพราะชะตาชีวิตยังไม่เติบโตเต็มที่ เส้นลายชะตายังไม่ปรากฏชัดเจน
หวังชุนฮวาหัวเราะเบาๆ "ท่านรู้จักแต่ท่านแม่ทัพเสวียนเวย หรือท่านลืมไปแล้วว่าเขายังมีน้องชายอีกคนหนึ่ง"
อันหนิงอุทานอย่างตกใจ "เป็นน้องชายของเขาหรือ? คนที่เกิดจากแม่เลี้ยงผู้นั้นน่ะหรือ?"
อันหนิงเอ่ยถามพลางใช้นิ้วมือคำนวณดู "เป็นเขาจริงๆด้วย"