- หน้าแรก
- แผนการตบหน้าฉบับมืออาชีพ
- บทที่ 366 ฉันชอบคนหน้าตาดี (8)
บทที่ 366 ฉันชอบคนหน้าตาดี (8)
บทที่ 366 ฉันชอบคนหน้าตาดี (8)
เมื่อตื่นขึ้นมาในตอนเช้า อันหนิงได้ร่ายเวทคำนวณซ้ำอีกรอบ และผลที่ออกมาก็ยืนยันว่าสิ่งที่เธอเห็นเมื่อคืนนี้ล้วนเป็นเรื่องจริง
เยว่จงผู้นี้ ช่างมีนิสัยที่ต่ำช้าเลวทรามยิ่งนัก
อีกอย่าง โลกใบนี้ก็น่าสนใจอยู่ไม่น้อยทีเดียว
เดิมทีอันหนิงคิดว่าสวี่เป่าเอ๋อร์เป็นเด็กสาวที่ดี ประกอบกับคนตระกูลสวี่ก็ไม่ใช่พวกแล้งน้ำใจ ทั้งยังนับว่าเป็นคนซื่อสัตย์มีคุณธรรม เธอจึงกะว่าชาตินี้จะใช้ชีวิตแบบสบายๆเสียหน่อย
คิดไม่ถึงเลยว่าจู่ๆจะมีเรื่องพรรค์นี้โผล่แทรกขึ้นมากลางคัน
ยิ่งไปกว่านั้น โลกใบนี้ยังมีพวกภูตผีปีศาจโผล่มาให้เห็นอีกด้วย ช่างน่าสนุกกว่าโลกก่อนๆที่ผ่านมาเสียจริง
ในเมื่อรู้แล้วว่าโลกนี้ไม่ธรรมดา อันหนิงจึงคิดว่าอย่างไรเสียก็ต้องฟื้นฟูตบะบารมีกลับมาบ้าง ไม่อย่างนั้นหากไปปะทะกับผีร้ายตนใดเข้าแล้วเกิดสู้ไม่ได้ขึ้นมา คงได้อับอายขายหน้าแย่
หลังคำนวณทุกอย่างเสร็จสิ้น อันหนิงก็ลุกขึ้นล้างหน้าสางผม
เธอไปคารวะสวี่ฮูหยินก่อนเป็นอันดับแรก จากนั้นก็แวะไปหาสวี่เป่าเอ๋อร์เพื่อร่วมโต๊ะอาหารเช้าด้วยกัน
ครั้นอิ่มหนำแล้ว อันหนิงจึงปลีกตัวไปพบสวี่เผิงจวี่
ตอนนี้สวี่เผิงจวี่อยู่ในห้องหนังสือเพียงลำพัง
“ท่านลุงเจ้าค่ะ”
อันหนิงก้าวเข้าไปในห้องพร้อมทำความเคารพ ก่อนจะทรุดตัวลงนั่งด้านข้าง
สวี่เผิงจวี่เห็นหน้าอันหนิงก็ยิ้มให้ด้วยความเอ็นดู “ทานข้าวมาหรือยังลูก? วันนี้ถ้าเจ้าไม่มีธุระอะไรก็ไปช่วยท่านป้าตรวจสอบบัญชีหน่อยนะ ช่วงสองสามวันมานี้นางมัวแต่เป็นห่วงเป็นใยเรื่องในบ้านจนไม่มีเวลาดูแลงานจัดการเรือนเลย”
อันหนิงยิ้มรับคำอย่างว่าง่าย ก่อนจะชี้ไปที่สวี่เผิงจวี่พลางเอ่ยว่า “ท่านลุงถูกคนลอบวางแผนทำร้ายเจ้าค่ะ”
หืม?
สวี่เผิงจวี่ถึงกับชะงักอึ้ง “เจ้าหมายความว่าอย่างไร?”
อันหนิงกระซิบเสียงเบา “ท่านลุงก็ทราบดีว่าตอนเด็กๆท่านพ่อเลี้ยงดูข้าเหมือนเด็กชาย ข้าเลยไม่มีกิริยาอย่างสตรีนัก วันๆเอาแต่เที่ยวซนไปทั่ว มีอยู่ครั้งหนึ่งข้าไปพบนักพรตในศาลเจ้าเก่าๆเห็นเขาดูยากจนน่าเวทนา ข้าเลยยกเงินทองทั้งหมดติดตัวให้เขาไป สองสามวันต่อมานักพรตท่านนั้นก็มาหาข้า บอกว่าอยากจะถ่ายทอดวิชาอาคมให้สักเล็กน้อย ตอนนั้นข้ากำลังนึกสนุกจึงได้ร่ำเรียนมาบ้างเจ้าค่ะ”
สวี่เผิงจวี่อุทานด้วยความตกใจ “เรื่องนี้พ่อเจ้าไม่เคยเล่าให้ฟังเลยนะ”
อันหนิงยิ้มแหยๆ “ท่านพ่อก็ไม่ทราบเจ้าค่ะ ข้าเกรงว่าท่านจะตกใจเข้า หากไม่ใช่เพราะเห็นว่าท่านลุงมีอาการผิดไปจากปกติ ข้าก็คงไม่กล้าบอกออกมา”
สวี่เผิงจวี่ไม่ได้เป็นเพียงพวกบัณฑิตที่เก็บตัวอยู่แต่ในจวน เขาเคยเดินทางไปทั่วสารทิศย่อมมีประสบการณ์และวิสัยทัศน์กว้างไกล เขารู้ดีว่าโลกนี้มีเรื่องลี้ลับอัศจรรย์อยู่จริง จึงปักใจเชื่อคำพูดของอันหนิงทันที
“ข้ามีจุดใดที่ผิดปกติไปงั้นรึ?”
ขณะที่ถาม สวี่เผิงจวี่ดูจะตื่นตระหนกอยู่ไม่น้อย เขาถือถ้วยชาค้างไว้เป็นเวลานานโดยไม่ได้จิบ
อันหนิงขยับเข้าไปใกล้พลางพินิจมองอีกฝ่ายอย่างละเอียด “ท่านลุงถูกคนควบคุมจิตใจเจ้าค่ะ คนผู้นั้นใช้ยันต์ลวงใจเพื่อปั่นป่วนความคิดของท่านลุง ที่จริงข้าพอมองออกตั้งแต่เมื่อคืนแล้วเจ้าค่ะ เพียงแต่เห็นว่าอยู่ต่อหน้าท่านป้าจึงไม่สะดวกจะพูด และเกรงว่าน้องเป่าเอ๋อร์จะพลอยตกใจไปด้วย”
สวี่เผิงจวี่พยักหน้าอย่างชื่นชม “เจ้าทำถูกแล้ว ป้ากับน้องของเจ้าน่ะขวัญอ่อนนัก”
อันหนิงเห็นว่าแม้เขาจะดูตึงเครียดแต่ก็ไม่ได้ขวัญผวาจนเกินไปนัก ทำให้นางรู้สึกเลื่อมใสในตัวลุงผู้นี้ขึ้นมาบ้าง
“ข้าจะช่วยถอนมนต์ให้นะเจ้าคะ” อันหนิงเอ่ยถาม
สวี่เผิงจวี่นิ่งคิดครู่หนึ่ง “พอจะคำนวณได้หรือไม่ว่าใครเป็นคนใช้ยันต์แผ่นนี้กับข้า?”
อันหนิงหลุบตาลง นิ้วมือขวาทั้งห้ากรีดกรายร่ายเวทคำนวณอย่างรวดเร็ว เนิ่นนานผ่านไปนางจึงเงยหน้าขึ้นจ้องมองสวี่เผิงจวี่เขม็ง “เป็น... เป็นเยว่จงเจ้าค่ะ”
“อะไรนะ!”
สวี่เผิงจวี่ตระหนกจนคุมสติไม่อยู่ ตอนที่รู้ว่าตัวเองโดนควบคุมจิตใจเขายังพอรักษาท่าทีนิ่งสงบได้ แต่ยามนี้เขากลับเสียอาการอย่างหนัก ถึงขั้นผุดลุกขึ้นยืนจนถ้วยชาหลุดมือร่วงลงมา
อันหนิงรีบยื่นมือออกไปคว้ารองถ้วยชาไว้ได้อย่างทันท่วงทีและวางมันลงอย่างเรียบร้อย
“เป็นเขาไม่ผิดแน่เจ้าค่ะ”
สวี่เผิงจวี่หรี่ตาลง “มันกลัวว่าข้าจะถอนหมั้นรึ?”
สีหน้าของอันหนิงแปรเปลี่ยนเป็นดูย่ำแย่ลงทันที
สวี่เผิงจวี่เองก็สัมผัสได้ถึงความผิดปกติบางอย่าง “มันต้องการจะทำอะไรกันแน่?”
อันหนิงก้มหน้าลง ในน้ำเสียงแฝงความโศกเศร้าและความรู้สึกผิดอยู่ลึกๆ “เขา... เขาต้องการให้ท่านลุงสลับตัวเจ้าสาวระหว่างข้ากับน้องเป่าเอ๋อร์ในวันมงคลเจ้าค่ะ”
คราวนี้สวี่เผิงจวี่ถึงกับหน้าเขียวคล้ำด้วยความโกรธจัด “มัน... เจ้าเด็กเหลือขอ ช่างกล้านัก!”
ถึงขั้นหลุดคำด่าทอออกมาเช่นนี้ เห็นชัดว่าสวี่เผิงจวี่โกรธจนแทบกระอัก
สลับตัวเจ้าสาวงั้นรึ?
ช่างกล้าคิดออกมาได้นะเยว่จง! หากเขายอมสลับตัวเจ้าสาวจริง ชื่อเสียงเรียงนามของตระกูลสวี่จะไม่มลายสิ้นไปหรือ? แล้วหากวันหน้าเขาลาโลกนี้ไปแล้ว จะเอาหน้าที่ไหนไปสู้หน้าจวี่เหรินเหอในปรโลกได้อีก
อีกอย่าง สวี่เผิงจวี่รู้ดีว่าเซียวหยวนและอันหนิงนั้นเติบโตมาด้วยกันในฐานะคู่รักวัยเด็ก
หากมีการสลับตัวเจ้าสาวเกิดขึ้นจริง เมื่อเข้าหอมีหรือที่เซียวหยวนจะไม่รู้ว่าภรรยาของตนถูกเปลี่ยนตัวไป?
แล้วผู้เฒ่าทั้งสองของตระกูลเซียวเล่า มีหรือที่จะไม่กระจ่างแจ้งในเรื่องนี้
ถึงเวลานั้น สวี่เป่าเอ๋อร์จะใช้ชีวิตในตระกูลเซียวอย่างสงบสุขได้อย่างไร?
การที่มีบิดาตระบัดสัตย์ไร้คุณธรรมเช่นเขา ไม่เพียงแต่จะทำให้นางต้องอับอายขายหน้า ทว่าหากวันหน้าคนตระกูลเซียวปฏิบัติต่อนางไม่ดี นางก็ทำได้เพียงก้มหน้าอดทนอดกลั้น ต้องใช้ชีวิตอย่างทุกข์ระทมไปชั่วชีวิต
เพียงชั่ววูบสวี่เผิงจวี่ก็คิดเตลิดไปไกล สีหน้าของเขายิ่งย่ำแย่ลงทุกที
เยว่จงมีความแค้นเคืองอันใดกับตระกูลเขานักหนา ถึงได้คิดทำร้ายกันถึงเพียงนี้
นี่มันกะจะทำลายชีวิตเด็กสาวทั้งจากตระกูลเหอและตระกูลสวี่ให้พังพินาศไปทั้งชีวิตชัดๆ จิตใจช่างอำมหิตผิดมนุษย์ยิ่งนัก บุรุษผู้นี้มิใช่คู่ครองที่ดีเลยจริงๆ
สวี่เผิงจวี่โกรธจัดจนตบโต๊ะดังปัง "เจ้าคนต่ำช้าโฉดชั่วถึงเพียงนี้ ต่อให้ข้าต้องถูกตราหน้าว่าเลวทรามเพียงใด ก็ไม่มีวันยอมให้เป่าเอ๋อร์แต่งเข้าตระกูลเยว่เป็นอันขาด!"
อันหนิงพยักหน้าเห็นพ้อง "ท่านลุงพูดถูกแล้วเจ้าค่ะ น้องเป่าเอ๋อร์เป็นคนจิตใจดีมีเมตตา เยว่จงผู้นั้นคู่ควรกับนางเสียที่ไหน"
สวี่เผิงจวี่เกาะขอบโต๊ะพลางโบกมือให้อันหนิง "เจ้าไปก่อนเถอะ ให้ข้าได้ตรองดูให้ถี่ถ้วนอีกสักนิด แล้วเรื่องนี้... อย่าเพิ่งไปบอกป้าหรือน้องสาวของเจ้าล่ะ"
"รับทราบเจ้าค่ะ"
อันหนิงรับคำอย่างว่าง่าย ก่อนไปนางยังทิ้งแผ่นยันต์แผ่นหนึ่งไว้ให้สวี่เผิงจวี่ "ท่านลุงเจ้าค่ะ หากท่านตัดสินใจได้แล้วก็จงเผายันต์แผ่นนี้ผสมน้ำดื่มเสีย จำไว้นะเจ้าค่ะว่าต้องรีบดื่ม มิเช่นนั้นหากปล่อยไว้นานจะยิ่งเกิดเรื่องยุ่งยาก"
"ข้าเข้าใจแล้ว"
สวี่เผิงจวี่ฝืนยิ้มให้อันหนิง "ช่วงไม่กี่วันนี้เจ้าคงต้องลำบากหน่อย ช่วยข้าดูแลป้ากับเป่าเอ๋อร์ด้วยนะ"
"ข้าเข้าใจดีเจ้าค่ะ"
อันหนิงรีบก้าวออกไป ทั้งยังไม่ลืมที่จะปิดประตูห้องให้สวี่เผิงจวี่อย่างเรียบร้อย
คล้อยหลังอันหนิง สวี่เผิงจวี่ก็ทิ้งตัวลงนั่งบนเก้าอี้อย่างหมดแรง
เขามองแผ่นยันต์ในมือด้วยแววตาเหี้ยมเกรียม "เยว่จง... เจ้าเยว่จงตัวดี!"
ไม่ต้องสงสัยเลยว่าสวี่เผิงจวี่นั้นเชื่อมั่นในตัวอันหนิงอย่างที่สุด
เขาเลี้ยงดูอันหนิงมาหลายปี ย่อมรู้ดีว่านางเป็นเด็กที่กตัญญูและหนักแน่นในคุณธรรม อีกทั้งยังเหมือนจวี่เหรินเหอบิดาของนางที่ยึดถือสัจจะประดุจทองคำ ไม่มีทางพูดจาเหลวไหลไร้สาระเด็ดขาด
ในเมื่ออันหนิงบอกว่าเป็นฝีมือชั่วช้าของเยว่จง สวี่เผิงจวี่จึงเชื่อสนิทใจโดยไม่มีความคลางแคลงแม้แต่น้อย
เด็กที่ตัวเองชุบเลี้ยงมากับมือหากไม่เชื่อ แล้วจะไปเชื่อคนนอกได้อย่างไร?
เขานึกถึงคำเตือนของอันหนิงที่ว่าอย่าปล่อยไว้นานจนเกิดเรื่อง จึงรีบรินน้ำมาถ้วยหนึ่ง เผายันต์แผ่นนั้นจนเป็นเถ้าแล้วละลายลงในน้ำ ก่อนจะดื่มเข้าไปจนหมดเกลี้ยง
ไม่รู้ว่าเป็นเพราะอุปาทานไปเองหรือไม่ ทันทีที่ดื่มเถ้ายันต์ลงไป สวี่เผิงจวี่ก็รู้สึกว่าร่างกายเบาสบายขึ้นมาก
เมื่อคืนนี้ช่วงหลังเที่ยงคืนเขาแทบจะข่มตาหลับไม่ลง ราวกับมีบางสิ่งกดทับอยู่ที่หน้าอกจนอึดอัดหายใจไม่ออก
ทว่ายามนี้ เขากลับรู้สึกเหมือนยกภูเขาออกจากอก ร่างกายและจิตใจผ่อนคลายลงอย่างเห็นได้ชัด
สิ่งนี้ยิ่งทำให้สวี่เผิงจวี่มั่นใจว่าเขาถูกคนลอบวางแผนเล่นงานเข้าจริงๆ
เมื่อนึกถึงแผนการอันชั่วร้ายของเยว่จง ความรู้สึกผิดที่เคยมีต่อตระกูลเยว่หรือความเอ็นดูที่มีต่อตัวเยว่จงก็มลายหายไปสิ้น
เขานึกถึงเงินทองและข้าวของที่เคยจุนเจือเยว่จงมาโดยตลอด แล้วก็ได้แต่เจ็บใจพลางสบถออกมา "ถือเสียว่าเอาไปให้หมามันกิน!"
จากนั้นสวี่เผิงจวี่ก็เริ่มดำเนินการตามแผนที่วางไว้แต่แรก เขาสั่งให้บ่าวไพร่ตระเวนไปทั่วเมืองเพื่อเชิญตัวหมอมารักษากันให้วุ่น
ทางด้านสวี่ฮูหยินเองก็เริ่มทำหน้าอมทุกข์ร้องไห้ฟูมฟายทุกวัน
ส่วนบ่าวไพร่บ้านตระกูลสวี่ยามก้าวเท้าออกจากบ้าน ต่างก็พากันส่ายหน้าทอดถอนใจ ทำสีหน้าเหมือนกับว่ามีคนในบ้านเพิ่งจะสิ้นใจไปอย่างไรอย่างนั้น
ทั่วทั้งจวนตระกูลสวี่ปกคลุมไปด้วยเมฆหมอกแห่งความโศกเศร้า
เยว่จงที่แว่วข่าวเรื่องนี้เข้าก็เริ่มกระวนกระวายใจ
หากเกิดอะไรขึ้นกับสวี่เป่าเอ๋อร์จริงๆ แล้วเขาจะแต่งอันหนิงเข้าบ้านได้อย่างไรเล่า?
ขณะเดียวกัน ทางด้านตระกูลเซียวก็เริ่มวิตกกังวลเช่นกัน
พวกเขากังวลใจเรื่องอันหนิง เพราะหากตระกูลสวี่เกิดเรื่องขึ้นมา อันหนิงย่อมต้องพลอยลำบากกายลำบากใจไปด้วยแน่นอน