- หน้าแรก
- แผนการตบหน้าฉบับมืออาชีพ
- บทที่ 328 ข้าคือฮูหยินเฒ่าแห่งจวนโหว (17)
บทที่ 328 ข้าคือฮูหยินเฒ่าแห่งจวนโหว (17)
บทที่ 328 ข้าคือฮูหยินเฒ่าแห่งจวนโหว (17)
หลังจากถังเพ่ยทำพิธีเซ่นไหว้ถังเค่อเรียบร้อยแล้ว สวี่เต๋อก็เชิญเขาไปพูดคุยกันต่อที่ห้องหนังสือ
ถังเพ่ยจึงถือโอกาสเสนอว่า แม่นางที่เดินทางมาพร้อมกับเขานั้นมีความสามารถด้านการแพทย์ที่ล้ำเลิศยิ่งนัก อยากจะขอให้ช่วยตรวจดูอาการของสวี่หว่าน และหากเป็นไปได้ก็อยากจะให้ช่วยปรุงยาเม็ดเพื่อเสริมสร้างร่างกายให้แข็งแรงขึ้นด้วย
สวี่เต๋อได้ยินดังนั้นก็แสดงอาการยินดีเป็นอย่างยิ่ง เขาเรียกให้บ่าวรับใช้ไปเชิญอันหนิงมาพบในทันที
เมื่ออันหนิงก้าวเข้ามาในห้องหนังสือ สวี่เต๋อก็ลุกขึ้นทำความเคารพนาง พร้อมกับฝากฝังให้อันหนิงช่วยดูแลปรับธาตุร่างกายให้สวี่หว่านอย่างเป็นทางการ
อันหนิงคลี่ยิ้มพลางพยักหน้า "ต่อให้ท่านไม่เอ่ยปาก ข้าก็ตั้งใจจะทำอยู่แล้ว หว่านเอ๋อร์กับข้านั้นนับว่ามีวาสนาผูกพันทางสายเลือดกัน ย่อมต้องช่วยเหลือเป็นธรรมดา"
คราวนี้กลับเป็นสวี่เต๋อที่ต้องนิ่งอึ้งไป
ในความทรงจำของเขา ญาติมิตรที่มีความสัมพันธ์ใกล้ชิดไม่น่าจะมีหญิงสาวรุ่นราวคราวเดียวกับแม่นางผู้นี้อยู่เลย
อันหนิงไม่ได้อธิบายความอันใดเพิ่ม และสวี่เต๋อก็ไม่ได้ซักไซ้ต่อ
หลังจากนั้น อันหนิงและถังเพ่ยก็เข้าพักอยู่ที่บ้านตระกูลสวี่ชั่วระยะเวลาหนึ่ง
อันหนิงช่วยดูแลจัดการธุระภายในเรือน พร้อมกับคอยบำรุงร่างกายให้สวี่หว่าน ส่วนถังเพ่ยก็คอยช่วยสวี่เต๋อจัดการงานจิปาถะต่างๆ นอกจากนี้เขายังใช้ฐานะหลานชายของถังเค่อคอยช่วยรับรองแขกเหรื่อที่มาร่วมงาน
สรุปแล้ว งานศพของถังเค่อนั้นดำเนินไปได้อย่างเรียบร้อยก็เพราะมีอันหนิงและถังเพ่ยยื่นมือเข้ามาช่วย
มิเช่นนั้น ลำพังเพียงสองพ่อลูกตระกูลสวี่คงจะรับมือไม่ไหวเป็นแน่
ด้วยความที่ทั้งคู่ต่างตกอยู่ในความโศกเศร้าอย่างหนัก อีกทั้งสุขภาพร่างกายเดิมทีก็ไม่ค่อยแข็งแรง ย่อมไม่มีเรี่ยวแรงพอจะจัดการพิธีศพให้ครบถ้วนกระบวนความได้
ในวันแรกที่สวี่เต๋อได้พบกับถังเพ่ย เขาก็ลงมือเขียนจดหมายด้วยตัวเองและส่งคนให้นำไปส่งยังจวนจงหยงโหวที่เมืองหลวงทันที
ในวันหนึ่ง ถังไป๋เดินกลับเข้ามาในเรือนด้วยท่าทางรีบร้อน ใบหน้าของเขาประดับไปด้วยรอยยิ้มแห่งความยินดีที่ใครเห็นเป็นต้องรู้
คนสนิทของจางซื่อคอยเฝ้าจับตาดูทางเรือนใหญ่ อยู่ตลอด เมื่อเห็นถังไป๋กลับมาด้วยอารมณ์ดีเช่นนั้น ก็รีบคาบข่าวไปบอกจางซื่อทันที "ไม่รู้ว่าออกไปแอบซุกเมียน้อยไว้นอกบ้านอีกหรือเปล่านะเจ้าคะ เห็นยิ้มหน้าบานจนหุบไม่อยู่เชียว คราวนี้ฮูหยินใหญ่คงได้ร้องไห้น้ำตาเป็นเผาเต่าไปอีกหลายวันแน่"
จางซื่อได้ยินก็รู้สึกสะใจยิ่งนัก
ตอนนี้ถังจงตั้งแง่รังเกียจจางซื่อมาก เอาแต่ขลุกอยู่กับเหล่าอนุที่เรือนหลังวันละหลายๆชั่วยาม จางซื่อที่เห็นคู่สามีภรรยาเรือนใหญ่รักใคร่กันไม่ได้ จึงเฝ้าภาวนาให้ถังไป๋ออกไปหาเมียน้อยทุกวัน
และถังไป๋ก็ไม่ทำให้นางผิดหวัง นับตั้งแต่ถังเพ่ยตายไป การกระทำของถังไป๋ก็เริ่มเสเพลเลอะเทอะขึ้นเรื่อยๆ เขามักจะไปดื่มสุราอาละวาดตามหอนางโลม พอกลับมาก็ทะเลาะกับหลี่ซื่อ งานการในบ้านไม่เคยเหลียวแล เอาแต่ใช้ชีวิตเมามายไปวันๆ
ชีวิตของหลี่ซื่อในช่วงนั้นจึงทุกข์ทรมานใจประหนึ่งถูกไฟสุม
จางซื่อเห็นเช่นนั้นก็ยิ่งได้ใจ ปล่อยให้เรือนใหญ่เละเทะไปตามยถากรรม ทั้งยังคอยใส่ไฟพวกเรือนใหญ่ให้ซ่งซื่อฟังอยู่บ่อยครั้ง
พอนางได้ยินว่าถังไป๋กลับมาด้วยสีหน้าแช่มชื่น ก็สั่งให้คนไปสืบทันทีว่าสามีภรรยาคู่นี้จะเริ่มทะเลาะกันอีกเมื่อไหร่
ภายในห้อง ถังไป๋ก้าวเท้าเข้ามาในขณะที่หลี่ซื่อกำลังสอนถังอี้ผู้เป็นบุตรสาวจัดการงานในบ้าน เมื่อนางเห็นสามีเดินเข้ามาก็ปรายตาค้อนให้วงหนึ่ง ก่อนจะบอกให้ถังอี้พาพวกบ่าวรับใช้ออกไปด้านนอก
ถังไป๋หย่อนก้นลงบนเก้าอี้ มองเมียด้วยสีหน้าเบิกบานใจ
หลี่ซื่อรีบถลาเข้าไปคว้ามือถังไป๋ไว้ด้วยความตื่นเต้น "ท่านพี่ มีข่าวคราวของเพ่ยเอ๋อร์ใช่ไหมเจ้าคะ?"
ถังไป๋พยักหน้า ยิ้มกว้างจนแทบจะเห็นเหงือก "ใช่แล้ว ใช่แล้ว! เมื่อครู่นี้ข้าได้รับจดหมายจากน้องเขย เพ่ยเอ๋อร์ของเรากำลังช่วยเขาจัดการงานศพให้น้องสาวอยู่ที่นั่น ที่สำคัญ... ลูกชายของเราเรียนหนังสืออยู่ที่สำนักศึกษาชิงซีมาตลอดหลายปี การสอบคัดเลือกขุนนางครั้งนี้ ลูกชายเราสอบได้เป็นอันดับหนึ่งของระดับชั้นเอก!"
หลี่ซื่อเกิดในตระกูลบัณฑิต ย่อมรู้ดีว่าอันดับหนึ่งของชั้นเอกมีความหมายลึกซึ้งเพียงใด
พอนางได้ยิน น้ำตาก็ไหลร่วงออกมาทันที นางยกมือขึ้นป้องหน้าแล้วสะอื้นไห้เสียงดัง "ในที่สุดเพ่ยเอ๋อร์ก็จะกลับมาแล้ว เพ่ยเอ๋อร์ของแม่... ไม่ได้เจอกันยี่สิบกว่าปี ไม่รู้ว่าป่านนี้เขาจะยังจำฉันได้อยู่ไหม"
ถังไป๋นึกถึงความขมขื่นในช่วงหลายปีที่ผ่านมา ในใจก็รู้สึกสะท้อนใจเช่นกัน
เขายื่นมือไปโอบกอดหลี่ซื่อไว้พลางปลอบประโลมเสียงเบา "อย่าร้องไปเลยนะ อย่าร้องเลย ลูกกลับมาถือเป็นเรื่องมงคล เขาเป็นลูกที่เจ้าอุ้มท้องเกิดมา มีหรือจะจำแม่ไม่ได้ อีกอย่าง หลายปีมานี้ลูกอยู่กับท่านย่าทวด ต้องได้รับการดูแลอย่างดีแน่นอน เผลอๆจะเก่งกาจกว่าถังเทาที่อยู่ข้างกายเราเสียอีก น่าสงสารก็แต่ถังเทาของเรา..."
เมื่อนึกถึงถังเทา หลี่ซื่อก็ร้องไห้ออกมาอีกพักหนึ่ง "เทาเอ๋อร์ของเราเป็นถึงบุตรชายสายตรงของท่านโหวแท้ๆ แต่กลับต้องไปเป็นลูกน้องคอยรับใช้พวกเรือนรอง ทำงานจิปาถะประหนึ่งพ่อบ้าน งานรับรองแขกเหรื่อหรือการคบค้าสมาคมกับขุนนางผู้ใหญ่ พวกนั้นไม่เคยให้เทาเอ๋อร์ของเราเข้าไปยุ่งเกี่ยวเลยสักนิด เทาเอ๋อร์..."
พอพูดถึงลูกชายคนรอง หลี่ซื่อก็นึกไปถึงบุตรสาวของตนเองด้วย "ยังมีอี้เอ๋อร์ของเราอีก นางควรจะเป็นคุณหนูที่สูงส่งที่สุดในจวนแห่งนี้ แต่ตั้งแต่เล็กจนโตกลับถูกบุตรสาวอนุของเรือนนั้นข่มเหงรังแก คิดทีไรข้าก็แค้นใจจนแทบทนไม่ไหว"
"จะไม่เป็นแบบนั้นอีกแล้ว ต่อไปจะไม่มีทางเป็นเช่นนั้นอีก"
ถังไป๋ตบไหล่ปลอบหลี่ซื่อ "ในเมื่อเพ่ยเอ๋อร์กลับมาได้ แสดงว่าท่านย่าหาทางออกได้แล้ว และไม่แน่ว่าท่านย่าเองก็กำลังจะกลับมาเหมือนกัน ตราบใดที่ท่านย่ากลับมา ท่านต้องให้ความเป็นธรรมแก่พวกเราแน่ ต่อให้ซ่งซื่อจะร้ายกาจเพียงใด แต่ถ้ามีท่านย่าคอยกดหัวไว้ นางจะทำอะไรได้"
เมื่อนึกถึงท่านย่า หลี่ซื่อจึงค่อยๆปาดน้ำตาจนแห้งสนิท นางยิ้มให้ถังไป๋น้อยๆ "จริงด้วยเจ้าค่ะ ในเมื่อเพ่ยเอ๋อร์กลับมาได้ ท่านย่าก็คงจะกลับมาด้วย พวกเราไม่ต้องหวาดกลัวอะไรอีกแล้ว"
ถังไป๋พยุงนางลุกขึ้น หลี่ซื่อจึงกระซิบเสียงเบา "จริงสิเจ้าคะ ทางฝั่งตะวันตกเฉียงเหนือก็ส่งข่าวมาเหมือนกัน ท่านพ่อท่านแม่และท่านพี่ของข้ากำลังจะเดินทางกลับมาแล้วเจ้าค่ะ"
"จริงหรือ?"
ถังไป๋ได้ยินก็ยินดีเป็นล้นพ้น
หากคนตระกูลหลี่กลับมา เขาก็จะมีที่พึ่งพาที่แข็งแกร่งเสียที
ตลอดหลายปีมานี้จางซื่ออาศัยบารมีตระกูลจางคอยวางอำนาจบาตรใหญ่ในบ้าน แต่ตระกูลจางจะไปวิเศษวิโสมาจากไหน พ่อตาของเขาอย่างถังไป๋เคยเป็นถึงราชครูเชียวนะ นั่นน่ะจิ้งจอกเฒ่าตัวจริงเลยล่ะ ถ้าท่านกลับมาเมื่อไหร่ล่ะก็ รับรองว่ามีวิธีจัดการกับจางซื่อและซ่งซื่อให้อยู่หมัดแน่นอน
ถังไป๋คิดไปถึงตอนที่ "สองขั้วอำนาจ" ที่จะมาเป็นแบ็กให้เขาเดินทางกลับมา เขาก็รู้สึกปลาบปลื้มใจยิ่งนัก
เขารู้สึกว่าความอยุติธรรมที่ได้รับมาตลอดหลายปีนี้มันกลายเป็นเรื่องเล็กน้อยไปเลย
เมื่อท่านย่าและพ่อตาของเขากลับมา เขาคงได้แต่นอนรอรับชัยชนะอย่างสบายใจ
ยิ่งไปกว่านั้น เขายังมีลูกชายเป็นถึงจอหงวนเชียวนะ! ข้างบนมีผู้ใหญ่คุ้มหัว ข้างล่างมีลูกชายแบกรับภาระ ต่อไปคงไม่มีเรื่องให้ต้องทุกข์ใจอีกแล้ว
พอนึกเปรียบเทียบกับลูกชายเรือนนั้นที่ยามนี้ยังวันๆเอาแต่จ้องจะกินชาดบนปากสาวใช้อยู่เลย ถังไป๋ก็ยิ่งรู้สึกว่าครอบครัวตัวเองดีเลิศที่สุด คอยดูเถอะ ในอนาคตเขาจะหาวิธีทำให้จางซื่อและซ่งซื่ออกแตกตายให้ได้
ทว่าอันหนิง... ผู้ที่ถังไป๋ยกย่องให้เป็นที่พึ่งพิงอันยิ่งใหญ่นั้น ยามนี้กลับกำลังเผชิญกับ "ปัญหา" เข้าเสียแล้ว
ระหว่างที่อันหนิงพำนักอยู่ที่หยางโจวเพื่อช่วยดูแลจัดการธุระในจวนตระกูลสวี่ เรื่องพรรค์นี้นางทำมานับครั้งไม่ถ้วนจึงไม่ได้สลักสำคัญอันใด ในเวลาว่างนางมักจะใช้เวลาไปกับการขบคิดว่าจะกลับเมืองหลวงอย่างไร และจะใช้ฐานะอะไรในการปรากฏตัวดี
แน่นอนว่า ตอนนี้นางย่อมไม่อาจกลับไปในฐานะท่านหญิงผู้เฒ่าแห่งจวนจงหยงโหวได้อีกแล้ว
ด้วยรูปลักษณ์ของนางในยามนี้ ต่อให้บอกใครว่าเป็นหญิงชราผู้นั้นย่อมไม่มีใครเชื่อเด็ดขาด
บนโลกนี้จะมีใครที่ยิ่งอยู่ยิ่งเยาว์วัยขึ้นกันเล่า
อีกทั้งหากข่าวลือแพร่ออกไปว่าท่านหญิงผู้เฒ่าแห่งจวนโหวกลับกลายเป็นสาวแรกรุ่นวัยสิบแปดสิบเก้า เกรงว่าแม้แต่ฮ่องเต้ในวังหลวงก็คงต้องหาเรื่องนางเป็นแน่ มีฮ่องเต้องค์ใดบ้างที่ไม่ปรารถนาจะเป็นอมตะหรือคืนสู่ความเยาว์วัย? พระองค์ย่อมต้องบีบบังคับเอาคำอธิบายจากนาง หรือไม่ฉะนั้นก็คงทวงถามหายาอายุวัฒนะ ซึ่งของพรรค์นั้นนางหามีไม่
นางไม่มีสิ่งนั้นจริงๆเสียด้วย
อันหนิงจึงคิดว่านางจำเป็นต้องหาฐานะที่ดูมีน้ำหนักให้ตนเองเสียหน่อย ทางที่ดีควรเป็นผู้ที่มีลำดับอาวุโสสูงยิ่ง และต้องมีความเกี่ยวดองเป็นญาติกับตระกูลถังด้วย
เพียงแต่ตัวตนเช่นนั้น นางยังนึกไม่ออกในทันทีทันใด
วันนั้นหลังจากจัดการธุระจุกจิกในบ้านตระกูลสวี่เสร็จสิ้น อันหนิงรู้สึกว้าวุ่นใจจึงออกมาเดินเที่ยวเล่นบนถนน
ใครจะไปคาดคิดว่าเดินอยู่ดีๆกลับมีเรื่องวิ่งเข้าหาเสียได้
นางบังเอิญไปพบกับไท่ซ่างหวงที่กำลังเสด็จประพาสเป็นการส่วนตัวเข้าพอดี
อ้อ... ลืมบอกไป ไท่ซ่างหวงองค์นี้ไม่ใช่คนเดียวกับเมื่อยี่สิบปีก่อนตอนที่อันหนิงจากเมืองหลวงมา
ไท่ซ่างหวงองค์ก่อนสวรรคตไปนานแล้ว หลังจากอันหนิงออกจากเมืองหลวงได้เพียงสองปีท่านก็จากไป จากนั้นองค์ชายสามในตอนนั้นก็ขึ้นครองราชย์ ล่วงเลยมายี่สิบกว่าปี องค์ชายสามผู้นั้นเพิ่งจะสละราชสมบัติให้องค์ชายเจ็ดเมื่อปีที่แล้ว และสถาปนาตนเองเป็นไท่ซ่างหวง
เดิมทีอันหนิงคิดว่าไท่ซ่างหวงควรจะประทับอยู่ในเมืองหลวง นึกไม่ถึงว่าจะมาพบกันบนแผ่นดินหยางโจวเช่นนี้
ตอนนั้นอันหนิงกำลังเดินอยู่บนถนนดีๆ จู่ๆก็มีชายวัยกลางคนหน้าตาเกลี้ยงเกลาไร้หนวดเคราก้าวลงมาจากเหลาสุราข้างทาง เขาตรงเข้ามาค้อมกายประสานมือคารวะนาง "แม่นาง นายท่านของข้าอยากจะเชิญท่านไปร่วมสนทนาสักครู่"
อันหนิงขมวดคิ้ว "นายท่านของเจ้า? ข้าไม่รู้จักนายท่านของเจ้าหรอกนะ ข้ามีธุระ หลีกไป"
ชายวัยกลางคนผู้นั้นระบายยิ้มเต็มหน้า "แม่นางไปพบเสียหน่อยจะดีกว่านะขอรับ"
รอยยิ้มบนใบหน้าของเขาดูเป็นมิตร ท่าทางก็สุภาพนอบน้อม ไร้วี่แววการคุกคามโดยสิ้นเชิง ทว่ากลับแฝงไว้ด้วยความหนักแน่นตายตัว
อันหนิงปรายตามองชายผู้นั้นครู่หนึ่ง "ก็ได้ ไปพบดูหน่อยแล้วกัน"
นางเดินตามชายวัยกลางคนขึ้นไปยังชั้นบน และได้พบกับ "นายท่าน" ของเขาภายในห้องส่วนตัว
เพียงปราดเดียว อันหนิงก็จำได้ทันทีว่าคนผู้นี้คือองค์ชายสามในอดีต หรือไท่ซ่างหวงในตอนนี้
อย่าเห็นว่าพระองค์ทรงเป็นถึงไท่ซ่างหวงแล้วเชียว แท้จริงแล้วอายุยังไม่ได้มากมายนัก เหตุผลที่สละราชสมบัติก็ไม่ใช่เพราะร่างกายไม่แข็งแรง แต่เป็นเพราะประทับอยู่ในเมืองหลวงจนเบื่อหน่าย รู้สึกจำเจยิ่งนักจึงอยากจะออกมาท่องเที่ยวดูบ้าง ทว่าในฐานะประมุขของแผ่นดิน หากจะเสด็จออกไปย่อมต้องมีผู้คนคอยขัดขวางห้ามปรามไม่น้อย ประกอบกับองค์ชายเจ็ดนั้นมีความเหมาะสมในการเป็นฮ่องเต้จริงๆ หากครองราชย์ย่อมต้องปรีชาสามารถกว่าไท่ซ่างหวงเป็นแน่ พระองค์จึงสละราชสมบัติด้วยความดื้อดึงเอาแต่ใจเสียอย่างนั้น
โชคดีที่ตอนนี้ฮ่องเต้องค์ใหม่มีความกตัญญูยิ่ง แม้จะได้เป็นฮ่องเต้แล้วก็ยังปฏิบัติต่อไท่ซ่างหวงเป็นอย่างดี ไท่ซ่างหวงจึงได้ใช้ชีวิตอิสระตามใจตนเองเสียเต็มที่
พระองค์เสด็จมาถึงหยางโจวได้หลายวันแล้ว โดยปลอมตัวเป็นคหบดีผู้มั่งคั่งออกท่องเที่ยว
วันนี้ประจวบเหมาะขณะประทับเสวยอาหารอยู่ในเหลาสุราพลางทอดพระเนตรความคึกคักของบ้านเมือง ทันทีที่มองลงไปยังเบื้องล่าง ก็ทรงเห็นอันหนิงเข้าพอดี
เพียงแวบเดียวที่เห็น ไท่ซ่างหวงก็ทรงรู้สึกว่าหลายปีที่ผ่านมานี้ทรงใช้ชีวิตได้สูญเปล่ายิ่งนัก
พระองค์ทรงมั่นใจว่าได้พานพบโฉมงามมานับไม่ถ้วน ยามนั้นสนมในวังหลังหลายนางล้วนมีสิริโฉมล่มเมือง ทว่าเมื่อนำมาเปรียบกับแม่นางผู้นี้ ทุกนางกลับหมองราศีกลายเป็นเพียงคนธรรมดาที่ไร้ราคาไปเสียสิ้น
แม้จะล่วงเข้าสู่วัยกลางคนแล้ว แต่เมื่อได้เห็นอันหนิงเดินทอดน่องอยู่บนถนน ไท่ซ่างหวงกลับรู้สึกหัวใจเต้นระรัว กระสับกระส่ายจนไม่อาจอยู่นิ่งได้
พระองค์ก็ไม่ทราบว่าเป็นเพราะเหตุใด รู้เพียงว่าปรารถนาจะสนทนากับแม่นางผู้นี้สักครา หากสามารถทำให้นางยินยอมติดตามกลับวังไปได้ด้วยก็คงจะดียิ่ง
ด้วยเหตุนี้ จึงเกิดเหตุการณ์ที่ทรงสั่งให้ขันทีข้างกายลงไปเชิญอันหนิงขึ้นมา
นี่เป็นเพราะพระองค์ทรงเป็นฮ่องเต้มานานจนชินกับอำนาจที่สั่งคำไหนต้องเป็นคำนั้น
ประกอบกับอันหนิงเองก็ไม่ใช่สตรีธรรมดาสามัญ ไม่เช่นนั้นนางคงจะนึกว่าพระองค์เป็นพวกอันธพาลที่คิดจะฉุดคร่าหญิงชาวบ้านเป็นแน่
ในยามนี้ ไท่ซ่างหวงจ้องมองอันหนิงด้วยแววตาเปี่ยมด้วยความปีติ "แม่นาง เชิญนั่งก่อน"
อันหนิงนั่งลงที่ฝั่งตรงข้ามอย่างผ่าเผย "ท่านน้า ท่านเรียกข้ามามีธุระอันใดหรือ?"
เพียงคำว่า "ท่านน้า" คำเดียว ทำเอาไท่ซ่างหวงหน้าเปลี่ยนสีไปในทันใด
พระองค์ทรงสูดลมหายใจเข้าลึกๆอยู่หลายคราเพื่อระงับอารมณ์ จากนั้นถึงกับทรงรินน้ำชาให้อันหนิงด้วยพระหัตถ์ของพระองค์เอง
อันหนิงก็ไม่ได้เกรงใจ นางยกขึ้นดื่มในทันที
ไท่ซ่างหวงทอดพระเนตรท่าทางที่ดูเปิดเผยผ่าเผยของอันหนิงแล้ว ก็ทรงรู้สึกพึงพอใจไปเสียทุกอย่าง
"ตัวข้ามีนามว่าเซียวหยวน เมื่อครู่ได้พบแม่นางก็เกิดความพึงใจ... ไม่ทราบว่าเจ้าออกเรือนแล้วหรือยัง หรือมีการหมั้นหมายกับผู้ใดไว้บ้างหรือไม่?"
พระองค์ทรงถามเช่นนั้น แม้ภายนอกจะดูสุภาพอ่อนโยน ทว่าในใจกลับคิดว่า หากนางมีการหมั้นหมายไว้จริง พระองค์ก็จะทรงทำลายงานหมั้นนั้นเสียให้ย่อยยับ
อันหนิงหลุดหัวเราะออกมา
นางคิดไม่ถึงจริงๆว่าองค์ชายสามในอดีตจะมีชื่อว่าเซียวหยวน
ในตอนนั้นอันหนิงเพิ่งจะมาถึงยุคสมัยนี้ได้ไม่นาน จิตใจมุ่งแต่จะสะสางปัญหาของจวนจงหยงโหว จึงไม่ได้ใส่ใจสืบเสาะเรื่องราวในราชวงศ์เลย
ทว่านึกไม่ถึงว่า ตนเองจะคลาดกับเซียวหยวนมานานปีถึงเพียงนี้