- หน้าแรก
- แผนการตบหน้าฉบับมืออาชีพ
- บทที่ 395 ฉันชอบคนหน้าตาดี (37)
บทที่ 395 ฉันชอบคนหน้าตาดี (37)
บทที่ 395 ฉันชอบคนหน้าตาดี (37)
นายท่านเซียวไม่อาจข่มใจนั่งนิ่งได้อีกต่อไป เขาลุกพรวดขึ้นทันควันแล้วเร่งสาวเท้าออกไปต้อนรับด้านนอก
นายหญิงเซียวเองก็กึ่งวิ่งกึ่งเดินตามไปพร้อมใบหน้าที่ประดับด้วยรอยยิ้มอิ่มเอม
สำหรับผู้ที่สืบทอดประเพณีการศึกษาควบคู่ไปกับวิถีเกษตรกรรม การสอบติดถงเซิงอาจมิใช่เรื่องใหญ่อะไรนัก
ทว่าสำหรับตระกูลเซียวแล้ว มีตำแหน่งถงเซิงไว้ในบ้านนับเป็นวาสนาที่เฝ้าเพียรขอมาหลายชั่วอายุคนก็ไม่อาจบรรลุ
แม้ตระกูลเซียวจะมั่งคั่งมีเงินทอง ทว่าบรรพชนหลายรุ่นกลับไม่มีใครเป็นผู้คงแก่เรียนได้เลย
ในแต่ละรุ่น อย่างมากก็พอรู้หนังสือเล็กน้อย ขอเพียงทำมาค้าขายคล่องแคล่วและคำนวณบัญชีได้ก็เพียงพอแล้ว ส่วนเรื่องอื่นนั้นพวกเขาไม่กล้าแม้แต่จะคาดหวัง
เฉกเช่นนายท่านเซียวผู้นี้ ในปีนั้นท่านปู่ก็เคยหมายมั่นปั้นมือจะเคี่ยวเข็นเขาให้เป็นบัณฑิต เพื่อหวังจะชะล้างกลิ่นอาย "เหรียญทองแดง" ที่ติดตัวตระกูลพ่อค้าออกไปให้สิ้น แต่ไม่ว่าท่านปู่จะทุบตีเพียงใด หรือเสาะหาอาจารย์เก่งกาจมาสั่งสอนแค่ไหน นายท่านเซียวกลับไม่รู้เรื่องเลยแม้แต่นิดเดียว
นายท่านเซียวรู้ซึ้งดีว่าการเรียนหนังสือลำบากยากเข็ญเพียงใด และการสอบให้ได้ยศถาบรรดาศักดิ์นั้นยิ่งยากเย็นแสนเข็ญเพียงไหน เขาจึงไม่เคยมีความคิดที่จะบีบคั้นบุตรชายให้เข้าสอบรับราชการเลยแม้แต่น้อย
ทว่า การไม่กล้าคาดหวังไม่ได้หมายความว่าไม่ได้เฝ้ารอ
ยามนี้เห็นเซียวหยวนมุมานะเล่าเรียนด้วยตนเองโดยไม่ต้องให้ผู้ใดเคี่ยวเข็น ทั้งยังสอบติดถงเซิงมาได้สำเร็จ นายท่านเซียวจึงปีติยินดีเป็นล้นพ้น ยินดีเสียจนน้ำตาลูกผู้ชายไหลรินออกมาอย่างกลั้นไม่อยู่
เขายกมือขึ้นตบบ่าเซียวหยวนที่เพิ่งเดินทางกลับมาด้วยดวงตาที่เอ่อคลอไปด้วยน้ำตา "ดี ดีมากจริงๆ! หากท่านปู่ของเจ้าได้มาเห็นเจ้าในวันนี้ ท่านคงจะดีใจจนเนื้อเต้นเป็นแน่"
ฝ่ายเซียวหยวนรีบเข้าไปประคองนายหญิงเซียวที่เดินตามมา "ลูกจากบ้านไปหลายวัน ใจก็เฝ้าแต่เป็นห่วงท่านพ่อท่านแม่ ต้องลำบากท่านแม่ช่วยดูแลหนิงหนิงแล้วขอรับ"
เมื่อนายหญิงเซียวได้ยินเช่นนั้น หัวใจก็พลันรู้สึกหอมหวานราวกับได้รับประทานน้ำผึ้ง
เห็นหรือไม่เล่า บุตรชายเอ่ยปากเองเลยว่าในใจเฝ้าแต่เป็นห่วงท่านพ่อท่านแม่ เห็นได้ชัดว่าเขาให้ความสำคัญกับบิดามารดามาเป็นอันดับหนึ่ง มิใช่พวกประเภทแต่งเมียแล้วลืมแม่เสียหน่อย
"แม่ที่ไหนจะดูแลเมียเจ้ากัน มีแต่เมียเจ้านั่นแหละที่คอยดูแลแม่ เจ้าต้องดีกับเมียเจ้าให้มากๆนะ หากเจ้ากล้าคิดคดหักหลังนางล่ะก็ คอยดูเถิดว่าแม่จะสั่งสอนเจ้าอย่างไร"
เซียวหยวนรีบค้อมกายรับคำไม่ขาดปาก
คนทั้งครอบครัวพากันเดินเข้าบ้านด้วยบรรยากาศที่เปี่ยมไปด้วยความสามัคคีปรองดอง ภายใต้สายตาที่จดจ่อของนายท่านเซียว เซียวหยวนจึงเริ่มบอกเล่าเรื่องราวที่ประสบพบเจอมาในการสอบระดับมณฑลครั้งนี้
เขาเล่าไปพลางเอ่ยปากชมเชยอันหนิงไปพลาง "ครั้งนี้ต้องขอบคุณหนิงหนิงจริงๆขอรับ ก่อนที่ลูกจะออกเดินทาง นางกำชับลูกไว้เป็นมั่นเหมาะว่า เมื่อไปถึงตัวเมืองมณฑลแล้วต้องรักนวลสงวนตัว หากเลี่ยงการออกไปข้างนอกได้ก็ให้เลี่ยงเสีย ทั้งยังสั่งห้ามมิให้รับประทานของที่ผู้อื่นส่งมาให้เด็ดขาด นี่หากมิได้นางคอยเตือนสติ ลูกเกรงว่าคราวนี้คงไม่มีชีวิตกลับมาพบพวกท่านเสียแล้ว"
นายหญิงเซียวได้ยินดังนั้นหัวใจก็พลันบีบคั้น "เกิดเรื่องอะไรขึ้นหรือ?"
เซียวหยวนแสร้งทำสีหน้าหวาดวิตกราวกับเพิ่งผ่านพ้นภัยพิบัติ "ท่านแม่ไม่ทราบหรอกขอรับ มีผู้เข้าสอบคนหนึ่งพักอยู่ไม่ไกลจากลูกนัก พอไปถึงตัวเมืองเขาก็มาชวนลูกออกไปเที่ยวเล่น ลูกไหนเลยจะกล้าล่ะขอรับ จึงรีบปฏิเสธไปทันควัน ปรากฏว่าตอนเขาออกไปเที่ยวเล่น ดันไปเจอกับคุณชายผู้สูงศักดิ์ในเมืองมณฑลที่กำลังวิวาทกันเข้าพอดี เขาเลยกลายเป็นปลาในสระที่โดนลูกหลง ถูกคนพวกนั้นทุบตีจนขาหัก อย่าว่าแต่จะเข้าสอบเลยขอรับ เกรงว่าชาตินี้ทั้งชาติคงทำงานหนักมิได้อีกแล้ว"
"ตายจริง!"
นายหญิงเซียวอุทานออกมาด้วยความตกใจ ก่อนจะรีบหยิบผ้าเช็ดหน้าขึ้นมาปิดปากไว้
เซียวหยวนฉวยโอกาสเล่าต่อ "ก่อนเข้าสอบไม่นาน เจ้าเด็กบ้านเฉียนนั่นส่งขนมมาให้ลูก แถมยังเป็นของที่ลูกชอบกินทั้งนั้น ตอนแรกลูกเกือบจะหยิบกินแล้วเชียว ทว่าพอฟันยังไม่ทันได้ขบโดนก็นึกถึงคำเตือนของหนิงหนิงขึ้นมาได้ จึงนำขนมนั่นไปโยนให้สุนัขกิน ท่านแม่ทายซิขอรับว่าเป็นอย่างไร พอขอลูกสอบเสร็จกลับมาถึงได้รู้ว่าสุนัขตัวนั้นถ่ายท้องรุนแรงจนเกือบจะสิ้นใจตายเสียให้ได้"
คราวนี้แม้แต่นายท่านเซียวเองก็ยังตกใจจนตาค้าง
เขากับนายหญิงเซียวต่างหันไปมองอันหนิงพร้อมกัน สายตาที่เต็มไปด้วยความซาบซึ้งใจนั้นดูราวกับเป็นความรู้สึกที่จับต้องได้จริง
อันหนิงแย้มยิ้มบางๆ "จริงๆแล้วเป็นเพราะท่านพี่วาสนาดีด้วยเจ้าค่ะ จึงสามารถเปลี่ยนเคราะห์ร้ายให้กลายเป็นดี ประสบพบเจอแต่ความเป็นมงคล"
ทว่านายหญิงเซียวกลับปักใจเชื่อว่าเป็นเพราะอันหนิง "ต้องขอบคุณเจ้าจริงๆ หากมิได้เจ้าคอยกำชับไว้ คราวนี้หยวนเอ๋อร์คงจะพบกับคราวเคราะห์ครั้งใหญ่เสียแล้ว"
นายท่านเซียวพลันนึกถึงเรื่องที่อันหนิงช่วยชี้แนะจนเขาสามารถกว้านซื้อสินค้าจากพ่อค้าตะวันตกมาได้ทั้งลำเรือ จนได้เมล็ดพันธุ์พืชแปลกใหม่เหล่านั้นมา ยิ่งทำให้เขามั่นใจอย่างแรงกล้าว่าอันหนิงเป็นสตรีที่พกพาความเป็นมงคลติดตัว ทั้งยังมีความสามารถในการพยากรณ์ล่วงหน้า นับเป็นผู้มีวิชาความรู้ล้ำเลิศคนหนึ่ง
ใบหน้าของเขาอาบด้วยรอยยิ้มอิ่มเอิบ "สะใภ้ใหญ่เป็นยอดภรรยาโดยแท้ ตั้งแต่นางแต่งเข้าบ้านมา หยวนเอ๋อร์ก็รักการเล่าเรียนขึ้นมาก กิจการของที่บ้านก็เจริญรุ่งเรืองขึ้นทุกวัน เห็นได้ชัดว่าคำโบราณที่ว่า 'ภรรยาดีสามีไร้เคราะห์' นั้นช่างเป็นความจริงแท้แน่นอนที่สุด"
นายหญิงเซียวเห็นพ้องเป็นอย่างยิ่ง
อันหนิงลุกขึ้นยืนพลางเอ่ยว่า "ท่านพ่อ ท่านแม่ ท่านพี่เดินทางรอนแรมกลับมาคงจะเหนื่อยล้ามากแล้ว ลูกขอตัวกลับห้องไปปรนนิบัติท่านพี่ผลัดเปลี่ยนเสื้อผ้าและพักผ่อนก่อนนะเจ้าคะ ประเดี๋ยวลูกค่อยกลับมาปรนนิบัติท่านพ่อท่านแม่รับประทานอาหาร"
นายหญิงเซียวโบกมือปัด "พวกเจ้ารีบกลับห้องไปเถิด ประเดี๋ยวให้คนยกอาหารไปให้ที่ห้อง ไม่ต้องมาทางนี้แล้ว ช่วงเวลานี้ไม่ใช่แค่หยวนเอ๋อร์ที่เหนื่อย เจ้าเองก็เหนื่อยสายตัวแทบขาดเหมือนกัน ยามนี้หยวนเอ๋อร์กลับมาแล้ว เจ้าเองก็ต้องรีบพักผ่อนเสียหน่อย"
อันหนิงและเซียวหยวนทำความเคารพ จากนั้นจึงเดินจูงมือกันออกจากประตูไป
เมื่อทั้งสองคนออกไปแล้ว นายหญิงเซียวก็เหลือบมองนายท่านเซียวแวบหนึ่ง "ท่านดูสิ ข้าเคยบอกแล้วว่าหนิงหนิงเป็นคนมีบุญวาสนา ท่านก็ดันไม่เชื่อ ทีเมื่อก่อนล่ะคิดอยากจะถอนหมั้นเสียให้ได้ เดชะบุญที่ยังฟังข้าอยู่บ้าง มิเช่นนั้นจะไปหาลูกสะใภ้ที่เพียบพร้อมเช่นนี้ได้จากที่ไหน"
นายท่านเซียวรีบเอ่ยขอขมานายหญิงเซียวเป็นพัลวัน "ตอนนั้นข้ามันตามืดบอดไปชั่วขณะ อีกอย่างตอนนั้นก็เมามายเสียจนคุมสติไม่อยู่ พอโดนคนเขายุเข้าหน่อยเลยพูดจาเลอะเทอะออกไป คนเมามักพูดไม่ตรงกับใจ ท่านคิดดูสิ ข้ากับพี่เหอมีความสัมพันธ์อันดีต่อกันเพียงใด มีหรือที่จะถอนหมั้นได้ลงคอ"
เขาเอ่ยขอขมาไปพลางยิ้มประจบไปพลาง "ทว่าฮูหยินเองก็เป็นยอดภรรยา หลายปีมานี้เพราะเชื่อฟังคำของฮูหยินแท้ๆ ชีวิตความเป็นอยู่ของตระกูลเราถึงได้เจริญรุ่งเรืองขึ้นทุกวัน"
นายหญิงเซียวถูกนายท่านเซียวประจบจนยิ้มแก้มปริ "ตาเฒ่านี่ ไปหัดพูดจาปากหวานกะล่อนแบบนี้มาจากไหนกัน"
ทั้งสองเย้าแหย่กันอยู่ครู่หนึ่ง นายหญิงเซียวก็รีบสั่งให้บ่าวรับใช้ไปแจ้งข่าวที่บ้านตระกูลอู๋ เพื่อบอกแก่เซียวซู่ซู่ว่าน้องชายของนางสอบติดถงเซิงแล้ว
เพียงไม่นาน เซียวซู่ซู่ก็พาคนในครอบครัวมากันครบครัน
ฝ่ายอู๋ไป๋ฟู่ก็ยังนำของขวัญมาร่วมแสดงความยินดีด้วย
เมื่อพวกเขามาถึง เซียวหยวนก็ไม่อาจพักผ่อนได้อีก จึงต้องออกมาสนทนากับอู๋ไป๋ฟู่
ส่วนอันหนิงก็รีบออกมาต้อนรับขับสู้เซียวซู่ซู่เช่นกัน
วุ่นวายกันอยู่ทั้งวัน จนกระทั่งยามโพล้เพล้เซียวซู่ซู่จึงได้ขอลากลับ
ถึงยามค่ำคืนขณะพักผ่อน อันหนิงและเซียวหยวนเอนกายสนทนากันอยู่บนเตียง
นางเล่าเรื่องราวของตระกูลอู๋ให้เซียวหยวนฟังอย่างละเอียด
เมื่ออันหนิงเล่าถึงเรื่องที่บุตรชายคนโตของอู๋ผิงถูกสับเปลี่ยนวาสนาชะตาชีวิตไปอย่างไร และหลังจากนั้นนางช่วยเขาสับเปลี่ยนกลับคืนมาได้อย่างไร เซียวหยวนฟังแล้วถึงกับรู้สึกพรั่นพรึงขึ้นมาเล็กน้อย
"คนพวกนี้ช่างน่ารังเกียจนัก ซินแสที่ศึกษาศาสตร์เร้นลับควรจะกระทำแต่ความดี ทว่าพวกเขากลับยอมทำเรื่องชั่วช้าได้ทุกอย่างเพื่อเงินทอง เกรงว่าภายหน้าคงต้องได้รับกรรมตามสนองเป็นแน่"
อันหนิงซบอยู่ในอ้อมกอดของเซียวหยวน "ก็เป็นเช่นนั้นแหละเจ้าคะ แม้แต่ซินแสทั่วไปที่ช่วยคนตรวจดูโหงวเฮ้งหรือดูฮวงจุ้ย ยังต้องเกรงกลัวว่าการแพร่งพรายความลับสวรรค์จะทำให้ถูกย้อนรอยเข้าตัว จึงต้องนำเงินทองไปทำบุญกุศลแก้เคล็ด ส่วนพวกที่ใจดำอำมหิตเช่นนั้น ในภายหน้าย่อมไม่รู้ว่าจะต้องประสบพบเจอกับสิ่งใดบ้าง"
เซียวหยวนได้ยินดังนั้นก็พลันกังวลขึ้นมาทันที "หนิงหนิง เจ้า... เจ้าทำเรื่องพวกนี้จะไม่เป็นอันตรายหรือ? ต่อไปพวกเราต้องหมั่นทำความดีให้มาก ภายหน้าข้าจะบอกให้ท่านพ่อช่วยสร้างสะพานซ่อมแซมถนน ตัวข้าเองก็จะคอยช่วยเหลือผู้คนให้มากขึ้น จะไม่ยอมให้เจ้าเป็นอะไรไปเด็ดขาด"
อันหนิงแย้มยิ้ม "ข้าไม่เป็นไรหรอกเจ้าค่ะ ข้าไม่มีวันเป็นอะไรแน่นอน ข้ากับซินแสเหล่านั้นน่ะ... ไม่เหมือนกันหรอก"
แน่นอนว่าอันหนิงย่อมต่างจากซินแสเหล่านั้น
คนพวกนั้นดำรงอยู่ภายใต้กฎแห่งสวรรค์ หากแพร่งพรายความลับสวรรค์มากเกินไปย่อมถูกย้อนรอยเล่นงาน
ทว่าอันหนิงเป็นคนจากภายนอก อีกทั้งนางได้ตกลงกับวิถีแห่งฟ้าของโลกนี้ไว้ตั้งนานแล้ว วิถีแห่งฟ้ายังต้องพึ่งพาอันหนิงในการซ่อมแซมรอยรั่วของกฎเกณฑ์ ย่อมต้องหลับตาข้างหนึ่งลืมตาข้างหนึ่งให้กับสิ่งที่นางทำ
ยิ่งไปกว่านั้น หากวิถีแห่งฟ้าคิดจะทำอะไรอันหนิงขึ้นมาจริงๆ ก็คงต้องคิดให้หนัก เพราะหากทำให้อันหนิงโกรธขึ้นมา นางสามารถทลายฟ้าให้เป็นรูได้เลยทีเดียว
แม้จะเอ่ยเช่นนั้นไปแล้ว แต่เซียวหยวนก็ยังไม่วางใจเสียทีเดียว
ยามที่หลับตานอน เขาก็ยังคงขบคิดว่า ในภายหน้าจะต้องหมั่นประกอบคุณงามความดีให้มากยิ่งขึ้น