- หน้าแรก
- แผนการตบหน้าฉบับมืออาชีพ
- บทที่ 385 ฉันชอบคนหน้าตาดี (27)
บทที่ 385 ฉันชอบคนหน้าตาดี (27)
บทที่ 385 ฉันชอบคนหน้าตาดี (27)
หญิงสาวที่กำลังสนทนากับอันหนิงอยู่นี้ อันหนิงเองก็รู้จักเธอดี
นั่นคือแม่นางตระกูลหวัง ภรรยาของเยว่จงนั่นเอง
อันหนิงลอบพิจารณาแม่นางตระกูลหวังพลางเอ่ยขึ้น "ข้าดูเจ้าแล้วช่างคุ้นหน้ายิ่งนัก เพียงแต่ชั่วขณะหนึ่งกลับนึกไม่ออกว่าเคยพบกันที่ไหน"
แม่นางตระกูลหวังยิ้มอย่างเป็นมิตร "อาจจะเคยพบกันกระมัง ข้าเป็นลูกสาวตระกูลหวัง ชื่อว่าหวังชุนฮวา"
"ที่แท้ก็คือแม่นางหวังนี่เอง"
อันหนิงทำท่าทีราวกับเพิ่งนึกออก "อาจจะเป็นตอนที่ข้าติดตามท่านป้าสวี่ออกไปร่วมงานเลี้ยงแล้วได้พบกับเจ้ากระมัง แล้วนี่เจ้าออกมาเดินเล่นหรือ?"
พอหวังชุนฮวาได้ยินอันหนิงบอกว่าเคยพบกัน ก็พลอยทำตัวสนิทสนมไปด้วยทันที "ใช่แล้ว ออกมาเดินเล่นน่ะ อยู่แต่ในบ้านมันอุดอู้น่าอึดอัดเกินไป เลยออกมาเดินผ่อนคลายเสียหน่อย"
ในตอนนั้นเอง เซียวหยวนดึงตัวอันหนิงมาพึมพำบางอย่างเพียงไม่กี่ประโยคก่อนจะขอตัวแยกไป
อันหนิงจึงเดินเคียงคู่ไปกับหวังชุนฮวา
หวังชุนฮวาเอ่ยถามคำถามเดิมซ้ำอีกรอบ
อันหนิงจึงอธิบายว่า "ลูกแหง่ติดแม่น่ะหรือ ง่ายมากเลย ก็คือพวกที่ถูกคนเป็นแม่ฟูมฟักเลี้ยงดูมาเหมือนไข่ในหิน ไม่ยอมให้หยิบจับทำงานการอะไรเลย ทั้งยังเข้มงวดกวดขันมาก พอโตมาก็เชื่อฟังแต่แม่คนเดียว แม่ว่าอย่างไรก็ว่าตามนั้น สรุปก็คือพวกที่ไร้ความสามารถ วันๆเอาแต่ฟังคำสั่งแม่ แม่สั่งให้ไปตะวันออกก็ไม่กล้าไปตะวันตก แม้แต่แต่งงานมีภรรยาแล้ว ก็ยังบีบให้ภรรยาต้องยอมอดทนต่อแม่ของตนเองทุกอย่าง"
หวังชุนฮวาฟังแล้วถึงกับทำหน้าบอกบุญไม่รับ "ลูกแหง่ติดแม่หรือ... คำเปรียบเปรยของเจ้านี่มันช่างตรงตัวเสียจริง ลูกแหง่จริงด้วย"
พูดจบเธอก็หัวเราะร่วนออกมาสองสามที พลางใช้ฝ่ามือใหญ่ๆตบไหล่อันหนิงปึกๆ "เจ้านี่เป็นคนน่าสนใจดีนะ ทั้งคำว่าปีศาจบูชาน้องชายกับลูกแหง่ติดแม่นี่เปรียบเปรยได้เห็นภาพชัดเจนจริงๆ ข้าขอคบเจ้าเป็นเพื่อนแล้วกัน วันหน้ามีเรื่องอะไรก็ไปหาข้าได้เลย"
อันหนิงยิ้มพลางประสานมือคารวะแบบบุรุษ "ขอบคุณมาก"
หวังชุนฮวาโบกมืออย่างใจกว้าง "ไม่เป็นไรหรอก อย่างไรข้าก็เบื่ออยู่แล้ว มีเพื่อนไว้คุยด้วยก็ดี เจ้าไม่รู้หรอก ข้าละเบื่อพวกคุณหนูตระกูลใหญ่หรือพวกผู้ดีมีตระกูลเหล่านั้นที่สุด วันๆเอาแต่ปั้นท่าอยู่นั่นแหละ พูดจาทีก็เสียงเบาราวกับยุงกระซิบ ข้าล่ะไม่สบอารมณ์จริงๆ แต่ข้าเห็นเจ้าเป็นคนโผงผางตรงไปตรงมาดี ถูกชะตาข้ายิ่งนัก"
พอเริ่มคุ้นเคยกันแล้ว หวังชุนฮวาก็เอ่ยถามเสียงเบา "คนเมื่อครู่คือสามีของเจ้าหรือ?"
อันหนิงพยักหน้า "ใช่เจ้าค่ะ"
"หน้าตาก็ดูดีอยู่หรอก แต่ร่างกายดูไม่ค่อยบึกบึนแข็งแรงเท่าไหร่เลยนะ"
หวังชุนฮวาวิจารณ์ออกมาคำหนึ่ง ก่อนจะถามต่อ "สามีเจ้าเป็นพวกลูกแหง่หรือเปล่า?"
อันหนิงหลุดขำ "ไม่ใช่หรอก สามีข้าเขามีความคิดเป็นของตัวเองมาก"
จากนั้นอันหนิงก็นึกในใจว่า เซียวหยวนไม่ใช่พวกลูกแหง่ติดแม่หรอก แต่เขาเป็นพวกลูกแหง่ติดเมียต่างหาก
แน่นอนว่าคำนี้เธอไม่ได้พูดออกไปให้หวังชุนฮวาฟัง
หวังชุนฮวามองอันหนิงด้วยสายตาอิจฉาเล็กน้อย "ถ้าอย่างนั้นเจ้าก็นับว่ามีบุญแล้วล่ะ เจ้าไม่รู้หรอกว่าไอ้ตัวที่ข้าแต่งงานด้วยน่ะ เหมือนที่เจ้าเรียกว่าลูกแหง่ไม่มีผิดเพี้ยน วันๆงานการไม่ทำ ดีแต่ฟังคำเสี้ยมสอนของแม่มัน ช่วงแรกๆนะ แม่มันถึงขั้นไม่ยอมให้มันมาร่วมหอกับข้าด้วยซ้ำ ทำเอาข้าโมโหจนพังประตูบ้านมันทิ้ง แล้วลากคอออกมาจากห้องหนังสือสั่งสอนไปยกใหญ่ โดนอัดไปไม่กี่ทีตอนนี้เลยยอมสยบหมอบราบไปแล้ว"
"พี่สาวท่านช่างยอดเยี่ยมนัก"
อันหนิงชูนิ้วหัวแม่มือชมเชยหวังชุนฮวาไปหนึ่งที "ไม่มีคำอื่นจะมอบให้ นอกจากคำว่านับถือตัวโตๆเลย"
หวังชุนฮวาหัวเราะเสียงดังลั่น แล้วพยายามจะลากตัวอันหนิงไปเลี้ยงข้าวให้ออก แต่อันหนิงรีบโบกมือปฏิเสธ "ไม่ล่ะพี่สาว สามีข้ายังรออยู่เลย เอาไว้โอกาสหน้าเถิด รอสามีข้าสอบผ่านระดับราชสำนักเมื่อไหร่ ข้าจะเชิญพี่สาวมาเป็นแขกที่บ้านแน่นอน"
"ได้เลย"
หวังชุนฮวาตบไหล่อันหนิงอีกครั้ง "เจ้าต้องจำไว้นะ"
ทั้งสองนัดแนะกันเสร็จสรรพ หวังชุนฮวาก็เดินทอดน่องจากไป
ส่วนอันหนิงก็ไปหาเซียวหยวนเพื่อเดินทางกลับบ้านด้วยกัน
กล่าวถึงอู๋ผิง หลังจากที่เขาเดินทางออกจากตัวเมือง ก็รีบมุ่งหน้ากลับบ้านอย่างเร่งรีบ
ความจริงแล้วบ้านของเขาอยู่ไม่ไกลจากตัวเมืองนัก ตั้งอยู่ที่หมู่บ้านจิ่งไถ ซึ่งห่างออกไปเพียงสิบลี้เศษ
อู๋ผิงจากบ้านไปหลายปี เมื่อหลายปีก่อนทางบ้านยากจน เพื่อหาเลี้ยงลูกชายลูกสาวทั้งสอง เขาจึงตัดสินใจติดตามคณะการค้าออกไปทำงานต่างถิ่นเพื่อหาเงิน
เขาทำงานในหอการค้าได้ดีเยี่ยมจนเป็นที่ไว้วางใจของเถ้าแก่ เมื่อสองปีก่อนยังได้ติดตามกองเรือของหอการค้าล่องไปยังทะเลตะวันตก และในการกลับมาครั้งนี้ เขาได้นำเงินที่หามาได้ด้วยน้ำพักน้ำแรงไปกว้านซื้อข้าวของจากต่างแดนที่น้ำหนักเบาพกพาสะดวกทว่ามีมูลค่าสูงติดตัวมาด้วย พอเรือเทียบท่า เขาก็รีบนำของเหล่านั้นมุ่งหน้าไปยังเมืองหลวงทันที เมื่อระบายของออกจนหมดมือ เขาก็ฟันกำไรเข้ากระเป๋าเป็นกอบเป็นกำ
และในระหว่างที่เขาพำนักอยู่ในเมืองหลวงนั่นเอง เขาก็ได้รับจดหมายส่งข่าวจากทางหอการค้าว่าบุตรสาวของเขาถูกหมั้นหมายเสียแล้ว
อู๋ผิงจึงรีบจัดการขายของที่เหลือแล้วเร่งเดินทางกลับบ้านโดยไม่รอช้า
บุตรสาวกำลังจะแต่งงานออกเรือนไปทั้งคน คนเป็นพ่ออย่างเขาจะไม่อยู่บ้านได้อย่างไร
ทว่าใครจะไปคาดคิด เมื่อเดินทางมาถึงตัวอำเภอชิงหยวน เขากลับได้ยินเรื่องราวบางอย่างเข้า
เขาเพิ่งจะได้รู้ความจริงว่าการหมั้นหมายที่บุตรสาวได้รับนั้นไม่ต่างอะไรกับขุมนรก หากนางต้องแต่งเข้าบ้านนั้นไป มีหวังคงต้องรักษาชีวิตเอาไว้ไม่ได้แน่
ในใจของเขาตอนนี้ร้อนรุ่มราวกับถูกไฟแผดเผา พลางเร่งเดินทางกลับด้วยความโกรธแค้นที่อัดแน่นเต็มอก
ไม่นานนักอู๋ผิงก็เดินทางมาถึงหมู่บ้านจิ่งไถ เขาไม่ได้ตรงกลับบ้านเป็นที่แรก แต่กลับมุ่งหน้าไปยังบ้านของอู๋ซุนผู้เป็นน้องชายร่วมตระกูล
อู๋ผิงเป็นลูกคนเดียว พ่อแม่ล่วงลับไปตั้งแต่เขายังเล็ก จึงมีเพียงอาและอาสะใภ้ที่คอยดูแลฟูมฟักมาตลอด เขากับอู๋ซุนจึงมีความสัมพันธ์ที่แน่นแฟ้นราวกับพี่น้องคลานตามกันมา หลายปีที่เขาไม่อยู่บ้านก็ได้อู๋ซุนนี่แหละที่คอยช่วยดูแลคนทางบ้านให้
เขาสะพายห่อขนมที่ซื้อมาจากในตัวเมืองและผ้าพับหนึ่งเดินเข้าไปในบ้านของอู๋ซุน พลางตะโกนเรียก "ซุนจื่อ ซุนจื่อ อยู่บ้านหรือไม่"
"ใครน่ะ"
อู๋ซุนเดินออกมาจากห้อง เพียงแวบเดียวก็จำอู๋ผิงที่ยืนอยู่ในลานบ้านได้
เขาดีใจจนเนื้อเต้น รีบสาวเท้าเข้าไปสวมกอดพี่ชายด้วยความตื่นเต้น "พี่ใหญ่ ท่านกลับมาแล้ว!"
อู๋ผิงยิ้มตอบ "ข้าเพิ่งถึงหมู่บ้านนี่เอง บ้านก็ยังไม่ได้เข้า รีบมาหาเจ้าก่อนเลย"
อู๋ซุนยิ้มกว้าง "ถ้าเช่นนั้นท่านพี่รีบกลับบ้านไปหาพี่สะใภ้กับพวกเด็กๆก่อนเถอะ"
อู๋ผิงโบกมือ "ในเมื่อกลับมาถึงแล้ว ไม่ต้องรีบร้อนขนาดนั้นหรอก"
เมื่อเห็นอู๋ผิงไม่รีบ อู๋ซุนก็ไม่เซ้าซี้ เขาลากพี่ชายเข้าไปในห้อง จากนั้นก็สั่งให้ภรรยาไปรินน้ำชาและหาของว่างมาต้อนรับ "พี่ใหญ่ ท่านกลับมาได้จังหวะจริงๆ หลานสาวเพิ่งจะหมั้นหมาย ครั้งนี้ท่านต้องรอส่งนางขึ้นเกี้ยวเจ้าสาวก่อนค่อยไปนะ"
พอพูดถึงเรื่องงานแต่ง สีหน้าของอู๋ผิงก็พลันสลดลงทันที
"ซุนจื่อ พี่ถามเจ้าหน่อย งานแต่งนี่ใครเป็นคนจัดการ"
อู๋ซุนชะงักไปเล็กน้อย "ก็น้าของนางเป็นคนหามาให้น่ะสิ เห็นว่าเป็นตระกูลผู้ลากมากดีในตัวอำเภอ ได้ยินว่าดีมากทีเดียว"
อู๋ผิงกัดฟันกรอด "หลายปีมานี้ ทางพี่สะใภ้ของเจ้าเป็นอย่างไรบ้าง ซุนจื่อ เจ้าเล่าให้พี่ฟังอย่างละเอียดที"
"ก็... ก็น่าจะปกติดีนะขอรับ"
อู๋ซุนเป็นบุรุษตัวโต จะให้แวะเวียนไปบ้านพี่ชายทุกวี่ทุกวันย่อมไม่เหมาะ เขาต้องระวังเรื่องคำครหา ดังนั้นจึงไม่ได้รู้ความเป็นไปภายในบ้านอู๋ผิงลึกซึ้งนัก
ปกติเขาจะยื่นมือเข้าไปช่วยก็ต่อเมื่อภรรยาอู๋ผิงมีเรื่องเดือดร้อนเท่านั้น ส่วนเรื่องอื่นเขาแทบไม่ได้เข้าไปก้าวก่าย เพราะคิดว่าภรรยาอู๋ผิงก็เป็นแม่แท้ๆของเด็กๆ เขาจึงวางใจปล่อยให้ดูแลหลานทั้งสองไปตามปกติ
ทว่าในจังหวะนั้นเอง ภรรยาอู๋ซุนที่ยกของว่างเข้ามาพอดีได้ยินเข้า จึงอดไม่ได้ที่จะพูดโพล่งขึ้นมา "พี่ใหญ่ ไม่ใช่ว่าข้าจะมาพูดจายุแยงให้พี่น้องแตกคอกันหรอกนะ แต่นี่พี่สะใภ้ทำเกินไปจริงๆ หลายปีมานี้พี่คงส่งเงินกลับบ้านมาไม่น้อยเลยใช่ไหม"
อู๋ผิงพยักหน้า "ใช่แล้ว ปีก่อนๆตอนที่ข้าออกทะเลก็เก็บหอมรอมริบเงินไว้ก้อนหนึ่ง ฝากคนส่งกลับมาให้นางไม่น้อย หลังจากนั้นก็ยังฝากเงินไว้ที่หอการค้า ให้เขาส่งมาให้นางเรื่อยๆ ต่อมาข้าไปน่านน้ำทางใต้ ได้พวกอัญมณีกับเครื่องเทศมานิดหน่อย เลยขายได้กำไรมาอีกก้อน..."
อู๋ผิงไล่เรียงจำนวนเงินที่เขาส่งกลับมาบ้านทีละรายการ
ภรรยาอู๋ซุนฟังแล้วถึงกับเบ้ปาก "ถ้าอย่างนั้นพี่ก็กลับไปดูด้วยตาตัวเองเถอะ เดี๋ยวนี้ชาวบ้านในหมู่บ้านเรามีความเป็นอยู่ดีขึ้นมาก แต่พี่ดูบ้านพี่สิ พี่ส่งเงินมาตั้งมากมายขนาดนั้น แต่ตัวบ้านกลับทรุดโทรมจนดูไม่ได้ หลานชายหลานสาวก็ขาดแคลนทั้งเสื้อผ้าอาหาร เสื้อผ้าที่ใส่ก็มีแต่รอยปะชุน วันๆหิวโซจนหน้าดำคร่ำเครียดไปหมด..."