- หน้าแรก
- แผนการตบหน้าฉบับมืออาชีพ
- บทที่ 365 ฉันชอบคนหน้าตาดี (7)
บทที่ 365 ฉันชอบคนหน้าตาดี (7)
บทที่ 365 ฉันชอบคนหน้าตาดี (7)
เมื่อสวี่เผิงจวี่และสวี่ฮูหยินกลับมาถึงห้องพัก ทันทีที่ก้าวพ้นประตู สวี่ฮูหยินก็เริ่มพร่ำบ่นขึ้นมาทันที
“ท่านพี่ ข้าเห็นว่าที่เป่าเอ๋อร์พูดมานั้นมีเหตุผลนะเจ้าคะ เรามีบุตรสาวเพียงคนเดียว แทนที่จะปล่อยให้นางแต่งออกเรือนไป ไฉนเราไม่ให้นางรับเขยแต่งเข้าบ้านเสียเลยเล่า?”
สวี่เผิงจวี่นิ่งคิดไปครู่หนึ่ง “เรื่องนี้ยังต้องหารือกันในระยะยาว”
“ท่านต้องรีบหน่อยนะเจ้าคะ” สวี่ฮูหยินเร่ง “ทางตระกูลเยว่นั่นเฝ้ารอจะรับตัวเป่าเอ๋อร์ไปเป็นสะใภ้ใจจะขาด หากชักช้าไปเกรงว่าเรื่องราวจะยิ่งยุ่งยาก”
สีหน้าของสวี่เผิงจวี่ดูหมองลง เขาขบกรามแน่นพลางครุ่นคิดอยู่ครู่ใหญ่ก่อนจะเอ่ยออกมา “พรุ่งนี้เจ้าจงกระจายข่าวออกไปว่าอาการป่วยของเป่าเอ๋อร์ทรุดหนักลงอีก สั่งให้บ่าวไพร่ในบ้านทำหน้าตาเศร้าโศกเสียใจเข้าไว้ แล้วก็เที่ยวตามหาท่านหมอฝีมือดีมาตรวจอาการนางให้มากๆหน่อย”
เพียงแค่ได้ยิน สวี่ฮูหยินก็รู้ทันทีว่าสวี่เผิงจวี่ตั้งใจจะทำสิ่งใด นางจึงรีบตอบรับคำทันควัน
เมื่ออันหนิงเห็นสวี่เป่าเอ๋อร์หลับสนิทแล้ว เธอจึงค่อยๆลุกขึ้นนั่ง
เธอทอดสายตามองดวงจันทร์กระจ่างฟ้าอยู่นอกหน้าต่างเป็นเวลานาน ก่อนจะคว้าเสื้อคลุมมาสวมแล้วเดินออกไปข้างนอก
ขณะที่ยืนอยู่กลางลานเรือน อันหนิงเงยหน้ามองท้องฟ้าพลางหลับตาลง พยายามสื่อสารกับวิถีแห่งสวรรค์ของโลกใบนี้
เนิ่นนานผ่านไป อันหนิงจึงลืมตาขึ้นพร้อมรอยยิ้มบางๆที่มุมปาก
“ที่แท้ก็เป็นเช่นนี้เอง”
เธอพยักหน้ากับตัวเองก่อนจะเดินกลับเข้าห้อง ครั้งนี้เธอสามารถนอนหลับได้อย่างสนิทใจเสียที
อันที่จริง ตั้งแต่อันหนิงก้าวข้ามมายังโลกใบนี้และได้พบกับสวี่เผิงจวี่เป็นครั้งแรก เธอก็รู้สึกประหลาดใจมาโดยตลอด
หากสวี่เผิงจวี่ไม่พึงใจในนิสัยใจคอของคนตระกูลเยว่ และไม่อยากให้สวี่เป่าเอ๋อร์แต่งกับเยว่จง สิ่งที่เขาควรทำที่สุดคือการถอนหมั้นเสียให้สิ้นเรื่องสิ้นราว ไม่ใช่พยายามหาวิธีสลับตัวเจ้าสาว
เพราะการสลับตัวเจ้าสาวนั้นทั้งยุ่งยากและสิ้นเปลืองแรงกายแรงใจ ไหนเลยจะสู้การถอนหมั้นที่ทำได้อย่างเด็ดขาดและรวบรัดกว่ามาก
อีกประการหนึ่ง สวี่เผิงจวี่เป็นคนหนักแน่นในความกตัญญูและเห็นแก่คุณธรรมคนหนึ่ง
จวี่เหรินเหอเคยช่วยชีวิตเขาไว้ในอดีต เมื่ออีกฝ่ายสิ้นไป เขาและสวี่ฮูหยินต่างก็ปฏิบัติต่อเหออันหนิงเป็นอย่างดีมาตลอด ประดุจว่าเป็นบุตรสาวในไส้ของตนเอง
บ้านของเขาก็มีเพียงสวี่เป่าเอ๋อร์คนเดียว สวี่เผิงจวี่จึงหวังให้เหออันหนิงและสวี่เป่าเอ๋อร์เติบโตมาด้วยกัน เพื่อที่ในภายภาคหน้าเมื่อเด็กทั้งสองออกเรือนไปแล้วจะได้คอยเกื้อกูลกันและกัน
เหออันหนิงเติบโตมาในตระกูลสวี่หลายปี นางทั้งฉลาดเฉลียวและกตัญญูต่อสวี่เผิงจวี่และภรรยายิ่งนัก แล้วมีหรือที่สวี่เผิงจวี่จะไม่มีความผูกพันให้นาง
ขนาดเลี้ยงแมวเลี้ยงสุนัขยังมีความผูกพัน แล้วนับประสาอะไรกับคนทั้งคน
ความรักใคร่เอ็นดูที่สวี่เผิงจวี่มีต่อเหออันหนิงอย่างแท้จริงนั้น มากกว่าที่มีให้แก่เยว่จง ว่าที่ลูกเขยที่ปีหนึ่งจะได้พบหน้ากันสักครั้งสองครั้งเสียด้วยซ้ำ
เมื่อคำนวณดูเช่นนี้ ไม่ว่าจะมองในมุมของความรู้สึกหรือเหตุผล สิ่งที่สวี่เผิงจวี่ควรทำที่สุดคือการถอนหมั้นกับตระกูลเยว่ มากกว่าที่จะเลือกทำร้ายเหออันหนิง
จริงอยู่ว่าบิดาของเยว่จงกับสวี่เผิงจวี่เป็นสหายสนิทกัน เขาจึงไม่อยากให้ชื่อเสียงด่างพร้อยหรือรู้สึกผิดต่อสหายที่วายชนม์ไปแล้วหากเลือกถอนหมั้น
แต่บิดาของเหออันหนิงไม่ใช่เป็นเพียงสหายสนิทเท่านั้น แต่ยังเป็นผู้มีพระคุณที่ช่วยชีวิตเขาไว้ด้วย เขาไม่อยากผิดต่อใต้เท้าเยว่ แล้วเขาจะยอมผิดต่อจวี่เหรินเหอได้ลงคอเชียวหรือ?
ยิ่งไปกว่านั้น เรื่องการสลับตัวเจ้าสาวอย่างไรเสียก็ไม่มีวันปิดได้มิด
เมื่อเด็กสาวทั้งสองเข้าพิธีวิวาห์ไปเพียงวันสองวัน คนทั้งอำเภอชิงหยวนย่อมต้องล่วงรู้ว่าสวี่เผิงจวี่สลับตัวเจ้าสาว เช่นนั้นแล้วชื่อเสียงของตระกูลสวี่จะยังคงดีงามอยู่ได้อย่างไร?
มิหนำซ้ำ การกระทำเช่นนี้ยังเป็นการล่วงเกินตระกูลเซียวอีกด้วย
ไม่ว่าจะพิจารณามุมไหน สวี่เผิงจวี่ก็ไม่ควรตัดสินใจทำเรื่องที่โง่เขลาไร้สติถึงเพียงนี้
อันหนิงไม่รู้ว่าเกิดความผิดพลาดตรงจุดใดที่ทำให้สวี่เผิงจวี่เคยหน้ามืดตามัวจนทำเรื่องผิดพลาดใหญ่หลวง
ทว่าเมื่อครู่นี้เธอได้สื่อสารกับวิถีแห่งสวรรค์ของโลกนี้ จึงได้พบว่าโลกใบนี้มีผู้วิเศษ
ในบรรดาผู้วิเศษเหล่านี้ มีทั้งนักพรตผู้บำเพ็ญเพียร ซินแสผู้เชี่ยวชาญฮวงจุ้ย ไปจนถึงเหล่าพ่อมดหมอผี
เมื่ออันหนิงล่วงรู้ถึงการมีอยู่ของคนเหล่านี้ เธอจึงเริ่มสงสัยว่า... เป็นไปได้หรือไม่ที่จะมีคนประเภทนี้ลงมือใช้มนตร์บางอย่างเข้าควบคุมจิตใจของสวี่เผิงจวี่ในช่วงเวลาสำคัญ จนทำให้เขาเลือกตัดสินใจสลับตัวเจ้าสาวในที่สุด
ในตอนนี้สวี่เผิงจวี่ยังคงดูเป็นปกติสุขดี นั่นหมายความว่าคนพวกนั้นน่าจะยังไม่ได้ลงมือกระทำการใดๆ
อันหนิงจึงตัดสินใจว่าจะรอต่อไปอีกสักนิด เพื่อดูให้แน่ชัดว่าเรื่องราวทั้งหมดนี้มันเป็นมาอย่างไรกันแน่
ณ ตระกูลเยว่
เยว่จงเดินเข้าไปในห้องหนังสือ ก่อนจะหยิบแผ่นยันต์แผ่นหนึ่งออกมาจากระหว่างหน้าหนังสือ
ยันต์แผ่นนี้เขาได้รับมานานแล้วจากการที่เขาเคยช่วยเหลือหญิงชราผู้หนึ่ง นางไม่มีลูกหลานและดูตกอับขัดสนยิ่งนัก ในตอนที่เยว่จงเดินสวนทางกับนาง นางบังเอิญเดินมาชนเขาเข้า
เยว่จงไม่เพียงแต่ไม่ตำหนินาง ทว่าเขายังพานางไปหาหมอรักษาอาการป่วย ทั้งยังซื้อหาของกินมาให้อีกด้วย
เพื่อเป็นการตอบแทนน้ำใจ หญิงชราจึงมอบยันต์แผ่นนี้ให้แก่เยว่จง พร้อมกับสำทับว่ายันต์นี้เป็นของสืบทอดประจำตระกูลของนาง หากใช้ยันต์แผ่นนี้จะสามารถเปลี่ยนแปลงความคิดของผู้คนได้ ให้เขาทำตามในสิ่งที่เจ้าต้องการ
ในตอนนั้นเยว่จงหาได้เชื่อถือไม่ แต่เมื่อเห็นว่าตัวยันต์ดูมีความขลังและเก่าแก่มีมนต์ขลัง เขาจึงรับมาเก็บไว้
เขาไม่เคยคิดจะใช้มันเลยแม้แต่น้อย ได้แต่สอดเก็บไว้ในหนังสือเล่มหนึ่งมาโดยตลอด จนกระทั่งวันนี้เขาตัดสินใจหยิบมันออกมาเพื่อจะลองเสี่ยงดูสักตั้ง
เพราะเขาเองก็จนปัญญาจนมืดแปดด้านแล้วจริงๆ ถึงได้ตัดสินใจใช้ยันต์เช่นนี้
เยว่จงครุ่นคิดว่าวันมงคลของเขากับสวี่เป่าเอ๋อร์ใกล้เข้ามาทุกที ในขณะที่อันหนิงเองก็ใกล้จะแต่งเข้าตระกูลเซียวแล้วเช่นกัน หากอันหนิงออกเรือนไป ทุกอย่างย่อมสายเกินแก้
เขาจึงคิดจะทุ่มสุดตัวเพื่อลองดูสักครั้ง ไม่ว่าผลจะออกมาสำเร็จหรือไม่ อย่างน้อยเขาก็ได้พยายามจนถึงที่สุดแล้ว
ใช่แล้ว... เยว่จงหลงรักอันหนิงมาโดยตลอด
หลังจากที่จวี่เหรินเหอบิดาของอันหนิงเสียชีวิตลง อันหนิงก็ถูกรับตัวมาอยู่ที่ตระกูลสวี่ ในตอนนั้นเยว่จงบังเอิญไปขอคำชี้แนะด้านวิชาการที่บ้านตระกูลสวี่พอดี จึงได้พบกับอันหนิงตัวน้อยที่เพิ่งมาถึง
อันหนิงในยามนั้นเพิ่งสูญเสียบิดาไป ท่าทางของนางดูเศร้าสร้อยอาลัยยิ่งนัก
นางตัวเล็กนิดเดียวสวมชุดไว้ทุกข์สีขาว เดินเตาะแตะตามหลังสวี่เผิงจวี่อย่างทุลักทุเล แม้ดวงตาจะเอ่อล้นด้วยหยาดน้ำตาที่จวนเจียนจะหยดร่วง แต่กลับพยายามข่มกลั้นไว้อย่างดื้อรั้นไม่ยอมให้มันไหลออกมา
เมื่อนางเห็นเขา อันหนิงกลับยังมีแก่ใจทักทายเขาอย่างมีมารยาทพร้อมกับส่งยิ้มน้อยๆมาให้
ทั้งที่ในใจแสนจะโศกเศร้า แต่ก็ยังพยายามจะยิ้มออกมา คงเป็นเพราะนางไม่อยากให้ผู้ใดมาเวทนาสงสารตนเองกระมัง
เด็กสาวที่ดื้อรั้นและเข้มแข็งถึงเพียงนั้น ได้ขโมยหัวใจของเยว่จงไปในทันที
นับแต่นั้นมา เขาก็เริ่มเฝ้าติดตามข่าวคราวของอันหนิง เมื่อวันเวลาผันผ่านปีแล้วปีเล่า เขาก็ยิ่งตกหลุมรักนางลึกซึ้งยิ่งขึ้น เขาเคยเพ้อฝันถึงการได้แต่งงานกับอันหนิงเป็นภรรยาอยู่บ่อยครั้ง
ทว่าอันหนิงมีคู่หมั้นคู่หมายมาตั้งแต่เล็ก ส่วนตัวเขาเองก็มีพันธะกับสวี่เป่าเอ๋อร์อยู่ก่อนแล้ว การที่เขาจะหวังตบแต่งอันหนิงจึงไม่ต่างอะไรกับการฝันกลางวัน
ทว่ายามนี้ เยว่จงต้องการจะลองเสี่ยงดู เขาจะทุ่มเทแรงกายแรงใจทั้งหมดเพื่อลองดูสักครา หากสำเร็จ เขาก็จะได้สมดังปรารถนา
แต่ต่อให้ไม่สำเร็จ ก็คงไม่มีใครล่วงรู้ว่าเขาได้กระทำการอันโฉดชั่วสามานย์เช่นนี้ลงไป
เยว่จงวางแผ่นยันต์ลงบนโต๊ะ จากนั้นก็หยิบเส้นผมของสวี่เผิงจวี่ที่เขาแอบเก็บมาได้ยามไปเยี่ยมเยียนที่บ้านตระกูลสวี่ออกมา ก่อนจะใช้เข็มจิ้มที่ปลายนิ้วของตนจนเลือดออก หยดเลือดลงบนแผ่นยันต์หนึ่งหยดพร้อมกับวางเส้นผมลงไป
หลังจากนั้น เขาก็จุดไฟเผายันต์แผ่นนั้นจนมอดไหม้ ในใจเฝ้าอธิษฐานภาวนาซ้ำแล้วซ้ำเล่า ขอให้สวี่เผิงจวี่ตัดสินใจยกอันหนิงให้แต่งกับเขา และยกสวี่เป่าเอ๋อร์ให้แต่งกับเซียวหยวน
เมื่อทุกอย่างสิ้นสุดลง เยว่จงก็เหงื่อไหลชุ่มไปทั้งตัวด้วยความตื่นตระหนก
เขาไม่มีแก่ใจจะอาบน้ำผลัดเปลี่ยนเสื้อผ้า หลังจากนั่งพักครู่หนึ่งเขาก็ล้มตัวลงนอน
ในช่วงเวลาที่ฟ้าใกล้จะสาง อันหนิงพลันลืมตาขึ้นมา
เธอสัมผัสได้ถึงแรงสั่นสะเทือนของพลังปราณเบาๆที่พุ่งมาจากทางเรือนหลักของตระกูลสวี่ ดูเหมือนว่าจะมีใครบางคนใช้มนตราเข้าแทรกแซง
อันหนิงลุกขึ้นนั่งพลางคว้าเสื้อมาคลุมไหล่ เธอรีบใช้นิ้วร่ายเวทคำนวณ
เพียงไม่นานในใจก็กระจ่างแจ้ง
ที่แท้ เรื่องราวทั้งหมดนี้ล้วนเป็นฝีมือของเยว่จงนี่เอง
ในเมื่อเป็นเช่นนี้ ภายภาคหน้าหากเธอจะต้องลงมือจัดการกับเขา เขาก็คงจะโทษใครไม่ได้แล้ว