- หน้าแรก
- แผนการตบหน้าฉบับมืออาชีพ
- บทที่ 340 ข้าคือฮูหยินเฒ่าแห่งจวนโหว (29)
บทที่ 340 ข้าคือฮูหยินเฒ่าแห่งจวนโหว (29)
บทที่ 340 ข้าคือฮูหยินเฒ่าแห่งจวนโหว (29)
ซ่งซื่อนิ่งอึ้งพลางขบคิดตามคำพูดของอันหนิงอย่างจริงจัง
เมื่อเห็นว่าอีกฝ่ายเริ่มคล้อยตามแผนการ "ล่อลวง" ของตนแล้ว อันหนิงก็ลอบถอนหายใจด้วยความโล่งอก
ขอเพียงซ่งซื่อเลิกล้มความคิดที่จะจับคู่สวี่หว่านกับถังหรงได้ นางก็เบาใจไปเปลาะหนึ่ง
จะว่าไปแล้ว อันหนิงก็รู้สึกว่าถังหรงเป็นเด็กที่ไม่เลวนัก อย่างไรเสียก็เป็นลูกหลานในตระกูล ย่อมต้องมีความเอ็นดูสงสารให้เป็นธรรมดา
ทว่านางก็ไม่ใช่คนประเภทที่หลับหูหลับตาอวยพวกเดียวกันเอง นางรู้ดีว่าถังหรงนั้นไม่คู่ควรกับสวี่หว่านแม้แต่น้อย
ไม่ว่าจะเป็นฐานะชาติตระกูลหรืออุปนิสัยใจคอ ทั้งสองคนล้วนไม่มีส่วนไหนที่เข้ากันได้เลย
และที่สำคัญที่สุดคือ อันหนิงไม่อยากให้สวี่หว่านต้องทนทุกข์
ยามที่มารดาของสวี่หว่านยังมีชีวิตอยู่ ความสัมพันธ์ระหว่างนางกับจางซื่อผู้เป็นพี่สะใภ้ก็ไม่ได้สู้ดีนัก ทั้งคู่มักจะมีปากเสียงกระทบกระทั่งกันแทบทุกวัน
ยิ่งไปกว่านั้น การที่ถังเค่อต้องจากไปก่อนวัยอันควร ส่วนหนึ่งก็เป็นผลมาจากนิสัยชอบสร้างเรื่องของจางซื่อ อาจกล่าวได้ว่าจางซื่อคือศัตรูผู้มีส่วนพรากชีวิตมารดาของสวี่หว่าน แล้วอันหนิงจะตัดใจยกเด็กสาวที่ดีพร้อมเช่นนี้ให้ไปเป็นลูกสะใภ้ของคนที่ทำลายแม่นางได้อย่างไร ยิ่งไม่ต้องพูดถึงว่าหากสวี่หว่านแต่งเข้ามาจริง จางซื่อคงไม่พ้นหาทางกลั่นแกล้งนางสารพัดเป็นแน่
ในเมื่อทุกคนล้วนเป็นลูกหลานของนาง นางก็ควรต้องคิดเผื่อให้รอบด้าน เพื่อให้ทุกคนมีชีวิตที่ดีและมั่นคง
เมื่อเดินออกมาจากเรือนของซ่งซื่อ อันหนิงก็ได้แต่รำพึงกับตัวเองว่า ตนเองช่างมีเรื่องให้ต้องคอยจัดการไม่จบไม่สิ้นเสียจริง
ในขณะที่อันหนิงกำลังวิตกกังวลแทนลูกหลานตระกูลถัง ทางด้านไท่ซ่างหวงก็เริ่มส่งคนไปเร่งรัดกรมวังให้รีบทำงานกันตัวเป็นเกลียว เพื่อให้ตัดเย็บฉลองพระองค์หงส์และเครื่องประดับต่างๆให้เสร็จสิ้นโดยเร็วที่สุด ด้วยทรงตั้งตารอที่จะรับฮูหยินเข้าวังจนแทบไม่ไหวแล้ว
ทว่าชุดหงส์และมงกุฎหงส์เหล่านั้นมีขั้นตอนการทำที่สลับซับซ้อนยิ่งนัก ไม่อาจเร่งรีบให้เสร็จสิ้นได้ในชั่วพริบตา ต่อให้กรมวังจะระดมช่างปักและช่างฝีมือชั้นเลิศมาช่วยกันทำงานหามรุ่งหามค่ำเพียงใด ก็ยังต้องใช้เวลาอีกพักใหญ่กว่าจะสำเร็จออกมา
ไท่ซ่างหวงรอจนนัยน์ตาเริ่มแดงก่ำ อารมณ์ฉุนเฉียวรุนแรงขึ้นทุกวัน จนบ่อยครั้งถึงกับบุกไปที่ตำหนักเฉียนชิงเพื่อระบายโทสะใส่จักรพรรดิหย่งกวาง
จักรพรรดิหย่งกวางจะทำเช่นไรได้ เมื่อถูกด่าว่าเข้าก็ทำได้เพียงก้มหน้ายอมรับชะตากรรม พลางปลอบใจตัวเองว่านี่คือบิดาแท้ๆของตน ต้องอดทนเข้าไว้
เมื่อถูกบิดาอาละวาดใส่จนหมดทางสู้ พระองค์จึงคิดแผนจะหาหญิงงามวัยแรกรุ่นมาถวายสักสองสามคน เพื่อให้ไท่ซ่างหวงทรงมีกิจกรรมอย่างอื่นทำบ้าง
ทว่ายังไม่ทันจะได้เริ่มหาหญิงงาม ไท่ซ่างหวงก็จัดการสั่งสอนพระองค์เสียจนอ่วมไปอีกรอบ
ที่แท้เรื่องนี้มีเบื้องลึกเบื้องหลัง เนื่องด้วยไท่ซ่างหวงโฮ่วเห็นบุตรชายถูกบิดาด่าทอทุกเมื่อเชื่อวันก็นึกสงสาร
เพื่อให้ชีวิตของจักรพรรดิหย่งกวางสงบสุขขึ้นบ้าง นางจึงไปพบฟู่กุ้ยไท่เฟย เพื่อขอให้กุ้ยไท่เฟยช่วยเบี่ยงเบนความสนใจของไท่ซ่างหวงไปเสียบ้าง
ฟู่กุ้ยไท่เฟยผู้นี้คือหลานสาวของแม่นมในไท่ซ่างหวง เมื่อครั้งที่พระองค์ยังไม่สละราชสมบัติ นางคือสตรีที่ได้รับความโปรดปรานมากที่สุด แม้ยามนี้ล่วงเข้าสู่วัยกลางคนแล้ว ทว่าความสัมพันธ์แต่เก่าก่อนก็ยังนับว่าลึกซึ้ง ในบรรดาพระสนมไท่เฟยทั้งหมด นางคือผู้ที่ได้รับความเอ็นดูและรู้พระทัยไท่ซ่างหวงมากที่สุด
ฟู่กุ้ยไท่เฟยตอบรับคำขอของไท่ซ่างหวงโฮ่วอย่างเต็มใจ
จากนั้นนางก็นั่งประทินโฉมชุดใหญ่ก่อนจะไปเข้าเฝ้าไท่ซ่างหวง ในใจหมายมั่นจะรื้อฟื้นความหลังครั้งเก่าเพื่อสานต่อความสัมพันธ์อันลึกซึ้ง และอาจจะถือโอกาสพาสวามีออกไปพักผ่อนหย่อนใจนอกวังคราวละหลายๆวัน หากทำให้ไท่ซ่างหวงสำราญพระทัยได้ จักรพรรดิหย่งกวางคงจะต้องนึกซาบซึ้งในตัวนางเป็นแน่
ฟู่กุ้ยไท่เฟยวาดฝันไว้อย่างงดงาม ทว่าความจริงกลับไม่ได้เป็นเช่นที่นางจินตนาการไว้เลย
นางสวมอาภรณ์ที่คิดว่าหรูหราที่สุด แต่งแต้มสีสันบนใบหน้าอย่างประณีต พร้อมกับโปรยรอยยิ้มแบบที่ไท่ซ่างหวงเคยโปรดปรานในอดีต แล้วจึงเยื้องกรายเข้าสู่ตำหนักหนิงอันที่ประทับอย่างแช่มช้า
อ้อ ตำหนักหนิงอันแห่งนี้เพิ่งจะเปลี่ยนชื่อมาใหม่ เดิมทีมีชื่อว่าตำหนักโซ่วอัน
ไม่ต้องสงสัยเลยว่าเป็นเพราะไท่ซ่างหวงทรงมีใจให้อันหนิง จึงได้สั่งเปลี่ยนชื่อตำหนักให้มีคำว่า "หนิง" จากชื่อของนางทันที
"ฝ่าบาท"
ฟู่กุ้ยไท่เฟยย่อกายถวายคำนับอย่างแช่มช้า เมื่อเงยหน้าขึ้นก็เผยรอยยิ้มสดใส "หม่อมฉันเพิ่งฝึกทำอาหารรสเลิศมาไม่กี่อย่าง จึงตั้งใจนำมาถวายเพื่อให้ฝ่าบาทได้ทรงลิ้มลองเพคะ"
ในขณะนั้นไท่ซ่างหวงกำลังทรงทำสิ่งใดอยู่หรือ? พระองค์กำลังสดับฟังขันทีน้อยเล่าเรื่องราวเบ็ดเตล็ดตามท้องตลาดภายนอกวังอย่างเพลิดเพลินนั่นเอง
ยามนี้พระองค์ทรงว่างงาน วันๆหากไม่ฟังดนตรีก็มักจะให้ขันทีมาเล่าเรื่องนิทานให้ฟัง ขณะที่กำลังฟังถึงตอนสำคัญที่กำลังสนุกอยู่นั้น เสียงของฟู่กุ้ยไท่เฟยก็ดังขึ้นที่ข้างหูโดยไม่ทันตั้งตัว
เมื่อพระองค์เงยหน้าขึ้นทอดพระเนตร ก็ถึงกับทรงสะดุ้งสุดตัวด้วยความตกใจ
"เจ้า... เจ้า... ถอยไปให้ห่างจากข้าเดี๋ยวนี้!"
ไท่ซ่างหวงทรงชี้ไปที่ฟู่กุ้ยไท่เฟย สีพระพักตร์ราวกับเห็นผีก็ไม่ปาน
ฟู่กุ้ยไท่เฟยนิ่งอึ้งไปครู่หนึ่ง ก่อนจะเริ่มทำสีหน้าโศกเศร้า หากเป็นเมื่อก่อนนางแสดงท่าทางเช่นนี้ ไท่ซ่างหวงคงจะนึกสงสารและเข้าไปปลอบโยนสักคำสองคำ ทว่ายามนี้พระองค์กลับทรงรู้สึกระคายลูกตายิ่งนัก
อายุปาเข้าไปตั้งสามสิบกว่าปีแล้ว ยังจะมาทำเป็นแสร้งอ่อนเยาว์ไร้เดียงสาใส่เขาอีก แบบนี้จะไม่ให้ระคายตาได้อย่างไร
"ฝ่าบาท หม่อมฉันทำอันใดผิดไปหรือเพคะ?"
ฟู่กุ้ยไท่เฟยขยับก้าวเข้าหาอีกสองสามก้าว หมายจะเข้าไปออดอ้อนเอาใจไท่ซ่างหวงเสียหน่อย
ไท่ซ่างหวงรีบขยับหนีทันควัน "ถอยไปให้ห่างจากข้าเดี๋ยวนี้"
สุรเสียงของพระองค์เจือความดุดันอยู่หลายส่วน ทำเอาฟู่กุ้ยไท่เฟยตกใจจนต้องรีบกลับมาสำรวมท่าทีให้เรียบร้อยขึ้นทันตา
ไท่ซ่างหวงกวาดพระเนตรมองฟู่กุ้ยไท่เฟยตั้งแต่หัวจรดเท้า "เหตุใดเจ้าถึงแต่งตัวเช่นนี้ ขี้เหร่ราวกับผีไม่มีผิด"
ฮือ... ฟู่กุ้ยไท่เฟยแทบจะร้องไห้ออกมาด้วยความคับแค้นใจ
ไท่ซ่างหวงยังคงตำหนิจุกจิกไม่หยุดปาก "ดูคิ้วของเจ้าสิ เขียนมาเสียเข้มปึ้ดอย่างกับตัวหนอน แล้วนั่นดวงตาเป็นอะไร จะกะพริบถี่ๆทำไมกัน มิได้เป็นตะคริวเสียหน่อย ริมฝีปากนั่นก็อีก จะทาชาดมาหนาเตอะทำไม ดูแล้วเหมือนไปกินเลือดใครมาไม่มีผิด แล้วยังจะใบหน้านั่นอีก พอกแป้งมาเสียหนาเตอะ เจ้าอย่าได้ปริปากพูดเชียวนะ เดี๋ยวแป้งร่วงกราวลงมาทำพรมของข้าสกปรกหมด"
ครั้งนี้ ฟู่กุ้ยไท่เฟยถึงกับร้องไห้ออกมาจริงๆ นางยกมือขึ้นปิดหน้าแล้ววิ่งหนีออกจากตำหนักหนิงอันไปตลอดทาง
ไท่ซ่างหวงยังคงบ่นพึมพำอยู่ตรงนั้น "ผู้หญิงขี้เหร่พรรค์นี้ เมื่อก่อนข้าตาบอดหรือไรถึงได้รับเข้าวังมาได้"
ข่าวเรื่องฟู่กุ้ยไท่เฟยถูกไท่ซ่างหวงเหน็บแนมเสียจนอับอายแพร่กระจายไปทั่ววังหลวงในเวลาอันรวดเร็ว เหล่าไท่เฟยและไท่ผินไม่รู้ตั้งเท่าไหร่ต่างพากันสำราญใจจนเก็บอาการไว้ไม่อยู่
ฟู่กุ้ยไท่เฟยได้รับความโปรดปรานมานานนับสิบปี นางจึงไม่เคยเห็นผู้อื่นอยู่ในสายตา ทั้งยังมีนิสัยเย่อหยิ่งจองหองจนล่วงเกินคนไปทั่ว ไม่รู้ว่ามีเหล่าพระสนมคนไหนบ้างที่เคยถูกนางทำให้ขุ่นเคืองใจ
ยามนี้นางเห็นชัดว่ากำลังจะสิ้นวาสนา ย่อมมีคนจำนวนมากรอซ้ำเติม ทันใดนั้น ความเป็นอยู่ของฟู่กุ้ยไท่เฟยในวังก็เริ่มลำบากยากเข็ญขึ้นมาทันที
แม้แต่ไท่ซ่างหวงโฮ่วเองก็ทรงสำราญพระทัยอยู่ไม่น้อย เมื่อครั้งที่จักรพรรดิหย่งกวางยังไม่ได้ขึ้นครองราชย์ ไท่ซ่างหวงโฮ่วเป็นเพียงพระสนมตำแหน่ง 'ผิน' และเคยถูกฟู่กุ้ยไท่เฟยข่มเหงรังแกมาก่อน ยามนี้ได้เห็นอีกฝ่ายพบกับความเคราะห์ร้าย นางย่อมรู้สึกยินดีเป็นธรรมดา
ทว่าหลังจากนั้น เมื่อไท่ซ่างหวงทรงทราบว่าเรื่องที่ฟู่กุ้ยไท่เฟยมาหาพระองค์นั้นเป็นฝีมือของไท่ซ่างหวงโฮ่ว พระองค์ก็บุกไปถึงตำหนักโซ่วคังแล้วด่ากราดพระนางไปยกหนึ่ง
แน่นอนว่าพระองค์ย่อมไม่ลืมที่จะใช้ฝีปากอันร้ายกาจจิกกัดเรื่องรูปลักษณ์ของไท่ซ่างหวงโฮ่วด้วยเช่นกัน
หลังจากด่าไท่ซ่างหวงโฮ่วเสร็จ ไท่ซ่างหวงก็เรียกจักรพรรดิหย่งกวางมาพบ สั่งให้พระองค์จัดการระเบียบวังหลังให้เรียบร้อย และกำชับว่าวันหน้าให้เอาใจใส่เรื่องราชกิจให้มาก อย่าได้เอาแต่หมกมุ่นอยู่กับหญิงงามหรือเรื่องรักใคร่ไร้สาระพรรค์นี้ทั้งวัน
จักรพรรดิหย่งกวาง : ......
สรุปแล้วใครกันแน่ที่มีหญิงงามในวังหลังมากกว่ากัน?
ในวังของพระองค์มีสนมเพียงไม่กี่คนเท่านั้น แต่ในวังหลังของไท่ซ่างหวงมีเหล่าไท่เฟยไท่ผินอยู่ตั้งเท่าไหร่ ตัวพระองค์เองไม่รู้จักประมาณตนบ้างเลยหรืออย่างไร
ไม่รู้ว่าเป็นเพราะเหตุใด นับตั้งแต่ได้เหน็บแนมฟู่กุ้ยไท่เฟยไปครั้งนั้น ไท่ซ่างหวงก็คล้ายกับจะเปิดโหมดปากจัดขึ้นมาเสียดื้อๆ ไม่ว่าพระองค์จะไปที่ใด หากพบเจอเหล่าไท่เฟยไท่ผินหรือหญิงงามคนไหนเข้า เป็นต้องได้ตรัสจิกกัดไปเสียทุกราย โดยเฉพาะการจี้จุดเรื่องรูปร่างหน้าตา จนคนฟังแทบจะแทรกแผ่นดินหนีด้วยความอับอาย
ด้วยเหตุนี้ ในวังหลังจึงมีถ้วยน้ำชาและกาน้ำชาถูกขว้างปาแตกกระจายเพิ่มขึ้นอีกไม่รู้เท่าไหร่ในแต่ละวัน
ทางด้านตระกูลฟู่ย่อมได้รับข่าวเรื่องที่ฟู่กุ้ยไท่เฟยถูกถากถางเช่นกัน พวกเขาต่างพากันร้อนอกร้อนใจจนแทบกระอัก
ด้วยเหตุนี้ ฮูหยินเฒ่าตระกูลฟู่จึงต้องออกหน้าด้วยตนเอง เดินทางไปยังจวนจงหยงโหวเพื่อขอเข้าพบอันหนิงโดยเฉพาะ