- หน้าแรก
- แผนการตบหน้าฉบับมืออาชีพ
- บทที่ 353 ข้าคือฮูหยินเฒ่าแห่งจวนโหว (42)
บทที่ 353 ข้าคือฮูหยินเฒ่าแห่งจวนโหว (42)
บทที่ 353 ข้าคือฮูหยินเฒ่าแห่งจวนโหว (42)
ทันทีที่ไท่ซ่างหวงก้าวเข้าสู่ภายในห้อง ก็เห็นอันหนิงนั่งปั้นปึ่งใบหน้าบึ้งตึง หามีร่องรอยของความสำราญใจไม่
พระองค์รีบส่งปลาในหัตถ์ให้ขันทีน้อยนำไปจัดการ ก่อนจะสาวเท้าเข้าไปประทับข้างกายอันหนิงแล้วตรัสถามว่า "เป็นอะไรไป? ใครมาทำให้เจ้าโกรธกันล่ะ?"
อันหนิงผลักไท่ซ่างหวงออกไปเต็มแรง "ไม่มีใครทำให้ข้าโกรธหรอกเพคะ ข้าแค่รู้สึกว่าการแต่งให้พระองค์นี่มันช่างน่าอัดอั้นตันใจเสียจริง"
เอ๊ะ?
ไท่ซ่างหวงถึงกับเลิกพระขนงขึ้น "เจ้าคิดอะไรของเจ้าเนี่ย แต่งให้เราแล้วมันน่าอัดอั้นตรงไหน ไหนว่ามาสิ หรือว่าเจ้าไปพึงตาต้องใจชายคนไหนข้างนอกเข้าแล้ว?"
ช่างเป็นบุรุษที่ขี้หึงขี้หวงเสียจริง!
สวี่หว่านเห็นท่าไม่ดีก็รีบหลบฉากไปทันที นางเกรงว่าหากไท่ซ่างหวงพิโรธขึ้นมาจะพลอยโดนหางเลขไปด้วย
ทว่าเมื่อเห็นไท่ซ่างหวงเริ่มโกรธ อันหนิงกลับโกรธยิ่งกว่า นางลุกขึ้นยืนพลางใช้สองมือเท้าสะเอว "พระองค์เห็นข้าเป็นคนอย่างไร ข้าใช่พวกใจโลเลรักง่ายลืมยากงั้นหรือ? ยามอยู่ข้างนอกข้าอยากจะร้องไห้ก็ร้อง อยากจะหัวเราะก็หัวเราะ จะไปไหนมาไหนก็ได้ตามใจชอบ แต่พอแต่งให้พระองค์แล้ว จะหัวเราะเสียงดังก็ยังไม่กล้า พอลูกหลานเสียใจจะร้องไห้สักกี่คำ ก็มีพวกยายแก่หนังเหี่ยวมาคอยจิกด่าว่าร้องไห้ในวังมันอัปมงคล นี่ก็ไม่ได้ นู่นก็ไม่ดี แล้วจะใช้ชีวิตไปเพื่ออะไรกัน สู้ไม่ต้องเป็นคนมันแล้ว ไปเป็นเทวรูปดินปั้นให้คนกราบไหว้ในศาลเจ้าเสียยังจะดีกว่า!"
อันหนิงไม่ได้เพียงแค่ด่าทอเท่านั้น แต่นางโมโหจัดจนถึงขั้นลงไม้ลงมือ ฝ่ามือเรียวฟาดปังเข้าที่พระวรกายของไท่ซ่างหวง "ข้าแค่อยากจะบ่นกับพระองค์ไม่กี่คำ แต่ดูพระองค์ทำหน้าเข้าสิ เมื่อครู่นี้แทบจะกินเลือดกินเนื้อข้าอยู่แล้ว ขนาดเมียชาวบ้านธรรมดาโดนรังแก สามีเขายังรู้จักออกหน้าแก้แค้นให้ แต่นี่พระองค์เป็นถึงไท่ซ่างหวงแท้ๆ กลับสู้ไอ้หนุ่มชาวบ้านคนหนึ่งไม่ได้ด้วยซ้ำ"
ไท่ซ่างหวงโดนอันหนิงทั้งด่าทั้งตีจนถึงกับมึนงงทำอะไรไม่ถูก
เกิดมาค่อนคนพระองค์ไม่เคยเจอเรื่องเช่นนี้มาก่อนเลย
บรรดาไท่ผินไท่เฟยของพระองค์แต่ละคนต่างก็อ่อนหวานว่าง่าย ปรนนิบัติพัดวีอย่างสุดความสามารถ ใครเล่าจะบังอาจมาสะบัดสีหน้าใส่พระองค์? ยิ่งเรื่องลงไม้ลงมือนี่ไม่ต้องพูดถึงเลย
เรียกได้ว่าไท่ซ่างหวงใช้ชีวิตมาเกือบทั้งชีวิต คนที่กล้าตบตีพระองค์เช่นนี้มีเพียงอันหนิงแค่คนเดียวเท่านั้น
พระองค์ไม่กล้าสู้กลับ และก็ไม่กล้าโกรธด้วย ทำได้เพียงคอยหลบเลี่ยงพัลวัน "อย่าตีนะ อย่าตี... เจ้ามือหนักจริงๆ... ถ้าเจ้าตีข้าจนตายไป เจ้าก็ต้องเป็นหม้ายนะ... นี่มันฆาตกรรมสามีชัดๆ"
หลังจากอันหนิงสั่งสอนไท่ซ่างหวงจนหนำใจแล้ว นางจึงนั่งลงกระดกน้ำชาเข้าไปหนึ่งถ้วยใหญ่
ไท่ซ่างหวงเห็นใบหน้างามยังคงบึ้งตึงเย็นชาปานน้ำค้างแข็ง ก็รีบขยับเข้าไปงอนง้อ "มันเกิดอะไรขึ้นกันแน่ล่ะ อยู่ดีๆ เจ้าก็มาระเบิดอารมณ์ใส่เราจนเราเองก็รู้สึกอัดอั้นเหมือนกันนะ ใครทำให้เจ้าโกรธก็บอกเรามาสิ เราจะจัดการให้เอง"
"ข้าไม่จำเป็นต้องให้พระองค์จัดการให้หรอกเพคะ มีเวลาว่างขนาดนั้นข้าจัดการเองได้"
อันหนิงตวัดสายตามองค้อนไท่ซ่างหวง ก่อนจะหันไปรินชาดื่มอีกถ้วย "ข้าได้ยินมาว่า เมื่อวานสวี่กุ้ยไท่เฟยกับหลิวไท่ผินในวังส่งจดหมายรักมาให้พระองค์หรือเพคะ บอกว่าห่วงใยคะนึงหา อยากจะตามมาปรนนิบัติรับใช้ที่นี่ อย่างไรล่ะ... ทำไมไม่รีบรับพวกนางมาปรนนิบัติให้สำราญใจไปเลยเล่า"
ไท่ซ่างหวงรีบโบกมือพัลวัน "ปรักปรำกันชัดๆ! ตั้งแต่เราสองคนแต่งงานกันมา ข้าไม่เคยปรายตามองสตรีอื่นในวังหลังเลยแม้แต่นิดเดียว ข้าไม่มีความคิดเช่นนั้นจริงๆนะ"
อันหนิงจึงค่อยเผยรอยยิ้มออกมาได้บ้าง "ถ้าพระองค์กล้ามีความคิดเช่นนั้น ข้าจะขอตายไปพร้อมกับพระองค์เลยคอยดู"
ไท่ซ่างหวงถึงกับลอบกลืนน้ำลายด้วยความหวาดเสียว รีบให้คำมั่นสัญญาอย่างเด็ดขาด "ไม่มีแน่นอน ข้าไม่มีความคิดแบบนั้นจริงๆ ข้ามีใจรักให้เจ้าเพียงผู้เดียว จะไม่มีวันไปยุ่งเกี่ยวพัวพันกับหญิงอื่นเป็นอันขาด"
อันหนิงนี่ช่างเปลี่ยนสีหน้าได้ไวยิ่งนัก พอไท่ซ่างหวงให้สัญญา นางก็ยิ้มออกทันที แถมยังยื่นมือไปลูบพระพักตร์ของไท่ซ่างหวงอย่างรักใคร่ "เมื่อกี้ข้าตีเจ็บใช่ไหมเพคะ เดี๋ยวข้าเป่าให้"
ทว่ากิริยาเช่นนี้ ไท่ซ่างหวงกลับทรงโปรดปรานยิ่งนัก พระองค์ขยับเข้าไปออดอ้อนพูดคุยหยอกล้อกับอันหนิงอย่างใกล้ชิดอยู่เป็นนาน
เมื่อกล่อมให้อันหนิงอารมณ์ดีได้แล้ว ไท่ซ่างหวงก็ลอบระบายลมหายใจออกมาด้วยความโล่งอก
พระองค์เคยได้ยินมาบ้างว่าขุนนางบางคนมีเมียดุอยู่ที่บ้าน ขุนนางผู้นั้นไม่กล้าแม้แต่จะหายใจแรงต่อหน้าภรรยา ในบ้านไม่มีแม้แต่สาวใช้ห้องข้างหรือนางสนมเลยสักคน ตอนนั้นพระองค์ยังแอบขำอยู่ในใจว่าขุนนางผู้นั้นช่างกลัวเมียและไร้ศักดิ์ศรีลูกผู้ชายเสียจริง
แต่พอต้องมาเจอกับตัวเองเข้าแบบนี้ พระองค์ถึงได้ซึ้งใจว่าการมีนางเสือโคร่งอยู่ที่บ้านนั้นมันน่ากลัวเพียงใด
ในขณะเดียวกัน พระองค์ก็เริ่มเข้าใจความรู้สึกของขุนนางผู้นั้นขึ้นมาบ้างแล้ว
จะว่าไปแล้ว มันไม่ใช่ความกลัวเมียหรอก แต่มันคือความเคารพรักต่างหาก
หากในใจไม่มีคนผู้นี้แล้ว ความหวาดกลัวจะมาจากที่ใดกันเล่า?
พออารมณ์ดีขึ้นมา อันหนิงก็ชวนไท่ซ่างหวงคุยเรื่องปลาที่พระองค์ตกมาได้ทันที
“ปลาตัวยาวขนาดนี้ น้ำหนักน่าจะสักห้าหกจินได้กระมัง ใหญ่โตทีเดียวเชียว อุ๊ย พระองค์นี่เก่งจริงๆเลยเพคะ ตกครั้งเดียวก็ได้ปลาตัวยาวขนาดนี้มา ข้ากำลังนึกอยากทานปลาอยู่พอดี ประเดี๋ยวเราเอาปลานี่มาทำอาหารกันเถอะเพคะ”
ไท่ซ่างหวงตรัสด้วยรอยยิ้ม “ได้สิ ประเดี๋ยวเราจะสั่งให้ห้องเครื่องจัดสำรับปลาครบชุดเลย”
อันหนิงครุ่นคิดครู่หนึ่ง “เราทำปลาเผากันดีกว่าเพคะ เดี๋ยวเราเรียกหว่านเอ๋อร์ไปหาที่ว่างในสวนหลังอุทยาน แล้วให้ห้องเครื่องส่งถ่านมาให้ เรามาทำบาร์บีคิวทานกัน”
ไท่ซ่างหวงรีบพยักหน้าตกลง “ได้เลย ตามใจเจ้าทุกอย่าง”
อันหนิงสั่งคนไปตามสวี่หว่านมา ส่วนไท่ซ่างหวงพากลุ่มขันทีน้อยไปหาสถานที่ ด้านอันหนิงและสวี่หว่านก็มุ่งหน้าไปยังห้องเครื่องเพื่อเตรียมเครื่องเทศและของต่างๆ
หลังจากวุ่นวายกันอยู่พักใหญ่ ขณะที่อันหนิงเพิ่งเริ่มจัดวางปลาและเนื้อลงบนเตาย่าง ฮ่องเต้หย่งกวงก็เสด็จเดินเล่นทอดน่องมาถึงพอดี
อันหนิงเห็นพระองค์ก็หัวเราะร่า “ฝ่าบาทเสด็จมาได้ประจวบเหมาะเหลือเกินเพคะ ทางนี้เพิ่งจัดเตรียมเสร็จท่านก็มาถึงพอดี เห็นทีคงจะตามกลิ่นหอมๆ มากระมัง”
ฮ่องเต้หย่งกวงทำความเคารพตามธรรมเนียม ก่อนจะประทับยืนส่งยิ้มให้ไท่ซ่างหวงแล้วตรัสกับอันหนิงว่า “เช่นนั้นก็ขอเผื่อลูกสักชุดเถิดพ่ะย่ะค่ะ ลูกได้กลิ่นหอมฟุ้งเช่นนี้แล้วรู้สึกว่ามันช่างเย้ายวนยิ่งนัก”
ขณะที่อันหนิงและสวี่หว่านวุ่นอยู่กับการปิ้งย่าง ฮ่องเต้หย่งกวงและไท่ซ่างหวงก็ประทับคุยกันเสียงเบาอยู่ข้างๆ คาดว่าทั้งสองกำลังปรึกษาข้อราชการกันอยู่
ดูเหมือนฮ่องเต้หย่งกวงจะตรัสถึงเรื่องเงินในท้องพระคลังที่ร่อยหรอ เนื่องจากก่อนหน้านี้มีเหล่าขุนนางมากมายกู้ยืมเงินหลวงไปแล้วไม่ยอมส่งคืน พระองค์จึงทรงดำริที่จะเรียกเก็บหนี้สินเหล่านั้น
ไท่ซ่างหวงโบกพระหัตถ์ “เจ้าเป็นฮ่องเต้ เรื่องนี้เจ้าตัดสินใจได้เลย ไม่จำเป็นต้องปรึกษาเรา”
ฮ่องเต้หย่งกวงทรงวางพระองค์อย่างอ่อนน้อม “จะไม่ปรึกษาได้อย่างไรกันพ่ะย่ะค่ะ ในกลุ่มคนเหล่านั้นมีขุนนางเก่าแก่รวมอยู่ไม่น้อย ลูกรู้ว่าเสด็จพ่อทรงมีพระเมตตาและผ่อนปรนต่อเหล่าคนเก่าคนแก่เสมอ เรื่องนี้จึงจำเป็นต้องผ่านสายพระเนตรของเสด็จพ่อก่อน มิฉะนั้นลูกคงไม่สบายใจ”
จังหวะนั้นเองอันหนิงเพิ่งปิ้งเนื้อเสร็จไม่กี่ไม้ จึงจัดใส่จานส่งคนให้นำไปถวายฮ่องเต้หย่งกวงและไท่ซ่างหวง
ไท่ซ่างหวงหยิบเนื้อขึ้นมาไม้หนึ่ง พลางเสวยพลางตรัสว่า “เราเข้าใจแล้ว เจ้าจัดการตามสมควรเถิด”
ฮ่องเต้หย่งกวงทรงหยิบเนื้อขึ้นมาเสวยเช่นกัน ทันทีที่กัดเข้าคำแรก ดวงพระเนตรก็เป็นประกายขึ้นมาทันที จากนั้นก็ทรงเริ่มเสวยคำโตอย่างเอร็ดอร่อย
ไท่ซ่างหวงเห็นฮ่องเต้หย่งกวงเสวยอย่างรวดเร็วปานนั้น ก็รีบร่วมวงแย่งเสวยด้วยทันที
หลังจากเสวยเนื้อไปได้ไม่กี่ไม้ ฮ่องเต้หย่งกวงจึงตรัสขึ้นว่า “ยังมีอีกเรื่องหนึ่งพ่ะย่ะค่ะ ชุ่นอ๋องทรงถูกตาต้องใจถังเพ่ยและปรารถนาจะยกท่านหญิงซูฮุ่ยให้สมรสกับเขา เรื่องนี้ลูกอยากขอให้เสด็จพ่อช่วยคุยกับเสด็จแม่สักหน่อย หากเสด็จแม่เห็นพ้องด้วย ลูกจึงค่อยออกราชโองการประทานสมรส”
สุรเสียงของฮ่องเต้หย่งกวงไม่ดังนัก แต่ก็ไม่เบาจนเกินไป อันหนิงจึงได้ยินเรื่องทั้งหมดเข้าพอดี
นางปิ้งผักไปพลางกล่าวไปพลางว่า “ข้าได้ยินแล้วเพคะ เรื่องนี้ข้าไม่อาจตัดสินใจแทนได้ ต้องถามความสมัครใจของเพ่ยเอ๋อร์ก่อน หากเขาเต็มใจย่อมไม่มีปัญหา แต่หากเขาไม่ยินดี เราก็ไม่อาจบังคับฝืนใจให้เขาแต่งงานได้”
ฮ่องเต้หย่งกวงยิ้มรับ “แน่นอนพ่ะย่ะค่ะ เป็นสิ่งที่ควรเป็นเช่นนั้นอยู่แล้ว”
พระองค์เสวยผักอีกเล็กน้อย ก็มิได้ประทับอยู่นาน ทรงพาราชบริพารเดินเล่นกลับไป
อันหนิงเขียนจดหมายขึ้นฉบับหนึ่ง และสั่งให้คนนำไปส่งถึงมือถังเพ่ยในช่วงหัวค่ำ
จวบจนใกล้ค่ำมืด ทางวังหลวงก็ส่งคนมาอีกครั้ง คราวนี้ได้นำตัวฟ่านเหยาฟางมาส่งให้