เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

บทที่ 329 ข้าคือฮูหยินเฒ่าแห่งจวนโหว (18)

บทที่ 329 ข้าคือฮูหยินเฒ่าแห่งจวนโหว (18)

บทที่ 329 ข้าคือฮูหยินเฒ่าแห่งจวนโหว (18)


อันหนิงมองเซียวหยวนด้วยสายตาเจ้าเล่ห์กึ่งยิ้มกึ่งบึ้ง "ท่านพูดเช่นนี้ มิกลัวว่าข้าจะมองท่านเป็นพวกบุรุษเสเพลหน้าไม่อายหรือเจ้าคะ?"

เพียงประโยคเดียวทำเอาไท่ซ่างหวงผู้ล่วงสู่วัยกลางคนถึงกับหน้าแดงก่ำ

เขาครองราชย์มานานกว่ายี่สิบปี ยามนี้ฐานันดรศักดิ์สูงส่งถึงเพียงนี้ เดิมทีคิดว่าจิตใจสงบนิ่งดั่งสายน้ำ ไม่หวั่นไหวกับผู้ใดหรือเรื่องใดอีกแล้ว ทว่ายามเผชิญหน้ากับอันหนิง เขากลับยังรู้สึกประหม่าและไม่เป็นตัวของตัวเองเสียอย่างนั้น

"เจิ้... ข้ามิได้มีเจตนาจะล่วงเกินแม่นาง"

ไท่ซ่างหวงอธิบายอย่างลนลาน "เพียงแต่... ใจข้านั้นพึงพอใจแม่นางยิ่งนัก"

"แล้วถ้าข้าบอกว่าข้ามีคู่หมั้นคู่หมายแล้วเล่า?"

อันหนิงหยิบผลไม้แห้งบนโต๊ะมาเคี้ยวเล่น พลางเอ่ยถามด้วยน้ำเสียงอู้อี้ในลำคอ

ทันทีที่คำนี้หลุดออกมา แววตาของไท่ซ่างหวงพลันฉายแววดุดันอำมหิตขึ้นมาวูบหนึ่ง "หมั้นหมายกับคนบ้านไหน?"

อันหนิงหัวเราะพลางส่ายหน้า "ข้าเย้าท่านเล่นน่ะเจ้าค่ะ ข้ามิได้มีพันธะหมั้นหมายกับผู้ใด เพียงแต่..."

วันนี้อารมณ์ของไท่ซ่างหวงช่างขึ้นลงราวกับน้ำป่า เขาจ้องอันหนิงตาไม่กะพริบ "เพียงแต่อะไร?"

อันหนิงหัวเราะร่วนจนผลไม้แห้งในมือกระจายเต็มโต๊ะ "เพียงแต่ข้าเคยออกเรือนมาแล้ว ทว่าวาสนาสั้นสามีตายจาก ยามนี้ข้าเป็นหม้ายเจ้าค่ะ"

เรื่องนี้ไท่ซ่างหวงกลับไม่ได้ใส่ใจแม้แต่น้อย

เขาระบายยิ้มออกมา "ไม่เป็นไร ยามนี้หญิงหม้ายแต่งใหม่มีออกถมไป ไม่ทราบว่าฮูหยินยินดีจะร่วมผูกวาสนาครองคู่กับข้าหรือไม่?"

รอยยิ้มบนหน้าอันหนิงเลือนหายไป นางมองไท่ซ่างหวงด้วยสีหน้าจริงจัง "ท่านหมายความว่าจะแต่งข้าเป็นภรรยาหรือ?"

ไท่ซ่างหวงพยักหน้า

อันหนิงยิ่งเพิ่มความจริงจังมากขึ้น "เราต้องพูดให้ชัดเจนก่อนนะเจ้าคะ ว่าคือ 'ตบแต่ง' ไม่ใช่ 'รับไว้เป็นสนม' หากจะตบแต่งก็ต้องเป็นภรรยาเอก ต้องใช้เกี้ยวแปดคนหาม หามเข้าประตูใหญ่ไปอย่างสมเกียรติ"

"เรื่องนั้นย่อมเป็นไปตามนั้นแน่นอน"

โธ่เอ๋ย... สวรรค์เบื้องบน

กงกงอู๋ หัวหน้าขันทีผู้ปรนนิบัติอยู่ข้างกายไท่ซ่างหวงถึงกับตกใจจนวิญญาณแทบหลุดจากร่าง

ไท่ซ่างหวงจะแต่งภรรยาเอก?

เช่นนั้น... แต่งเข้ามาไม่กลายเป็นไท่ซ่างหวงโฮ่วหรอกหรือ?

ในวังก็มีไท่ซ่างหวงโฮ่วประทับอยู่คนหนึ่งแล้วนะ นี่... ถ้ามีฮองเฮาของอดีตจักรพรรดิสองคน... เรื่องคงได้วุ่นวายกันทั้งแผ่นดินแน่

ยิ่งยามนี้ฝ่าบาทองค์ปัจจุบันขึ้นครองราชย์แล้ว อยู่ดีๆไท่ซ่างหวงไปคว้าผู้หญิงกลับมาแต่งงานด้วยแบบนี้ เท่ากับหาแม่มาเพิ่มให้ฝ่าบาทอีกคนชัดๆ ไท่ซ่างหวงขอรับ ท่านควรจะตรึกตรองให้จงหนักนะขอรับ

กงกงอู๋วิตกกังวลไปร้อยแปด แต่กลับไม่กล้าปริปาก

นิสัยของไท่ซ่างหวงนั้นดื้อรั้น หากตัดสินใจสิ่งใดแล้ว ใครพูดอย่างไรก็ไม่เคยฟัง

อันหนิงกวาดสายตามองไท่ซ่างหวงตั้งแต่หัวจรดเท้า "ข้าดูจากอายุของท่านแล้ว ที่บ้านคงจะมีทั้งลูกทั้งเมียแล้วกระมัง หากท่านจะแต่งข้า แล้วลูกเมียที่บ้านจะจัดการอย่างไรเจ้าคะ?"

เรื่องนี้...

ไท่ซ่างหวงเพิ่งนึกขึ้นได้ว่าที่บ้านยังมีไท่ซ่างหวงโฮ่วอยู่อีกคนจริงๆ

ทว่านางไม่ใช่ภรรยาเอกดั้งเดิม เดิมทีเป็นเพียงพระสนมชั้นผินเท่านั้น เพียงแต่ภายหลังองค์ชายเจ็ดขึ้นครองราชย์จึงสถาปนานางเป็นไท่ซ่างหวงโฮ่ว

เมื่อเห็นไท่ซ่างหวงอึกอัก อันหนิงก็แสร้งทำสีหน้าโกรธจัด นางตบโต๊ะเสียงดังปังแล้วลุกขึ้นยืน "ท่านเห็นข้าเป็นของเล่นหรืออย่างไร! ในเมื่อที่บ้านมีลูกมีเมียอยู่แล้ว ยังจะมาเอ่ยเรื่องตบแต่งข้าอีก ช่างเกินไปจริงๆ ท่านมันคน..."

นางทำท่าทางโกรธหัวฟัดหัวเหวี่ยงแล้วหันหลังจะเดินจากไป

ไท่ซ่างหวงตกใจแทบสิ้นสติ รีบเข้าไปขวางหน้าอันหนิงไว้ "แม่นาง แม่นางโปรดหยุดก่อน"

อันหนิงชะงักเท้า แต่ความโกรธบนหน้ายังไม่คลาย "แม้ข้าไม่ได้มาจากตระกูลใหญ่โต แต่ก็รู้ความว่าต้องรักษาคำสัตย์ คนที่ให้สัญญาง่ายๆ แต่กลับทำไม่ได้ ดีแต่หลอกลวงสตรีตัวเล็กๆอย่างท่าน ข้าไม่ขอร่วมทางด้วยเด็ดขาด!"

ระหว่างที่พูด อันหนิงยังแถมลูกถีบเข้าที่หน้าแข้งไท่ซ่างหวงไปทีหนึ่ง "คนอย่างท่าน ข้าขอเรียกว่า 'ไอ้ผู้ชายเฮงซวย'!"

ไท่ซ่างหวงเจ็บจนตัวงอ อันหนิงอาศัยจังหวะนั้นรีบชิ่งหนีไปทันที

"รีบตามไปสิ!"

ไท่ซ่างหวงแผดเสียงด่ากงกงอู่ด้วยความร้อนรน "มัวยืนบื้ออยู่ทำไม! ถ้าปล่อยให้แม่นางนั้นหนีไปได้ ข้าจะบั่นหัวเจ้าเสีย!"

กงกงอู๋รีบสั่งให้องครักษ์เงาแอบตามอันหนิงไปเพื่อดูว่านางไปที่ใด

หลังจากสั่งการเสร็จเขาก็รีบเข้ามาประคองไท่ซ่างหวง "ท่าน โธ่... แม่นางนั้นดูท่าจะรับมือยากเพียงนั้น ท่านจะไปหาเรื่องใส่ตัวทำไมขอรับ ในวังหลังพระสนมไท่เฟยไท่ผินก็มีตั้งมากมาย แต่ละนางก็สิริโฉมงดงาม ท่านยังไม่พอใจอีกหรือ ต่อให้เบื่อแล้ว หญิงงามทั่วหล้านี้ก็มีออกถมไป..."

ไท่ซ่างหวงกริ้วจนผลักกงกงอู๋ออก "นั่นคือคนที่ข้าถูกตาต้องใจยิ่งนัก หากไม่ใช่นาง ข้าก็ไม่ปรารถนาผู้ใดอีก!"

กงกงอู๋ได้แต่ถอนหายใจ จะให้เขาพูดอย่างไรได้เล่า

อันหนิงกลับถึงจวนผู้ตรวจการด้วยความโมโห

ประจวบเหมาะกับที่ถังเพ่ยมาหานางพอดี เมื่อเห็นนางกลับมาด้วยใบหน้าบึ้งตึงปานจะกินเลือดกินเนื้อ จึงรีบเข้าไปสอบถาม "ย่าทวด ท่านเป็นอะไรไปหรือขอรับ ใครรังแกท่านหรือ?"

อันหนิงนั่งลงกรอกน้ำชาเย็นชืดเข้าปากหนึ่งอึกใหญ่ ก่อนจะเริ่มบ่นระบายใส่ถังเพ่ยชุดใหญ่ "วันนี้ข้าออกไปข้างนอกมา เจอเรื่องพิลึกเข้าจนได้ เดินอยู่ดีๆก็มีผู้ชายที่ไหนไม่รู้โผล่มาบอกว่าชอบข้า บอกว่าตกหลุมรักตั้งแต่แรกเห็น อยากจะแต่งงานกับข้า ถามว่าข้าหมั้นหรือยัง ข้าก็เลยบอกว่ายัง แต่ข้าเป็นหม้าย เขาก็บอกว่าไม่รังเกียจ ยืนกรานจะแต่งข้าให้ได้ ไอ้ข้าก็นึกว่าเขาจะจริงใจที่ไหนได้ พอถามไปถามมา ที่บ้านมีเมียมีลูกอยู่แล้ว เจ้าคิดดูสิ คนพรรค์นี้มันใช้ได้ที่ไหน!"

"เอ๊ะ?"

ถังเพ่ยตกใจจนอ้าปากค้าง

เขาคิดไม่ถึงว่าอันหนิงจะไปเจอเรื่องแบบนี้เข้า

พอกวาดสายตามองอันหนิงอีกครั้ง เขาถึงเพิ่งตระหนักได้ว่ายามนี้ย่าทวดของเขาดูเหมือนแม่นางวัยสะพรั่งเพียงยี่สิบปีเท่านั้น มิหนำซ้ำยังงดงามหมดจดหาตัวจับยาก ไม่น่าเล่าแค่เดินเที่ยวเล่นถึงได้ดึงดูดพวกบุรุษเสเพลให้เข้ามาพัวพัน

จากนั้นถังเพ่ยก็เริ่มโมโหตาม "ไอ้คนถ่อยนั่นอยู่ที่ไหน! ข้าจะไปคิดบัญชีกับมัน!"

"ก็ที่เหลาสุราเถาหรานจวีนั่นไง"

อันหนิงกรอกน้ำชาอีกอึก "หน้าตาก็ดูดีอยู่หรอก ท่าทางก็เหมือนผู้ดีมีสกุล ใครจะไปรู้ว่าเป็นไอ้ผู้ชายเฮงซวย"

"เหลาสุราเถาหรานจวี..."

ถังเพ่ยกัดฟันกรอด เตรียมจะพรวดพราดออกไปข้างนอก

ทว่าในตอนนั้นเอง สวี่เต๋อก็วิ่งหน้าตาตื่นมาหา

เขาก้าวเข้าประตูมาด้วยท่าทางลนลาน รีบถามอันหนิงทันที "แม่นางซุน วันนี้ท่านออกไปข้างนอกได้ไปเจอใครเข้าหรือเปล่าขอรับ?"

อันหนิงไม่ปิดบัง "ก็เจอไอ้ผู้ชายเฮงซวยคนหนึ่งน่ะสิ ที่บ้านมีเมียมีลูกอยู่แล้วแท้ๆ ยังจะมาบอกว่าจะแต่งข้า ข้าทนไม่ไหวเลยถีบยอดหน้าแข้งมันไปทีหนึ่ง"

สีหน้าของสวี่เต๋อเปลี่ยนไปเปลี่ยนมาราวกับถังสีที่คว่ำใส่กัน

อันหนิงสะบัดข้อมือแล้วลุกขึ้นยืน "ทำไม หรือว่ามันตามมาถึงที่นี่?"

สวี่เต๋อพยักหน้าอย่างฝืดเคือง

"มันอยู่ที่ไหน!"

อันหนิงกับถังเพ่ยโพล่งถามออกมาพร้อมกัน

สวี่เต๋อชี้มือไปทางห้องโถงด้านหน้า

เขายังไม่ทันจะพูดอะไร ทั้งสองคนก็วิ่งหายลับไปแล้ว

สวี่เต๋อกุมขมับด้วยความปวดหัว "นั่นมัน... นั่นมันไท่ซ่างหวงนะโว้ยยย สวรรค์..."

เขารีบวิ่งตามออกไปทันที

อันหนิงแบกความโกรธแค้นเต็มอกก้าวเข้าสู่ห้องโถงหน้า ทันทีที่เข้าประตูไปนางก็ถกแขนเสื้อขึ้นเตรียมจะฟาดคน "ไอ้คนชั่ว! เจ้าล้อข้าเล่นครั้งหนึ่งแล้วยังไม่พอ ยังกล้าตามมารังควานถึงที่บ้านอีกหรือ!"

ส่วนของถังเพ่ยนั้นพุ่งตัวเข้าไปนานแล้ว

กงกงอู๋ตกใจแทบสิ้นสติ รีบถลาเข้าไปขวางด้านหน้าเพื่อกันถังเพ่ยไว้

ถังเพ่ยใช้มือข้างเดียวหิ้วคอเสื้อเขาจนตัวลอยขึ้นมา

"หยุดก่อน หยุดมือเดี๋ยวนี้!"

สวี่เต๋อวิ่งกวดมาสุดชีวิตทว่ายังคงช้าไปก้าวหนึ่ง พอเข้าประตูมาเห็นทั้งสองฝ่ายปะทะกันก็ถึงกับหน้าถอดสีด้วยความหวาดกลัว

ถังเพ่ยปรายตามองสวี่เต๋อแวบหนึ่ง

สวี่เต๋อรีบเข้าไปช่วยแกะตัวกงกงอู๋ออกมา

จากนั้นสวี่เต๋อก็ทรุดตัวลงคุกเข่าต่อหน้าไท่ซ่างหวง "กระหม่อมถวายบังคมไท่ซ่างหวง ขอพระองค์ทรงพระเจริญหมื่นปี..."

ถังเพ่ยยืนอึ้ง มองบุรุษที่มีแววตาพิโรธผู้นั้นอย่างโง่งม "ท่านคือไท่ซ่างหวงหรือ?"

ไท่ซ่างหวงยิ่งกริ้วหนักกว่าเดิม จ้องมองถังเพ่ยด้วยสายตาหึงหวง "แล้วเจ้าเป็นใครกัน!"

ไม่อาจโทษที่ไท่ซ่างหวงจะหึงหวง เพราะถังเพ่ยพุ่งเข้ามาทำตัววู่วาม ดูจะโกรธแค้นยิ่งกว่าอันหนิงเสียอีก มองปราดเดียวก็รู้ว่าเขากับอันหนิงมีความสัมพันธ์ที่ไม่ธรรมดา

อีกทั้งพอยืนคู่กับอันหนิง คนหนึ่งหล่อเหลาคนหนึ่งงดงามประดุจกิ่งทองใบหยก อายุอานามก็ดูไล่เลี่ยกัน ช่างดูเหมาะสมกันยิ่งนัก

ไท่ซ่างหวงปักใจเชื่อไปแล้วว่าเขากับอันหนิงต้องมีใจปฏิพัทธ์ต่อกันแน่

สวี่เต๋อรีบดึงตัวถังเพ่ยให้คุกเข่าลง "ไท่ซ่างหวงโปรดระงับโทสะ นี่คือถังเพ่ย จอหงวนคนใหม่... เขา... เขา ไม่ได้มีเจตนาจะล่วงเกินพะยะค่ะ"

ถังเพ่ยไม่ได้มีความเกรงกลัวเลยสักนิด เขาเอ่ยอย่างเดือดดาล "ข้าตั้งใจล่วงเกินนั่นแหละ ต่อให้ท่านเป็นถึงไท่ซ่างหวง ก็ไม่ควรเที่ยวมาเกี้ยวพาราสีสตรีกลางถนนเช่นนี้!"

ไท่ซ่างหวงปรายตามองถังเพ่ยด้วยสายตาเย็นชา ในใจจดบัญชีแค้นฝากไว้ให้เขาเรียบร้อยแล้ว

เขากลับมามองอันหนิงอีกครั้ง "คนผู้นี้เป็นอะไรกับเจ้า?"

มีหรือที่อันหนิงจะไม่รู้ว่าไท่ซ่างหวงกำลังคิดอะไรอยู่

นางเกรงว่าถังเพ่ยจะเสียเปรียบ จึงรีบออกตัวปกป้องหลานชาย "นี่คือหลานชายของข้าเจ้าค่ะ"

เอ๊ะ?

คราวนี้ถึงตาไท่ซ่างหวงกับสวี่เต๋อที่ต้องอึ้งไปตามๆกัน

ถังเพ่ยเชิดหน้าค้านขึ้นมาทันที "ไม่ใช่ขอรับ"

ไท่ซ่างหวงหรี่ตาลง แววตาดูทะมึนหนักกว่าเดิม

ถังเพ่ยเอ่ยต่อ "เป็นเหลนต่างหาก ข้าจะไปอยู่รุ่นเดียวกับท่านพ่อได้อย่างไร"

กงกงอู๋ที่ยืนอยู่ด้านข้าง ยามนี้ไม่รู้จะหัวเราะหรือร้องไห้ดี

สวี่เต๋อถึงกับทรุดลงนั่งแหมะกับพื้น มองถังเพ่ยแล้วถามว่า "พ่อหลานชาย นี่มันเรื่องอะไรกันแน่?"

ถังเพ่ยไม่รู้จะตอบอย่างไรดี จึงโยนเรื่องไปให้อันหนิง "ท่านถามนางดูเถิด"

ไท่ซ่างหวง สวี่เต๋อ และกงกงอู๋ ต่างจ้องเขม็งไปที่อันหนิงเป็นตาเดียว

อันหนิงลากเก้าอี้มานั่งลงอย่างใจเย็น

นางชี้ไปที่ถังเพ่ยแล้วเอ่ยเสียงเรียบ "ย่าทวดของเขาคือพี่สาวของข้าเองเจ้าค่ะ"

สวี่เต๋อปวดหัวตุบ เขาพยายามคำนวณลำดับญาติของถังเพ่ย แล้วคำนวณอายุของท่านหญิงผู้เฒ่าแห่งจวนจงหยงโหว "ท่านพูดอะไรอย่างนั้น... หากท่านย่าทวดยังมีชีวิตอยู่ยามนี้ก็คงอายุเจ็ดสิบแปดสิบแล้ว นางเป็นพี่สาวท่าน แล้วนี่มันจะนับญาติกันยังไงก็ไม่ถูกนะขอรับ"

อันหนิงตอบอย่างราบเรียบเป็นที่สุด "ข้าเป็นลูกหลงน่ะสิเจ้าคะ ท่านพ่อมีพี่สาวข้าตอนอายุสิบกว่าๆ แต่มามีข้าตอนอายุหกสิบกว่าๆ ช่องว่างระหว่างเราเลยห่างกันตั้งสี่สิบกว่าปี อีกอย่าง ข้าอายุไม่ใช่น้อยๆแล้วนะเจ้าคะ ปีนี้ข้าก็สามสิบกว่าแล้ว"

พอคำนวณแบบนี้ มันก็ดูสมเหตุสมผลขึ้นมาจริงๆ

สวี่เต๋อหันไปมองถังเพ่ย

ถังเพ่ยได้สติ ในใจนึกเลื่อมใสยิ่งนัก คิดไม่ถึงว่าจะมีวิธีการเล่นแง่แบบนี้ด้วย ท่านย่าทวดช่างมีกลเม็ดแพรวพราวร้อยแปดจนคนตามไม่ทันจริงๆ

หากถังเพ่ยอยู่ในยุคปัจจุบัน เขาคงอยากจะบอกว่า เส้นทางที่ยาวไกลที่สุดในชีวิตก็คือ "แผนการของท่านย่าทวด" นั่นเอง

ถังเพ่ยพยักหน้าให้สวี่เต๋อ เป็นเชิงยืนยันว่าสิ่งที่อันหนิงพูดคือความจริง

สวี่เต๋อรีบทำความเคารพอันหนิงทันที "ผู้น้อยคารวะท่านย่าเล็ก"

ไท่ซ่างหวงที่ถูกทิ้งให้เป็นส่วนเกินเริ่มเรียกร้องความสนใจ

เขาเคาะโต๊ะเสียงดัง "ข้าไม่สนว่าพวกเจ้าเป็นญาติฝ่ายไหน ข้ามีเรื่องอยากจะคุยกับแม่นางซุนเป็นการส่วนตัว พวกเจ้าสองคนออกไป"

สวี่เต๋อมองอันหนิงด้วยความกังวล

อันหนิงโบกมือให้ถังเพ่ยกับสวี่เต๋อ "เอาเถิด พวกเจ้าออกไปก่อน"

ทั้งสองคนจึงค่อยๆลุกขึ้นแล้วเดินออกไป

กงกงอู๋เห็นท่าไม่ดีจึงรีบตามออกไปด้วย พร้อมกับช่วยปิดประตูให้เสร็จสรรพ

ไท่ซ่างหวงลุกขึ้นเดินมาหยุดอยู่ข้างกายอันหนิง

พอได้มองใกล้ๆ เขายิ่งรู้สึกว่านางช่างถูกตาต้องใจเหลือเกิน

ลมฤดูใบไม้ผลิพัดโชยมาจากหน้าต่าง ทำปอยผมของอันหนิงตกลงมาปรกหน้า ไท่ซ่างหวงอยากจะเอื้อมมือไปทัดผมให้นางทว่ากลับไม่กล้า

เขาทำได้เพียงลดเสียงต่ำลง เอ่ยด้วยน้ำเสียงกึ่งอ้อนวอนว่า "ข้าไม่ได้ล้อเล่น และไม่ได้มีเจตนาจะหยอกเย้าเจ้า ข้าตั้งใจจะแต่งงานกับเจ้าจริงๆ ภรรยาเอกของข้าตายจากไปนานแล้ว หลังจากนั้นข้าก็ไม่เคยตั้งใครเป็นฮองเฮาอีกเลย ส่วนไท่ซ่างหวงโฮ่วในวังยามนี้ ข้าไม่ได้เป็นคนแต่งตั้ง แต่เป็นลูกชายข้าแต่งตั้งขึ้นมาเอง เดิมทีนางเป็นเพียงสนมชั้นผิน ข้าเพียงแต่เห็นแก่หน้าลูกชายจึงยอมให้แต่งตั้งไป ทว่าในใจข้าไม่เคยนับว่านางเป็นภรรยาเอกเลยแม้แต่นิดเดียว"

อันหนิงกวาดสายตามองไท่ซ่างหวง สีหน้าดูครุ่นคิด

ไท่ซ่างหวงประหม่าจนเริ่มลอบกลืนน้ำลาย

ผ่านไปเนิ่นนาน อันหนิงจึงเอ่ยปาก "ตามความหมายของท่าน คือจะสถาปนาข้าเป็นไท่ซ่างหวงโฮ่วหรือเจ้าคะ?"

"อืม"

ไท่ซ่างหวงพยักหน้า

"เช่นนั้นข้าต้องเข้าวังตามราชประเพณีของไท่ซ่างหวงโฮ่ว ข้าต้องนั่งรถม้าหงส์เข้าทางประตูหลักของพระราชวัง และหลังจากเข้าวังไปแล้ว... หากข้าเข้าวัง ท่านห้ามโปรดปรานพระสนมหรือนางบำเรอคนใดอีก แม้แต่ไท่ซ่างหวงโฮ่วคนนั้นก็ไม่ได้"

"ตกลง"

ไท่ซ่างหวงยิ้มออกมา เป็นรอยยิ้มที่สดใสและเบิกบานยิ่งนัก "ข้ารับปากเจ้า นับแต่นี้ไป ข้าจะมีเพียงเจ้าผู้เดียว"

อันหนิงนึกอยู่ครู่หนึ่ง "ท่านมีตำหนักสวนนอกวังบ้างหรือไม่?"

"มี ข้ามีตำหนักสวนอยู่หลายแห่ง"

อันหนิงกลอกตาไปมา แววตาดูเจ้าเล่ห์ซุกซนยิ่งนัก "ถ้าอย่างนั้นข้าจะไปอยู่ที่นั่น และท่านก็ต้องไปอยู่ที่นั่นกับข้าด้วย ข้าไม่อยากอยู่ในวังเห็นท่านรายล้อมด้วยเหล่านางสนมพวกนั้น"

ข้อเสนอนี้ช่างถูกใจไท่ซ่างหวงยิ่งนัก เขาตอบรับพร้อมรอยยิ้มทันที

"ท่านต้องเขียนสัญญาลงเป็นลายลักษณ์อักษรด้วยนะเจ้าคะ พูดปากเปล่าไม่มีหลักฐาน ต้องมีตัวอักษรยืนยัน"

อันหนิงถือโอกาสยื่นเงื่อนไขต่อทันที

จบบทที่ บทที่ 329 ข้าคือฮูหยินเฒ่าแห่งจวนโหว (18)

คัดลอกลิงก์แล้ว