- หน้าแรก
- แผนการตบหน้าฉบับมืออาชีพ
- บทที่ 363 ฉันชอบคนหน้าตาดี (5)
บทที่ 363 ฉันชอบคนหน้าตาดี (5)
บทที่ 363 ฉันชอบคนหน้าตาดี (5)
หลังจากอันหนิงกลับไปแล้ว สวี่เป่าเอ๋อร์ก็นิ่งคิดอยู่นาน
ในที่สุดนางก็ตัดสินใจว่าควรปล่อยให้ทุกอย่างเป็นไปตามครรลองเดิม และตั้งใจจะโน้มน้าวให้บิดาเลิกล้มความคิดเรื่องการสลับตัวเจ้าสาวเสีย
สวี่เป่าเอ๋อร์เคยเห็นหน้าค่าตาของเยว่จงมาก่อน บุรุษผู้นั้นหน้าตาอัปลักษณ์ขี้ริ้วขี้เหร่อย่างที่อันหนิงว่าไว้จริงๆ
นางยังจำได้ว่าในชาติก่อน แม้ภายหลังอันหนิงจะได้เป็นถึงฮูหยินตราตั้งระดับหนึ่ง ทว่าทุกครั้งที่พบหน้ากัน อีกฝ่ายกลับดูไม่มีความสุขเลยสักครั้ง
ตอนนั้นสวี่เป่าเอ๋อร์หลงนึกไปว่าอาจเป็นเพราะเรื่องวุ่นวายของเหล่าอนุภรรยาในเรือนหลัง แต่ยามนี้พอนึกดูดีๆ คงเป็นเพราะอันหนิงไม่เคยเต็มใจที่ต้องแต่งเข้าตระกูลเยว่เลยต่างหาก
ในเมื่ออันหนิงชอบคนหน้าตาดี ขนาดจะเลี้ยงแมวเลี้ยงสุนัขสักตัวยังต้องเลือกที่ดูน่ารักน่าเอ็นดู แล้วนับประสาอะไรกับการเลือกสามีเล่า
อันหนิงแสดงออกชัดเจนถึงเพียงนี้ หากนางยังยอมให้อันหนิงแต่งกับเยว่จงอีก นั่นมิเท่ากับเป็นการทำให้นางต้องใช้ชีวิตอยู่อย่างขยะแขยงไปตลอดชีวิตหรอกหรือ
ทว่า หากไม่สลับตัวเจ้าสาว...
พูดตามตรง สวี่เป่าเอ๋อร์เองก็ไม่ได้มีความกล้าพอที่จะแต่งให้เยว่จงเลยสักนิด
ถ้าเยว่จงเพียงแค่หน้าตาอัปลักษณ์นางก็ยังพอจะทนฝืนได้
แต่ประเด็นสำคัญคือหลังจากเยว่จงรุ่งเรืองขึ้นมา เขากลับมีอนุภรรยาและสาวใช้ข้างห้องมากมายเต็มไปหมด แถมยังมีเรื่องอีกเรื่องหนึ่งที่อันหนิงอาจจะไม่เคยรู้ แต่สวี่เป่าเอ๋อร์กลับล่วงรู้เป็นอย่างดี
นั่นคือการที่เยว่จงแอบไปมีความสัมพันธ์ลึกซึ้งกับแม่นางในหอคณิกาผู้หนึ่ง
เขาถึงขั้นแอบไถ่ตัวให้นางอย่างลับๆ ทว่าต่อมาเมื่อเยว่จงไปพบปะสังสรรค์กับกลุ่มสหายสนิท สหายของเขาได้แนะนำให้เขารู้จักกับคนผู้หนึ่ง ซึ่งเป็นบุตรชายของคหบดีผู้มั่งคั่งที่ทำธุรกิจค้าม้าโดยเฉพาะ
บุตรชายคหบดีผู้นั้นมีม้าเหงื่อโลหิตอยู่ในครอบครองตัวหนึ่ง เยว่จงชื่นชอบมันมากจนอยากจะขอซื้อต่อ
ฝ่ายนั้นยอมยกม้าตัวนั้นให้เยว่จง แต่มีเงื่อนไขแลกเปลี่ยนประการหนึ่ง คือเยว่จงต้องยกแม่นางจากหอคณิกาที่เพิ่งไถ่ตัวมานั้นให้แก่เขา
และเยว่จงก็ยอมยกนางให้จริงๆ
ทั้งที่เขารู้เต็มอกว่าบุตรชายคหบดีผู้นั้นมีความแค้นเคืองกับแม่นางคนดังกล่าวอยู่ก่อนแล้ว แต่เขาก็ยังยอมแลกนางเพื่อม้าเพียงตัวเดียว
ตอนนั้นสวี่เป่าเอ๋อร์ถึงกับจ้างคนไปสืบข่าวจนรู้มาว่า หลังจากนั้นแม่นางผู้นั้นต้องตายอย่างอนาถและทุกข์ทรมานยิ่งนัก
เรื่องราวนี้ทำให้สวี่เป่าเอ๋อร์รู้สึกขยะแขยงเยว่จงมาเป็นเวลานาน
นอกจากนี้ เยว่จงยังเป็นคนใจคอคับแคบและเจ้าคิดเจ้าแค้น
แม้แต่มารดาของเขาก็ไม่ใช่คนดีเด่อะไร เป็นแม่สามีประเภทที่ข่มเหงรังแกลูกสะใภ้อย่างหนัก
หากต้องแต่งเข้าบ้านแบบนั้น...
สวี่เป่าเอ๋อร์เพียงแค่คิดก็รู้สึกหวาดกลัวจนตัวสั่นแล้ว
อันหนิงนั้นมีนิสัยเด็ดเดี่ยวเฉลียวฉลาด ทั้งยังมีวิชาการต่อสู้ติดตัว แต่งเข้าไปย่อมไม่มีสิ่งใดต้องเกรงกลัว
ทว่าตัวนางสวี่เป่าเอ๋อร์นั้นช่างอ่อนแอบอบบาง นอกจากอ่านเขียนเรียนหนังสือแล้วนางก็ทำสิ่งใดไม่เป็นเลย หากแต่งเข้าไป ชีวิตในช่วงหลายปีแรกย่อมต้องขมขื่นอย่างไม่ต้องสงสัย
สวี่เป่าเอ๋อร์ที่ผ่านชีวิตมาชาติหนึ่งแล้ว ย่อมไม่ใช่เด็กสาวไร้เดียงสาอีกต่อไป
นางเริ่มครุ่นคิดถึงผลลัพธ์ในระยะยาวอย่างถี่ถ้วน
นางคิดว่าอันหนิงแต่งเข้าตระกูลเยว่แล้วสามารถเคี่ยวเข็ญจนเยว่จงสอบติดจิ้นซื่อได้ แต่ถ้าเปลี่ยนเป็นนางแต่งเข้าไปแทน ผลลัพธ์อาจไม่เป็นเช่นนั้น
ด้วยนิสัยที่อ่อนแอและขาดความเด็ดเดี่ยวอย่างนาง ไหนเลยจะกดดันสองแม่ลูกตระกูลเยว่ได้ หากแต่งเข้าไป ดีไม่ดีตระกูลเยว่นอกจากจะไม่รุ่งเรืองแล้ว อาจจะยิ่งตกต่ำย่ำแย่ลงกว่าเดิมเสียด้วยซ้ำ
เมื่อคิดได้ดังนี้ สวี่เป่าเอ๋อร์ก็เริ่มพิจารณาว่าเหตุใดในปีนั้นบิดาของนางจึงตัดสินใจสลับตัวเจ้าสาว
สวี่เผิงจวี่ไม่ใช่คนโง่ เขาเป็นคนที่ฉลาดหลักแหลมและมีความเป็นจวี่เหรินอยู่เต็มตัว ตลอดหลายปีมานี้ที่หมั้นหมายกับตระกูลเยว่ เขาก็คอยสนับสนุนเงินทองให้เยว่จงมาโดยตลอด
หากเยว่จงมีพรสวรรค์ในการเรียนและแสดงให้สวี่เผิงจวี่เห็นว่าจะก้าวหน้าในหน้าที่การงานได้จริง สวี่เผิงจวี่ก็คงไม่คิดจะสลับตัวเจ้าสาวให้เสียเรื่อง
เป็นไปได้ว่าสวี่เผิงจวี่อาจมองเห็นข้อเสียในตัวเยว่จง และรู้ดีว่าหากบุตรสาวแต่งเข้าไปชีวิตคงมีแต่จะดิ่งลง แต่เพราะนิสัยและท่าทางของอันหนิงต่างจากนาง หากเป็นอันหนิงแต่งไป บางทีอาจจะคุมเยว่จงให้อยู่หมัดและจัดการตระกูลเยว่ให้ดีขึ้นได้ ด้วยเหตุนี้เขาจึงเกิดความคิดและลงมือทำเรื่องเช่นนั้นลงไป
ยิ่งคิด สวี่เป่าเอ๋อร์ก็ยิ่งหวาดกลัว
ในเมื่อขนาดบิดาของนางเองยังไม่เห็นชอบกับการแต่งงานนี้ หากนางดึงดันแต่งเข้าไปก็คงมิวายต้องถูกทำร้ายไปทั้งชีวิตอีกเป็นแน่
จะเลือกทางซ้ายก็ไม่ได้ ทางขวาก็ไม่ดี สวี่เป่าเอ๋อร์รู้สึกอัดอั้นจนแทบอยากจะร้องไห้ออกมา
ในช่วงบ่าย สวี่ฮูหยินมาเยี่ยมสวี่เป่าเอ๋อร์ เมื่อเห็นว่าลูกสาวฟื้นขึ้นมาและไม่มีอาการเจ็บป่วยร้ายแรงใดๆ สวี่ฮูหยินก็ใจชื้นขึ้น ใบหน้าจึงเริ่มประดับด้วยรอยยิ้ม
นางก้าวเข้ามาในห้องแล้วเอ่ยกับลูกสาวว่า "เป่าเอ๋อร์ เมื่อวานท่านป้าตระกูลเยว่มาเยี่ยมเจ้า แถมยังบอกว่าให้เจ้าพักรักษาตัวให้ดี พอเจ้าหายดีแล้วจะได้รีบจัดงานแต่งของเจ้ากับเยว่จงให้เรียบร้อยเสียที"
หัวใจของสวี่เป่าเอ๋อร์กระตุกวูบ นางรีบคว้ามือสวี่ฮูหยินไว้แน่น "ท่านแม่เจ้าคะ ลูก... ลูกยังไม่อยากแต่งงาน ลูกยังอยากอยู่ปรนนิบัติท่านแม่กับท่านพ่อที่บ้านต่อไปเจ้าค่ะ"
สวี่ฮูหยินหลุดขำออกมาอย่างช่วยไม่ได้ “โถลูกคนนี้ จะไม่แต่งงานได้อย่างไรกัน เจ้าเองก็อายุอานามไม่ใช่น้อยๆแล้ว หากยังไม่ยอมออกเรือนไปอีก มิกลายเป็นสาวเทื้อค้างปีไปหรอกหรือ”
“ก็ลูกไม่อยากแต่งนี่เจ้าคะ”
สวี่เป่าเอ๋อร์เริ่มออดอ้อนสวี่ฮูหยิน “ลูกได้ยินมาว่าการออกเรือนไปนั้นไม่มีอะไรดีเลย ลูกอยากอยู่ปรนนิบัติท่านพ่อท่านแม่ที่บ้านมากกว่า ท่านแม่... ท่านยอมให้ลูกอยู่ต่อเถอะนะเจ้าคะ”
สวี่ฮูหยินเฝ้าปลอบโยนลูกสาวอยู่พักใหญ่ แต่กลับไม่มีท่าทีว่าจะยอมอ่อนข้อเรื่องเลื่อนงานมงคลออกไปเลยแม้แต่น้อย สิ่งนี้ทำให้สวี่เป่าเอ๋อร์รู้สึกผิดหวังยิ่งนัก ในขณะเดียวกันความรู้สึกร้อนใจก็เริ่มก่อตัวขึ้น
หลังจากสวี่ฮูหยินกลับไปแล้ว สวี่เป่าเอ๋อร์จึงกัดฟันตัดสินใจสั่งให้ตู้เจวียนไปเชิญอันหนิงมาพบ
นางรู้มาตลอดว่าอันหนิงเฉลียวฉลาดและมีแผนการมากกว่าตน นางจึงอยากขอคำชี้แนะจากอันหนิงว่าควรจะจัดการเรื่องนี้อย่างไรดี
ทันทีที่อันหนิงก้าวเข้ามาในห้อง สวี่เป่าเอ๋อร์ก็รีบพยายามจะลงจากเตียงด้วยความร้อนรน
อันหนิงรีบห้ามไว้ทันควัน “น้องหญิงจะทำอะไรน่ะ รีบนอนลงเถิด เจ้าเพิ่งจะฟื้นขึ้นมา ร่างกายยังอ่อนเพลียอยู่นัก อย่าเพิ่งขยับตัวตามอำใจเลย”
เมื่อประคองให้สวี่เป่าเอ๋อร์นอนลงได้ที่แล้ว อันหนิงจึงเอ่ยถาม “น้องหญิงให้คนไปตามพี่มา มีธุระอะไรรึ?”
นางลอบสังเกตท่าทางของอีกฝ่ายพลางเอ่ยต่อ “ดูเหมือนสีหน้าเจ้าจะดีขึ้นมากแล้วนะ เห็นทีเทียบยาที่ท่านหมอจัดให้คงจะใช้ได้ผลดีทีเดียว”
สวี่เป่าเอ๋อร์หัวเราะแห้งๆสองครา ก่อนจะสั่งให้ตู้เจวียนพาสาวใช้คนอื่นๆออกไปรอข้างนอก
นางกระซิบเสียงเบากับอันหนิงว่า “พี่หญิง... น้อง ... น้องไม่อยากแต่งเข้าตระกูลเยว่เจ้าค่ะ”
อันหนิงถึงกับชะงักไป
เดิมทีนางนึกว่าเมื่อสวี่เป่าเอ๋อร์ล่วงรู้เรื่องในชาติก่อนว่าเยว่จงจะได้ขึ้นเป็นขุนนางใหญ่ ก็คงจะเต็มใจแต่งออกไปเสียอีก คิดไม่ถึงเลยว่าเจ้าตัวจะปฏิเสธเช่นนี้
“เพราะเหตุใดรึ?” อันหนิงอดสงสัยไม่ได้จริงๆ
สวี่เป่าเอ๋อร์ก้มหน้าลง เอ่ยด้วยน้ำเสียงตัดพ้อตัวเอง “เรื่องของตัวน้อง น้องย่อมรู้ดีที่สุดเจ้าค่ะ ท่านแม่มัวแต่ตามใจน้องจนเสียคน ทำให้น้องไม่มีความสามารถด้านใดโดดเด่นพอจะเอาไปอวดใครได้เลย นอกจากหน้าตาที่พอใช้ได้กับพอจะรู้หนังสือบ้าง น้องก็ทำอะไรไม่เป็นอีกแล้ว อีกอย่างนิสัยน้องก็อ่อนแอเกินไป หากแต่งเข้าตระกูลเยว่ไปก็คงมิอาจแบกรับภาระในฐานะนายหญิงของบ้านได้แน่ อีกประการ... คุณชายเยว่เองก็ไม่ใช่คนอารมณ์ดีนัก ส่วนท่านป้าตระกูลเยว่เองก็...”
นางลำบากใจที่จะเอ่ยคำตำหนิแม่สามีในอนาคต จึงได้แต่ส่งสายตาไปทางอันหนิง “พี่หญิงเองก็น่าจะพอทราบใช่ไหมเจ้าคะ”
อันหนิงนิ่งอึ้งพลางใช้ความคิด
สวี่เป่าเอ๋อร์เอ่ยด้วยความร้อนรน “แต่น้องก็รู้ว่าท่านพ่อคงไม่ยอมถอนหมั้นแน่ๆ เห็นว่าพี่หญิงมักมีแผนการดีๆเสมอ จึงอยากให้พี่ช่วยหาทางออกให้น้องหน่อยเจ้าค่ะ”
“เจ้ายืนยันแน่ชัดแล้วนะว่าไม่อยากแต่งจริงๆ?” อันหนิงย้ำถามอีกครั้ง
สวี่เป่าเอ๋อร์พยักหน้าอย่างหนักแน่น “ในเมื่อพี่หญิงยังชมชอบบุรุษรูปงาม แล้วไฉนพี่ถึงคิดว่าน้องจะไม่ชอบคนหน้าตาดีบ้างเล่าเจ้าคะ”
อันหนิงหลุดขำออกมา “หากเจ้าไม่อยากแต่งจริงๆ เช่นนั้นก็จงไปบอกท่านลุงเสีย... บอกเขาไปแบบนี้...”
นางโน้มตัวลงกระซิบแผนการบางอย่างที่ข้างหูของสวี่เป่าเอ๋อร์
ยิ่งฟัง ดวงตาของสวี่เป่าเอ๋อร์ก็ยิ่งเป็นประกายด้วยความหวัง เมื่ออันหนิงพูดจบ นางก็รีบเอ่ยขอบคุณทันที “ขอบคุณพี่หญิงมากเจ้าค่ะ แผนของพี่ช่างยอดเยี่ยมยิ่งนัก หากพูดเช่นนี้ ท่านพ่อต้องยอมตกลงแน่ๆ”
อันหนิงตบหลังมือสวี่เป่าเอ๋อร์เบาๆ “ในเมื่อเป็นเช่นนี้ เจ้าก็พักผ่อนให้ดีเถิด พรุ่งนี้พี่จะมาเยี่ยมใหม่ เมื่อร่างกายแข็งแรงดีแล้ว พี่จะพาเจ้าออกไปเที่ยวเล่นข้างนอก”
“เจ้าค่ะ” สวี่เป่าเอ๋อร์ยิ้มร่าอย่างมีความสุข
หลังจากเดินออกมาจากห้องของสวี่เป่าเอ๋อร์ อันหนิงไม่ได้ตรงกลับห้องพักของตนเอง แต่กลับเดินอ้อมไปยังสวนหย่อมเล็กๆของบ้านตระกูลสวี่
ที่จริงแล้ว ตั้งแต่เมื่อคืนอันหนิงก็เฝ้าครุ่นคิดเรื่องของสวี่เป่าเอ๋อร์มาโดยตลอด
เธอได้รับช่วงต่อความรู้สึกมาจากเจ้าของร่างเดิม จึงรู้ว่าอีกฝ่ายมีความผูกพันและเป็นห่วงน้องสาวคนนี้มากเพียงใด
ในชาติภพก่อน จนถึงวาระสุดท้ายเจ้าของร่างเดิมก็หาได้ติดใจเอาความสวี่เผิงจวี่แล้ว
และเธอก็ไม่เคยมีความแค้นเคืองต่อสวี่เป่าเอ๋อร์เลยแม้แต่นิดเดียว
เธอเพียงแค่กังวล... ด้วยความเป็นคนมีเหตุมีผลและฉลาดหลักแหลม เธอรู้ดีว่าหากไม่มีการสลับตัวเจ้าสาว สวี่เป่าเอ๋อร์ที่แต่งเข้าตระกูลเยว่ก็คงต้องพบกับชีวิตที่ยากลำบากเช่นกัน เพียงแต่เธอไม่มีหนทางใดจะช่วยเหลือสวี่เป่าเอ๋อร์ได้ในตอนนั้น
ทว่าเมื่ออันหนิงมาอยู่ที่นี่แล้ว ประกอบกับความเอ็นดูที่มีต่อสวี่เป่าเอ๋อร์ เธอจึงตั้งใจจะยื่นมือเข้าช่วยสักแรง
อันหนิงเฝ้าทบทวนความทรงจำของเจ้าของร่างเดิมซ้ำแล้วซ้ำเล่า จนในที่สุดเธอก็นึกแผนการอันยอดเยี่ยมขึ้นมาได้ทางหนึ่ง