- หน้าแรก
- แผนการตบหน้าฉบับมืออาชีพ
- บทที่ 314 ข้าคือฮูหยินเฒ่าแห่งจวนโหว (3)
บทที่ 314 ข้าคือฮูหยินเฒ่าแห่งจวนโหว (3)
บทที่ 314 ข้าคือฮูหยินเฒ่าแห่งจวนโหว (3)
อันหนิงพักฟื้นร่างกายต่ออีกร่วมครึ่งเดือน ในช่วงครึ่งเดือนนี้ นอกจากนางจะแช่น้ำยาแล้ว ยังปรุงยาลูกกลอนมารับประทานเพิ่มอีกด้วย ประกอบกับทุกวันในช่วงกลางวันนางมักจะออกมาเดินยืดเส้นยืดสายในลานเรือนอยู่หลายรอบ ผ่านไปครึ่งเดือน อันหนิงที่เดิมทีร่อแร่จวนเจียนจะสิ้นใจ ยามนี้กลับมาสดใสมีชีวิตชีวาอีกครั้ง
พี่น้องถังต่างพากันดีใจ ทว่าถังซ่งซื่อกลับไม่อาจยินดีด้วยได้เลยสักนิด ลับหลังนางก่นด่าอันหนิงไปไม่รู้กี่ครั้งต่อกี่ครั้ง ทั้งแช่งว่าเป็นนังแก่หนังเหนียวบ้างล่ะ ยายเฒ่าปีศาจบ้างล่ะ
ยามที่ถังซ่งซื่อแต่งเข้ามาในจวน แม่สามีของเจ้าของร่างเดิมยังคงมีชีวิตอยู่ นางต้องเริ่มปรนนิบัติในฐานะหลานสะใภ้ ชีวิตจึงไม่ได้ราบรื่นดั่งใจนัก สาเหตุหลักเป็นเพราะยามนั้นใต้หล้าเพิ่งสงบสุข อันหนิงและถังฟางต่างก็ยุ่งรัดตัวจนไม่ค่อยได้อยู่ติดบ้าน ถังซ่งซื่อจึงต้องรับหน้าที่ดูแลท่านย่าสามีเพียงลำพัง
ท่านย่าสามีของร่างเดิมไม่ใช่คนที่จะรับมือได้ง่ายๆ แต่เพราะร่างเดิมนั้นมีเรี่ยวแรงมหาศาล อีกทั้งยังมีผลงานความดีความชอบยิ่งใหญ่และมีบรรดาศักดิ์ติดตัว แม่สามีจึงไม่กล้าหาเรื่องบีบคั้นนาง เช่นนั้นแล้ว ความอัดอั้นตันใจทั้งหลายจึงถูกไประบายลงที่ตัวถังซ่งซื่อแทน
ถังซ่งซื่อต้องทนรองรับอารมณ์อยู่นานหลายปี กว่าจะเฝ้ารอจนท่านย่าสามีตายจากไปได้ ทว่าพอสิ้นท่านย่าสามีไปไม่ทันไร ท่านหญิงผู้เฒ่าก็ส่งคืนตราทัพกลับมาพักผ่อนที่บ้านพอดี นางจึงต้องหันมาปรนนิบัติแม่สามีต่อ เรียกได้ว่าไม่มีวันไหนที่ได้อยู่อย่างสงบสุขเลย นางจึงเฝ้ารอให้แม่สามีตายเหมือนกับที่เคยเฝ้ารอท่านย่าสามี คอยแช่งชักหักกระดูกอยู่ในใจทุกวัน ขอให้อันหนิงรีบตายไปเสียเร็วๆ เพื่อที่นางจะได้ขึ้นมาเป็นใหญ่ในบ้านเสียที
ทั้งที่มองดูแล้วอย่างไรอันหนิงก็ไม่น่าจะรอด แต่พอนางดีใจได้ไม่ถึงสองวัน อีกฝ่ายกลับลุกขึ้นมาเดินเหินได้ใหม่ แถมยังดูแข็งแรงบึกบึนยิ่งกว่าตัวนางเสียอีก ถังซ่งซื่อได้แต่คิดในใจว่าเกรงว่านางตายไปแล้วอันหนิงก็คงยังไม่ตาย ด้วยเหตุนี้นางจึงเอาแต่ปั้นหน้าบึ้งตึงอยู่ตลอดเวลา
หลังจากที่ร่างกายดีขึ้นแล้ว อันหนิงก็เริ่มตรึกตรองถึงภารกิจของนาง นางไม่รู้จริงๆว่าความปรารถนาของเจ้าของร่างเดิมคืออะไร จึงได้แต่เดินสำรวจไปทั่วจวนเพื่อดูว่าจวนจงหยงโหวแห่งนี้ยังมีส่วนใดที่บกพร่องอยู่อีกบ้าง
แล้วอันหนิงก็พบว่า บุตรชายทั้งสองของนางนั้นแม้จะมีความกตัญญูและซื่อสัตย์เป็นเลิศ แต่กลับขาดแคลนสติปัญญาและความสามารถ อีกทั้งสะใภ้ทั้งสองคนก็ไม่ใช่คนดีเด่อะไรนัก
ถังซ่งซื่อนั้นเป็นคนใจแคบและวิสัยทัศน์สั้นเขลา วันๆรู้จักแต่เรื่องตบตีชิงดีชิงเด่นในเรือนหลัง ไม่ประสีประสาในราชกิจของราชสำนักแม้แต่น้อย มิหนำซ้ำยังเป็นสตรีที่จิตใจอำมหิตผิดมนุษย์
ยามนี้ถังติ้งกั๋วและถังซ่งซื่อมีบุตรชายสองคนและบุตรสาวหนึ่งคน ซึ่งทั้งสามล้วนเกิดจากถังซ่งซื่อ นอกจากกลุ่มนี้แล้ว ยังมีบุตรสาวที่เกิดจากอนุอีกสองคน ทว่าถังติ้งกั๋วกลับไม่มีบุตรชายที่เกิดจากอนุเลยแม้แต่คนเดียว มิหนำซ้ำอนุภรรยาที่ให้กำเนิดบุตรสาวทั้งสองนั้นต่างก็ด่วนจากไปตั้งแต่เนิ่นๆ หากจะบอกว่าเรื่องนี้ไม่มีเงื่อนงำจากฝีมือของถังซ่งซื่อแล้วล่ะก็ อันหนิงย่อมไม่มีทางเชื่อเด็ดขาด
ส่วนถังหยางซื่อ แม้จะไม่ได้อำมหิตเท่าถังซ่งซื่อ แต่ก็ไม่ใช่คนใจคอกว้างขวางนัก เมื่อมีสะใภ้เช่นนี้และบุตรชายเช่นนั้น ดูอย่างไรก็ไม่มีทีท่าว่าจะค้ำจุนจวนโหวให้อยู่รอดต่อไปได้เลย
อันหนิงหันไปพิจารณาพวกหลานๆ ก็พบว่าไม่มีดีเลยสักคน หลานชายสายตรงถูกอบรมมาให้เป็นคนซื่อสัตย์ก็จริง แต่กลับไร้ความสามารถ ส่วนหลานชายสายรองก็ขลาดเขลาเบาปัญญาดั่งหนู ส่วนหลานสาวสายรองแต่ละคนก็กิริยาท่าทางดูต่ำต้อยไร้สง่าราศี ไม่สมกับเป็นคุณหนูในตระกูลโหวแม้แต่น้อย
จะมีก็เพียงหลานสาวคนเล็กที่พอดูเข้าทีอยู่บ้าง แต่เพราะนางยังเด็กเกินไปนัก จึงไม่อาจมองเห็นอนาคตที่แน่นอนได้ หลังจากพิจารณาเด็กๆเหล่านี้แล้ว อันหนิงก็ได้แต่ลอบทอดถอนใจ หากนางสิ้นใจไป คนกลุ่มนี้ย่อมไม่มีทางรักษาจวนโหวเอาไว้ได้เป็นแน่
นอกจากจะพิจารณาเหล่าลูกหลานแล้ว ในช่วงหลายวันมานี้อันหนิงยังเดินสำรวจดูฮวงจุ้ยของจวนโหวอีกด้วย เพียงพิจารณาดู นางก็พบปัญหาเข้าจนได้ นางไม่คาดคิดมาก่อนเลยว่าฮวงจุ้ยของจวนโหวแห่งนี้จะถูกใครบางคนลอบวางอุบายไว้ แม้ภายนอกทั้งจวนจะดูโอ่อ่าสง่างาม ทว่าอันหนิงที่ผ่านภพชาติมานับไม่ถ้วนและเป็นถึงระดับปรมาจารย์ด้านฮวงจุ้ย เพียงเดินสำรวจดูรอบสองรอบก็นัยน์ตาแจ่มแจ้งเห็นจุดบกพร่องทันที
ในสระน้ำที่สวนหลังบ้านไม่รู้ว่าถูกฝัง ‘สิ่งอัปมงคล’ ใดไว้ ทำให้ทั้งจวนโหวถูกปกคลุมไปด้วยกลิ่นอายอัปมงคลที่แผ่ซ่านออกมาอย่างไม่ขาดสาย แม้แต่ต้นไม้ไม่กี่ต้นในสวนหลังบ้านก็มีปัญหา มิหนำซ้ำฮวงจุ้ยที่เรือนหลักซึ่งอันหนิงอาศัยอยู่ก็ยังมีจุดบกพร่อง
อันหนิงมองออกทันทีว่าปัญหาฮวงจุ้ยของจวนจงหยงโหวนั้นย่อมต้องมีผู้ใดจงใจสร้างขึ้น ปัญหาเหล่านี้เพิ่งจะก่อตัวขึ้นได้เพียงสามสี่ปี เห็นได้ชัดว่าหลังจากใต้หล้าสงบและพวกเขาเลื่อนฐานะย้ายเข้ามาอยู่ ก็มีคนลอบวางแผนการเอาไว้แล้ว และคนที่ลงมือยังมีความเชี่ยวชาญสูงยิ่ง หากเป็นคนธรรมดาทั่วไป ย่อมไม่มีทางมองเห็นความผิดปกติของฮวงจุ้ยเหล่านี้ได้เลย
หลังจากมองออก อันหนิงก็ใช้เวลาหลายวันวาดแผนผังของจวนจงหยงโหวทั้งหมดออกมา พร้อมทั้งคำนวณอย่างละเอียดว่าฮวงจุ้ยที่ถูกบิดเบือนไปจะส่งผลร้ายต่อคนในจวนอย่างไรบ้าง ผลการคำนวณสุดท้ายชี้ว่า ด้วยฮวงจุ้ยของจวนประกอบกับนิสัยใจคอของผู้คนที่อาศัยอยู่ที่นี่ ในอนาคตจวนจงหยงโหวคงต้องพบกับจุดจบอันว่างเปล่า 'เหลือเพียงผืนแผ่นดินอันขาวโพลนที่แสนสะอาดตา' เป็นแน่
อันหนิงเข้าใจในทันที ร่างเดิมคงปรารถนาจะปกป้องจวนจงหยงโหวเอาไว้ ไม่ต้องการให้ลูกหลานของนางต้องเผชิญกับคราวเคราะห์
ภายหลัง ยามที่ถังซ่งซื่อมาคารวะเพื่อยกน้ำชา อันหนิงก็ได้ลอบพิจารณาโหงวเฮ้งใบหน้าของนางด้วย แม้ชาตินี้จะมีวาสนาได้เสวยสุขในกองเงินกองทอง ทว่ากลับมีชะตาลิขิตให้ตายอย่างไร้ผืนดินกลบหน้า อันหนิงดีดนิ้วคำนวณดูจึงพบว่า สาเหตุหลักที่ทำให้จวนจงหยงโหวต้องล่มจมนั้น แท้จริงแล้วอยู่ที่ตัวถังซ่งซื่อผู้นี้นี่เอง
ด้วยเหตุนี้ อันหนิงจึงเริ่มมองถังซ่งซื่อด้วยสายตาที่ไม่สบอารมณ์นัก
ครั้นถึงวันที่ถังติ้งกั๋วและน้องชายมาคำนับเพื่อเยี่ยมเยียน อันหนิงก็ได้ลองพิจารณาโหงวเฮ้งและตรวจดวงชะตาของสองพี่น้องอีกครั้ง แล้วก็น่าตกใจที่พบว่าทั้งคู่ต่างก็มีเกณฑ์อายุสั้นด้วยกันทั้งสิ้น
มิหนำซ้ำ โหงวเฮ้งของถังหยางซื่อยังปรากฏดวงชะตาที่ต้องอยู่อย่างโดดเดี่ยวไร้คู่อีกด้วย
อันหนิงยิ่งรู้สึกตระหนกในใจยิ่งขึ้น
นางตรึกตรองอยู่หลายวัน จนกระทั่งคิดหาหนทางหนึ่งออกมาได้
วันนี้เป็นวันประชุมขุนนางครั้งใหญ่ จักรพรรดิองค์ปัจจุบันคือจักรพรรดิเจี้ยนหยวน ผู้ทรงเป็นโอรสสวรรค์ลำดับที่สองแห่งราชวงศ์ต้าจิ้ง
พระองค์ทรงเป็นจักรพรรดิที่ขยันขันแข็ง ยามนี้ยังอยู่ในช่วงวัยฉกรรจ์ที่กำลังวังชาเหลือล้น ทุกครั้งที่มีการประชุมขุนนางครั้งใหญ่ พระองค์จะเสด็จออกว่าราชการแต่เช้าตรู่เสมอ
ในวันประชุมขุนนางครั้งใหญ่นี้ ขณะที่เหล่าขุนนางบุ๋นและบู๊ต่างเดินเรียงแถวเข้ามาดั่งฝูงปลา จักรพรรดิเจี้ยนหยวนก็ทรงสังเกตเห็นจุดหนึ่งที่ผิดแปลกไป
พระองค์ทรงชี้ไปยังกลุ่มขุนนางเบื้องล่าง “ฮูหยินจงหยงโหวเหตุใดจึงมาที่นี่ได้?”
ใช่แล้ว อันหนิงเดินทางมาเข้าเฝ้าในที่ประชุมขุนนางด้วย
อันหนิงสวมชุดขุนนางเต็มยศ ยืนตระหง่านอยู่ท่ามกลางเหล่าขุนนางฝ่ายบู๊ ซึ่งดูสะดุดตายิ่งนัก
นางก้าวออกมาเบื้องหน้าหนึ่งก้าว “หม่อมฉันได้รับพระราชทานบรรดาศักดิ์จากจักรพรรดิผู้ก่อตั้ง แม้หลายปีมานี้จะไม่ได้ยุ่งเกี่ยวกับเรื่องราวทางโลก ทว่าหม่อมฉันก็ยังคงเป็นขุนนางของราชสำนัก ย่อมสามารถเข้าร่วมการประชุมขุนนางได้เพคะ”
จักรพรรดิเจี้ยนหยวนถึงทรงนึกขึ้นได้ว่า ฮูหยินจงหยงโหวผู้นี้แท้จริงแล้วก็มีบรรดาศักดิ์ในตัว และยังเป็นถึงท่านโหวหญิงอีกด้วย
พระองค์ทรงแย้มพระสรวล “เป็นเราที่เลินเล่อไปเอง ทว่ามิรู้ว่าท่านโหวจงอี้มีเรื่องสำคัญประการใดหรือ?”
อันหนิงยิ้มบางๆ “หม่อมฉันมาเข้าเฝ้าในวันนี้ เพียงเพื่อทูลขอเรื่องส่วนตัวเรื่องหนึ่งเพคะ”
“โอ้?” จักรพรรดิเจี้ยนหยวนเริ่มทรงรู้สึกสนพระทัย “เรื่องอันใดกัน ลองว่ามาเถิด”
อันหนิงยื่นฎีกาขึ้นไป หลังจากจักรพรรดิเจี้ยนหยวนทรงกวาดพระเนตรอ่านจบก็ทรงนิ่งเงียบไปครู่ใหญ่ “เพียงเพื่อเรื่องนี้รึ?”
อันหนิงพยักหน้า “เพคะ หม่อมฉันมีบุตรชายเพียงสองคน บุตรชายคนโตสืบทอดบรรดาศักดิ์จงหยงโหวจากสามีของหม่อมฉันแล้ว ส่วนบรรดาศักดิ์ที่ติดตัวหม่อมฉันอยู่นี้ ย่อมปรารถนาจะให้บุตรชายคนรองเป็นผู้สืบทอด หม่อมฉันจึงถวายฎีกาเพื่อทูลขอในเรื่องนี้เพคะ”
จักรพรรดิเจี้ยนหยวนทรงนิ่งเงียบไปอีกครั้ง
ครู่หนึ่ง พระองค์จึงตรัสออกมาว่า “อนุญาตตามฎีกา”
อันหนิงยิ้มรับแล้วถอยกลับไปประจำที่
ขุนนางจำนวนมากในท้องพระโรงเริ่มพากันอิจฉาพี่น้องตระกูลถังขึ้นมา
เวลาผ่านมาเนิ่นนานจนขุนนางหลายคนลืมเลือนไปแล้วว่าอันหนิงยังมีบรรดาศักดิ์ติดตัวอยู่ พวกเขาเคยคิดว่าในบรรดาพี่น้องตระกูลถัง บุตรชายคนโตได้สืบทอดบรรดาศักดิ์โหวไปแล้ว ส่วนคนรองที่เป็นคนไร้ความสามารถ ยามพ่อแม่ยังมีชีวิตอยู่ก็คงพออยู่ได้ แต่หากท่านโหวและฮูหยินสิ้นไปแล้ว เกรงว่าชีวิตหลังจากนั้นคงจะลำบาก
ใครจะไปนึกว่าฮูหยินจงหยงโหวจะเล่นไม้ข้างเคียงเช่นนี้ ถึงขั้นเดินทางมาเข้าเฝ้าเพื่อทูลขอพระราชทานบรรดาศักดิ์ให้บุตรชายคนรองด้วยตนเอง
ทว่าเหตุผลของนางนั้นช่างชอบธรรมยิ่งนัก จนไม่มีผู้ใดกล้าคัดค้านได้เลย
สามีภรรยาตระกูลถังต่างก็มีบรรดาศักดิ์ และต่างก็สามารถส่งต่อให้ทายาทสืบทอดได้ ในเมื่อบุตรชายคนโตสืบทอดตำแหน่งจงหยงโหวไปแล้ว ย่อมไม่อาจยกตำแหน่งจงอี้โหวให้เขาซ้ำซ้อนได้อีก เช่นนั้นตำแหน่งจงอี้โหวก็มีเพียงบุตรชายคนรองเท่านั้นที่จะสืบทอดได้
หากจะบอกว่าไม่ให้คนรองสืบทอด เช่นนั้นจะหมายความว่าตำแหน่งจงอี้โหวนี้สิ้นสุดลงแค่นี้ ไม่สามารถส่งต่อให้ผู้ใดได้อีกอย่างนั้นหรือ? แล้วความน่าเชื่อถือของราชสำนักจะไปอยู่ที่ไหน?
อีกทั้งตำแหน่งจงอี้โหวนี้ไม่ได้ลอยมาจากฟ้า แต่มันคือผลงานที่ท่านโหวหญิงใช้เลือดและหยาดเหงื่อเข้าแลกมาจากการรบพุ่งด้วยดาบและหอก
ขุนนางที่ยืนอยู่ในท้องพระโรงยามนี้ บางคนก็เคยได้รับการช่วยชีวิตจากอันหนิงมาก่อน บางคนก็มีบิดาหรือปู่ที่เคยถูกอันหนิงช่วยชีวิตไว้
อย่าว่าแต่ผู้อื่นเลย แม้แต่จักรพรรดิผู้ก่อตั้งก็ยังเคยถูกอันหนิงช่วยชีวิตเอาไว้เช่นกัน
บัดนี้จักรพรรดิเจี้ยนหยวนขึ้นครองราชย์สืบต่อมา ย่อมต้องคำนึงถึงบุญคุณในส่วนนี้ด้วย
อันหนิงยืนอยู่อีกด้านหนึ่ง นางเฝ้ารออย่างอดทนจนเลิกประชุมขุนนาง จึงค่อยๆเดินกลับบ้านอย่างไม่รีบร้อน
เท้านางเพิ่งจะก้าวเข้าจวนไปได้ไม่นาน ขันทีผู้เชิญพระราชโองการก็เดินทางตามมาถึงทันที
จากนั้น ทั้งจวนจงหยงโหวก็วุ่นวายกันยกใหญ่
มีการจัดตั้งโต๊ะเครื่องหอม เปิดประตูใหญ่ของจวนต้อนรับ และคุกเข่ารอรับพระราชโองการอย่างสมเกียรติ
ครั้นขันทีผู้เชิญพระราชโองการอ่านเนื้อความจบ ถังเป่ากั๋วก็ถึงกับตกตะลึงจนทำอะไรไม่ถูก
ไม่ใช่เพียงถังเป่ากั๋วที่อึ้งไป แม้แต่ถังติ้งกั๋วก็พลอยอึ้งไปด้วย
ส่วนถังหยางซื่อที่คุกเข่าอยู่ด้านหลังนั้น แทบจะสิ้นสติไปด้วยความดีใจจนตัวสั่น
อันหนิงรับพระราชโองการมา พร้อมทั้งมอบของกำนัลให้ขันทีและออกไปส่งแขกด้วยตนเอง
เมื่อหมุนตัวกลับมา นางก็เรียกบุตรชายทั้งสองและสะใภ้ทั้งสองมาที่เรือนหลักทันที
ถังเป่ากั๋วเมื่อเห็นหน้าอันหนิงก็ตื่นเต้นจนตัวสั่น “ท่านแม่... ลำบากท่านแม่ต้องคอยเป็นธุระจัดการให้ลูกแล้วขอรับ”
อันหนิงยิ้มบางๆ “ข้ามีบุตรชายเพียงสองคน หากไม่ห่วงใยพวกเจ้าแล้วจะให้ไปห่วงผู้ใด?”
ครั้นทั้งสี่คนนั่งลงเรียบร้อย อันหนิงก็เอ่ยขึ้นว่า “ยามนี้พวกเจ้าพี่น้องต่างก็มีบรรดาศักดิ์โหวติดตัวกันทั้งคู่แล้ว เจ้ารองเองก็กำลังจะมีจวนโหวเป็นของตนเอง เช่นนั้นข้าจะขอตัดสินใจ... ให้พวกเจ้าแยกบ้านกันเสียตั้งแต่วันนี้เถิด”
ทันทีที่ได้ยินคำว่าแยกบ้าน สองพี่น้องก็ทรุดตัวลงคุกเข่าดังพึ่บ “ท่านแม่ จะแยกบ้านได้อย่างไรขอรับ? ต่อให้ลูกๆจะอกตัญญูเพียงใด ก็มิอาจ... มิอาจแยกบ้านกันในขณะที่ท่านแม่ยังมีชีวิตอยู่ได้นะขอรับ!”