- หน้าแรก
- แผนการตบหน้าฉบับมืออาชีพ
- บทที่ 394 ฉันชอบคนหน้าตาดี (36)
บทที่ 394 ฉันชอบคนหน้าตาดี (36)
บทที่ 394 ฉันชอบคนหน้าตาดี (36)
หวังชุนฮวารู้สึกร้อนผ่าวที่ขอบตาจนน้ำตาคลอเบ้า
นางรีบเบือนหน้าหนีพลางยกมือขึ้นปาดหน้าอย่างแรงหนึ่งที
อันหนิงเงยหน้าขึ้นมองสีของท้องฟ้า ก่อนจะเอ่ยแทรกความซาบซึ้งใจที่กำลังสะเทือนอารมณ์ของสองพ่อลูกตระกูลอู๋ด้วยประโยคเพียงไม่กี่คำ "จำไว้นะ นับจากนี้ไปพวกเจ้าต้องมาทำงานให้ข้า รีบกลับไปจัดข้าวของเสีย พรุ่งนี้พาคนทั้งครอบครัวไปหาข้าที่ตระกูลเซียว"
กล่าวจบ อันหนิงก็ดึงมือหวังชุนฮวาเดินจากมาทันที
ยามนี้ใจของหวังชุนฮวายังไม่สงบลงเสียทีเดียว
หลังจากขึ้นมาบนรถม้าแล้ว นางก็อดไม่ได้ที่จะถอนหายใจยาว "เด็กคนนั้นเป็นเด็กดีแท้ๆ น่าเสียดายที่มีแม่แบบนั้น ถูกแม่บังเกิดเกล้าทำร้ายเสียจนย่อยยับ"
"น่าเสียดายจริงๆนั่นแหละ"
อันหนิงทอดถอนใจคำหนึ่ง "วาสนาชะตาชีวิตของเด็กตระกูลอู๋คนนั้นดีเลิศนัก ขอเพียงไม่ไปเจอกับญาติพี่น้องที่จ้องจะทำร้าย เขาจะมีชะตาชีวิตที่เพียบพร้อมด้วยลาภยศเงินทองไปชั่วชีวิตเชียวละ"
หวังชุนฮวาพลันนึกถึงพวกคนที่สับเปลี่ยนชะตาชีวิตของเด็กตระกูลอู๋ขึ้นมา "พวกคนเหล่านั้นสมควรได้รับกรรมตามสนอง กล้าสับเปลี่ยนวาสนาของคนอื่น ช่างทำบาปทำกรรมแท้ๆ"
หวังชุนฮวาคิดในใจว่า หากในภายหน้านางมีลูกที่ยอดเยี่ยมเช่นนี้ นางจะรักและถนอมดั่งดวงใจ ใครกล้ามาวางแผนร้ายกับลูกนาง นางจะแล่เนื้อพวกมันออกเป็นชิ้นๆเสีย
"ได้รับกรรมไปแล้วละ"
อันหนิงทอดสายตามองไปยังความว่างเปล่า "ผู้กระทำชั่ว ย่อมต้องถูกลงทัณฑ์ เมื่ออาญาจากสวรรค์ฟาดฟันลงมา ใครก็มิอาจต้านทานได้"
นางตบหลังมือหวังชุนฮวาเบาๆ "เจ้าคอยดูเถิดว่าในอำเภอชิงหยวนแห่งนี้ บ้านตระกูลใดจะประสบเคราะห์ร้ายครั้งใหญ่เพียงชั่วข้ามคืน ก็นั่นแหละคือบ้านหลังนั้น"
หวังชุนฮวาหรี่ตาลงเล็กน้อย "ข้าจะสั่งคนให้คอยสืบดู"
เมื่ออันหนิงกลับถึงตระกูลเซียวได้ไม่นาน นายท่านเซียวก็เดินทางกลับมาถึงพอดี
ทันทีที่มาถึง เขาก็เรียกอันหนิงและนายหญิงเซียวให้ไปพบที่ห้องรับรองเพื่อสนทนากัน
อันหนิงก้าวเข้ามาในห้องรับรอง เห็นสีหน้าของนายท่านเซียวดูสดใสไม่เลว จึงแย้มยิ้มเอ่ยแสดงความยินดี "ท่านพ่อเดินทางไปคราวนี้คงได้ของดีกลับมาไม่น้อย ครั้งนี้ครอบครัวเราคงได้ลาภก้อนโตกันอีกครั้งเป็นแน่"
นายท่านเซียวหัวเราะแห้งๆ "ของพวกนั้นส่วนใหญ่ขายต่อยากนัก"
"โอ้?"
อันหนิงนั่งลงพลางเลิกคิ้ว "ท่านพ่อได้อะไรกลับมาบ้างหรือเจ้าคะ?"
นายท่านเซียวส่ายหน้า "มีแต่ตำราตะวันตก เมล็ดพันธุ์ แล้วก็พวกเครื่องเทศแปลกๆ นอกเหนือจากนั้นก็เป็นพวกก้อนหินอะไรทำนองนั้น"
เขาหยิบหินก้อนหนึ่งออกมาส่งให้อันหนิงดู "สะใภ้ใหญ่ เจ้าช่วยดูทีว่าหินก้อนนี้คือหินดิบหยกมรกตใช่หรือไม่?"
อันหนิงรับมาลูบคลำและพิจารณาอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนจะเงยหน้าขึ้นพร้อมรอยยิ้มที่มุมปาก "ใช่เจ้าค่ะ และหินดิบส่วนใหญ่เหล่านี้น่าจะมีหยกอยู่ภายในเกือบทั้งหมด ก้อนที่ท่านพ่อหยิบสุ่มมานี้ก็มีหยกเนื้อดีซ่อนอยู่ข้างในแล้วเจ้าค่ะ"
"เอ๊ะ?"
นายท่านเซียวรีบรับหินก้อนนั้นกลับไปลูบดูอีกครั้ง "เจ้าดูออกได้อย่างไรกัน?"
อันหนิงเพียงแต่ยิ้มบางๆมิได้กล่าวตอบ
นายท่านเซียวเองก็ไม่ได้ซักไซ้อีก
อันหนิงเอ่ยต่อ "ท่านพ่อรีบลำเลียงหินดิบพวกนี้กลับมาไว้ที่บ้านเราเถิดเจ้าค่ะ วางทิ้งไว้ข้างนอกเกรงว่าจะไม่ปลอดภัยนัก"
นายท่านเซียวรีบสั่งการให้คนไปขนย้ายหินดิบทันที
"ไว้ถ้าผ่าออกมาได้หยกแล้ว พ่อจะจัดทำชุดเครื่องประดับให้เจ้ากับแม่คนละชุด"
ใบหน้าของเขาเปี่ยมไปด้วยรอยยิ้ม "สะใภ้ใหญ่ แล้วเมล็ดพันธุ์พวกนั้นเล่า..."
อันหนิงยื่นมือออกไป "ท่านพ่อได้ติดตัวมาบ้างหรือไม่เจ้าคะ?"
นายท่านเซียวเตรียมมาจริงๆด้วย
เขาตั้งใจจะมาปรึกษาอันหนิงเรื่องนี้อยู่แล้ว จึงย่อมต้องนำตัวอย่างของแต่ละอย่างติดมือมาด้วย
เขาหยิบถุงผ้าเล็กๆออกมาหลายใบ อันหนิงรับมาวางไว้บนโต๊ะข้างกาย แล้วจึงทยอยเปิดออกดูทีละใบ
ทันทีที่เปิดถุงใบแรก อันหนิงก็แย้มยิ้มออกมาทันที "ท่านพ่อ เมล็ดพันธุ์ชนิดนี้ในแผ่นดินต้าจิ่งของเรายังไม่มีเจ้าค่ะ หากครอบครัวเราปลูกมันขึ้นมาได้ ย่อมทำกำไรได้มหาศาลแน่ ข้าจำได้ว่าตระกูลเรามีกิจการเหลาอาหารด้วย ในภายหน้าเหลาอาหารของเราคงต้องพึ่งพาสิ่งนี้ในการดึงดูดลูกค้าแล้วละเจ้าค่ะ"
นายท่านเซียวสดับฟังด้วยความอยากรู้ยิ่งนัก
แม้แต่นายหญิงเซียวเองก็ใคร่รู้ไม่แพ้กัน จนอดไม่ได้ที่จะเอ่ยถาม "นี่คือเมล็ดพันธุ์อะไรหรือ?"
อันหนิงกะพริบตาปริบๆ "พริกอย่างไรเล่าเจ้าคะ"
นางเปิดถุงใบที่สองออกดู "นี่ถึงกับเป็นเมล็ดข้าวโพด ท่านพ่อคราวนี้ท่านกำลังจะสร้างบุญกุศลครั้งใหญ่ให้ตระกูลเราแล้วนะเจ้าคะ"
อันหนิงทยอยเปิดถุงเหล่านั้นออกทีละใบ "สวรรค์! นี่คือถั่วลิสง ส่วนนี่คือ... ถึงกับเป็นมันเทศ!"
อันหนิงรีบผูกปากถุงเหล่านั้นให้เรียบร้อยดังเดิม นางจ้องมองนายท่านเซียวด้วยสายตาเป็นประกายแรงกล้า "ท่านพ่อเจ้าคะ เมล็ดพันธุ์ที่ท่านนำกลับมาเหล่านี้ ต่อให้เอาสมบัติมหาศาลนับหมื่นนับล้านมาแลกก็ไม่ยอมขายเด็ดขาด หากตระกูลเซียวของเราเพาะปลูกเมล็ดพันธุ์เหล่านี้จนสำเร็จ ผลประโยชน์จะตกแก่คนรุ่นนี้ และบุญกุศลจะจารึกไปชั่วลูกสืบหลาน ไม่แน่ว่าตระกูลเซียวของเราอาจได้จารึกชื่อไว้ในพงศาวดารเพราะพวกมันก็ได้"
คำพูดประโยคนี้ทำเอาหัวใจของนายท่านเซียวและนายหญิงเซียวเต้นระรัวด้วยความตื่นเต้น ทว่าในขณะเดียวกันก็ยังคงงุนงงจับต้นชนปลายไม่ถูก
อันหนิงจึงอธิบายเสียงค่อย "ข้าวโพดและมันเทศเหล่านี้เป็นพืชที่ให้ผลผลิตสูงมาก แม้แต่ในดินทรายก็ยังเพาะปลูกได้ ทั้งยังดูแลรักษาง่ายยิ่งนัก โดยเฉพาะมันเทศ หากปลูกได้ดี หนึ่งหมู่อาจให้ผลผลิตได้ถึงหลายพันจินเลยทีเดียว"
"ซี้ด..."
นายท่านเซียวถึงกับสูดปากด้วยความตกตะลึง
นายหญิงเซียวเองก็ตกใจจนตัวโยน "อะไรนะ... หลายพันจินเชียวหรือ!"
"เจ้าค่ะ" อันหนิงพยักหน้ายืนยันอย่างหนักแน่น "ท่านพ่อเจ้าคะ เมื่อไม่กี่วันก่อนข้าเพิ่งจะปรับปรุงหมู่บ้านในไร่ของตระกูลเราเสร็จสิ้น ยามนี้กำลังบำรุงดินอยู่พอดี รออีกเพียงไม่กี่วันข้าจะนำเมล็ดพันธุ์เหล่านี้ไปพำนักที่ชนบทสักระยะ เพื่อลงมือเพาะปลูกพวกมันลงดินให้หมด จากนั้นจะใช้เวลาอีกสักสองสามปีในการปรับปรุงสายพันธุ์ให้ดีเยี่ยม เมื่อถึงยามที่ท่านพี่สอบติดจิ้นซื่อ พวกเราก็สามารถให้ท่านพี่นำพืชผลเหล่านี้ขึ้นทูลเกล้าฯ ถวายแก่ราชสำนัก เมื่อพืชที่ให้ผลผลิตสูงถูกส่งถึงมือเบื้องบน ราชสำนักย่อมต้องประทานรางวัลให้ท่านพี่อย่างงามแน่ ส่วนข้าและท่านแม่อาจจะได้อานิสงส์จนได้รับแต่งตั้งเป็นฮูหยินตราตั้งขั้นหนึ่งเพราะเรื่องนี้ก็เป็นได้เจ้าค่ะ"
นายหญิงเซียวตกใจจนทำอะไรไม่ถูกจริงๆ
ทว่าในใจกลับเริ่มเกิดความคาดหวังอย่างแรงกล้า
นางเป็นเพียงภรรยาพ่อค้า แม้ที่บ้านจะมีเงินทองมหาศาล มีกินมีใช้ไม่ขัดสน แต่ฐานะของภรรยาพ่อค้านั้นไม่สูงส่งนัก ยามออกไปพบปะบรรดาฮูหยินผู้สูงศักดิ์นางต้องคอยลดตัวนอบน้อมอยู่เสมอ นานวันเข้านางจึงไม่ค่อยอยากจะออกไปไหนมาไหน
แต่ถ้าหากนางสามารถเป็นฮูหยินตราตั้งขั้นหนึ่งได้เล่า...
นายหญิงเซียวแทบไม่กล้าแม้แต่จะจินตนาการถึงมัน
ส่วนนายท่านเซียวนั้นยินดีจนเนื้อเต้น
เขาถูกแผนที่อันหนิงวาดไว้ล่อลวงจนจิตใจไม่อยู่กับเนื้อกับตัว
หากเป็นเช่นนั้นจริง... หากเป็นเช่นนั้นจริงล่ะก็...
เซียวหยวนย่อมสามารถอาศัยความชอบนี้ในการได้รับพระราชทานบรรดาศักดิ์และตำแหน่งขุนนาง นั่นถึงจะเรียกว่าควันธูปบรรพชนคุ้มครองของจริง มิน่าเล่าอันหนิงถึงบอกว่าเมล็ดพันธุ์พวกนี้ต่อให้มีเงินหมื่นล้านก็ไม่ยอมแลก นี่คือของวิเศษที่จะคุ้มครองความมั่งคั่งของตระกูลเซียวไปได้อีกนับร้อยปีทีเดียว
"ดี ดี ดีเหลือเกิน!"
นายท่านเซียวตื่นเต้นจนตัวสั่น "เรื่องนี้พ่อฟังเจ้า ทุกอย่างตามใจเจ้าเลย พ่อจะจัดหาคนมาช่วยเจ้าเพิ่มอีก ในช่วงสองปีนี้พวกเราต้องระวังให้มาก อย่าให้เรื่องนี้รั่วไหลออกไปเด็ดขาด ต้องรอบคอบที่สุดเข้าใจไหม"
อันหนิงยิ้มรับ "เจ้าค่ะ เมื่อไม่กี่วันก่อนข้าเพิ่งจะเมตตาช่วยคนไว้จนได้คนมีฝีมือมาอยู่ในมือ พรุ่งนี้พวกเขาน่าจะมาถึง ข้าจะให้พวกเขาไปประจำการเฝ้าที่หมู่บ้านในไร่ก่อนเป็นอันดับแรก"
นายท่านเซียวพลันเข้าใจกระจ่างแจ้งทันที
เกรงว่าอันหนิงคงจะรู้อยู่ก่อนแล้วว่าการไปเมืองเฉวียนเฉิงคราวนี้เขาจะได้อะไรกลับมาบ้าง
นางจึงได้ตระเตรียมทุกอย่างไว้ล่วงหน้า ทั้งจัดการเรื่องที่ดินในไร่ และเพราะเกรงว่าจะไม่มีคนงานที่ไว้ใจได้ จึงได้เมตตาช่วยคนเพื่อซื้อใจผู้ที่มีความสามารถและน่าเชื่อถือมาไว้ใช้งาน
เขาเหลือบมองอันหนิงแวบหนึ่ง ในใจรู้สึกลึกๆว่าลูกสะใภ้ผู้นี้ช่างไม่ธรรมดาเลยจริงๆ
แต่ต่อให้อันหนิงจะไม่ธรรมดาแล้วอย่างไรเล่า?
ยามนี้อันหนิงเป็นลูกสะใภ้ตระกูลเซียวของเขาแล้ว ทั้งยังทุ่มเทใจให้ตระกูลเซียวอย่างเต็มที่ นี่นับเป็นผลดีมหาศาลต่อตระกูลเซียว มีลูกสะใภ้เช่นนี้อยู่สักคน ย่อมรับประกันได้ว่าตระกูลเซียวจะอยู่รอดปลอดภัยและรุ่งเรืองไปอีกนาน
นายท่านเซียวแย้มยิ้ม "ทุกอย่างขอมอบหมายให้เจ้าจัดการก็แล้วกัน"
อันหนิงลุกขึ้นย่อกายคารวะ "ลูกสะใภ้จะจดจำใส่ใจเจ้าค่ะ"
ในขณะที่พวกเขากำลังสนทนากันอย่างเบิกบานใจอยู่นั้น พลันได้ยินเสียงของซือโม่ บ่าวรับใช้คนสนิทของเซียวหยวนดังแว่วมาจากด้านนอก "นายท่าน นายหญิง สะใภ้ใหญ่... นายน้อยสอบติดแล้วขอรับ! ได้ตำแหน่งอันดับหนึ่งของการสอบระดับมณฑล ยามนี้นายน้อยเป็นถงเซิงแล้วขอรับ..."
ถงเซิง: ผู้ที่สอบผ่านการสอบระดับอำเภอและมณฑลแต่ยังไม่ได้เป็นซิ่วไฉ