- หน้าแรก
- แผนการตบหน้าฉบับมืออาชีพ
- บทที่ 362 ฉันชอบคนหน้าตาดี (4)
บทที่ 362 ฉันชอบคนหน้าตาดี (4)
บทที่ 362 ฉันชอบคนหน้าตาดี (4)
"หนิงหนิง หนิงหนิง"
อันหนิงได้ยินเสียงอันซินเรียกเธอ
"มีอะไรเหรอ?"
อันซินเอ่ยเสียงเบา "สวี่เป่าเอ๋อร์คนนี้ก็นิสัยไม่เลวเลยนะ"
อันหนิงยิ้มตอบ "เธอเป็นเด็กดี"
อันซินปิดด่านฝึกตนไปเสียตั้งนาน ตอนนี้ในที่สุดก็เลื่อนระดับขึ้นมาได้อีกขั้นหนึ่งแล้ว สงสัยคงจะอัดอั้นมานานถึงได้ดูช่างพูดช่างคุยเป็นพิเศษ "เมื่อกี้ฉันได้ยินสวี่เป่าเอ๋อร์พึมพำกับตัวเองด้วยล่ะ เธอเอาแต่คิดไม่ตกเรื่องที่ว่าควรจะสลับตัวเจ้าสาวกลับคืนมาดีไหม ใจหนึ่งเธอก็คิดว่าไม่ควรเปลี่ยน เพราะเธอตั้งใจจะแต่งเข้าตระกูลเยว่เอง แต่อีกใจก็นึกถึงความเฮงซวยของตระกูลเซียว แล้วก็กลัวว่าถ้าให้เหออันหนิงแต่งเข้าตระกูลเซียวไป เธอจะต้องไปลำบากเหมือนที่ตัวเองเคยเจอในชาติก่อน ตอนนี้เลยกำลังลังเลจนหัวหมุนทีเดียว"
"สวี่เป่าเอ๋อร์เป็นเด็กสาวที่ดีมากจริงๆ"
อันหนิงเองก็รู้สึกเอ็นดูสวี่เป่าเอ๋อร์อยู่ไม่น้อย "เธออาจจะดูซื่อๆไปบ้าง แต่เนื้อแท้เป็นคนที่มีจิตใจเมตตา แม้จะต้องเผชิญกับความทุกข์ยากแสนสาหัสเพียงใดแต่เธอก็ไม่เคยลืมปณิธานแรกเริ่มของตนเอง ในชาติก่อนก็เป็นเช่นนั้น แม้ภายหลังเธอจะต้องครองตัวเป็นหม้าย แต่ทุกครั้งที่ได้พบกับอันหนิงซึ่งกลายเป็นฮูหยินตราตั้งระดับหนึ่งไปแล้ว เธอก็ไม่เคยคิดริษยาเลยสักนิด ทั้งที่วาสนานั้นควรจะเป็นของตัวเองแท้ๆ แต่เธอกลับไม่มีความเคียดแค้นชิงชังอยู่ในใจเลยแม้แต่น้อย "
อันซินเองก็ชอบคนมีจิตใจบริสุทธิ์เช่นนี้ "หนิงหนิง ในเมื่อสวี่เป่าเอ๋อร์ดีขนาดนี้ ถ้าต้องให้เธอแต่งกับเยว่จงจริงๆ มันดู… ไม่คู่ควรเลยสักนิด"
อันหนิงพยักหน้าเห็นด้วย "ฉันก็คิดแบบนั้นเหมือนกัน แต่สวี่เป่าเอ๋อร์ก็ไม่อาจถอนหมั้นได้ และสวี่เผิงจวี่เองก็ไม่มีวันยอมให้เธอถอนหมั้นเด็ดขาด"
ตอนนี้ตระกูลเยว่กำลังตกอับ หากสวี่เป่าเอ๋อร์ขอถอนหมั้นในเวลานี้ ย่อมหนีไม่พ้นคำครหาว่าเป็นพวกดูถูกคนจนรักคนรวย ซึ่งจะส่งผลเสียต่อชื่อเสียงของตระกูลสวี่อย่างมาก
อีกทั้งสตรีที่ถูกถอนหมั้นไปแล้ว หากคิดจะออกเรือนใหม่ย่อมยากนักที่จะหาตระกูลที่ดีได้
ที่สำคัญที่สุดคือเยว่จงคนนั้นเป็นคนเจ้าคิดเจ้าแค้น หากสวี่เป่าเอ๋อร์ถอนหมั้นกับเขาเสียตั้งแต่อยู่ในช่วงลำบาก เมื่อเขารุ่งโรจน์ขึ้นมาในภายหน้า ย่อมต้องกลับมาแก้แค้นอย่างแน่นอน ซึ่งมันไม่คุ้มค่าเลยสักนิด
ถึงแม้ว่าอันหนิงจะสามารถยื่นมือเข้ากดเยว่จงเอาไว้ ให้เขาต้องใช้ชีวิตอย่างต้อยต่ำย่ำแย่ไปตลอดชีวิตได้ แต่ใครเล่าจะรับประกันได้ว่าหลังจากถอนหมั้นไปแล้ว สวี่เป่าเอ๋อร์จะหาคู่ครองใหม่ที่ดีกว่าเดิมได้จริงๆ?
แม้เยว่จงจะไม่ใช่บุรุษที่ดีเลิศนัก แต่ในชาติก่อนเขาก็ให้เกียรติและยกย่องเหออันหนิงอย่างยิ่งยวด ไม่เคยปล่อยให้เหล่านางบำเรอข้ามหน้าข้ามตาภรรยาเอกเลย
เขาเป็นบุรุษในยุคโบราณขนานแท้ที่ยึดถือระบบภรรยาเอกและภรรยาน้อยอย่างเคร่งครัด เขาให้ความไว้วางใจและรักใคร่ภรรยาเอก ส่วนพวกนางสนมกำนัลเขาก็เห็นเป็นเพียงของเล่นชิ้นหนึ่งที่ไม่เคยเก็บมาใส่ใจ
หากสวี่เป่าเอ๋อร์แต่งให้เขา อย่างน้อยในแง่นี้เธอก็จะไม่ต้องทนรับความอัปยศ
แต่ถ้าหากเธอดวงกุดไปแต่งกับผู้ชายประเภทที่ลุ่มหลงเมียน้อยจนทำลายเมียหลวง เมื่อนั้นแหละถึงจะเรียกว่าหายนะของจริง
อย่าได้ฝันหาเรื่องรักเดียวใจเดียว หรือชายคนเดียวหญิงคู่เดียวในโลกนี้เลย ในยุคสมัยเช่นนี้ บุรุษประเภทนั้นหาได้ยากยิ่งกว่างมเข็มในมหาสมุทรเสียอีก
ดูอย่างสวี่เผิงจวี่เป็นตัวอย่าง เขานับได้ว่าเป็นสามีที่ประเสริฐต่อสวี่ฮูหยินมากแล้ว แต่ถึงอย่างนั้นเพื่อที่จะมีทายาทสืบสกุล เขาก็ยังรับนางบำเรอเข้ามาตั้งหลายคน เพียงแต่ไม่รู้ว่าเป็นเพราะเหตุใด ตลอดหลายปีมานี้ถึงได้มีสวี่เป่าเอ๋อร์เป็นบุตรสาวเพียงคนเดียว
หรือแม้แต่บิดาของเหออันหนิงอย่างท่านจวี่เหรินเหอ หลังจากที่มารดาของอันหนิงเสียชีวิต เขาก็ประกาศว่าจะไม่รับภรรยาใหม่
ทว่าการไม่รับภรรยาใหม่ก็ไม่ได้หมายความว่าจะไม่มีสตรีข้างกาย เพราะเขายังมีสาวใช้ห้องข้างคอยปรนนิบัติพัดวีอยู่ข้างกายอีกคนหนึ่ง
ขนาดชายสองคนนี้ยังเป็นเช่นนี้ แล้วจะนับประสาอะไรกับบุรุษคนอื่นเล่า
อันหนิงค่อยๆวิเคราะห์เรื่องราวเหล่านี้ให้อันซินฟังทีละประเด็น
อันซินเริ่มรู้สึกหนักใจตามไปด้วย "นั่นสินะ ยุคนี้มันแย่จริงๆ ถ้าเป็นยุคปัจจุบันล่ะก็ แค่ให้สวี่เป่าเอ๋อร์กับเยว่จงเลิกกันมันก็จบเรื่องแล้วแท้ๆ"
อันซินรู้สึกกังวลแทนสวี่เป่าเอ๋อร์จริงๆ "แล้วสวี่เป่าเอ๋อร์ควรจะทำยังไงดี? อย่างไรฉันก็ยังทำใจยอมรับไม่ได้อยู่ดีที่จะให้เธอแต่งกับเยว่จงคนนั้น"
อันหนิงยิ้มพลางแหย่อันซิน "ค่อยๆเป็นค่อยๆไปเถอะ ดูสถานการณ์ไปก่อน"
กล่าวจบ เธอก็เลิกสนใจอันซินแล้วล้มตัวลงนอนหลับไป
อันซินส่งเสียงเรียกอันหนิงอีกสองสามคำ เมื่อเห็นเธอไม่ตอบ จึงหนีออกไปเล่นสนุกเพียงลำพัง
วันรุ่งขึ้น อันหนิงตื่นนอนแต่เช้าตรู่ เธอเข้าครัวไปง่วนอยู่พักใหญ่ เมื่อจัดการทุกอย่างเสร็จสิ้นจึงหิ้วปิ่นโตไปเยี่ยมสวี่เป่าเอ๋อร์
สวี่เป่าเอ๋อร์เองก็เพิ่งจะตื่นเช่นกัน ตู้เจวียนสาวใช้ตัวน้อยนำทางอันหนิงเข้ามาในห้อง เมื่อสวี่เป่าเอ๋อร์เห็นอันหนิงมาหาถึงกับยิ้มแก้มปริ "พี่หญิงหนิงมาแล้วหรือเจ้าคะ เชิญนั่งก่อนสิ ตู้เจวียน รีบรินน้ำชาให้พี่หญิงหนิงเร็วเข้า"
อันหนิงรีบห้ามตู้เจวียนไว้ "ข้าทานข้าวมาเรียบร้อยแล้ว ไม่ดื่มชาหรอก เจ้าไม่ต้องวุ่นวายไป"
ตู้เจวียนยิ้มรับแล้วถอยไปยืนสงบเสงี่ยมอยู่ด้านข้าง
อันหนิงหยิบโจ๊กที่เคี่ยวจนได้ที่ออกจากปิ่นโต แล้วส่งให้ตู้เจวียนนำไปป้อนสวี่เป่าเอ๋อร์
สวี่เป่าเอ๋อร์ทานโจ๊กจนหมดอย่างว่าง่าย อันหนิงยิ้มพลางทรุดตัวลงนั่งข้างเตียง เธอช่วยจัดแจงชายผ้าห่มให้เข้าที่พลางเอ่ยว่า "พี่ได้ยินท่านป้าบอกว่า เมื่อวานท่านป้าตระกูลเยว่มาเยี่ยมเจ้าด้วยนะ"
พอได้ยินเช่นนั้น สีหน้าของสวี่เป่าเอ๋อร์ก็ดูแย่ลงอย่างประหลาด "จริงหรือเจ้าคะ ข้าไม่เห็นเลย"
"สงสัยตอนนั้นเจ้าคงยังไม่ฟื้นกระมัง" อันหนิงยิ้มพลางกุมมือสวี่เป่าเอ๋อร์ไว้ "เจ้าไม่รู้หรอกว่าช่วงที่เจ้าหมดสติไปหลายวันมานี้ ทั้งท่านลุง ท่านป้า รวมถึงพี่ต่างก็เป็นห่วงมากเพียงใด ท่านป้าร้องไห้จนน้ำตาแทบจะท่วมเป็นตุ่มได้อยู่แล้ว หากเจ้ายังไม่ฟื้นขึ้นมาอีก เห็นทีนางคงต้องร้องไห้เพิ่มอีกโอ่งใหญ่แน่ๆ ต่อไปเจ้าห้ามซนแบบนี้อีกนะ"
สวี่เป่าเอ๋อร์ก้มหน้าลงพลางเอ่ยด้วยความขวยเขินที่หาได้ยาก "น้องก็ไม่ได้ซนนะเจ้าคะ เพียงแต่เห็นใบบัวในสระดูสวยดี เลยอยากจะเด็ดขึ้นมาสักหน่อย ใครจะไปรู้ว่าอยู่ๆจะเสียหลักลื่นตกลงไป"
"เจ้านี่นะ" อันหนิงตบหลังมือนางเบาๆ "ถ้าชอบใบบัวก็สั่งให้พวกสาวใช้ไปเก็บให้สิ หรือจะใช้ให้พวกบ่าวชายลงน้ำไปเอาขึ้นมาก็ได้ เหตุใดต้องลงมือเองให้เหนื่อยจนต้องมาเจ็บตัวถึงเพียงนี้ พี่เห็นว่าสีหน้าเจ้ายังดูไม่สู้ดีนัก ต้องบำรุงร่างกายให้มากหน่อยแล้ว"
สวี่เป่าเอ๋อร์คลี่ยิ้มบาง "เจ้าค่ะ น้องจะเชื่อฟังพี่หญิง"
อันหนิงยิ้มอีกครั้ง "รีบรักษาตัวให้หายเร็วๆเถอะ ทางตระกูลเยว่เขารอแต่งเจ้าเข้าบ้านจนแทบอดใจไม่ไหวแล้ว พี่ได้ยินมาว่าคุณชายเยว่นั้นมีความรู้ความสามารถโดดเด่น การสอบระดับมณฑลในปีหน้าเขาต้องสอบติดแน่นอน ถึงตอนนั้นเจ้าก็จะได้เป็นภรรยาของท่านจวี่เหริน และหากเขาสอบติดถึงขั้นจิ้นซื่อ ไม่แน่ว่าอาจจะคว้าตำแหน่งฮูหยินตราตั้งมาให้เจ้าได้เชิดหน้าชูตาก็ได้"
สวี่เป่าเอ๋อร์ได้ยินดังนั้นกลับไม่มีท่าทีดีใจเลยแม้แต่น้อย ในทางกลับกันนางกลับดูเศร้าสร้อยลง
นางกุมมืออันหนิงไว้แน่น "แล้วพี่หญิงเล่าเจ้าคะ?"
"พี่ทำไมหรือ?"
อันหนิงเลิกคิ้วถาม
สวี่เป่าเอ๋อร์จึงถามต่อ "พี่หญิงไม่อยากเป็นฮูหยินตราตั้ง ไม่อยากเสวยสุขบนกองเงินกองทองไปตลอดชีวิตหรือเจ้าคะ?"
อันหนิงหลุดขำพรืดออกมา นางเอื้อมมือไปจิ้มหน้าผากสวี่เป่าเอ๋อร์เบาๆ "ฮูหยินตราตั้งอะไรนั่น พี่ไม่เคยเก็บมาใส่ใจเลยสักนิด พี่เพียงแค่หวังว่าจะได้ครองรักกับเซียวหยวนในฐานะสามีภรรยา และได้อยู่ดูแลกันไปจนแก่เฒ่าก็พอแล้ว"
สวี่เป่าเอ๋อร์ชะงักไปครู่หนึ่ง "พี่หญิง... ชอบคุณชายเซียวหรือเจ้าคะ?"
อันหนิงพยักหน้าอย่างหนักแน่น "ใช่แล้ว พี่ชอบเขามากเลยล่ะ..."
พอพูดถึงตรงนี้ ใบหน้าของอันหนิงก็แดงก่ำราวกับผลแอปเปิล นางยกมือขึ้นกุมแก้มข้างหนึ่ง "หากจะพูดแบบไม่กลัวอายล่ะก็ ความจริงพี่กับเขาแอบหมั้นหมายทางใจกันไว้แล้วล่ะ เขาหน้าตาหล่อเหลา พี่น่ะชอบคนหน้าตาดีที่สุดเลย"
สวี่เป่าเอ๋อร์ขมวดคิ้ว "พี่หญิงเจ้าคะ สมมตินะเจ้าคะ น้องแค่สมมติ... หากมีบุรุษสองคน คนหนึ่งหน้าตาขี้ริ้วขี้เหร่แต่จะได้เป็นขุนนางใหญ่โต ส่วนอีกคนหน้าตาหล่อเหลาแต่ยากจนข้นแค้น พี่หญิงจะเลือกคนไหนเจ้าคะ?"
ตอนที่ถามออกไป ในใจของนางนั้นเต็มไปด้วยความตื่นเต้นกดดันอย่างยิ่ง
สวี่เป่าเอ๋อร์อยากรู้เหลือเกินว่าอันหนิงจะตัดสินใจอย่างไร
นางแอบคิดในใจว่า หากอันหนิงเลือกคนที่จะได้เป็นขุนนางใหญ่ นางก็จะไม่ขัดขวางสิ่งใดอีก เมื่อถึงคราวออกเรือนก็จะยอมปล่อยให้ท่านพ่อสลับตัวเจ้าสาวตามใจชอบ เพื่อให้อันหนิงได้ไปเสวยสุขในภายหน้าอีกชาติหนึ่ง
ส่วนตัวนางเองก็จะยอมแต่งให้เซียวหยวน แต่จะหาเรื่องอาละวาดก่อนที่เขาจะเริ่มเสียคน เพื่อขอหย่าขาดจากเขาเสียตั้งแต่เนิ่นๆ
ความจริงแล้ว สวี่เป่าเอ๋อร์ค่อนข้างปักใจเชื่อว่าอันหนิงต้องเลือกคนที่จะได้เป็นขุนนางแน่นอน
แต่นางกลับคาดไม่ถึงเมื่อเห็นอันหนิงยิ้มตอบว่า "พี่เลือกคนที่หน้าตาหล่อเหลาสิ"
นางกระซิบที่ข้างหูสวี่เป่าเอ๋อร์เบาๆ "นิสัยของพี่น่ะ ชอบคนรูปงามเป็นที่สุด สามีในอนาคตของพี่จะต้องหล่อ ต่อให้แต่งไปแล้วต้องกินรำกินผักพี่ก็ยอม แต่ถ้าต้องแต่งกับคนขี้เหร่ ต่อให้มีลาภยศเงินทองกองสุมหัว พี่ก็คงต้องใช้ชีวิตอย่างอมทุกข์ไปทุกวัน"
"เป็นเช่นนั้นหรือเจ้าคะ?"
สวี่เป่าเอ๋อร์นิ่งอึ้งไปพลางครุ่นคิดอย่างหนัก