- หน้าแรก
- ทะลุมิติมาเป็นขุนนางเจ้าเล่ห์สร้างเมือง
- บทที่ 13 - ไอ้ลูกทรพี! ข้าจะเฆี่ยนเจ้าให้ตาย
บทที่ 13 - ไอ้ลูกทรพี! ข้าจะเฆี่ยนเจ้าให้ตาย
บทที่ 13 - ไอ้ลูกทรพี! ข้าจะเฆี่ยนเจ้าให้ตาย
บทที่ 13 - ไอ้ลูกทรพี! ข้าจะเฆี่ยนเจ้าให้ตาย
ผ่านไปชั่วครู่ หลี่หยวนจ้าวก็เดินเข้ามาในอุทยานหลวงอย่างระมัดระวัง ด้านหลังมีหลิวจินที่กำลังหอบแฮกๆ เดินตามมาติดๆ
จักรพรรดิจิ่งตี้ค่อยๆ เงยพระพักตร์ขึ้นมอง ก็เห็นว่าหลี่หยวนจ้าวดูอ้วนขึ้นมาเล็กน้อย ทั้งร่างแสดงสีหน้าไร้เดียงสาสุดๆ
ไอ้ลูกทรพีคนนี้ก็เป็นแบบนี้แหละ! ปกติก็ชอบทำตัวกำเริบเสิบสานไม่เห็นหัวใคร แต่พอรู้ตัวว่าจะถูกลงโทษ ก็มักจะทำหน้าตาน่าสงสารแบบนี้ ราวกับว่าตัวเองถูกรังแกมาอย่างหนักหนาสาหัสอย่างไรอย่างนั้น
ในอดีต ด้วยความที่พระองค์ทรงตามใจรัชทายาท ไม้นี้ก็เลยมักจะใช้ได้ผลเสมอ
แต่ครั้งนี้... ไม่เหมือนเดิมแล้ว!
เป็นถึงผู้สำเร็จราชการแทน กลับกล้าทำเรื่องเหลวไหลถึงเพียงนี้! ปล่อยไว้แบบนี้ต่อไป ไม่แคล้วคงได้พลิกฟ้าคว่ำแผ่นดินแน่!?
ฝ่ายหลิวจินยิ่งมีสภาพดูไม่ได้ ขาทั้งสองข้างสั่นพั่บๆ น้ำตาคลอเบ้าวนเวียนไปมา ราวกับว่าวินาทีต่อไปมันจะทะลักออกมาอย่างนั้นแหละ
เมื่อเห็นสภาพเช่นนั้น จักรพรรดิจิ่งตี้ก็ยังคงประทับนิ่งเงียบ เพียงแต่ใช้สายตาอันเย็นชาจ้องมองทั้งสองคน
หลี่หยวนจ้าวฝืนยิ้มเจื่อนๆ กลืนน้ำลายดังเอื๊อก แล้วเอาแต่ก้มหน้างุด
หลิวจินเองก็คุกเข่าเอาศีรษะแนบพื้น แทบอยากจะมุดดินหนีไปเสียเดี๋ยวนี้
เนิ่นนานผ่านไป เมื่อเห็นว่ายังไม่มีใครปริปากพูด หลี่หยวนจ้าวก็ค่อยๆ เงยหน้าขึ้นอย่างกล้าๆ กลัวๆ ทว่ากลับต้องเผชิญกับสายตาอันเต็มไปด้วยรังสีอำมหิตของจักรพรรดิจิ่งตี้อีกครั้ง
หลี่หยวนจ้าวคุกเข่าลงดังตุ้บ เสียงสั่นเครือเอ่ยว่า "ลูก... สมควรตายหมื่นครั้งพ่ะย่ะค่ะ..."
ทั่วทั้งอุทยานหลวงตกอยู่ในความเงียบสงัดจนน่ากลัว ในเวลานี้แม้แต่เสียงนกร้องก็ยังเงียบหายไป
มีเพียงเสียงหอบหายใจหนักๆ ของหลิวจินที่ดังขึ้นอย่างต่อเนื่อง
หลี่หยวนจ้าวแอบด่าในใจ ไอ้สุนัขรับใช้คนนี้ หายใจเสียงดังอะไรปานนี้! กะจะให้ข้าตกใจตายเลยหรือไง!?
ผ่านไปอีกพักใหญ่ ในที่สุดจักรพรรดิจิ่งตี้ก็ตรัสขึ้น ทว่ากลับไม่ได้ระเบิดอารมณ์กริ้วอย่างที่คิด น้ำเสียงกลับฟังดูราบเรียบเสียด้วยซ้ำ "รัชทายาทอยากเป็นแม่ทัพงั้นรึ? แถมยังบอกว่าข้าไปแย่งความดีความชอบของเจ้ามา ถ้าอย่างนั้น วันนี้เราพ่อลูกมาประลองฝีมือกันสักตั้งดีหรือไม่!?"
ตรัสจบ พระองค์ก็โยนท่อนไม้ขนาดใหญ่ในพระหัตถ์ไปตรงหน้าหลี่หยวนจ้าว
ท่อนไม้ร่วงกระแทกพื้นแล้วกระดอนขึ้นมาสองสามครั้ง
หลี่หยวนจ้าวรู้สึกหนาวสะท้านไปทั้งตัว เหงื่อเม็ดโป้งผุดพรายหยดแหมะลงมา
จากนั้นก็พูดตะกุกตะกักว่า "ลูกจะไปเป็นคู่มือของเสด็จพ่อได้อย่างไรพ่ะย่ะค่ะ ลูกยังเด็ก... ร่างกายยังเจริญเติบโตไม่เต็มที่เลยพ่ะย่ะค่ะ!"
จักรพรรดิจิ่งตี้ชะงักไปเล็กน้อย ไม่นึกเลยว่าลูกชายของตนในตอนนี้ นอกจากจะขวัญกล้าเทียมฟ้าแล้ว ยังรู้จักทำหน้าหนาไร้ยางอายอีกด้วย!
สีพระพักตร์ของพระองค์มืดครึ้มลงทันที ก่อนจะตรัสด้วยน้ำเสียงเย็นเยียบ "ดูท่าทางรัชทายาทจะประชวรหนักจริงๆ อากาศแบบนี้ยังอุตส่าห์สวมเสื้อผ้าหนาเตอะขนาดนี้"
หลี่หยวนจ้าวรีบตอบรับ "ใช่พ่ะย่ะค่ะ! ใช่พ่ะย่ะค่ะ... วันนี้ลูกติดไข้หวัด... เลยรู้สึกหนาวนิดหน่อยพ่ะย่ะค่ะ..."
จักรพรรดิจิ่งตี้ตวัดแส้ในมือทันที เกิดเสียงดังขวับแหวกอากาศ พร้อมกับตวาดกร้าว "เด็กๆ! จับไอ้เดรัจฉานนี่ถอดเสื้อผ้าออกให้หมด ข้าจะขอดูให้เต็มตา!"
องครักษ์ที่ยืนอยู่สองข้างลังเลอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนจะก้าวเข้าไปเริ่มถอดเสื้อผ้าของหลี่หยวนจ้าว
หลี่หยวนจ้าวทำท่าทางไม่ค่อยเต็มใจนัก แต่เมื่อเห็นสีพระพักตร์ของจักรพรรดิจิ่งตี้ ก็ยอมให้องครักษ์ถอดเสื้อผ้าแต่โดยดีอย่างเชื่องช้า
พอถอดเสื้อตัวนอกออก ก็พบว่าข้างในสวมเสื้อกันหนาวหนาเตอะทับไว้อีกชั้น พอปลดกระดุมเสื้อกันหนาวออก ด้านในกลับมีเสื้อซ้อนอยู่อีกชั้นหนึ่ง
ถอดออกติดต่อกันสามสี่ตัว ถึงได้เห็นเสื้อเชิ้ตตัวบางสีขาวที่อยู่ด้านในสุด
ตอนที่ถอดเสื้อตัวสุดท้ายออก แผ่นเหล็กชิ้นหนึ่งก็หล่นลงมากระแทกพื้นเสียงดังเคร้ง
จักรพรรดิจิ่งตี้ทอดพระเนตรด้วยความตกตะลึง ส่วนหลี่หยวนจ้าวก็ได้แต่ก้มหน้าด้วยความอับอาย
"ยังมีกางเกงอีก! ถอดออกให้หมด!"
หลี่หยวนจ้าวเริ่มทำท่าอิดออดไม่ยอมถอดกางเกงอีกครั้ง ถอดออกไปได้สองชั้น เกราะเหล็กป้องกันก้นก็ร่วงหล่นลงมา ตามมาด้วยเกราะเข่าเหล็ก เกราะขาเหล็ก...
เมื่อทอดพระเนตรเห็นอุปกรณ์ป้องกันที่ร่วงกราวเกลื่อนพื้น จักรพรรดิจิ่งตี้ก็พิโรธสุดขีด!
"ไอ้เดรัจฉาน! ไอ้ลูกเนรคุณ!! วันๆ เอาแต่แอบอู้งาน หลบเลี่ยงความลำบาก ไม่รู้จักร่ำเรียนหนังสือ! เจ้าคิดจะยั่วโมโหข้าให้ตายหรืออย่างไร!!?"
"ตั้งแต่เจ้าเกิดมา ของกินของใช้แต่ละอย่าง มีชิ้นไหนบ้างที่ไม่ใช่ของที่ดีที่สุดในใต้หล้า! ที่ข้าเหน็ดเหนื่อยสู้รบแย่งชิงแผ่นดินมา ก็เพื่อให้เจ้าไม่ต้องตกระกำลำบากจากภัยสงครามในภายภาคหน้า! ไม่ขอให้เจ้าต้องเป็นฮ่องเต้ที่เก่งกาจโดดเด่นอะไร ขอแค่เจ้าเป็นกษัตริย์ที่สืบทอดราชบัลลังก์ได้ ข้าก็พอใจแล้ว"
"ข้ามีลูกชายเพียงคนเดียว ความหวังทั้งหมดจึงฝากไว้ที่เจ้า! แต่ดูตอนนี้สิ! ตำรับตำราที่เจ้าเรียนไปมันหายไปไหนหมด! เข้าไปอยู่ในท้องหมาหมดแล้วหรืออย่างไร! ข้าเพิ่งจะหูตาสว่างก็คราวนี้แหละ อย่าว่าแต่กษัตริย์ผู้สืบทอดราชบัลลังก์เลย แม้แต่ตำแหน่งนายอำเภอ เจ้าก็ยังไม่มีคุณสมบัติพอ!"
"เด็กๆ! จับมันมัดแขวนขึ้นไป! วันนี้ข้าจะต้องสั่งสอนให้เจ้าเป็นผู้เป็นคนให้ได้!"
เดิมทีหลี่หยวนจ้าวก็รู้สึกหวาดกลัวอยู่แล้ว แต่เมื่อได้ยินจักรพรรดิจิ่งตี้ต่อว่าดูถูกตนเอง ความดื้อรั้นต่อต้านก็พลุ่งพล่านขึ้นมาทันที เขาร้องตะโกนสวนกลับไปว่า "ช้าก่อน!"
"เสด็จพ่อ! ลูกก็แค่ไม่ถนัดเรื่องเรียนหนังสือ แต่ถ้าพูดถึงกลยุทธ์การรบ หรือหลักการปกครองเมือง หากลูกไม่ได้เห็นด้วยตาตัวเอง จะรู้ได้อย่างไรว่าลูกด้อยกว่าคนอื่น!"
"ถ้าลูกเกิดเร็วกว่านี้สักไม่กี่ปี! คนที่ตีแคว้นเฉียนแตกอาจจะไม่ใช่เสด็จพ่อก็ได้ เสด็จพ่อจะเอาลูกไปเปรียบเทียบกับนายอำเภอเล็กๆ คนหนึ่งได้อย่างไร ลูกน่ะมีคุณสมบัติของแม่ทัพใหญ่เชียวนะพ่ะย่ะค่ะ!"
จักรพรรดิจิ่งตี้โกรธจนหลุดขำ "ไอ้เดรัจฉานไม่รู้จักที่ต่ำที่สูง! จับมันมัดแขวนขึ้นไป!"
เหล่าองครักษ์พากันกรูเข้าไปจับหลี่หยวนจ้าวมัดจนแน่นหนา แล้วนำไปแขวนห้อยต่องแต่งไว้ที่มุมหนึ่งของศาลาในอุทยานหลวง
หลี่หยวนจ้าวถูกห้อยแขวนไว้กับศาลา รู้สึกอับอายขายหน้าเป็นอย่างยิ่ง ใบหน้าแดงก่ำ เกิดมาจนป่านนี้เขาไม่เคยต้องรับความอัปยศอดสูเช่นนี้มาก่อน!
แต่ปากก็ยังคงเก่งไม่เลิก เอาแต่อ้างเหตุผลข้างๆ คูๆ "ข้ามันเกิดผิดยุค! ข้ามันเกิดผิดยุค! ข้าถูกปรักปรำ! ข้าถูกใส่ความจนตายแล้ว!"
เส้นเลือดดำบนพระนลาฏ (หน้าผาก) ของจักรพรรดิจิ่งตี้ปูดโปน พระองค์ทรงออกแรงตวัดแส้หวดเข้าที่ก้นของหลี่หยวนจ้าวเสียงดังขวับ
ความดื้อรั้นของเด็กวัยรุ่นแตกกระเจิงไปในทันที
หลี่หยวนจ้าวร้องขอความเมตตาอย่างลนลาน "เสด็จพ่อ! ลูกยังเป็นแค่เด็กนะพ่ะย่ะค่ะ!"
จักรพรรดิจิ่งตี้ตวาดกร้าว "เด็กงั้นรึ! ช่างเป็นเด็กดีเสียนี่กระไร! ตอนที่ข้าอายุเท่าเจ้า ข้ากรำศึกฆ่าฟันศัตรูอยู่ในสมรภูมิแล้ว ข้าไม่มีลูกอย่างเจ้า!"
"ลูกก็ทำได้เหมือนกัน!"
"หุบปาก!"
"ขวับ!"
"ขวับ!"
"ขวับ!"
.......
เห็นได้ชัดว่าจักรพรรดิจิ่งตี้ทรงมีความชำนาญในการใช้แส้อย่างมาก แส้แต่ละเส้นหวดเข้าที่ก้นอย่างแม่นยำ
หลี่หยวนจ้าวร้องโหยหวนเสียงหลง แต่ภายในใจกลับรู้สึกยินดีปรีดา
ที่แท้เสด็จพ่อก็ยังใช้มุกเดิม! นอกจากตีก้นแล้วก็ไม่ยอมตีตรงอื่นเลย!
เขาสวมเกราะป้องกันก้นไว้ถึงสองชั้น ชิ้นที่หล่นลงมาเมื่อครู่ก็แค่เอาไว้ตบตาเท่านั้นแหละ
แม้เสียงแส้หวดกระทบเนื้อจะดังฟังชัด แต่เขากลับรู้สึกแสบๆ คันๆ เพียงเล็กน้อยเท่านั้น!
"โอ๊ย!! โอ๊ย!!"
หลี่หยวนจ้าวแสร้งทำเป็นเจ็บปวดอย่างสมจริง กลัวว่าจักรพรรดิจิ่งตี้จะจับพิรุธได้
หลังจากเฆี่ยนติดต่อกันหลายสิบครั้ง จักรพรรดิจิ่งตี้ก็ทรงเริ่มหอบหายใจ แต่ความโกรธในพระทัยก็เบาบางลงไปมาก
พอทอดพระเนตรเห็นรัชทายาทหมุนตัวเคว้งคว้าง ร้องไห้เสียงแหบเสียงแห้ง จู่ๆ พระทัยก็อ่อนยวบลงมา
พระองค์ทรงโยนแส้ทิ้งอย่างไม่ใส่ใจ แล้วรับสั่งกับทหารองครักษ์ซ้ายขวาว่า "จับตาดูมันไว้! ห้ามปล่อยมันลงมาจนกว่าจะถึงเวลาเที่ยงวันของวันพรุ่งนี้!"
ตรัสจบก็ทรงหันหลังเตรียมจะเสด็จกลับ ทว่าขณะที่กำลังจะจากไป จู่ๆ ร่างของหลี่หยวนจ้าวที่ถูกแขวนอยู่ก็หมุนมาทางที่บั้นท้ายหันหน้าเข้าหาจักรพรรดิจิ่งตี้พอดี พระเนตรของพระองค์เบิกกว้างขึ้นทันที
กางเกงตัวในบริเวณบั้นท้ายถูกแส้หวดจนขาดวิ่น เผยให้เห็นสีเงินวาววับของโลหะที่ซ่อนอยู่ด้านใน
ไฟโทสะของจักรพรรดิจิ่งตี้ที่เพิ่งจะมอดดับลงไป พลันลุกโชนขึ้นมาอีกครั้ง!
"หลี่หยวนจ้าว!! ดี!! ดีมาก!!"
"จับมันถอดเสื้อผ้าออกให้หมด! ไอ้บัดซบ! วันนี้ข้าจะต้องเฆี่ยนเจ้าให้ตายให้ได้!"
หลี่หยวนจ้าวที่กำลังอินกับบทบาทคนเจ็บ พอได้ยินเสียงกริ้วของจักรพรรดิจิ่งตี้ก็ตาสว่างขึ้นมาทันที เขารู้ตัวแล้วว่าความแตก จึงลนลานทำอะไรไม่ถูก รีบร้องขอความเมตตา
"เสด็จพ่อ! ตีก็ตีไปแล้ว ลูกผิดไปแล้วพ่ะย่ะค่ะ... ลูกไม่กล้าอีกแล้ว! ขอความเมตตาให้ลูกด้วยเถิดคราวนี้! ลูกผิดไปแล้วพ่ะย่ะค่ะ!!"
"เจ้าผิดงั้นรึ? ไม่สิ ข้าต่างหากที่ผิด! ข้าไม่น่าให้กำเนิดคนอย่างเจ้ามาเลย!"
ตรัสจบ จักรพรรดิจิ่งตี้ก็ทรงหยิบแส้ขึ้นมา เตรียมจะหวดอีกครั้ง
ขณะที่พระองค์กำลังจะลงมือ กัวเทียนหย่างก็วิ่งกระหืดกระหอบเข้ามาในอุทยานหลวง
เขาปรายตามองรัชทายาทแวบหนึ่ง แล้วรีบกราบทูลจักรพรรดิจิ่งตี้ว่า "ฝ่าบาท! ตรวจสอบประวัติของฟางเจิ้งอีเสร็จเรียบร้อยแล้วพ่ะย่ะค่ะ"
พอพูดถึงฟางเจิ้งอี ความสนใจของจักรพรรดิจิ่งตี้ก็ถูกเบี่ยงเบนไป พระองค์ทรงโยนแส้ทิ้งอีกครั้ง
"ใส่เสื้อผ้าให้ไอ้เดรัจฉานนี่ซะ! แขวนมันไว้แบบนี้แหละ รอฟังคำตัดสินของข้า!"
ตรัสจบ พระองค์ก็หันหลังเสด็จออกจากอุทยานหลวงไปพร้อมกับกัวเทียนหย่าง
หลี่หยวนจ้าวแอบนึกโชคดีในใจ ถอนหายใจเฮือกใหญ่ด้วยความโล่งอก
หลิวจินที่คุกเข่าอยู่ไม่ไกล พอเห็นฮ่องเต้เสด็จจากไป ก็ล้มพับลงไปกองกับพื้นทันที...
มีแอ่งน้ำเจิ่งนองอยู่ใต้ร่างของเขา...
(จบแล้ว)