- หน้าแรก
- แผนการตบหน้าฉบับมืออาชีพ
- บทที่ 397 ฉันชอบคนหน้าตาดี (39)
บทที่ 397 ฉันชอบคนหน้าตาดี (39)
บทที่ 397 ฉันชอบคนหน้าตาดี (39)
"เจ้ารู้เรื่องนี้ได้อย่างไร?"
นายหญิงเซียวตื่นตระหนกกับข่าวนี้ยิ่งนัก นางรีบดึงมือหวังชุนฮวามาถามไถ่พัลวัน
เมื่อสตรีสามคนมารวมตัวกัน การสนทนาเรื่องซุบซิบนินทาก็ออกรสออกชาติขึ้นมาทันที
โดยเฉพาะหวังชุนฮวาที่เป็นพวก ไม่มีเรื่องก็หาเรื่องเป็นทุนเดิม ผนวกกับนายหญิงเซียวที่วันๆอยู่แต่บ้านจนเบื่อหน่ายเข้ากระดูกดำ เมื่อทั้งสองคนเริ่มเปิดฉากสนทนากันจึงคุยกันยาวเหยียดแบบไม่รู้จบ
ส่วนอันหนิงนั่งฟังอยู่ด้านข้าง คอยสอดแทรกบทสนทนาเป็นระยะ ทั้งยังอาศัยจังหวะที่หวังชุนฮวากำลังเล่าอย่างได้อารมณ์ สั่งให้สาวใช้ไปจัดเตรียมสำรับอาหารที่ห้องครัว
หวังชุนฮวาเล่าไปพลางวาดไม้วาดมือไปพลาง "ก็ที่บ้านเขาเกิดเรื่องอย่างไรเล่าเจ้าคะ ท่านไม่รู้หรอกว่าน้องชายของท่านแม่ทัพเสวียนเวยผู้นั้นเฉลียวฉลาดมาแต่เล็ก ชื่อเสียงเรียงนามก้องไกลไปทั่ว ได้ยินว่าเขามีความสามารถจำได้ไม่ลืมเลือน เรียนหนังสือเก่งกาจยิ่งนัก อายุยังน้อยก็ได้เป็นถึงซิ่วไฉแล้ว ทั้งยังร่ำลือกันว่าหน้าตาดีและวาสนาดีเยี่ยมอีกด้วย"
นายหญิงเซียวเอ่ยว่า "เช่นนั้นเด็กคนนี้ก็นับว่าเพียบพร้อมดีไม่ใช่หรือ"
หวังชุนฮวาหัวเราะหึ "แต่ทว่า... คนผู้นี้แหละที่ตายแล้ว"
"หา?" นายหญิงเซียวอุทานลั่น "ตายได้อย่างไรกัน?"
อันหนิงเองก็รีบวางเมล็ดทานตะวันในมือลงเพื่อร่วมวงทันที "นั่นสิ ตายได้อย่างไรกันเจ้าคะ?"
หวังชุนฮวาแสดงท่าทีภูมิอกภูมิใจที่ได้เป็นคนกุมความลับ "จะตายอย่างไรได้อีกล่ะเจ้าคะ ก็จมน้ำตายน่ะสิ ได้ยินว่าเขาออกไปเที่ยวชมวสันตฤดูกับสหาย คนอื่นไม่มีใครเป็นอะไรเลย แต่เขากลับตกลงไปในแม่น้ำสายเล็กๆ ลำธารนั่นตื้นยิ่งนัก น้ำลึกไม่ถึงเอวด้วยซ้ำ ทว่ากลับจมน้ำตายได้เสียอย่างนั้น ท่านดูสิว่าเรื่องมันช่างบังเอิญเกินไปหรือไม่"
"ช่างบังเอิญจริงๆนั่นแหละ" นายหญิงเซียวและอันหนิงพยักหน้าพร้อมกัน
"แล้วอย่างไรต่อล่ะ?" นายหญิงเซียวถามต่อ
หวังชุนฮวาเล่าต่อว่า "พอเขามรณกรรมจนถูกหามกลับไป ฮูหยินเติ้งกั๋วกงก็ทำใจรับไม่ได้จนสลบไสลไป พอฟื้นขึ้นมาตามเนื้อตัวก็ผุดฝีหนอง ดูเหมือนจะล้มป่วยด้วยโรคประหลาดบางอย่าง ยามนี้เหลือเพียงลมหายใจรวยรินแล้ว แม้แต่เติ้งกั๋วกงเองก็ยังพลัดตกจนขาหักไปข้างหนึ่ง ยามนี้ทั้งบ้านจึงตกอยู่ในบรรยากาศอมทุกข์ระทม"
อันหนิงฟังแล้วขมวดคิ้วมุ่น "แล้วท่านแม่ทัพเสวียนเวยล่ะเจ้าคะ?"
หวังชุนฮวาส่ายหน้า "เรื่องนี้ข้าก็ไม่ทราบเหมือนกันเจ้าคะ ดูเหมือนท่านแม่ทัพเสวียนเวยจะไม่อยู่ที่จวนเติ้งกั๋วกง ไม่รู้ว่าหายไปที่ใด ข้าติดสินบนสาวใช้ในครัวกับหัวหน้าคนงานเล็กๆของบ้านนั้นมา ได้ความว่าท่านแม่ทัพเสวียนเวยหายสาบสูญไป บ้างก็ว่าถูกแม่เลี้ยงกำจัดทิ้งไปแล้ว แต่อย่างไรเสียก็หาตัวคนไม่พบเจ้าค่ะ"
"นี่มันเวรกรรมแท้ๆ" นายหญิงเซียวพนมมือสวดมนต์อยู่สองสามประโยค "เติ้งกั๋วกงมีบุตรชายเพียงสองคน ยามนี้ลูกคนเล็กตาย ลูกคนโตก็หาไม่เจอ ภรรยาก็ใกล้จะมรณา ส่วนตัวเขาเองก็อยู่ในสภาพเช่นนั้น แล้วคนบ้านนี้จะใช้ชีวิตต่อไปได้อย่างไร"
หวังชุนฮวากลับรู้สึกสะใจเสียมากกว่า "ก็สมควรแล้วมิใช่หรือเจ้าคะ ใครสั่งให้พวกเขาสลับวาสนาชะตาชีวิตของผู้อื่นกันเล่า เกรงว่าเดิมทีบุตรชายคนเล็กของเขาคงมีชะตาที่เปื้อนด้วยราคีบาปหนา ต้องทนทุกข์ทรมานในชาตินี้ ทว่ากลับคิดจะไปสลับเอาชะตาที่มั่งคั่งเพียบพร้อมของผู้อื่นมาแทน ชะตาดีๆเช่นนี้เขารับไว้ไม่ไหวหรอก สุดท้ายก็ต้องจบชีวิตลงเช่นนี้เอง"
อันหนิงหรี่ตาลงเล็กน้อย "บุตรชายคนเล็กของเติ้งกั๋วกงไม่ใช่คนดีเด่อะไร และข้าก็เห็นว่าฮูหยินเติ้งกั๋วกงเองก็หาใช่คนใจบุญสุนทานไม่ ต้องรู้ก่อนนะว่าภรรยาเอกคนเดิมของเติ้งกั๋วกงก็คือพี่สาวแท้ๆของฮูหยินคนปัจจุบัน พอคนพี่จากไปได้ไม่นาน เติ้งกั๋วกงยังไม่ทันพ้นกำหนดไว้อาลัยภรรยาเสียด้วยซ้ำ ก็ดึงดันจะแต่งน้องเมียเข้าจวนเสียให้ได้ อีกทั้งฮูหยินที่แต่งเข้ามาใหม่นี้พ้นไปเพียงเจ็ดเดือนเศษก็ให้กำเนิดบุตรชาย อ้างว่าคลอดก่อนกำหนด แต่ใครจะไปรู้กันเล่า... ข้าพิจารณาดูแล้ว บางทีทั้งสองคนอาจลอบคบชู้กันมาตั้งนานแล้ว และไม่แน่ว่าภรรยาเอกคนก่อนอาจจะถูกพวกเขาสังหารทิ้งก็ได้"
"หา?" หวังชุนฮวาไม่เคยฉุกใจคิดถึงเรื่องนี้มาก่อน พอได้ยินอันหนิงวิเคราะห์เช่นนั้น ก็รู้สึกว่ามีเหตุผลยิ่งนัก
นายหญิงเซียวเสริมว่า "พวกเจ้ายังเด็ก เรื่องราวหลายอย่างยังไม่รู้ เรื่องแบบนี้ไม่นับว่าแปลกอันใดหรอก หลายปีมานี้ข้าได้ยินเรื่องทำนองนี้มานับไม่ถ้วนแล้ว"
อันหนิงใช้นิ้วคำนวณอย่างละเอียดในใจ ทันใดนั้นก็นึกตระหนก "แย่แล้ว"
หวังชุนฮวาและนายหญิงเซียวต่างพากันตกใจไปด้วย
"เกิดอะไรขึ้น มีอะไรไม่ดีหรือ?"
อันหนิงโบกมือปฏิเสธ "ไม่มีอะไรเจ้าคะ แค่มีเรื่องยุ่งยากนิดหน่อย"
นางไม่อยากเอ่ยถึงเรื่องนี้มากนัก อีกสองคนจึงมิได้เซ้าซี้ถามต่อ
หวังชุนฮวาฉุดมือนายหญิงเซียวคุยเรื่องจวนเติ้งกั๋วกงต่อ อันหนิงจึงปลีกตัวออกไปสั่งให้ทางห้องครัวเริ่มจัดสำรับอาหารให้เร็วขึ้น
ไม่นานอาหารก็จัดเตรียมเสร็จสิ้น อันหนิงจึงเข้าไปตามหวังชุนฮวาและนายหญิงเซียวมาทานข้าวด้วยกัน
ยามนี้เป็นช่วงวสันตฤดูที่ดอกไม้ผลิบาน อากาศก็แสนปรอดโปร่ง ทั้งสามคนจึงมิได้ทานอาหารกันภายในห้อง
อันหนิงสั่งให้คนจัดเตรียมสวนของตระกูลเซียวไว้ล่วงหน้าแล้ว โดยเลือกจัดโต๊ะอาหารไว้ที่ศาลาริมน้ำ
เมื่อพวกนางเดินไปถึง สาวใช้ก็จัดวางสำรับอาหารเสร็จเรียบร้อยพอดี
อันหนิงประคองนายหญิงเซียวให้นั่งลง ก่อนจะหันไปบอกหวังชุนฮวาว่า "ข้ารู้ว่าเจ้าชอบทานเนื้อ พอดีวันก่อนได้เนื้อเก้งมาบ้าง เลยสั่งให้ห้องครัวปรุง เจ้าลองชิมดูสิ"
"ข้ามาถูกจังหวะเสียจริง" หวังชุนฮวาแย้มยิ้มพลางทรุดกายลงนั่งประจำโต๊ะ
อันหนิงสั่งให้คนยกสุราดอกหมื่นลี้ที่นางหมักไว้ก่อนหน้านี้มาด้วย นายหญิงเซียวและหวังชุนฮวาสนทนากันอย่างออกรสจนเริ่มมีอารมณ์สุนทรีย์ ถึงขั้นรบเร้าอยากจะดื่มด้วยกัน
ด้วยเหตุนี้ ทั้งสามคนจึงนั่งทานไปดื่มไป เพียงไม่นานนักก็เริ่มเมามายได้ที่
หวังชุนฮวายามเมาแล้วชอบทำตัวระรานเล็กน้อย นางโถมกายเข้าหาอันหนิงโดยตรงพลางเอ่ยว่า "ดูเจ้าสิว่าวาสนาดีเพียงใด แม่สามีเจ้าดีกับเจ้าถึงเพียงนี้ ตัดมาที่แม่สามีของข้าสิ วันๆเอาแต่แช่งชักหักกระดูกอยากให้ข้าตายไวๆ ข้าเห็นหน้านางแล้วก็หงุดหงิดใจนัก หากข้าได้มาอยู่บ้านเจ้าคงจะดีไม่น้อย ข้าไม่อยากกลับไปเลยจริงๆ"
นายหญิงเซียวเองก็ดื่มไปไม่น้อย ยามนี้ฤทธิ์สุราแล่นขึ้นศีรษะทำให้นางนั่งโงนเงนไปข้างหนึ่ง การตอบสนองก็เริ่มช้าลง
"เจ้าไม่อยากกลับ... ก็... ก็ไม่ต้องกลับ อยู่บ้านข้านี่แหละ อยู่คุยกับข้าที่นี่"
อันหนิงเห็นแล้วก็ได้แต่หัวเราะไม่ได้ร้องไห้ไม่ออก
นางรีบเรียกสาวใช้มาประคองนายหญิงเซียวและหวังชุนฮวาเข้าไปพักในห้อง ทั้งยังสั่งให้คนต้มน้ำแกงสร่างเมามายกมาให้
หลังจากปลอบประโลมให้ทั้งคู่ดื่มน้ำแกงสร่างเมาแล้ว อันหนิงก็จัดแจงให้หวังชุนฮวานอนพักในห้องรับรอง ส่วนนายหญิงเซียวนั้นนางไปส่งถึงเรือนหลักด้วยตนเอง
เมื่อจัดการธุระเหล่านี้เสร็จสิ้น อันหนิงสั่งให้ชิงซิ่งคอยปรนนิบัติหวังชุนฮวา ส่วนตัวนางเองรีบรุดไปยังบ้านตระกูลสวี่
ยามที่หวังชุนฮวาเอ่ยถึงท่านแม่ทัพเสวียนเวย ในใจของอันหนิงก็เกิดลางสังหรณ์ไม่สู้ดีขึ้นมา
ภายหลังนางลองใช้นิ้วคำนวณดู จึงได้รู้ว่ามีจุดใดที่เกิดปัญหา
นางรีบเร่งเดินทางไปถึงบ้านตระกูลสวี่โดยไว
สวี่เป่าเอ๋อร์อยู่ที่บ้านพอดี
อันหนิงรีบฉุดสวี่เป่าเอ๋อร์เข้าไปในห้อง "เป่าเอ๋อร์ สวี่ซินเซิงอยู่ที่ใด?"
สวี่เป่าเอ๋อร์ชะงักไปครู่หนึ่ง ก่อนจะตอบว่า "ท่านพ่อส่งเขาออกไปตรวจสอบบัญชีเจ้าค่ะ เห็นว่าวันก่อนที่บ้านเพิ่งมีสินค้าเข้ามาชุดใหญ่ เขาต้องไปลงบัญชีและคอยเฝ้าดูความเรียบร้อยด้วย"
อันหนิงขมวดคิ้วมุ่น "เจ้ารีบส่งคนไปตามเขากลับมาเร็วเข้า ไม่ว่าจะอย่างไรก็ต้องให้เขารีบกลับมาเดี๋ยวนี้"
สวี่เป่าเอ๋อร์ไม่เข้าใจว่าเหตุใด ทว่านางยังคงรีบสั่งให้บ่าวรับใช้ในบ้านออกไปตามหาสวี่ซินเซิงทันที
หลังจากจัดการสั่งความเสร็จ สวี่เป่าเอ๋อร์จึงเอ่ยถามอันหนิง "พี่สาว ท่านรีบร้อนกระวนกระวายเช่นนี้ เกิดเรื่องอันใดขึ้นหรือเจ้าคะ?"
อันหนิงตบหน้าผากตนเองเบาๆ "ข้ากลัวว่าเขาจะเกิดอันตราย"
"หา?" สวี่เป่าเอ๋อร์อุทานอย่างตระหนก "ตกลงมันเกิดอะไรขึ้นกันแน่เจ้าคะ? มีเรื่องอะไรหรือ?"
อันหนิงกระซิบที่ข้างหูสวี่เป่าเอ๋อร์ว่า "ยังจำอู๋นีได้หรือไม่? เรื่องพี่ชายของนางเจ้าก็น่าจะรู้ วันก่อนข้าเพิ่งสลับวาสนาชะตาชีวิตคืนให้พี่ชายของนางไป วันนี้ถึงเพิ่งได้รู้ว่าคนที่เคยสลับชะตากับพี่ชายของอู๋นีไปนั้น แท้จริงแล้วคือน้องชายร่วมอุทรของสวี่ซินเซิง"
สวี่เป่าเอ๋อร์ตกใจจนยืนอึ้ง พูดไม่ออกไปพักใหญ่
มือของนางสั่นเทาไม่หยุด "นี่... นี่มันเรื่องอะไรกัน? บ้านเขาทำเรื่องชั่วช้าเช่นนี้ลงได้อย่างไร แล้ว... แล้วเขาจะเป็นคนเลวด้วยหรือไม่?"
อันหนิงตบมือสวี่เป่าเอ๋อร์เบาๆเพื่อปลอบประโลม "ไม่ใช่หรอก ก่อนที่พวกเจ้าจะแต่งงานกันข้าเคยตรวจดูดวงชะตาเขาแล้ว เขาเป็นคนดีมาก อีกทั้งเรื่องนี้ก็น่าจะไม่เกี่ยวข้องกับเขา มารดาเลี้ยงของเขาจงเกลียดจงชังเขาจนอยากจะกำจัดทิ้งให้พ้นทาง เขาต้องออกไปสู้ชีวิตบุกเบิกด้วยตนเองตั้งแต่อายุยังน้อย เรื่องภายในบ้านเขาคงไม่รู้ และไม่เคยมีส่วนร่วมแน่นอน"
สวี่เป่าเอ๋อร์ได้ฟังดังนั้นจึงลอบถอนหายใจด้วยความโล่งอก
ทว่าหลังจากนั้น หัวใจของนางก็กลับมาเต้นรัวด้วยความกังวลอีกครั้ง
นางยังจำได้ว่าอันหนิงเคยเอ่ยถึงเรื่องผลแห่งกรรมอันใดทำนองนั้น
ดูเหมือนว่าหากมีการสลับดวงชะตากลับคืนสู่เจ้าของเดิม เช่นนั้นครอบครัวที่เคยแย่งชิงชะตาผู้อื่นไปจะต้องประสบเคราะห์กรรมกันถ้วนหน้า หรือแม้กระทั่งต้องพบจุดจบที่ไม่สวยงาม
ไม่ว่าสวี่ซินเซิงจะมีความสัมพันธ์กับคนในครอบครัวเป็นเช่นไร ทว่าสายเลือดที่ไหลเวียนอยู่นั้นย่อมไม่อาจตัดขาด ย่อมต้องได้รับผลกระทบจากแรงดีดกลับนี้ไปด้วยแน่นอน
สวี่เป่าเอ๋อร์กุมมืออันหนิงไว้แน่น "พี่สาว ท่านต้องช่วยท่านพี่ของข้าด้วยนะเจ้าคะ หากเขาเป็นอะไรไป ข้าจะอยู่ต่อไปได้อย่างไร?"