- หน้าแรก
- แผนการตบหน้าฉบับมืออาชีพ
- บทที่ 381 ฉันชอบคนหน้าตาดี (23)
บทที่ 381 ฉันชอบคนหน้าตาดี (23)
บทที่ 381 ฉันชอบคนหน้าตาดี (23)
ตอนที่คนส่งข่าวมาแจ้งว่าเซียวหยวนสอบได้อันดับหนึ่ง อันหนิงยังคงรู้สึกอึ้งอยู่เล็กน้อย
ในใจนางพลางนึกสงสัยว่า นายอำเภอคงไม่ได้ตาบอดเหมือนสวี่เผิงจวี่หรอกใช่ไหม?
เมื่อเทียบกับฮูหยินเซียวและเซียวหยวนที่กำลังปีติยินดีเป็นล้นพ้นแล้ว อันหนิงกลับดูมีสติและเยือกเย็นกว่ามาก
แม้ว่านางจะกล่าวคำชื่นชมเซียวหยวน แต่ก็ไม่ได้ปล่อยให้เขาเกิดความชะล่าใจ กลับยิ่งเข้มงวดกวดขันให้เขาตั้งใจอ่านตำราหนักกว่าเดิม
ในขณะที่เซียวหยวนกำลังเตรียมตัวสำหรับการสอบระดับจังหวัดและระดับสำนักศึกษาที่กำลังจะมาถึง นายท่านเซียวที่ออกไปทำการค้าข้างนอกก็ได้พบเข้ากับเรื่องราวไม่คาดฝันจริงๆ
เมื่อตอนที่นายท่านเซียวเพิ่งออกเดินทางใหม่ๆ เขายังคงจดจำคำเตือนเหล่านั้นของอันหนิงได้แม่นยำ
อันหนิงเคยบอกเขาว่าอย่าได้รีบร้อนเร่งเดินทาง ทันทีที่ดวงอาทิตย์ลับขอบฟ้าให้รีบหาที่พักค้างแรม และห้ามเดินทางในยามค่ำคืนเด็ดขาด
เขาเฝ้าระวังอย่างระมัดระวังและปฏิบัติตามนั้นทุกเมื่อเชื่อวัน จนกระทั่งนายท่านเฉา ผู้เป็นสหายร่วมทำธุรกิจถึงกับเอ่ยปากล้อเลียนว่าเขาช่างขี้ขลาดเกินเหตุ
ต่อมา เมื่อนายท่านเซียวเห็นว่าทุกวันผ่านพ้นไปด้วยความสงบราบรื่นไม่มีเหตุอันใดเกิดขึ้น เขาก็เริ่มใจกล้ามากขึ้น
เพื่อให้เดินทางได้เร็วขึ้น ในแต่ละวันพวกเขาจึงเริ่มเดินทางในยามค่ำคืนเพิ่มอีกช่วงหนึ่ง บางครั้งเมื่อหาที่พักไม่ทันก่อนฟ้ามืด ก็อาศัยค้างอ้างแรมบนรถม้าเอาอย่างลวกๆสักคืนหนึ่ง
ทว่าในวันนี้เอง เพราะมัวแต่รีบเร่งเดินทางจนพลาดเมืองเล็กๆแห่งหนึ่งไป ครั้นถึงยามราตรี รอบกายก็ไร้ซึ่งหมู่บ้านผู้คน นายท่านเซียวและนายท่านเฉาจึงสั่งให้ผู้ติดตามและผู้คุ้มกันนำเสบียงที่เตรียมไว้ออกมาจุดไฟทำอาหาร ส่วนทั้งสองก็นั่งสนทนากันอยู่บนรถม้า
การเดินทางครั้งนี้ นายท่านเซียวตั้งใจจะไปหาซื้อของหายากจากแดนใต้กลับมาขายที่แดนเหนือ
เขากับนายท่านเฉาได้ยินมาว่า เมืองชายฝั่งทางใต้นั้นมีกองเรือจากตะวันตกเข้ามา และได้นำพาสินค้าแปลกตาติดมาด้วยมากมาย
ไม่ว่าจะเป็นนาฬิกา กระจกเงา น้ำหอม รวมไปถึงผ้าทอและเครื่องประดับจากตะวันตก ที่สำคัญยังมีเครื่องเทศและอัญมณีเลอค่าจากหนานหยาง (เอเชียตะวันออกเฉียงใต้) อีกด้วย
ของพวกนี้ขายดีเป็นเทน้ำเทท่าในแดนเหนือ อีกทั้งผลกำไรยังงดงามจนน่าตกตะลึง
การจะส่งคนไปจัดการแทนพวกเขาก็ยังนึกกังวลใจ จึงตกลงใจว่าจะเดินทางไปดูด้วยตาตนเองสักเที่ยว หากว่าสินค้าเหล่านั้นดีจริง ทั้งคู่ก็คิดจะจัดตั้งกองเรือออกทะเลด้วยตนเองเสียเลย
ทั้งสองนั่งคุยกันบนรถม้าถึงเรื่องของดีที่กะว่าจะหาซื้อกลับไปฝากคนที่บ้าน
นายท่านเซียวเอ่ยว่าอยากจะซื้ออัญมณีเลอค่าไปฝากพวกผู้หญิงในบ้าน และตั้งใจจะซื้อนาฬิกาพกไปฝากเซียวหยวนสักเรือน
ส่วนบ้านของนายท่านเฉานั้นไม่ได้สงบเงียบเหมือนเรือนหลังของบ้านสกุลเซียว เขามีอนุภรรยาอยู่หลายคน จึงเอ่ยว่าจะซื้อผ้าพับจากตะวันตกไปฝากพวกนางสักหน่อย
เขาทั้งคู่มัวแต่สนทนากันจนเพลิน นายท่านเซียวจึงไม่ได้สังเกตเลยว่ารถม้าของพวกเขาจอดอยู่ริมทะเลสาบเล็กๆแห่งหนึ่ง
สาเหตุหลักคือพวกบ่าวไพร่ต้องการความสะดวกในการตักน้ำมาใช้ จึงได้ตั้งค่ายพักแรมไว้ริมน้ำเสียเลย
พวกเขากำลังทำอาหารอยู่ในที่โล่งริมทะเลสาบ ยิ่งท้องฟ้าเริ่มมืดมิดลง การเคลื่อนไหวก็ยิ่งต้องเร่งรีบขึ้น
ครั้นฟ้ามืดสนิท อาหารก็เสร็จพอดี ผู้ติดตามจึงจัดเตรียมสำรับขึ้นไปวางบนรถม้าให้นายท่านทั้งสอง
ยามอยู่ข้างนอก อาหารการกินย่อมไม่อาจพิถีพิถันนัก มีเพียงเนื้อต้มพะโล้ที่หั่นไว้ แผ่นแป้งทอดไส้เนื้อ และน้ำแกงอีกเล็กน้อย นายท่านเซียวประคองชามขึ้นมา พลางนึกถึงผักสดๆที่ปลูกไว้ในบ้านจนเริ่มรู้สึกฝืดคอจนกินไม่ลง
ตรงข้ามกับนายท่านเฉาที่มีความอยากอาหารล้นเหลือ เขาประคองชามเริ่มลงมือกินอย่างเอร็ดอร่อย
ทว่าพิ่งจะพุ้ยข้าวเข้าปากไปได้ไม่กี่คำ ก็พลันได้ยินเสียงลมหวีดหวิว "อู อู" ดังแว่วมา
"ลมเริ่มแรงขึ้นแล้วหรือ?"
นายท่านเซียวชะงักไปครู่หนึ่ง
พวกเขากำลังมุ่งหน้าลงใต้ ซึ่งยามนี้แดนใต้ควรจะอบอุ่นแล้ว ตามหลักไม่ควรจะมีเสียงลมพัดรุนแรงเช่นนี้
"ข้าไปดูหน่อยสิ"
นายท่านเฉาตั้งท่าจะลงจากรถไปสำรวจดู
แต่ยังไม่ทันจะได้ขยับกาย ก็ได้ยินเสียงร้องอุทานด้วยความหวาดกลัวดังมาจากข้างนอก "ไปให้พ้น! ไปให้พ้น! ไสหัวไปให้ไกลๆ..."
นายท่านเซียวและนายท่านเฉาต่างตกใจจนขวัญหนีดีฝ่อ
พวกเขารีบกระโดดลงจากรถม้าไปดูทันที และภาพที่เห็นนั้นก็น่าสยดสยองจนทำเอาแทบสิ้นสติ
ไม่รู้ว่าตั้งแต่เมื่อใดที่ในน้ำเริ่มปรากฏร่างตะคุ่มเป็นเงามืดผุดขึ้นมา เงาบางร่างได้ตะกายขึ้นมาบนฝั่งแล้ว และกำลังฉุดลากผู้ติดตามของพวกเขาลงไปในน้ำอย่างบ้าคลั่ง!
"นี่มัน... ผีพรายน้ำหรือ?"
นายท่านเฉาหน้าซีดเป็นกระดาษ คิดจะหลบหนีแต่ก็มืดแปดด้านไม่รู้จะหนีไปที่ใด
นายท่านเซียวหันมองริมน้ำแห่งนี้ ในหัวก็นึกถึงคำกำชับเหล่านั้นของอันหนิงขึ้นมาได้ทันที
อันหนิงเคยบอกไว้ว่าอย่าได้พลาดที่พักค้างแรม ทันทีที่ฟ้าเริ่มมืดให้รีบหาที่พัก และยังบอกให้พยายามอยู่ห่างจากแหล่งน้ำไว้ให้มาก ทว่าเขากลับละเลยไม่เชื่อฟัง จนตอนนี้ต้องมาเผชิญกับเรื่องราวน่าสะพรึงกลัวเช่นนี้
แม้ตัวเขาเองจะหวาดกลัวอย่างยิ่ง แต่เขาก็ยังคงมีสติมากกว่านายท่านเฉาอยู่บ้าง
"เร็วเข้า! รีบปัสสาวะลงไปในน้ำ!"
นายท่านเซียวจำได้ว่าเคยได้ยินใครบางคนกล่าวไว้ ว่าพวกสิ่งชั่วร้ายมักจะเกรงกลัวปัสสาวะเด็กหนุ่มพรหมจรรย์ "ใครในที่นี้ที่ยังเป็นหนุ่มพรหมจรรย์อยู่บ้าง รีบไปปัสสาวะลงในทะเลสาบเดี๋ยวนี้!"
เขาร้องสั่งเสียงดังลั่น ทำให้นายท่านเฉาเริ่มกลับมามีสติอีกครั้ง
"ใช่ๆๆ! พวกเรามีเลือดไก่ดำหรือเลือดสุนัขดำบ้างไหม รีบเอามาสาดลงไปในน้ำเร็วเข้า!"
ทว่าเรื่องที่น่าอัศจรรย์ใจคือ ในบรรดาผู้ติดตามที่พวกเขาพามาด้วยนั้นมีหนุ่มพรหมจรรย์อยู่จริงๆ จึงรีบปฏิบัติตามคำสั่งของนายท่านเซียวทันที
แต่เหล่าพรายน้ำพวกนั้นกลับไม่เกรงกลัวเลยแม้แต่น้อย เพียงชั่วอึดใจเดียวพวกมันทั้งหมดก็ตะกายขึ้นมาบนฝั่งได้สำเร็จ
พรายน้ำตนหนึ่งพุ่งตรงเข้าหาหวังจะฉุดกระชากร่างของนายท่านเซียว
นายท่านเซียวตกใจจนแทบสิ้นสติ พยายามจะวิ่งหนีสุดชีวิต
ในตอนนั้นเอง พลันมีเสียงหัวเราะหวีดหวิวแว่วมา
จากนั้น พรายน้ำตนหนึ่งที่มองเห็นดวงหน้าได้ชัดเจนก็ลอยรี่เข้ามาพร้อมรอยยิ้มสยดสยอง
มันกวาดตามองนายท่านเซียวพลางเอ่ย "ตาเฒ่าคนนี้ดูท่าทางไม่เลว ร่างนี้ยังพอใช้การได้ ข้าขอละกัน..."
สิ้นคำพูด มันก็พยายามมุดแทรกเข้าไปในร่างของนายท่านเซียวทันที
ในขณะเดียวกันก็มีพรายน้ำอีกตนพยายามจะสิงร่างของนายท่านเฉา
นายท่านเฉาในยามนี้หวาดกลัวจนแข้งขาอ่อนแรง ทรุดลงไปกองกับพื้นตั้งนานแล้ว
"ไปให้พ้น! อย่าเข้ามา..."
นายท่านเซียวเองก็เสียขวัญอย่างหนัก เขาไม่อาจจินตนาการได้เลยว่าหากถูกพรายน้ำสิงร่างจะเป็นเช่นไร?
ไม่แน่ว่าพรายน้ำตนนั้นอาจจะสวมร่างของเขา กลับบ้านไปเข่นฆ่าทำร้ายภรรยาและบุตรชายของเขาก็เป็นได้
เขาโบกไม้โบกมือพัลวันหวังจะขับไล่พรายน้ำไป
พรายน้ำหัวเราะลั่นอย่างบ้าคลั่ง ก่อนจะสลายร่างกลายเป็นกลุ่มหมอกดำพุ่งเข้าหาหมายจะแทรกซึมเข้าสู่ร่างกายของเขา
ทันใดนั้นเอง บนร่างของนายท่านเซียวพลันเปล่งรัศมีสีทองสว่างจ้า พรายน้ำตนนั้นกรีดร้องออกมาด้วยความเจ็บปวดอย่างแสนสาหัส "นี่มันสิ่งใดกัน? แสงทองแห่งบุญบารมีงั้นหรือ?"
มันรีบถอยห่างจากนายท่านเซียวทันที พลางจ้องมองเขาด้วยสายตาขลาดระแวง "บนตัวเจ้ามีอะไรอยู่กันแน่?"
มีอะไรอย่างนั้นหรือ?
นายท่านเซียวขมวดคิ้ว บนตัวเขาย่อมไม่มีสิ่งใดพิสดาร เขาไม่ได้เข้าวัดเข้าวา และไม่มีของขลังที่ผ่านการปลุกเสกจากปรมาจารย์ที่ไหนด้วย
เขาครุ่นคิดทบทวนไปมา ในที่สุดก็นึกขึ้นได้ว่าอันหนิงเคยมอบหยกคุ้มภัยให้เขาไว้ชิ้นหนึ่ง
เขารวบรวมสมาธิ รีบคว้าหยกคุ้มภัยที่สวมติดตัวไว้แน่น "พวกเจ้าถอยไปให้พ้น! ไสหัวไปเดี๋ยวนี้!"
นายท่านเซียวยังคงเป็นห่วงนายท่านเฉา จึงรีบคว้ามือสหายไว้ หมายจะอาศัยพลังจากหยกคุ้มภัยขับไล่พรายน้ำอีกตนออกไป
ทว่านายท่านเซียวลงมือช้าไปก้าวหนึ่ง ร่างของนายท่านเฉาอ่อนแรงซบลงกับพื้นเสียแล้ว
ครู่ต่อมา ก็มีเสียงกรีดร้องโหยหวนดังออกมาจากในร่างของนายท่านเฉาไม่ขาดสาย คาดว่าน่าจะเป็นเสียงของพรายน้ำตนนั้น ทว่าพวกมันกลับไม่ถูกขับออกมา
นายท่านเซียวทั้งกังวลทั้งหวาดกลัว เขาตะโกนสั่งให้บรรดาบ่าวไพร่และผู้คุ้มกันเข้ามารวมกลุ่มกันไว้ แล้วรีบพยุงร่างนายท่านเฉาขึ้นไปบนรถม้า
พวกพรายน้ำต่างพยายามจะเสาะหาร่างที่สมบูรณ์ หรือไม่ก็หวังจะลากคนลงน้ำไปให้ได้ แต่ทว่าด้วยอานุภาพของหยกคุ้มภัยบนตัวนายท่านเซียว พวกมันกลับไม่อาจเข้าใกล้ได้เลย
ไม่ใช่เพียงแค่นายท่านเซียวเท่านั้น แม้แต่บริเวณรอบกายเขารัศมีกว่าหนึ่งเมตร พวกมันก็เข้าใกล้ไม่ได้เช่นกัน
พวกพรายน้ำได้แต่เบิกตามองคนเหล่านี้ควบรถม้าหนีไปจนลับตา พวกมันถูกกักขังให้อยู่ได้เพียงบริเวณทะเลสาบเล็กๆ จึงไม่อาจตามล่าต่อไปได้
นายท่านเซียวเร่งเดินทางอย่างไม่คิดชีวิต จนกระทั่งฟ้าสางจึงค่อยหยุดพัก
เมื่อได้ยินเสียงไก่ขัน นายท่านเซียวก็เข้าไปในหมู่บ้านเพื่อตามหาหมอมารักษา
ทว่าหมอหลายคนที่มาตรวจอาการนายท่านเฉา ต่างก็ส่ายหน้าบอกว่าไร้หนทางเยียวยา
นายท่านเซียวคิดจะเชิญผู้ที่มีวิชาอาคมมาช่วย ทว่าในหมู่บ้านเล็กๆเช่นนี้จะไปหาคนประเภทนั้นได้จากที่ไหน
เขาจึงเดินทางต่ออีกระยะหนึ่งจนพบวัดแห่งหนึ่ง ตั้งใจจะนิมนต์พระสงฆ์ในวัดมาช่วยชีวิตนายท่านเฉา
แต่ต่อให้พระเหล่านั้นจะพยายามอยู่นานเพียงใด นายท่านเฉาก็ยังไม่มีทีท่าว่าจะฟื้นคืนสติขึ้นมาเลย
นายท่านเซียวร้อนรนใจจนทำอะไรไม่ถูก
ผู้ติดตามของนายท่านเฉาจึงเอ่ยกับนายท่านเซียวว่า "หยกคุ้มภัยชิ้นนั้นของท่านได้มาจากที่ใดหรือขอรับ? คนที่มอบหยกนี้ให้ท่านเกรงว่าจะเป็นผู้มีวิชาอาคมสูงส่ง มิเช่นนั้นพวกเราลองไปเชิญท่านผู้นั้นมาช่วยนายท่านของพวกเราดีไหมขอรับ"
นายท่านเซียวถึงเพิ่งนึกถึงอันหนิงขึ้นมาได้
ตั้งแต่นายท่านเซียวจะยังไม่ออกจากบ้าน อันหนิงก็มองออกแล้วว่าเขาจะต้องพบกับเหตุร้าย ทั้งยังจงใจมอบหยกคุ้มภัยให้เขาไว้เป็นพิเศษ เห็นได้ชัดว่าอันหนิงต้องเป็นผู้ที่มีวิชาอาคมแก่กล้าอย่างแน่นอน
เขากับนายท่านเฉาก็เป็นสหายรักกันมานานหลายปี จะเห็นแก่การค้าจนทอดทิ้งสหายได้อย่างไร
สุดท้ายนายท่านเซียวจึงไม่มีทางเลือก นอกจากต้องพานายท่านเฉาเร่งเดินทางกลับ
ระหว่างทางนายท่านเซียวได้แต่ทอดถอนใจด้วยความเศร้าสร้อย หากรู้ว่าจะเป็นเช่นนี้ เขาคงไม่ดื้อรั้นออกจากบ้านมาแต่แรก นอกจากจะค้าขายไม่สำเร็จแล้ว ยังเกือบจะเอาชีวิตมาทิ้งเสียอีก