เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

บทที่ 315 ข้าคือฮูหยินเฒ่าแห่งจวนโหว (4)

บทที่ 315 ข้าคือฮูหยินเฒ่าแห่งจวนโหว (4)

บทที่ 315 ข้าคือฮูหยินเฒ่าแห่งจวนโหว (4)


พี่น้องถังร้องไห้โฮจนฟ้าดินสะเทือน

ทว่าอันหนิงกลับไม่หวั่นไหว "โตขนาดนี้แล้วยังจะมาร้องไห้อีก ไม่รู้จักอายบ้างหรือไร"

รอจนสองพี่น้องหยุดร้อง อันหนิงจึงกล่าวต่อ "เดิมทีราชสำนักควรจะมอบจวนโหวให้บ้านเราสองหลัง แต่พ่อของพวกเจ้าเป็นคนอย่างไรพวกเจ้าก็รู้ดี เขาค่อนข้างหัวโบราณและคิดว่าเราสามีภรรยาจะแยกกันอยู่ไม่ได้ ต้องอยู่ด้วยกันเสมอ จึงขอรับไว้เพียงหลังเดียว เวลาผ่านไปหลายปี คนในเมืองหลวงแทบจะลืมไปแล้วว่าข้าเองก็มีบรรดาศักดิ์ ยามนี้ข้าจึงต้องทวงสิ่งที่ควรเป็นของบ้านเรากลับคืนมา เมื่อราชสำนักมอบจวนจงอี้โหวให้แล้ว จะไม่มีคนบ้านเราย้ายเข้าไปอยู่ได้อย่างไร เช่นนี้ย่อมไม่ดีแน่"

ถังติ้งกั๋วและถังเป่ากั๋วนิ่งเงียบไป

สิ่งที่อันหนิงกล่าวมานั้นมีเหตุผลยิ่ง

ในเมื่อที่บ้านมีบรรดาศักดิ์โหวถึงสองตำแหน่ง เหตุใดจึงไม่รับไว้?

ต่อให้ไม่รับ ก็คงไม่มีใครจดจำความถ่อมตัวของบ้านพวกเขา มีแต่จะหาว่าบ้านพวกเขาโง่เง่าเสียมากกว่า

ยามนี้เมื่อบ้านมีจวนโหวสองหลัง ย่อมต้องมีคนเข้าไปอยู่อาศัย การแยกบ้านจึงเป็นเรื่องจำเป็น

เมื่ออันหนิงเห็นว่าลูกชายจอมทื่อทั้งสองเข้าใจความหมายและผลได้ผลเสียชัดเจนแล้ว จึงหัวเราะออกมา "วันนี้ข้าจะตัดสินใจเรื่องแยกบ้านให้พวกเจ้า พวกเจ้าไม่มีความเห็นคัดค้านใช่หรือไม่?"

สองพี่น้องรีบส่ายหน้า "ไม่มีความเห็นขอรับ"

อันหนิงหันไปมองสะใภ้ทั้งสอง "แล้วพวกเจ้าเล่า เต็มใจหรือไม่?"

"เต็มใจเจ้าค่ะ"

ซ่งซื่อและหยางซื่อรีบพยักหน้ารับ

ยามนี้ทั้งคู่ต่างก็ปรารถนาจะแยกบ้านใจจะขาด เพราะหากแยกบ้านแล้ว ตนเองจะได้ขึ้นเป็นใหญ่ในเรือนเสียที

"ในเมื่อพวกเจ้าไม่มีใครคัดค้าน เช่นนั้นเรื่องนี้ข้าขอเป็นคนตัดสิน แยกบ้านกันเสียตั้งแต่วันนี้เลย เจ้าใหญ่... เจ้าไปเชิญแม่ทัพเฒ่ากู่มา ให้เขามาช่วยเป็นพยานให้หน่อย"

ถังติ้งกั๋วได้ยินดังนั้นก็รีบออกไปเชิญแม่ทัพเฒ่ากู่ทันที

อันหนิงหันไปสั่งถังเป่ากั๋ว "เจ้ารอง... เจ้าไปเชิญท่านปู่สามที่อยู่ถนนหลังบ้านมาที"

ครอบครัวของถังฟางมีประชากรไม่มากนัก เขาเป็นบุตรโทน มีเพียงน้องสาวคนเดียวที่พลัดพรากกันไปในช่วงสงครามและหาไม่พบอีกเลย

ท่านปู่สามผู้นี้แท้จริงแล้วไม่ได้มีความสัมพันธ์ทางสายเลือดใกล้ชิดกับตระกูลถังนัก เป็นเพียงเพื่อนบ้านในหมู่บ้านเกิดของถังฟาง เนื่องจากตอนที่ถังฟางยังเด็กเคยได้รับความช่วยเหลือจากเขา หลังจากถังฟางมียศถาบรรดาศักดิ์จึงได้รับท่านปู่สามเข้าทำเนียบตระกูล และสนับสนุนให้ครอบครัวเขามาตั้งรกรากในเมืองหลวง นับเป็นผู้อาวุโสในตระกูลคนหนึ่ง

ถังเป่ากั๋วรีบวิ่งออกไปทันที

เนื่องจากบ้านของท่านปู่สามอยู่ใกล้ แม้ถังเป่ากั๋วจะออกไปทีหลัง แต่กลับประคองท่านปู่สามเข้าประตูบ้านมาได้เป็นคนแรก

เมื่ออันหนิงเห็นท่านปู่สามก็รีบลุกจากเก้าอี้เพื่อทำความเคารพ "คารวะท่านอาสามเจ้าค่ะ"

"นั่งลงเถิด นั่งลง"

ท่านปู่สามอายุไม่น้อยแล้ว แต่ยังดูแข็งแรง ที่สำคัญคือสติปัญญายังแจ่มใสและเป็นคนเที่ยงธรรม

เขาก้าวเข้าประตูมาก็หัวเราะร่า "แม่หนูสะใภ้ถัง เจ้าเรียกข้ามามีธุระอันใดรึ"

ถังเป่ากั๋วประคองท่านปู่สามให้นั่งลง อันหนิงยิ้มตอบ

เดิมนางนั่งอยู่ที่ตำแหน่งประธาน แต่ยามนี้เมื่อท่านปู่สามนั่งที่ตำแหน่งอาวุโสฝั่งตะวันตก นางจึงขยับมานั่งเก้าอี้ตัวที่สองฝั่งตะวันออกเพื่อแสดงความเคารพต่อผู้อาวุโส

"วันนี้เชิญท่านมาเพื่อเป็นพยานการแยกบ้านให้เจ้าเด็กทึ่มทั้งสองคนเจ้าค่ะ"

ท่านปู่สามพยักหน้า "ควรแยกอยู่หรอก"

ตอนเดินมาเขาก็ฟังถังเป่ากั๋วเล่าเรื่องที่จักรพรรดิเจี้ยนหยวนแต่งตั้งให้เป็นจงอี้โหวแล้ว จึงเข้าใจดีว่าเหตุใดอันหนิงถึงต้องการแยกบ้าน

"ก็นั่นน่ะสิเจ้าคะ ท่านเป็นผู้ใหญ่ในบ้าน ในตระกูลถังทั้งหมดไม่มีใครมีความรู้และประสบการณ์มากไปกว่าท่านอีกแล้ว ข้าจึงเชิญท่านมาช่วยเป็นพยาน" อันหนิงกล่าวเยินยอท่านปู่สาม "แม้ลูกชายทั้งสองของข้าจะกตัญญูยิ่งนัก ต่อให้ข้าตัดสินใจแยกบ้านเองพวกเขาก็คงไม่ขัดข้อง แต่ข้าเป็นคนยึดถือในกฎระเบียบ ตามหลักการแล้วย่อมต้องมีพยานรู้เห็นถึงจะถูก"

ท่านปู่สามหัวเราะเสียงดัง "ได้! วันนี้ข้าจะช่วยเป็นพยานให้เจ้าเอง แล้วเจ้าวางแผนในใจไว้หรือยังล่ะ?"

อันหนิงปรายตามองถังเป่ากั๋วและหยางซื่อแวบหนึ่ง "ตามหลักการทั่วไป การแยกบ้านย่อมมีกฎเกณฑ์ บุตรชายคนโตควรได้รับทรัพย์สมบัติเจ็ดส่วน บุตรชายคนรองได้สามส่วน"

ถังเป่ากั๋วยังคงมีสีหน้าปกติ เขาคิดว่านี่เป็นเรื่องที่ควรจะเป็น ทุกบ้านก็แยกกันเช่นนี้

หยางซื่อแม้จะรู้สึกเสียเปรียบอยู่บ้าง แต่ก็ไม่ได้ปริปากบ่น

อันหนิงจึงรู้ได้ว่า แม้หยางซื่อจะชอบคิดเล็กคิดน้อยไปบ้าง แต่ในเรื่องใหญ่ยังถือว่าใช้ได้

ตรงกันข้ามกับซ่งซื่อที่เผยสีหน้ายินดีออกมาอย่างปิดไม่มิด

ท่านปู่สามมองไปที่อันหนิง "เจ้าคงไม่ได้ตั้งใจจะทำตามนั้นใช่หรือไม่?"

อันหนิงยิ้มตอบ "ท่านเดาใจข้าถูกแล้วเจ้าค่ะ บ้านเราไม่เหมือนบ้านอื่น ลูกคนโตสืบทอดบรรดาศักดิ์ของท่านโหวคนเก่า ข้าจึงตั้งใจจะยกทรัพย์สินทั้งหมดของจวนจงหยงโหวนี้ให้เขาคนเดียว"

ถังเป่ากั๋วตกใจจนหน้าถอดสี มองไปยังอันหนิงอย่างไม่เชื่อสายตา ส่วนหยางซื่อเองก็เริ่มมีท่าทีลนลานด้วยความร้อนใจ

"แล้วเจ้ารองเล่า" ท่านปู่สามเอ่ยถามด้วยน้ำเสียงราบเรียบไม่เร่งร้อน "นี่เจ้าคิดจะให้เจ้ารองออกจากบ้านไปตัวเปล่าหรืออย่างไร"

อันหนิงส่ายหน้า "จะเป็นไปได้อย่างไรกันเจ้าคะ ไม่ว่าเจ้าใหญ่หรือเจ้ารองต่างก็เป็นลูกที่ข้าคลอดมาเองกับมือ ข้าไม่มีเหตุผลที่จะลำเอียงรักใครมากกว่าใคร ในเมื่อเจ้ารองสืบทอดบรรดาศักดิ์จงอี้โหวของข้า เช่นนั้นทรัพย์สมบัติที่ข้าเก็บหอมรอมริบมาตลอดหลายปีนี้ย่อมต้องตกเป็นของเขาทั้งหมด ท่านอาสามเห็นควรด้วยหรือไม่เจ้าคะ"

ยามนี้ถังเป่ากั๋วตื่นเต้นจนเนื้อเต้น สีหน้ายินดีของเขาชัดเจนจนใครก็มองออก ส่วนซ่งซื่อนั้นสีหน้ากลับดูย่ำแย่ลงทันตา

คนทั้งจวนโหวต่างรู้ดีว่าในมือของอันหนิงมีของดีเก็บไว้มากมาย ทรัพย์สินส่วนตัวของนางนั้นไม่ได้ด้อยไปกว่าท่านโหวจงหยงเลยแม้แต่น้อย การแบ่งบ้านเช่นนี้ของอันหนิงจึงไม่ต่างจากการแบ่งสมบัติออกเป็นสองส่วนเท่าๆกันให้บุตรชายทั้งสอง ซึ่งนับว่ายุติธรรมยิ่งนัก ทว่าสำหรับซ่งซื่อแล้วกลับรู้สึกว่าเสียเปรียบ เพราะเดิมทีนางควรจะได้ส่วนแบ่งถึงเจ็ดส่วน แต่ยามนี้กลับได้เพียงห้าส่วนเท่านั้น

ติดที่ถังติ้งกั๋วไม่ได้อยู่ที่นี่ ซ่งซื่อแม้จะมีความเห็นคัดค้านก็ไม่กล้าเอ่ยออกมาต่อหน้าถังเป่ากั๋วและท่านปู่สาม ไม่นานนักถังติ้งกั๋วก็เชิญแม่ทัพกู่มาถึง เสียงของแม่ทัพกู่ดังนำมาก่อนที่ตัวจะก้าวพ้นประตูเสียอีก "ฮ่า ๆ... น้องสะใภ้ เจ้ามีธุระร้อนใจอันใดถึงได้รีบตามตัวข้ามาเช่นนี้"

สิ้นเสียง ชายชราผู้มีร่างกายสูงใหญ่บึกบึนก็ก้าวเข้ามาในห้อง อันหนิงลุกขึ้นต้อนรับ "ข้าตั้งใจจะแยกบ้านให้เจ้าใหญ่กับเจ้ารอง เลยอยากเชิญท่านพี่และท่านอาสามมาช่วยเป็นพยานให้เจ้าค่ะ"

แม่ทัพกู่ทิ้งตัวลงนั่ง "เรื่องนี้นับว่าดี ได้! ข้าจะเป็นพยานให้เจ้าเอง"

อันหนิงจึงทวนสิ่งที่เพิ่งกล่าวกับท่านปู่สามให้ฟังอีกรอบ แม่ทัพกู่นิ่งเงียบไปครู่หนึ่ง ก่อนจะปรายตามองถังติ้งกั๋ว "เจ้าเล่า คิดเห็นอย่างไร"

ถังติ้งกั๋วยิ้มพลางตอบ "สุดแท้แต่ท่านแม่จะตัดสินใจขอรับ" ซ่งซื่อร้อนใจจนนั่งไม่ติด พยายามดึงรั้งแขนเสื้อของถังติ้งกั๋วไม่หยุด ทว่าถังติ้งกั๋วกลับแสร้งทำเป็นไม่สนใจนาง

ในเมื่อบุตรชายทั้งสองไม่มีข้อคัดค้าน อันหนิงจึงสั่งให้บ่าวไพร่ยกหีบที่บรรจุสมุดบัญชีและโฉนดที่ดินสองหีบเข้ามา นางชี้ไปยังหีบใบหนึ่ง "นี่คือทรัพย์สินที่ท่านโหวล่วงลับเหลือทิ้งไว้ให้"

ถังติ้งกั๋วและถังเป่ากั๋วเปิดหีบออก แม่ทัพกู่และท่านปู่สามจึงขยับเข้าไปดูใกล้ ๆ ในหีบใบใหญ่นั้นอัดแน่นไปด้วยสมุดบัญชีและโฉนดที่ดินสารพัดประเภท

อันหนิงตรวจสอบของเหล่านี้ไว้ล่วงหน้าแล้วจึงแจกแจงได้ละเอียดยิบ "ในนี้มีที่ดินส่วนตัวที่เจียงหนานสองหมื่นมู่ ที่ดินพระราชทานจากความดีความชอบที่มณฑลตะวันออกอีกหนึ่งหมื่นกว่ามู่ นอกจากนี้ยังมีจวงจื่ออีกหลายแห่งที่พ่อของเจ้าหาซื้อไว้แถบชานเมืองหลวงในช่วงหลายปีมานี้ อีกทั้งยังมีร้านค้าทั้งในเมืองหลวงและเจียงหนาน ห้างร้านที่เจียงหนานสิบแปดแห่ง ในเมืองหลวงอีกสิบห้าแห่ง เงินสดในรูปแบบตั๋วเงินอีกสามแสนตำลึง ตั๋วทองอีกสี่หมื่นตำลึง ส่วนที่เหลือก็กองอยู่ในคลัง ทั้งหมดนี้เป็นของเจ้าใหญ่"

ถังติ้งกั๋วมองดูสมุดบัญชีและโฉนดที่ดินเต็มหีบนั้นแล้วพลันรู้สึกใจสั่นสะท้าน เขาพอรู้อยู่บ้างว่าในคลังส่วนกลางมีของสะสมอยู่มาก ไม่ว่าจะเป็นเครื่องเรือนขนาดใหญ่ โบราณวัตถุ เครื่องประดับอัญมณีเต็มหีบ รวมถึงของเก่าและภาพเขียนพู่กันจีน ซึ่งรวมๆแล้วก็น่าจะมีมูลค่าหลายล้านตำลึง แต่เขานึกไม่ถึงเลยว่าท่านแม่จะยังเก็บงำของดีไว้มากมายถึงเพียงนี้

เขาแอบชำเลืองมองอันหนิงแวบหนึ่ง ก่อนจะหันไปมองถังเป่ากั๋ว "ท่านแม่ขอรับ ของเหล่านี้... มันมิมากไปหน่อยหรือ แล้วทางน้องรอง..." เมื่อเห็นว่าตนได้ทรัพย์สมบัติมากมายขนาดนี้ เขาย่อมรู้สึกสงสารและเป็นห่วงถังเป่ากั๋วขึ้นมา คิดว่าหากสมบัติทางฝั่งน้องรองมีน้อย ตนก็อยากจะแบ่งปันไปให้บ้าง

อันหนิงหัวเราะร่า "ย่อมต้องมีของดีเก็บไว้ให้เจ้ารองของเจ้าอยู่แล้ว" นางเดินไปเปิดหีบอีกใบด้วยตนเอง "นี่คือสิ่งที่แม่เก็บสะสมมาหลายปี ของในนี้ไม่ได้ยิ่งหย่อนไปกว่าของเจ้าใหญ่เลย เพียงแต่ที่ดินสองหมื่นมู่อยู่ที่มณฑลทางเหนือ ทั้งยังมีป่าเขาอีกหนึ่งหมื่นมู่ ที่ดินพระราชทานที่เจียงหนานอีกหนึ่งหมื่นมู่ ห้างร้านทางมณฑลใต้อีกสิบแห่ง และยังมีเรือสำเภาอีกหลายลำสำหรับทำการค้าแถบทะเลใต้ ตั๋วเงินสดมีอยู่ห้าแสนตำลึง แต่ไม่มีตั๋วทอง นอกจากนี้แม่ยังมีคลังเก็บของส่วนตัวอีกแห่งหนึ่ง แต่อยู่นอกจวน ไว้วันพรุ่งแม่จะพาเจ้ารองไปตรวจสอบดู"

ยิ่งเอ่ยออกมา อันหนิงก็ยิ่งรู้สึกนับถือเจ้าของร่างเดิมยิ่งนัก หญิงชราผู้นี้ช่างชาญฉลาดเหลือเกิน ทรัพย์สมบัติที่นางเก็บงำไว้นั้น แม้แต่ถังฟางเองก็ยังไม่ทราบรายละเอียดแน่ชัด สมัยที่เกิดสงคราม แม้ถังฟางจะช่วงชิงของมีค่ามาได้มากมาย แต่ตัวนางเองก็กวาดมาไม่ใช่น้อย เช่นไรเสีย 'ทรัพย์สงคราม' ก็เป็นสิ่งที่ได้มาง่ายที่สุด นางเก็บสมบัติที่หามาได้ไว้ส่วนตัว และไม่เคยบอกใครตลอดหลายปีที่ผ่านมา

อันหนิงยังคิดอีกว่า หากนางไม่ได้มาเข้าร่างนี้แล้วหญิงชราต้องลาโลกไปเสียก่อน ของพวกนี้ก็คงไม่มีใครล่วงรู้ และบุตรชายทั้งสองก็อาจจะต้องห้ำหั่นชิงดีชิงเด่นกันเพื่อบรรดาศักดิ์และทรัพย์สินที่หลงเหลืออยู่ในจวนจนตาแดงเดือดเป็นแน่

จบบทที่ บทที่ 315 ข้าคือฮูหยินเฒ่าแห่งจวนโหว (4)

คัดลอกลิงก์แล้ว