- หน้าแรก
- แผนการตบหน้าฉบับมืออาชีพ
- บทที่ 357 ข้าคือฮูหยินเฒ่าแห่งจวนโหว (46)
บทที่ 357 ข้าคือฮูหยินเฒ่าแห่งจวนโหว (46)
บทที่ 357 ข้าคือฮูหยินเฒ่าแห่งจวนโหว (46)
เจี่ยงเป่าจูและซ่งจิ้งม่านต่างมุ่งหวังจะแต่งเข้าตำหนักคังอ๋องให้ได้ ทว่าความคิดเช่นนี้พวกนางกลับไม่กล้าเอ่ยปากบอกคนในครอบครัวแม้แต่คำเดียว
ยามนี้เสี่ยวจางซื่อไม่ได้คิดจะพึ่งพาเจี่ยงเป่าจูในการไขว่คว้าลาภยศอีกต่อไป นางปรารถนาเพียงความมั่นคง จึงตั้งใจจะให้เจี่ยงเป่าจูแต่งงานกับบัณฑิตที่มีคุณธรรมสักคน แล้วให้ตระกูลเจี่ยงคอยสนับสนุนผลักดันให้บุตรเขยสอบเข้ารับราชการเพื่อเข้าสู่เส้นทางขุนนาง โดยเฉพาะหลังจากที่สามีของอู๋หลานสอบติดเป็นจิ้นสื่อ ความคิดของเสี่ยวจางซื่อก็ยิ่งชัดเจนขึ้น ทว่าเจี่ยงเป่าจูกลับไม่ได้ยินดีด้วยแม้แต่น้อย
ทางด้านซ่งจิ้งม่านนั้น ตระกูลซ่งได้หมั้นหมายนางไว้กับผู้อื่นแล้ว นางย่อมยิ่งไม่กล้าปริปากพูดสิ่งใด ทั้งสองคนต่างร้อนรุ่มดั่งไฟลน ทว่าในฐานะสตรีที่อยู่แต่ในเรือนหลัง พวกนางย่อมไม่รู้เห็นความเป็นไปของราชสำนัก ทำได้เพียงร้อนใจไปก็เปล่าประโยชน์
เดิมทีพวกนางหวังจะอาศัยสวี่หว่านเป็นสื่อกลางในการรู้จักกับคังอ๋อง แต่สวี่หว่านมักพำนักอยู่ในวังหลวงจนพวกนางไม่เห็นแม้แต่เงา อย่าว่าแต่จะพึ่งพาเลย แม้แต่จะพบหน้ายังทำไม่ได้
สุดท้ายซ่งจิ้งม่านตัดสินใจเด็ดขาด ในช่วงที่มีการคัดเลือกนางสนม นางถึงขั้นแอบสมัครเข้าร่วมการคัดเลือก ทำเอาท่านอาและอาสะใภ้ของนางโกรธจัดจนแทบคลั่ง ทางด้านครอบครัวที่เคยหมั้นหมายกันไว้ก็ขอยกเลิกงานแต่งทันที คนตระกูลซ่งโกรธเคืองมากจึงไม่ได้ช่วยวิ่งเต้นติดสินบนให้แม้แต่น้อย ทว่าไม่รู้ด้วยเหตุใด ซ่งจิ้งม่านกลับผ่านการคัดเลือกมาได้และเข้าวังมาในตำแหน่ง 'เหม่ยเหริน'
เมื่ออันหนิงทราบเรื่องนี้ สีหน้าของนางก็ดูย่ำแย่ลงทันที นางเกลี้ยกล่อมจนไท่ซ่างหวงยอมพากันย้ายกลับเข้าวังไปพำนักอยู่ช่วงเวลาหนึ่ง
ในช่วงเวลานี้ อันหนิงคอยสังเกตซ่งจิ้งม่านอยู่ตลอด นางพบว่าซ่งจิ้งม่านมีปิ่นเงินเรียบง่ายอยู่เล่มหนึ่ง แม้ภายนอกจะดูธรรมดาแต่ซ่งจิ้งม่านกลับโปรดปรานมันเป็นพิเศษ ทุกครั้งที่ได้พบกัน บนศีรษะของนางจะต้องมีปิ่นเล่มนั้นปักอยู่เสมอ และภายในเวลาเพียงไม่กี่เดือน ซ่งจิ้งม่านก็ไต่เต้าจากตำแหน่งเหม่ยเหรินขึ้นมาถึงตำแหน่ง 'ผิน'
อันหนิงรู้ดีว่าเรื่องนี้ต้องมีเบื้องลึกเบื้องหลัง นางจึงใช้พลังจิตลอบมองดู จึงได้พบความจริงว่าที่แท้ปิ่นเล่มนั้นคือสิ่งของวิเศษ เดิมทีมันเคยเป็นปิ่นของถังอิ๋ง แต่หลังจากถังอิ๋งออกจากวังไป ปิ่นเล่มนี้ก็ตกมาอยู่ในมือของซ่งจิ้งม่าน
ผู้ที่สวมปิ่นเล่มนี้จะได้รับความรักใคร่เอ็นดูจากจักรพรรดิ ทั้งยังช่วยปรับเปลี่ยนร่างกายและรูปลักษณ์ให้งดงามขึ้นเรื่อยๆ เพื่อให้เป็นที่โปรดปรานมากขึ้น ทว่าปิ่นเล่มนี้กลับไม่ใช่สิ่งมงคลแต่อย่างใด มันคอยสูบกินพลังชีวิตและจิตวิญญาณของผู้เป็นเจ้าของ อีกทั้งยังคอยดูดซับปราณมังกรและโชคชะตาของบ้านเมืองจากตัวจักรพรรดิอีกด้วย
หลังจากอันหนิงล่วงรู้ถึงสรรพคุณของปิ่น นางครุ่นคิดเพียงครู่เดียวก็เดาได้ว่าปิ่นเล่มนี้ต้องถูกส่งมาจากขุมอำนาจเบื้องบนเหล่านั้น เดิมทีตั้งใจจะมอบให้ถังอิ๋ง แต่ถังอิ๋งกลับออกจากวังไปเสียก่อนภายใต้การจัดการของอันหนิง ปิ่นเล่มนี้จึงตกไปอยู่ในมือของคนที่มีความทะเยอทะยานอย่างซ่งจิ้งม่านแทน
ในฐานะไท่ซ่างหวงโฮ่ว อันหนิงย่อมไม่อาจปล่อยให้ซ่งจิ้งม่านก่อเรื่องวุ่นวายได้ อีกทั้งจักรพรรดิหย่งกวงก็นับว่าเป็นฮ่องเต้ที่เปี่ยมด้วยพระปรีชาและคุณธรรม อันหนิงจึงไม่อาจปล่อยให้เขาถูกเล่ห์กลกลั่นแกล้งเช่นนี้
ในวันนั้น อันหนิงจึงเรียกตัวซ่งจิ้งม่านเข้าพบ
ซ่งจิ้งม่านยังไม่รู้ตัวว่าเกิดอะไรขึ้น แม้นางจะเคยพบอันหนิงอยู่บ้างแต่ก็ไม่ได้มีความสนิทสนมกัน นางจึงไม่เข้าใจว่าเหตุใดอันหนิงถึงเรียกพบนาง ทว่าในเมื่ออีกฝ่ายคือไท่ซ่างหวงโฮ่ว นางจึงจำต้องไปพบอย่างเลี่ยงไม่ได้
ซ่งจิ้งม่านแต่งกายอย่างพิถีพิถันก่อนไปเข้าพบอันหนิง ทว่าเพียงแค่นางก้าวพ้นประตูตำหนักเข้ามา ก็ถูกอันหนิงสะกดไว้ทันที
อันหนิงเดินเข้าไปดึงปิ่นบนศีรษะของนางออกมา ซ่งจิ้งม่านเห็นปิ่นในมืออันหนิงก็ถึงกับหน้าถอดสี "ไท่ซ่างหวงโฮ่ว นั่นเป็น... ของดูต่างหน้าของมารดาหม่อมฉันเพคะ"
อันหนิงยิ้มบางๆ พลางใช้นิ้วลูบผ่านปิ่นเล่มนั้นเบาๆ ครั้งหนึ่ง ก่อนจะปักมันกลับลงบนศีรษะของซ่งจิ้งม่านตามเดิม ในจังหวะที่เข้าใกล้ อันหนิงกระซิบเสียงเบาว่า "เจ้าก็แค่ดวงวิญญาณสัมภเวสีจากต่างโลก แต่กลับบังอาจคิดจะสร้างพายุในวังหลัง เจ้าบอกข้าทีสิ... ข้าควรจะจัดการกับเจ้าอย่างไรดี?"
ซ่งจิ้งม่านตกใจจนแขนขาอ่อนแรงลงทันที
อันหนิงชี้ไปที่ปิ่นบนศีรษะของนาง "แค่สิ่งวิเศษกระจอกๆเล่มเดียว คิดจะช่วงชิงโชคชะตาแห่งราชวงศ์เชียวหรือ พวกเจ้านี่มั่นใจในตัวเองเกินไปแล้ว"
สิ้นเสียงคำกล่าวของนาง ทันใดนั้นก็มีเสียงอัสนีบาตดังสนั่นกึกก้องไปทั่วบริเวณตำหนัก
อันหนิงเหลือบมองไปที่ลานเรือน "อะไรกัน พิโรธแล้วหรือ?"
ยามนี้ซ่งจิ้งม่านหวาดกลัวจนแข้งขาอ่อนแรง ขยับกายลุกยืนไม่ไหวอีกต่อไป ในใจของนางกระจ่างแจ้งแล้วว่า อันหนิงต้องเป็นผู้บำเพ็ญเพียรจนบรรลุธรรมเป็นแน่ ถึงได้มองเห็นเบื้องลึกเบื้องหลังของนางออกตั้งนานแล้ว นางนึกเสียใจภายหลังจนสุดระงับ เหตุใดต้องรนหาที่ตายถึงเพียงนี้ อยู่ในจวนจงหยงโหวอย่างสงบสุขไม่ดีกว่าหรืออย่างไร
ขณะที่กำลังนึกเสียใจ ปิ่นบนศีรษะของนางก็พลันเปล่งแสงเจิดจ้า จากนั้นปรากฏร่างของสตรีในชุดแดงเพลิงผู้หนึ่งที่มีสิริโฉมหยาดเยิ้มเหนือสามัญ โผล่พรวดขึ้นมากลางตำหนักหนิงอันอย่างกะทันหัน สตรีผู้นั้นงดงามหมดจดไร้ที่ติอย่างแท้จริง ทว่าไอสังหารที่แฝงอยู่ระหว่างคิ้วกลับทำลายสง่าราศีของนางจนสิ้น ซ้ำยังทำให้ใบหน้าที่เคยงดงามดูบิดเบี้ยวอัปลักษณ์ไป
"บอกมา เจ้าเป็นใครกันแน่!" สตรีผู้นั้นจ้องเขม็งไปที่อันหนิง พร้อมแผดเสียงตวาดถาม
อันหนิงหลุดหัวเราะออกมาเบา ๆ "ข้าเป็นใคร พวกเจ้าไม่ใช่รู้ดีที่สุดหรอกหรือ พวกเจ้าอุตส่าห์ทุ่มเทแรงกายแรงใจหมายจะทำลายตระกูลถังของข้าให้ย่อยยับ ไม่เพียงแปดเปื้อนรากแก้วแห่งปัญญาของลูกหลานข้า แต่ยังวางค่ายกลอำมหิตไว้ในจวนตระกูลถังอีกด้วย พอข้าล่วงรู้เข้า พวกเจ้าก็พยายามทุกวิถีทางเพื่อจะปลิดชีพข้า ข้ายังไม่ทันได้ไปคิดบัญชีกับพวกเจ้า แต่พวกเจ้ากลับรนหาที่ตายมาถึงที่นี่เอง เช่นนั้นก็ดี เรามาสะสางหนี้แค้นครั้งนี้ให้จบสิ้นไปเสียเลย"
สตรีผู้นั้นสีหน้าเปลี่ยนไปอย่างรุนแรง "เจ้าคือ... จงอี้โหว?"
"เป็นข้าเอง" อันหนิงยิ้มพลางพยักหน้าตอบ
ซ่งจิ้งม่านอยากจะยกมือขึ้นอุดหูตัวเองให้รู้แล้วรู้รอดไปเสีย นางได้ยินสิ่งใดกัน... ไท่ซ่างหวงโฮ่วแท้จริงแล้วคือจงอี้โหว! จงอี้โหวผู้นั้นสิ้นชีพไปนานหลายปีแล้ว หากคำนวณจากอายุของจงอี้โหวแล้วละก็... ซ่งจิ้งม่านมิอาจทานทนต่อข่าวที่สะเทือนเลื่อนลั่นเช่นนี้ได้อีกต่อไป นางเหลือกลูกตาขึ้นแล้วสิ้นสติล้มพับไปทันที
"นังคนควรตาย!" สตรีชุดแดงขบเขี้ยวเคี้ยวฟัน พลางยื่นมือพุ่งเข้าหาอันหนิงโดยตรง นางหมายจะสยบอันหนิงไว้ให้ได้
ทว่าอันหนิงมีหรือจะปล่อยให้อีกฝ่ายสมปรารถนา นางถอยหลังหลบไปก้าวหนึ่ง พลางร่ายมนตร์ทำดัชนีสะกด เพียงพริบตาสตรีผู้นั้นก็ถูกตรึงอยู่กับที่ ขยับเขยื้อนไม่ได้
"เจ้า... เจ้ามีตบะแก่กล้าถึงเพียงนี้เชียวหรือ?" สตรีชุดแดงไม่อยากจะเชื่อสายตาตนเอง
อันหนิงยิ้มถาม "ข้าบอกเบื้องลึกเบื้องหลังของข้าให้เจ้ารู้แล้ว แล้วของเจ้าล่ะ? บอกออกมาเสียสิ"
แววตาของสตรีผู้นั้นฉายรังสีอำมหิตออกมาวูบหนึ่ง "ข้าคือชิงเหลียนเซียนกู ผู้ปกครองเหล่าชายหญิงผู้ลุ่มหลงมัวเมาทั่วหล้า!"
อันหนิงระเบิดเสียงหัวเราะออกมา เป็นเสียงหัวเราะที่เต็มไปด้วยความหยันเยาะ "เซียนกูรึ? ก็แค่ปีศาจกระจอกตนหนึ่งแท้ๆ บังอาจตั้งตัวเป็นเซียนกูเชียวหรือ"
"ท่านเซียน!" ชิงเหลียนเซียนกูโกรธจนหน้าดำหน้าแดง "มนุษย์ผู้ลุ่มหลงมัวเมาในโลกหล้ามากมายล้วนกระทำไปเพื่อชดใช้กรรมเก่าของตนเอง แต่เจ้ากลับยื่นมือเข้ามาสอดจนพังพินาศไปสิ้น เจ้าสำนึกในความผิดของตนหรือไม่!"
อันหนิงหัวเราะร่า "ข้าหามีความผิดไม่! ข้ารู้เพียงว่าตระกูลสวี่สั่งสมบุญบารมีมาหลายชั่วอายุคน เดิมทีควรมีบุตรหลานเต็มบ้าน ทรัพย์ศฤงคารรุ่งเรืองสืบไป แต่พวกเจ้ากลับดลบันดาลให้บุตรหลานร่วงโรย จนสุดท้ายต้องสิ้นไร้ผู้สืบสกุล พวกเจ้าไม่เกรงกลัวกฎแห่งกรรมบ้างหรืออย่างไร? ยังมีตระกูลถังของข้าอีก ตระกูลถังช่วยปฐมจักรพรรดิปราบดาภิเษกทั่วแผ่นดิน คืนความสงบสุขให้ใต้หล้า เดิมทีควรได้รับผลบุญตอบแทน แต่กลับถูกพวกเจ้าปั่นหัวจนบ้านแตกสาแหรกขาด ลูกหลานไม่มีใครตายดีสักคน แม้แต่แผ่นดินราชวงศ์ต้าจิ้งแห่งนี้ เดิมทีควรมีเกียรติประวัติยาวนานกว่าสี่ร้อยปี หากปล่อยให้พวกเจ้าปั่นป่วนเช่นนี้ต่อไป เกรงว่าไม่ถึงสองร้อยปีคงพินาศ พวกเจ้าไม่กลัวหรือว่ายามจะโบยบินขึ้นสู่สวรรค์ จะถูกอัสนีสวรรค์ฟาดฟันจนวิญญาณแตกสลายสูญสิ้นไป!"
อันหนิงเอ่ยออกมาแต่ละประโยค สีหน้าของชิงเหลียนเซียนกูก็ยิ่งซีดเผือดลงเรื่อยๆ เมื่อสิ้นคำกล่าว นางก็ทรุดลงไปกองกับพื้นในสภาพสิ้นเรี่ยวแรง อันหนิงยื่นมือไปหิ้วตัวนางขึ้นมา "เอาเถอะ ไปหานายของเจ้าเสีย"
เมื่อไท่ซ่างหวงและจักรพรรดิหย่งกวงได้ยินความเคลื่อนไหวทางนี้แล้วเร่งรุดมาถึง ก็เห็นอันหนิงหิ้วสตรีโฉมงามในชุดแดงพุ่งทะยานขึ้นสู่ท้องฟ้าประดุจดาวตก
"อาหนิง..." "เสด็จแม่..."
ไท่ซ่างหวงและจักรพรรดิหย่งกวางอุทานออกมาพร้อมกัน ไท่ซ่างหวงทรงเสียพระทัยจนทำอะไรไม่ถูก "เร็วเข้า! เร่งส่งคนออกไปตามหาไท่ซ่างหวงโฮ่ว! แล้วก็เรียกคนตระกูลถังมาพบข้าเดี๋ยวนี้ ข้าจะถามพวกเขาให้รู้ความว่ามันเกิดเรื่องอะไรขึ้นกันแน่!"