- หน้าแรก
- แผนการตบหน้าฉบับมืออาชีพ
- บทที่ 386 ฉันชอบคนหน้าตาดี (28)
บทที่ 386 ฉันชอบคนหน้าตาดี (28)
บทที่ 386 ฉันชอบคนหน้าตาดี (28)
อู๋ซุนมองภรรยาด้วยสายตาไม่เห็นด้วย "ในเมื่อเจ้ารู้เรื่องพวกนี้ เหตุใดจึงไม่บอกข้า"
ภรรยาของเขาวางของลงบนโต๊ะด้วยอารมณ์บูดบึ้ง "บอกแล้วจะทำอะไรได้? พี่ใหญ่ไม่อยู่บ้าน พวกเราจะไปหาเรื่องทะเลาะกับพี่สะใภ้หรืออย่างไรกัน? จดหมายก็ไม่กล้าเขียนไปหาพี่ใหญ่ เพราะกลัวท่านจะร้อนใจจนลนลาน ข้าจึงคิดว่าจะรอให้พี่ใหญ่กลับมาแล้วค่อยว่ากัน ใครจะไปรู้ว่าจะต้องรอนานขนาดนี้"
เมื่ออู๋ผิงได้ฟังเรื่องราวทั้งหมดจากปากภรรยาอู๋ซุน โทสะในใจก็ยิ่งโหมกระหน่ำ
เขาม้มฝีปากแน่น เส้นตรงแนวกรามขึงตึง สีหน้าเคร่งขรึมดูน่าเกรงขามจนน่ากลัว
อู๋ซุนรีบละล่ำละลักอธิบายแทน "บางทีพี่สะใภ้อาจจะเป็นคนมัธยัสถ์ คิดจะประหยัดเงินไว้ให้พี่ใหญ่ใช้ทำธุรกิจก็ได้นะขอรับ"
แม้เขาจะพยายามหาเหตุผลมาอ้าง แต่ทั้งเขาและอู๋ผิงต่างก็รู้ดีว่าคำพูดนี้ฟังไม่ขึ้นเลยสักนิด
อู๋ผิงสูดลมหายใจเข้าลึก นิ่งสงบสติอารมณ์อยู่ครู่หนึ่งก่อนจะเอ่ยถามอู๋ซุน "ตระกูลชุ่ยตอนนี้เป็นอย่างไรบ้าง"
อู๋ซุนรู้ดีว่าพี่ชายกำลังถามถึง ชุ่ยจือเหริน ผู้เป็นพี่ชายของพี่สะใภ้
"ตระกูลชุ่ยก็ดูไปได้ดีนะขอรับ ชุ่ยจือเหรินเข้าเรียนในสถานศึกษา เห็นว่าเตรียมตัวจะเข้าสอบขุนนาง ดูเหมือนจะสอบผ่านระดับอำเภอแล้ว และกำลังเตรียมตัวสอบระดับมณฑลอยู่"
ภรรยาอู๋ซุนเสริมว่า "ชุ่ยจือเหรินเรียนหนังสือเก่งทีเดียว ครั้งนี้สอบได้อันดับที่สามของอำเภอ พี่สะใภ้ยังหอบข้าวของไปแสดงความยินดีถึงบ้านตระกูลชุ่ยด้วยตัวเองเลย"
อู๋ผิงฟังแล้วความรู้สึกยิ่งซับซ้อนและหนักอึ้ง
เขารู้ดีว่าพื้นเพตระกูลชุ่ยเป็นอย่างไร ตาเฒ่าและยายเฒ่าตระกูลชุ่ยล้วนขี้เกียจสันหลังยาว ครอบครัวยากจนข้นแค้น ก่อนที่เขาจะจากบ้านไปทำธุรกิจ ตระกูลชุ่ยนั้นยากจนถึงขั้นไม่มีข้าวจะกรอกหม้อ ไฉนผ่านไปเพียงไม่กี่ปีที่เขาไม่อยู่ ตระกูลชุ่ยกลับลืมตาอ้าปากได้ ถึงขั้นส่งชุ่ยจือเหรินเรียนหนังสือได้เชียวหรือ?
ไม่ต้องเดาก็รู้ว่าเงินเหล่านั้นได้มาจากไหน
หนีไม่พ้นฝีมือของคนแซ่ชุ่ยที่เบียดบังเงินทองในบ้านไปจุนเจือพี่ชายน้องชายของตนเอง
เมื่อคิดได้ดังนั้นอู๋ผิงก็ไม่อาจนั่งนิ่งได้อีกต่อไป เขาห่อของลงแล้วเอ่ยกับอู๋ซุนว่า "ข้าต้องกลับไปดูให้เห็นกับตาเสียก่อน หากว่า..."
เขามองหน้าอู๋ซุนพลางเอ่ยต่อ "หากพี่สะใภ้ของเจ้ายังยืนกรานจะทำตัวโง่เขลาแยกแยะดีชั่วไม่ได้เช่นนี้ ข้าก็จะหย่าขาด ถึงตอนนั้นคงต้องให้พวกเจ้าช่วยเป็นหูเป็นตาให้บ้าง"
"หย่าขาดหรือ!"
อู๋ซุนตกใจจนหน้าถอดสี "พี่ใหญ่ ถ้าหย่ากับพี่สะใภ้แล้วเด็กๆจะทำอย่างไร? พวกเขาต้องมีคนคอยดูแลนะพี่ หากท่านแต่งงานใหม่ แม่ใหม่ก็คงไม่รักหลานๆเหมือนลูกในไส้ เวลาท่านออกไปข้างนอกจะวางใจได้อย่างไร..."
อู๋ผิงเอ่ยเสียงเย็น "ข้าไม่คิดจะแต่งงานใหม่ ลูกสาวข้าโตพอที่จะดูแลน้องชายได้แล้ว อีกอย่าง... ข้าคิดจะพาเด็กๆทั้งสองคนออกไปอยู่ข้างนอกกับข้าด้วย"
เมื่อเห็นอู๋ผิงตัดสินใจเด็ดขาด อู๋ซุนจึงไม่กล้าเอ่ยปากทัดทานอีก
ส่วนภรรยาอู๋ซุนอดไม่ได้ที่จะเตือนอีกสักคำ "พี่ใหญ่ คิดดูให้รอบคอบก่อนนะ อย่างอื่นไม่ต้องนึกถึง แต่นึกเสียว่าพี่สะใภ้อุตส่าห์ให้กำเนิดบุตรแก่ท่านถึงสองคน เรื่องหย่าขาดไม่ควรเอ่ยออกมาง่ายๆ"
อู๋ผิงเค่นยิ้มเย็นชา "หากนางแค่จุนเจือบ้านเดิมข้าพอจะอดทนได้ แต่นี่นางถึงกับจะขายลูกสาวเพื่อส่งไปตาย เรื่องนี้ข้ายอมให้ไม่ได้เด็ดขาด!"
"พี่ใหญ่ เหตุใดท่านถึงกล่าวเช่นนั้น" สองสามีภรรยาอู๋ซุนตกตะลึงจนตัวแข็งทื่อ
อู๋ผิงจึงเล่าเรื่องที่ตนได้รับรู้มาจากในตัวอำเภอให้ฟัง "ตระกูลเจิ้งเป็นคนเช่นไร ใครในอำเภอชิงหยวนต่างก็รู้กันทั่ว แค่สืบดูนิดเดียวก็รู้ความจริงแล้ว ชุ่ยจือเหรินเรียนหนังสืออยู่ในเมือง ข้าไม่เชื่อหรอกว่าเขาจะไม่รู้เรื่องนี้ แต่เขากลับเห็นแก่เงินสินสอดก้อนโตที่ตระกูลเจิ้งประเคนให้ ยอมส่งหลานสาวแท้ๆไปแต่งกับคนที่เป็นโรคร้ายที่กำลังจะลงโลงอยู่รำไร ส่วนคนแซ่ชุ่ยยังหลับหูหลับตายินยอมตามเขาไปอีก พวกเจ้าบอกสิ เรื่องนี้จะไม่ให้ข้าเจ็บช้ำน้ำใจได้อย่างไร คนใจดำอำมหิตเช่นนี้ ข้าไม่อาจเก็บไว้ในบ้านได้อีกต่อไปแล้ว"
อู๋ซุนถึงกับพูดไม่ออก
เขาเป็นคนซื่อ คิดเพียงว่าชุ่ยจือเหรินเป็นน้าแท้ๆ การหมั้นหมายที่หามาให้ย่อมต้องเป็นเรื่องดี ไม่คาดคิดเลยว่าเบื้องหลังจะอัปลักษณ์ถึงเพียงนี้
"พี่ใหญ่... เรื่องนี้ข้าเองก็มีส่วนผิดที่ไม่ได้สืบความให้ชัดเจน"
อู๋ผิงโบกมือ "ในเมื่อพวกเขามีใจคิดมุ่งร้ายต่อกัน เจ้าจะไปเฝ้าระวังได้ตลอดเวลาเชียวหรือ"
พูดถึงตรงนี้ อู๋ผิงก็ขยี้ตาด้วยความสะเทือนใจ "ชุ่ยจือเหรินมันก็แค่เดรัจฉานในคราบคน ข้าไม่กล้าข้องเกี่ยวกับมันอีกแล้ว ในเมื่อคนแซ่ชุ่ยเห็นว่าพี่ชายสำคัญกว่าลูกในไส้ ก็ให้นางกลับไปอยู่กับบ้านเดิมของนางเสียเถอะ"
หลังจากอู๋ซุนและภรรยาส่งอู๋ผิงกลับไปแล้ว ภรรยาก็หันมาพูดกับสามี "ท่านว่าพี่สะใภ้คิดอะไรอยู่กันแน่? นางถูกผีผลักหรืออย่างไรถึงทำเรื่องแบบนี้ได้ พี่น้องก็คือพี่น้อง แต่จะรักอย่างไรก็ต้องรักลูกตัวเองมากกว่าสิ ในอนาคตคนที่เลี้ยงดูยามแก่เฒ่าก็คือลูกๆ พี่ชายน้องชายน่ะหรือจะมาปรนนิบัติยามเจ็บไข้ หรือจะมาช่วยแบกโลงศพส่งขึ้นเขาให้นางกัน?"
อู๋ซุนถอนหายใจยาว "โบราณว่าไว้ไม่ผิดจริงๆ แต่งเมียดีเจริญไปสามรุ่น คนอย่างพี่สะใภ้นี่แหละที่จะทำลายรากฐานของพี่ใหญ่จนพินาศ"
เมื่อนึกถึงเงินทองที่อู๋ผิงต้องฝ่าฟันอันตรายอยู่นอกบ้านเพื่อหาเลี้ยงครอบครัว แต่กลับไม่ตกถึงท้องลูกๆ กลับไปตกอยู่ในมือพวกปลิงดูดเลือดตระกูลชุ่ย อู๋ซุนก็รู้สึกโกรธแค้นแทนพี่ชายอย่างเหลืออด
อู๋ผิงเดินทางกลับถึงบ้านก่อนฟ้าจะมืดมิด
เขายืนอยู่หน้าประตูบ้าน มองดูบ้านโกโรโกโสหลังเดิมที่จวนจะพังแหล่มิพังแหล่ พลางลอบถอนหายใจออกมาอีกครั้งด้วยความเวทนา
อู๋ผิงตัดสินใจลงมือ ฉีกเสื้อผ้าบนตัวให้เป็นรอยขาดกะรุ่งกะริ่งหลายจุด ทั้งยังก้มลงหยิบดินโคลนบนพื้นมาป้ายหน้าป้ายตาจนดูมอมแมมอนาถถึงขีดสุด จากนั้นจึงก้าวเข้าไปเคาะประตูบ้าน
เด็กสาววัยแรกรุ่นนางหนึ่งเป็นคนมาเปิดประตู นางมองสำรวจอู๋ผิงด้วยความสงสัย "ท่านคือ... มาหาใครหรือเจ้าคะ"
"นีนี?" อู๋ผิงมองเด็กสาวตรงหน้า ทรวดทรงเค้าหน้าของนางยังพอมองเห็นวี่แววเมื่อครั้งยังเยาว์วัย "เจ้าคือนีนีใช่ไหม พ่อกลับมาแล้วนะลูก"
"ท่านพ่อหรือ?"
ตอนที่อู๋ผิงจากไปนั้นนีนีเริ่มจำความได้แล้ว นางจ้องมองเขาเขม็งอยู่ครู่หนึ่งจนจำได้ในที่สุด "ท่านพ่อ! ท่าน... ท่านกลับมาแล้ว!"
นางรีบหันขวับไปตะโกนบอกคนในบ้าน "ท่านแม่! ท่านพ่อกลับมาแล้วเจ้าค่ะ!"
ชุ่ยซื่อกำลังนั่งทำงานเย็บปักถักร้อยอยู่ในห้อง พอได้ยินลูกสาวตะโกนเรียกก็รีบวิ่งออกมาทันที
ครั้นมาถึงประตูบ้านและได้เห็นอู๋ผิง ชุ่ยซื่อถึงกับน้ำตาร่วงพรู "ท่าน... ท่านพี่ ท่านกลับมาเสียที"
ทว่าอู๋ผิงกลับมีสีหน้าไม่สู้ดีนัก
เขาเห็นความซูบซีดโรยแรงบนใบหน้าของทั้งนีนีและชุ่ยซื่อ ทั้งคู่ผอมแห้งจนดูไม่ได้ เสื้อผ้าที่สวมใส่ก็ดูหลวมโพรก ข้อมือที่โผล่พ้นชายแขนเสื้อออกมานั้นเล็กบางราวกับกิ่งไม้แห้ง เห็นชัดว่าตรากตรำจากการอดมื้อกินมื้อมาอย่างหนัก
เงินที่เขาส่งกลับมามากมายขนาดนั้น ต่อให้ไม่ถึงขั้นได้กินอยู่อย่างหรูหรา แต่อย่างน้อยข้าวสวยสักมื้อก็ควรจะมีให้แม่ลูกกลุ่มนี้ได้อิ่มท้อง อีกทั้งยังควรจะมีเงินพอให้ตัดเสื้อผ้าใหม่ทุกฤดูกาล ซื้อเครื่องประดับดีๆให้ชุ่ยซื่อได้สักชุด เงินที่เหลือยังน่าจะพอสร้างเรือนใหม่หลังงาม หรือซื้อที่ดินเพิ่มได้อีกหลายหมู่
แต่ชุ่ยซื่อเล่า? กลับปล่อยให้ชีวิตความเป็นอยู่ตกต่ำถึงเพียงนี้ได้อย่างไร
อู๋ผิงไม่ได้สนใจท่าทีของชุ่ยซื่อ เขาจูงมือนีนีเดินตรงเข้าบ้านไปทันที โดยมีชุ่ยซื่อรีบเดินตามหลังมาติดๆ
เมื่อเข้าถึงในบ้าน อู๋ผิงก็เอ่ยกับชุ่ยซื่อว่า "การเดินทางไปทะเลตะวันตกครั้งนี้ข้ากว้านซื้อสินค้ามาได้จำนวนหนึ่ง แต่ระหว่างทางกลับเจอลมพายุคลั่ง สินค้าทุกอย่างถูกทิ้งลงทะเลไปหมดสิ้น ตอนนี้ข้าไม่เหลือเงินติดตัวแม้แต่แดงเดียว ที่กลับมาถึงบ้านได้นี่ก็เพราะหยิบยืมเงินท่านหลงจู๊มาทั้งนั้น"
ชุ่ยซื่อได้ยินดังนั้นก็ร้องไห้อีกรอบพลางละล่ำละลักว่า "คน... คนไม่เป็นอะไรก็ดีแล้วเจ้าค่ะ"
นีนีเองก็พลอยสะอื้นไปด้วย "ท่านพ่อ ท่านบาดเจ็บตรงไหนไหมเจ้าคะ ข้างนอกนั่นลำบากและอันตรายถึงเพียงนั้น วันหน้าเราไม่ไปแล้วดีกว่า ต่อไปหนูกับน้องจะขยันทำงานเลี้ยงดูท่านพ่อเอง"
เมื่อได้เห็นแววตาแห่งความผิดหวังที่วูบผ่านดวงตาของชุ่ยซื่อ สลับกับความห่วงใยอย่างจริงใจจากนีนี อู๋ผิงก็ยิ่งรู้สึกสะท้อนใจอย่างบอกไม่ถูก
หญิงผู้เป็นหมอนข้างเตียงนางนี้ไม่ได้มีความรักใคร่ห่วงใยในตัวเขาเลยแม้แต่นิดเดียว สิ่งเดียวที่นางสนใจมีเพียงเงินทองที่เขาหามาได้เท่านั้น
หัวใจของอู๋ผิงพลันเย็นเยียบราวก้อนน้ำแข็ง
เขาเอ่ยถามชุ่ยซื่อ "ที่บ้านยังพอมีเงินเหลืออยู่บ้างไหม เจ้าเอาออกมาให้ข้าที ข้าต้องรีบเอาไปคืนท่านหลงจู๊"
ชุ่ยซื่อทำตาหลุกหลิกหลบสายตา "มะ... ไม่มีแล้วเจ้าค่ะ"
"ว่าอย่างไรนะ!"
อู๋ผิงตบโต๊ะดังปังพลางลุกขึ้นยืน "เหตุใดจึงไม่มีเงินเหลือเลย"
นีนีใช้ดวงตากลมโตมองสลับไปมาระหว่างแม่กับพ่อ นางรีบดึงชายเสื้ออู๋ผิงเบาๆ อย่างระมัดระวัง "ท่านพ่อเจ้าคะ หลายปีมานี้แม่ขยันทำงานปักผ้าหาเลี้ยงพวกเรามาตลอด แต่ท่านแม่ปักได้ช้าและขายไม่ได้ราคาเท่าไหร่ พวกเราไม่มีเงินเก็บกันจริงๆเจ้าค่ะ"
อู๋ผิงสูดลมหายใจเข้าลึก
เขาเข้าใจทุกอย่างแล้ว ชุ่ยซื่อปิดบังแม้กระทั่งลูกในไส้ นางไม่เคยเอ่ยถึงเรื่องเงินที่เขาส่งกลับมาบ้านเลยสักนิด
อู๋ผิงลูบหัวนีนีเบาๆ "นีนีลูก พ่อส่งเงินกลับมาบ้านทุกปีนะ เมื่อสองปีก่อนพ่อหาได้เยอะก็ส่งกลับมาเยอะหน่อย ยังคิดว่าแม่ของเจ้าจะเอาเงินก้อนนี้มาซ่อมแซมบ้าน หรือซื้อที่ดินเพิ่มสักหน่อย แต่พ่อเห็นบ้านก็ยังทรุดโทรมเหมือนเดิม เงินก้อนนั้นต้องเหลืออยู่มากแน่ๆ"
นีนีกระพริบตาปริบๆ "ท่านพ่อส่งเงินกลับมาเท่าไหร่หรือเจ้าคะ"
อู๋ผิงปรับน้ำเสียงให้นุ่มนวลขึ้น "ปีแรกที่พ่อไปพ่อหาได้ไม่เท่าไหร่ ส่งกลับมาแค่สองตำลึงเงิน พอปีที่สองพ่อเริ่มทำกำไรได้ก็ส่งมาถึงยี่สิบกว่าตำลึง ปีที่สามกับปีที่สี่ส่งมาปีละห้าสิบหกสิบตำลึง ส่วนปีที่แล้วพ่อส่งกลับมาตั้งร้อยกว่าตำลึงเชียวนะลูก"
นีนีพยายามชูนิ้วขึ้นมานับ แต่นางก็นับไม่ออกว่ามันเป็นเงินจำนวนมหาศาลเพียงใด
ทว่านางรู้ดีว่าเงินจำนวนนั้นมากพอจะให้ครอบครัวของนางอยู่อย่างสุขสบายไปทั้งชาติ นางจึงหันไปหาชุ่ยซื่อทันที "ท่านแม่ เงินตั้งมากมายขนาดนั้น แม่ต้องเก็บไว้แน่ๆ รีบเอาออกมาให้ท่านพ่อเถอะเจ้าค่ะ ติดค้างเงินผู้อื่นมันไม่ดี"