- หน้าแรก
- แผนการตบหน้าฉบับมืออาชีพ
- บทที่ 354 ข้าคือฮูหยินเฒ่าแห่งจวนโหว (43)
บทที่ 354 ข้าคือฮูหยินเฒ่าแห่งจวนโหว (43)
บทที่ 354 ข้าคือฮูหยินเฒ่าแห่งจวนโหว (43)
ตอนที่ 354: ข้าคือฮูหยินเฒ่าแห่งจวนโหว (43)
หลังจากฟ่านเหยาฟางเข้าวังมา นางก็ถูกจัดให้ไปทำหน้าที่ปัดกวาดเช็ดถูอยู่ในอุทยานหลวง
ซ้ำร้าย นางยังถูกจัดอยู่ในกลุ่มที่ต้องทำงานช่วงกลางคืนอีกด้วย
ทุกวันยามที่ทุกตำหนักดับไฟพักผ่อนกันหมดแล้ว นางจึงจะได้เริ่มออกมาทำความสะอาดอุทยานหลวง และกลับเข้าเรือนพักของตนไปนอนในตอนที่ท้องฟ้ายยังไม่ทันสว่าง
ในฤดูร้อนต้องทนกับแมลงยุงที่รุมกัด ในฤดูหนาวต้องทนกับสายลมเย็นที่บาดลึกถึงกระดูก
เรื่องพวกนี้ฟ่านเหยาฟางล้วนทนได้ทั้งสิ้น
นางยอมตรากตรำลำบากอยู่ในวัง ดีกว่าต้องซมซานกลับไปที่บ้าน
มารดาของนางเคยบอกไว้ว่า ครอบครัวทางฝั่งท่านตานั้นไม่ได้เอ็นดูมารดาของนางเลย ท่านจึงสั่งกำชับไม่ให้นางคิดหวังจะพึ่งพาญาติพี่น้องทางฝั่งนั้น และยังเคยบอกอีกว่าแม้แต่บิดาของนางเองก็พึ่งพิงไม่ได้เช่นกัน
นางรู้ดีว่าหากยังรั้นจะอยู่ที่บ้าน บิดาและแม่เลี้ยงจะต้องขายนางกินอย่างแน่นอน
ดังนั้น ตอนที่เข้าวังมา นางจึงนำติดตัวมาเพียงข้าวของที่มารดาทิ้งไว้ให้ แล้วก้าวเท้าเข้าสู่กำแพงวังโดยไม่คิดเหลียวหลัง
นางไม่เคยคิดทะเยอทะยานจะใช้รูปโฉมของตนเองเพื่อความก้าวหน้า และไม่เคยคิดจะแก่งแย่งชิงดีกับใคร นางเพียงแค่ต้องการมีชีวิตรอด... รอดไปจนถึงวันที่ได้รับอนุญาตให้ออกจากวัง
ครั้งหนึ่งฟ่านเหยาฟางเคยคิดว่าชีวิตนี้ของนางก็คงมีเพียงเท่านี้
ปัดกวาดอุทยานหลวงไปวันๆ ออมเงินเบี้ยหวัดให้ดี รอจนอายุครบยี่สิบห้าปีเพื่อออกจากวัง ไม่ก็อยู่โดดเดี่ยวไปจนแก่ตาย หรืออย่างมากก็รับเด็กสักคนมาเลี้ยงไว้เพื่อพึ่งพายามเฒ่าชรา
นางไม่คาดคิดเลยว่า ชีวิตที่ราบเรียบไร้ความตื่นเต้นเช่นนี้จะเปลี่ยนแปลงไปอย่างกะทันหัน
ในวันนั้น หลังจากฟ่านเหยาฟางนอนหลับมาตลอดบ่าย เมื่อตื่นขึ้นมาก็ถึงเวลาอาหารเย็นพอดีเพื่อเตรียมตัวเริ่มงาน
ทว่า ในขณะที่นางยังไม่ทันได้รับส่วนแบ่งอาหาร ขันทีผู้ดูแลอุทยานหลวงก็เดินมาตามตัวนางเสียก่อน
ฟ่านเหยาฟางตกใจจนแทบสิ้นสติ
นางก้มหน้าต่ำพลางเอ่ยถามเสียงค่อย "กงกง... ขะ... ข้าไม่ได้ทำความผิดอะไรใช่หรือไม่เจ้าคะ?"
ขันทีผู้ดูแลแย้มยิ้มออกมาเล็กน้อย "ไม่ต้องกลัวไป เจ้าไม่ได้ทำผิดอะไรหรอก แต่วาสนาของเจ้ามาถึงแล้ว ไท่ซ่างหวงโฮ่วทรงเจาะจงเลือกตัวเจ้าไปปรนนิบัติรับใช้"
"เอ๊ะ?"
ฟ่านเหยาฟางตกใจจนทำตัวไม่ถูก
ไท่ซ่างหวงโฮ่วเชียวนะ! บุคคลที่สูงส่งเกินกว่านางจะกล้าฝันถึง กลับทรงเจาะจงเลือกเด็กสาวตัวเล็กๆอย่างนางไปปรนนิบัติ
หากนางเป็นนางกำนัลอาวุโสที่คอยรับใช้อยู่ในตำหนักพระสนมองค์ใดองค์หนึ่งก็ว่าไปอย่าง แต่นี่นางเป็นเพียงเด็กสาวกวาดสวนในยามค่ำคืน ไท่ซ่างหวงโฮ่วทรงไปรู้จักนางได้อย่างไรกัน
ฟ่านเหยาฟางเบิกตากว้าง ความหวาดกลัวฉายชัดออกมาจากดวงตาคู่นั้น
ขันทีผู้ดูแลเพิ่งจะได้สังเกตเห็นว่า เด็กสาวที่กวาดสวนทุกคืนคนนี้ หน้าตาสะสวยไม่น้อยเลยทีเดียว เพียงแต่ที่ผ่านมาเกรงว่านางคงไม่เคยแต่งเนื้อแต่งตัว หรือไม่ก็น่าจะจงใจแต่งกายให้ดูขี้ริ้วขี้เหร่เพื่อตบตาคนอื่น จึงดูธรรมดาไม่มีจุดเด่นมาโดยตลอด
ตัวขันทีผู้ดูแลเองก็ไม่ทราบสาเหตุว่าเหตุใดไท่ซ่างหวงโฮ่วถึงเจาะจงเลือกฟ่านเหยาฟางไป
แต่เมื่อได้พินิจเด็กสาวคนนี้ดูใหม่ เขาก็เริ่มครุ่นคิดว่า หรือไท่ซ่างหวงโฮ่วจะทรงเห็นว่านังหนูคนนี้หน้าตาสะสวย อีกทั้งยังดูเป็นเด็กซื่อสัตย์ไร้เล่ห์เหลี่ยม จึงอยากจะเอาไปช่วยปรนนิบัติไท่ซ่างหวงเพื่อรักษาอำนาจการโปรดปรานของตนเองไว้?
พอคิดได้เช่นนั้น ขันทีผู้ดูแลก็ยิ่งแสดงท่าทีเป็นมิตรกับฟ่านเหยาฟางมากขึ้น
เขาเร่งเร้าขันทีน้อยในสังกัด ไม่นานนัก ชุดนางกำนัลชุดใหม่ก็ถูกนำมาวางตรงหน้า
ขันทีผู้ดูแลยิ้มพลางกล่าวว่า "ในห้องเตรียมน้ำอุ่นไว้ให้แล้ว แม่นางรีบไปอาบน้ำผลัดผ้าเสียเถิด อย่าได้ล่าช้าจนเสียงานใหญ่ในการปรนนิบัตินายเหนือหัว"
แม้ฟ่านเหยาฟางจะกลัวมาก แต่นางก็ยังคงพยักหน้ารับอย่างว่างง่าย
นางเข้าไปอาบน้ำในห้อง และเปลี่ยนมาสวมชุดนางกำนัลที่ทั้งเนื้อผ้าและการตัดเย็บประณีตงดงามยิ่งนัก สวมใส่แล้วรู้สึกสบายตัวและดูสวยงามขึ้นมาทันตา
นอกจากชุดใหม่แล้ว ขันทีผู้ดูแลยังนำเครื่องประดับมาให้ชุดหนึ่งด้วย
แม้เครื่องประดับชุดนี้จะไม่ได้มีราคาสูงส่งอะไรมากมายนัก แต่ตั้งแต่ฟ่านเหยาฟางเข้าวังมา นางไม่เคยได้แตะต้องเครื่องประดับเลยสักชิ้น เมื่อเห็นของตรงหน้าจึงรู้สึกพร่ามัวคล้ายอยู่ในความฝัน
นางเลือกปิ่นเงินมาปักผมหนึ่งเล่ม และสวมกำไลเงินลายหนวดกุ้งที่ข้อมือแล้วจึงเดินออกมา
เมื่อได้รับการดูแลเช่นนี้ ทั้งตัวก็ดูมีชีวิตชีวาขึ้นมาก และยังทำให้ขันทีผู้ดูแลมองออกด้วยว่า เมื่อก่อนนางจงใจแสร้งทำตัวขี้ริ้วขี้เหร่จริงๆ
ยามนี้เมื่ออาบน้ำชำระกายและเกล้าผมขึ้น เด็กสาวคนนี้ก็ช่างงดงามหมดจดเสียจริง
อย่างไรก็ตาม ขันทีผู้ดูแลไม่ได้พูดอะไรกับฟ่านเหยาฟางมากนัก เขาเพียงเร่งให้นางรีบออกไปทางประตูซุ่นเจิน ซึ่งมีรถม้าจอดรอนางอยู่ข้างนอกแล้ว
ฟ่านเหยาฟางถือห่อผ้าเล็กๆที่ข้างในบรรจุของใช้ส่วนตัวเพียงไม่กี่ชิ้น แล้วก้าวขึ้นรถม้าไป
ตั้งแต่นางเข้าวังมา นี่เป็นครั้งแรกที่ได้ออกจากวัง เมื่อนั่งอยู่บนรถม้า นางจึงอดไม่ได้ที่จะชะโงกหน้ามองไปรอบๆ ด้วยความอยากรู้อยากเห็น
รถม้าแล่นออกไปไกลขึ้นเรื่อยๆ ท้องฟ้าก็เริ่มมืดมิดลงทุกที
ม่านราตรีปกคลุมไปทั่วท้องฟ้าในตอนที่ฟั่นเหยาฟางเดินทางมาถึงพระราชอุทยานหลวง
เมื่อก้าวเข้าสู่เขตอุทยาน นางก็ยิ่งรู้สึกกระวนกระวายใจ
จวบจนเดินมาถึงที่ประทับของไท่ซ่างหวงโฮ่ว ฟ่านเหยาฟางจึงสูดลมหายใจเข้าลึกๆ คอยเตือนตนเองว่าต้องใจเย็นเข้าไว้
นางยืนรออยู่ด้านนอกห้อง เพื่อให้มามาที่นำทางมาเข้าไปรายงานข้างใน
ยามนี้ท้องฟ้ามืดสนิทแล้ว บริเวณภายนอกที่ประทับของไท่ซ่างหวงโฮ่วมีการประดับโคมเขาสัตว์และโคมไฟในวังอยู่มากมาย ทำให้พื้นที่โดยรอบดูสว่างไสวขึ้นมาถนัดตา
ภายนอกห้องมีเสียงเรไรขับขานแทรกซ้อนมากับเสียงลมพัดหวีดหวิว ลมนั้นค่อนข้างเย็นเยือก ทว่าฟ่านเหยาฟางกลับมีเหงื่อผุดซึมจนชุ่มโชกไปทั้งตัว
ขณะที่นางกำลังกอดห่อผ้าใบเล็กในมือแน่นพลางเฝ้ารอด้วยใจระทึก ม่านกั้นก็ถูกเลิกขึ้น พร้อมกับเด็กสาวในชุดกระโปรงสีฟ้าอ่อนผู้หนึ่งก้าวออกมา
เด็กสาวผู้นั้นงดงามหมดจดเสียจนชวนให้ผู้พบเห็นเกิดความรู้สึกรักใคร่เอ็นดูยิ่งนัก ฟ่านเหยาฟางลอบสำรวจเด็กสาวตรงหน้า แล้วรู้สึกคุ้นตาอย่างประหลาด จากนั้นนางก็นึกขึ้นได้ว่า เด็กสาวผู้นี้มีส่วนคล้ายคลึงกับมารดาของนางอยู่หลายส่วน
“ท่านพี่” เด็กสาวเดินเข้ามาหาพร้อมกับส่งเสียงเรียกอย่างหวานใส
ฟ่านเหยาฟางถึงกับตะลึงงัน “แม่นาง... ท่านเรียกข้าหรือเจ้าคะ?”
“อื้อ” เด็กสาวคนนั้นยิ้มกริ่งพลางจูงมือฟ่านเหยาฟางให้เดินเข้าไปข้างใน “มารดาของข้าคือถังเค่อ เป็นท่านน้าเล็กของท่านอย่างไรเล่า”
ฟ่านเหยาฟางนึกออกทันที นางมีท่านน้าเล็กผู้หนึ่งนามว่า 'ถังเค่อ' จริงๆ เห็นว่าตอนนั้นแต่งให้แก่ท่านทั่นฮวา แล้วย้ายไปพำนักอยู่ที่แถบเจียงหนานตั้งแต่นั้นมา และนางก็เข้าใจแล้วว่าเหตุใดเด็กสาวคนนี้ถึงดูคุ้นตานัก ก็เพราะหน้าตาละม้ายคล้ายมารดาของนางนั่นเอง จะว่าไปในเมื่อเป็นลูกผู้พี่ลูกผู้น้อง หน้าตาจะเหมือนน้าสาวบ้างก็มิใช่เรื่องแปลก
เมื่อเข้าไปในห้อง ฟ่านเหยาฟางได้เห็นอันหนิงที่นั่งอยู่บนเก้าอี้และกำลังทอดสายตามองมาที่นางด้วยรอยยิ้ม ไม่รู้ด้วยเหตุใด จู่ๆนางก็รู้สึกตื้นตันจนจมูกแสบปร่า น้ำตาไหลพรากออกมาอย่างกลั้นไม่อยู่ นางรีบคุกเข่าโขกศีรษะทันที “บ่าวฟ่านเหยาฟางถวายบังคมนายเหนือหัว ขอพระองค์ทรงพระเจริญเพคะ”
นางกำนัลที่คอยรับใช้อยู่ก่อนแล้วรีบเข้ามาพยุงตัวฟ่านเหยาฟางให้ลุกขึ้น อันหนิงพินิจมองฟ่านเหยาฟางครู่หนึ่ง ก่อนจะหันไปสั่งผู้รับใช้คนอื่นๆ “พวกเจ้าออกไปให้หมดเถอะ ข้าอยากจะพูดคุยกับแม่นางฟ่านตามลำพังสักหน่อย”
เพียงครู่เดียวนางกำนัลและมามาทั้งหลายก็ถอยออกไปจนหมด อันหนิงลุกขึ้นเดินเข้ามายิ้มพลางจูงมือฟ่านเหยาฟางไว้ “ไม่ต้องกลัวไปหรอก ท่านยายทวดของเจ้าคือพี่สาวแท้ๆของข้า หากจะนับตามลำดับญาติ เจ้าต้องเรียกข้าว่าท่านยายเล็กนะ”
ฟ่านเหยาฟางกระพริบตาปริบๆ ในที่สุดนางก็เข้าใจทุกอย่างกระจ่างแจ้งเสียที ที่แท้ไท่ซ่างหวงโฮ่วก็คือญาติผู้ใหญ่ของนางนี่เอง มิน่าเล่าถึงได้เจาะจงเรียกตัวนางมาปรนนิบัติ นี่คงหวังจะมอบอนาคตที่ดีให้แก่นางเป็นแน่
เป็นที่รู้กันดีว่า นางกำนัลที่เคยรับใช้ใกล้ชิดไท่ซ่างหวงโฮ่ว ต่อให้ภายหลังจะถูกปล่อยตัวออกจากวังไปก็นับว่ามีหน้ามีตาอย่างยิ่ง จะหาสามีบ้านดีๆแต่งเข้าเป็นสะใภ้ หรือจะไปเป็นมาม่าผู้สอนสั่งระเบียบในจวนขุนนางผู้สูงศักดิ์ก็ย่อมทำได้ทั้งสิ้น
“ท่านยายเล็กเจ้าคะ” ฟ่านเหยาฟางเอ่ยเรียกเสียงแผ่วค่อย
อันหนิงยิ้มรับพลางตบหลังมือนางเบาๆ “อย่ากลัวไปเลย ต่อไปก็อยู่กับยายเล็กที่นี่แหละ ยายจะหาลู่ทางในวันหน้าให้เจ้าเอง”
ณ จวนจงหยงโหว
ถังไป๋ถือจดหมายที่อันหนิงส่งมาให้พลางอ่านซ้ำอยู่ครึ่งค่อนวัน สีหน้าของเขาดูมืดมนลงอย่างยิ่ง
“ท่านพี่เจ้าคะ” หลี่ซื่อสะกิดถามด้วยความสงสัย “เกิดเรื่องอันใดขึ้นหรือเจ้าคะ?”
ถังไป๋ถอนหายใจยาว “ท่านย่าแจ้งมาว่าฝ่าบาททรงมีดำริจะเรียกเก็บหนี้หลวงคืน ข้าจำได้ว่าจวนเรายังค้างชำระเงินหลวงอยู่ไม่น้อย เรื่องนี้อย่างไรก็ต้องคืน แต่ยามนี้ในคลังของเรากลับไม่เหลือเงินทองมากมายถึงเพียงนั้นแล้ว”
หลี่ซื่อเริ่มกลุ้มใจตามไปด้วย “หากไม่ได้จริงๆ เราก็นำพวกข้าวของเครื่องใช้ชิ้นใหญ่ๆออกไปขายเถิดเจ้าค่ะ อย่างไรเสียก็ต้องรวบรวมให้ได้มากที่สุด”
ถังไป๋ส่ายหน้า เขาครุ่นคิดอยู่นานก่อนจะขบกรามแน่นตัดสินใจเด็ดขาด “เอาเถอะ เพื่ออนาคตของจวนเรา เพื่อรักษาชีวิตของคนในครอบครัว ข้าจะยอมเสี่ยงทุ่มสุดตัวดูสักตั้ง!”
ไม่นานนัก ถังไป๋ก็สั่งคนไปตามตัวถังเพ่ยและถังเทามาพบ พ่อลูกทั้งสามคนปรึกษาหารือกันอยู่พักใหญ่ วันต่อมาถังไป๋จึงเดินทางออกนอกเมืองไปยังไร่นาสวนที่อันหนิงซื้อเก็บไว้ ที่นั่นมีอดีตทหารกล้าที่เคยร่วมรบเคียงบ่าเคียงไหล่กับถังฟางและลูกหลานของพวกเขาย้ายมาตั้งรกรากอยู่เป็นจำนวนมาก
คนเหล่านี้ถังไป๋เป็นผู้ดูแลเลี้ยงดูมาโดยตลอด จึงมีความจงรักภักดีต่อถังไป๋อย่างยิ่ง ถังไป๋เรียกคนทั้งหมดมารวมตัวกันแล้วสั่งการอย่างละเอียดถี่ถ้วน
หลังจากนั้นไม่กี่วัน ถังไป๋พร้อมด้วยถังเพ่ยที่ลางานมาเป็นพิเศษ และถังเทา ทั้งสามคนพ่อลูกต่างก็นำกำลังคนแยกกันไปบุกค้นบ้านพักของเหล่าข้ารับใช้ ตั้งแต่คนสนิทของซ่งซื่อและจางซื่อ ไปจนถึงพ่อบ้านใหญ่ พ่อบ้านรอง และผู้ดูแลส่วนต่างๆในจวนอย่างถอนรากถอนโคน
หากไม่ตรวจค้นก็คงไม่รู้ แต่พอตรวจค้นเข้าจริงๆ กลับต้องสะดุ้งสุดตัวด้วยความคาดไม่ถึง ถังไป๋คิดไม่ถึงเลยว่า ข้ารับใช้ที่จวนเลี้ยงดูมานานวันเข้าจะเกิดความทะเยอทะยานจนขวัญกล้าเทียมฟ้า ไม่เห็นหัวเจ้านายแม้แต่น้อย ต่างคนต่างลอบลักขโมยทรัพย์สินเงินทองไปมากมายมหาศาล
เพียงแค่ครอบครัวของหลิวต้า ซึ่งเป็นข้ารับใช้คนสนิทของซ่งซื่อเพียงคนเดียว ก็สามารถค้นพบเงินสดถึงหนึ่งแสนตำลึง อีกทั้งยังมีโฉนดบ้านอีกนับสิบหลังและใบถือครองที่ดินเรือนสวนอีกหลายแห่ง!