- หน้าแรก
- ทะลุมิติมาเป็นขุนนางเจ้าเล่ห์สร้างเมือง
- บทที่ 10 - สัญญาหน้าเลือด
บทที่ 10 - สัญญาหน้าเลือด
บทที่ 10 - สัญญาหน้าเลือด
บทที่ 10 - สัญญาหน้าเลือด
เช้าตรู่วันรุ่งขึ้น ฟางเจิ้งอีถูกเสี่ยวเถาปลุกให้ตื่น เขารอให้เสี่ยวเถาปรนนิบัติสวมเสื้อผ้าให้ด้วยอาการงัวเงีย
ปากก็บ่นพึมพำอู้อี้ "นี่มันยามใดแล้ว ถึงได้มาปลุกคุณชายอย่างข้า?"
"ยามอู่ (เที่ยงวัน) แล้วเจ้าค่ะ! พ่อค้าจากเมืองหลวงสองคนนั้นรอพบท่านอยู่ข้างนอกน่ะเจ้าค่ะ..."
เสี่ยวเถาสวมชุดขุนนางให้เขาอย่างคล่องแคล่ว แล้วเอาผ้าขนหนูเปียกเย็นเฉียบโปะลงบนใบหน้าของเขา
ฟางเจิ้งอีสะดุ้งโหยง ตาสว่างขึ้นมาทันที
"โอ๊ย คุณชายไม่ได้นอนหลับสนิทมาหลายวันแล้วนะ เจ้าช่วยทำอะไรให้มันนุ่มนวลหน่อยไม่ได้รึไง"
เสี่ยวเถาไม่พูดอะไร ได้แต่มองเขาด้วยความเอือมระอา ฟางเจิ้งอีนอนอย่างน้อยวันละ 6 ชั่วยาม (12 ชั่วโมง) นางล่ะไม่เข้าใจจริงๆ ว่าเขานอนนานขนาดนี้ไม่เหนื่อยบ้างหรือไง ถ้านอนต่อไปอีกมีหวังได้เป็นแผลกดทับแน่ๆ!
ฟางเจิ้งอีรู้สึกขมขื่นในใจ ไม่มีกิจกรรมบันเทิงอะไรให้ทำเลย นอกจากนอนแล้วจะให้ไปทำอะไรล่ะ? ใครจะเข้าใจความเจ็บปวดในใจของคุณชายผู้นี้บ้าง
หลังจากเปลี่ยนเสื้อผ้าเสร็จ ฟางเจิ้งอีก็เดินโซซัดโซเซออกจากห้องนอน
เพื่อความสะดวกสบาย ห้องพักส่วนตัวทั้งหมดของฟางเจิ้งอีจึงถูกสร้างไว้ที่ลานหลังศาลาว่าการ ในขณะเดียวกัน เพื่อรองรับรูปแบบการบริหารแบบใหม่ของอำเภอเถาหยวน ศาลาว่าการจึงถูกดัดแปลงโครงสร้างไปหลายส่วน
มีทั้งห้องรับรองแขก ห้องไกล่เกลี่ย ห้องเอกสาร และอื่นๆ อีกมากมาย โดยรวมแล้วดูคล้ายกับหน่วยงานราชการในยุคปัจจุบันมากกว่า
ในเวลานี้ ห้องที่จักรพรรดิจิ่งตี้และคนสนิทรออยู่ คือห้องที่ฟางเจิ้งอีสั่งให้สร้างแยกออกมาต่างหาก ตั้งแต่ตอนที่บูรณะศาลาว่าการใหม่
ห้องนี้ตั้งอยู่ในมุมอับ เก็บเสียงได้ดีเยี่ยม ภายในห้องมีเพียงโต๊ะยาวหนึ่งตัว เก้าอี้ไม่กี่ตัว และตู้เก็บของสองสามใบ
ห้องนี้ไม่มีหน้าต่าง รอบๆ ห้องจุดตะเกียงน้ำมันสว่างไสว ผนังด้านตรงข้ามกับประตูมีบทกวีสลักไว้หนึ่งบาท ใจความว่า 'ถมึงตาใส่ผู้คนนับพันที่ชี้หน้าด่าทอ ก้มหัวยอมเป็นวัวให้เด็กน้อยใช้งาน'
ส่วนบนโต๊ะด้านล่างนั้น มีอุปกรณ์หน้าตาประหลาดวางอยู่ชิ้นหนึ่ง
เป็นลำโพงขนาดใหญ่ที่ส่วนปลายมีเข็มติดอยู่ ด้านล่างเป็นคันโยกและเสาทองแดง ไม่รู้ว่าเอาไว้ทำอะไร
ภาพรวมของห้องนี้ดูเรียบง่ายแต่แฝงไว้ด้วยความไม่ธรรมดา
จักรพรรดิจิ่งตี้ทรงไพล่พระหัตถ์ไว้ด้านหลัง ทอดพระเนตรบทกวีบนผนัง และตกอยู่ในความเงียบงันไปชั่วขณะ
...
ไม่นานนัก ฟางเจิ้งอีก็พาจางเปียวเดินเข้ามาในห้อง
เขากล่าวทักทายคนทั้งสอง
จักรพรรดิจิ่งตี้ค่อยๆ หันพระพักตร์กลับมา ตรัสว่า "นายอำเภอฟาง ท่านเป็นคนแต่งบทกวีนี้หรือ?"
"ไม่ใช่หรอก ข้าแค่ได้มาจากเศษตำราโบราณ เห็นว่าเขียนได้ดีก็เลยนำมาสลักไว้บนผนังห้องนี้"
คุณชายฟางเป็นคนมีหน้ามีตา เรื่องลอกบทกวีคนอื่นเขาทำไม่ลงหรอก
จักรพรรดิจิ่งตี้ทรงทอดถอนพระทัย "เป็นบทกวีที่ดีนัก น่าเสียดายที่ไม่ได้เห็นต้นฉบับเต็มๆ"
โอ้โห! ดูไม่ออกเลยนะเนี่ย ว่าเป็นพ่อค้าผู้รักชาติด้วย! ฟางเจิ้งอีคิดในใจ แต่ปากกลับพูดว่า "พวกท่านทั้งสองตัดสินใจจะสั่งซื้อใบชาแล้วใช่หรือไม่?"
จักรพรรดิจิ่งตี้ทรงพยักหน้า "ได้รับความเมตตาจากนายอำเภอฟาง หวังว่าการร่วมมือในวันข้างหน้าจะราบรื่น และใบชานี้จะสามารถเปิดตลาดในเมืองหลวงได้"
"หลังจากทำการค้าเสร็จสิ้น พวกเราก็จะเดินทางกลับเมืองหลวงทันที"
"กัวต้า หยิบตั๋วเงินออกมา!"
กัวเทียนหย่างควักตั๋วเงินออกมาวางตรงหน้าฟางเจิ้งอี
"นายอำเภอฟาง แล้วใบชานั่น... จะไปรับของได้ที่ใด?"
"หึหึ ข้าเตรียมไว้ให้พวกท่านเรียบร้อยแล้ว จางเปียว!"
จางเปียวก้าวออกมาข้างหน้า ปลดห่อผ้าที่สะพายอยู่ด้านหลังออก ภายในนั้นมีชาอัดแท่งวางเรียงรายอยู่อย่างเป็นระเบียบ 20 ก้อน และมีป้ายเหล็กอีกหนึ่งอัน
"นี่คือชาอัดแท่ง 20 ก้อน ก้อนละ 1 ชั่ง ลองตรวจสอบสินค้าดูสิ"
"แล้วก็นี่ ตราสัญลักษณ์ดอกท้อ คราวหน้าถ้าจะมาอีก ก็อย่าลืมเอาไปติดไว้ที่รถม้าล่ะ มันจะช่วยให้ท่านเดินทางในอำเภอเถาหยวนได้อย่างสะดวกโยธิน เวลามาซื้อของก็จะมีคนไปหาพวกท่านเอง ไม่ต้องมาพบข้าหรอก"
พูดจบ ฟางเจิ้งอีก็ยื่นกระดาษไปให้สองแผ่น
จักรพรรดิจิ่งตี้ทรงรับมา แผ่นหนึ่งคือสัญญาความร่วมมือกับอำเภอเถาหยวน ส่วนอีกแผ่นคือสัญญาปกปิดความลับ
หลังจากทรงอ่านอย่างละเอียดแล้ว จักรพรรดิจิ่งตี้ก็ทรงเห็นว่าสัญญาความร่วมมือไม่ได้มีปัญหาอะไร เนื้อหาส่วนใหญ่ตรงกับที่ตกลงกันไว้บนโต๊ะอาหาร
แต่สัญญาปกปิดความลับนี่สิมีปัญหา พระองค์จึงตรัสถามขึ้น "นายอำเภอฟาง เหตุใดจึงห้ามมิให้แพร่งพรายเรื่องของอำเภอเถาหยวนให้คนภายนอกรับรู้เล่า?"
ฟางเจิ้งอียิ้มบางๆ "ไม่มีอะไรหรอก นี่เป็นเพียงสัญญาปกปิดความลับในระยะนี้เท่านั้น อำเภอเถาหยวนของเรามีประชากรน้อย พื้นที่คับแคบ ทรัพยากรก็มีจำกัด"
"แต่สินค้าพื้นเมืองกลับเป็นที่ต้องการของตลาดมาก เมื่อกำลังการผลิตไม่เพียงพอ ข้าก็เลยต้องใช้วิธีนี้"
"ประการที่สอง ก็เพื่อปกป้องผลประโยชน์ของพวกท่านด้วย เพราะในตอนนี้พวกท่านเป็นผู้ผูกขาดการจำหน่ายใบชาของอำเภอเถาหยวนแต่เพียงผู้เดียว"
"และที่สำคัญ หากมีคนต่างถิ่นหลั่งไหลเข้ามามากเกินไป ข้าเกรงว่าจะเป็นอันตรายต่อความสงบเรียบร้อยในท้องถิ่น ชาวบ้านในอำเภอเถาหยวนของข้าล้วนเป็นคนซื่อสัตย์และมีจิตใจดีงาม ขุนนางผู้นี้กลัวว่าพวกเขาจะถูกชักนำไปในทางที่ผิด!"
"แล้วข้อความที่อยู่ด้านล่างนี้ที่ว่า 'ผู้ใดฝ่าฝืนคำสาบาน ขอให้ปากลิ้นเป็นแผลเปื่อย แขนขาไร้เรี่ยวแรง เหงื่อแตกซิก หน้ามืดตาลาย.......¥#%@!... ถูกชาวบ้านอำเภอเถาหยวนรุมถ่มน้ำลายใส่จนจมน้ำลายตาย' ตรงนี้แก้หน่อยได้หรือไม่?"
"ไม่ได้"
"แล้วประโยคที่ว่า 'สิทธิ์ในการตีความขั้นสุดท้ายเป็นของอำเภอเถาหยวน' นี่มันหมายความว่าอย่างไร?"
"ก็หมายความตามตัวอักษรนั่นแหละ"
จักรพรรดิจิ่งตี้ทรงปาดเหงื่อเย็นเยียบ นี่มันสัญญาหน้าเลือดชัดๆ!
เรื่องคำสาปแช่งปกปิดความลับน่ะพระองค์ไม่สนหรอก แต่ไอ้ 'สิทธิ์ในการตีความขั้นสุดท้าย' นี่มันบ้าอะไรกัน!
หลังจากทรงครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่ง จักรพรรดิจิ่งตี้ก็ทรงกัดพระทัยประทับรอยนิ้วมือสีแดงลงไป
ถึงอย่างไรก็ใช้ชื่อปลอมอยู่แล้ว จะเซ็นก็เซ็นไปเถอะ!
กัวเทียนหย่างดูแล้วก็หมั่นไส้จนแยกเขี้ยว สายตาที่เขามองฟางเจิ้งอีเปลี่ยนไป มีความรู้สึกชื่นชมยกย่องแฝงอยู่ด้วย
ช่างเป็นคนที่มีแววจะได้เป็นขันทีชั้นยอดจริงๆ กินคนแบบไม่คายกระดูกเลยนะเนี่ย!
เมื่อเห็นว่าจักรพรรดิจิ่งตี้ประทับรอยนิ้วมือเรียบร้อยแล้ว ฟางเจิ้งอีก็หยิบสัญญาขึ้นมาดูด้วยความพึงพอใจ
"รบกวนพวกท่านทั้งสองช่วยอ่านข้อความในสัญญานี้อีกครั้งด้วย"
"จางเปียว! เตรียมตัว!"
จางเปียวเดินอ้อมจักรพรรดิจิ่งตี้ไป แล้วหยิบม้วนแผ่นเงินออกมาจากตู้ด้านหลังอย่างชำนาญ จากนั้นก็เดินไปที่ลำโพง หมุนคันโยกสองสามครั้ง แล้วเอาแผ่นเงินไปติดบนเสาทองแดง
"นายอำเภอฟาง นี่มันหมายความว่าอย่างไรกัน?"
ฟางเจิ้งอีจับพระหัตถ์ของจักรพรรดิจิ่งตี้อย่างกระตือรือร้น แล้วพาเดินไปที่ลำโพง
"มาๆๆ ทั้งสองท่านตามข้ามา รบกวนพวกท่านพูดใส่ลำโพงตัวนี้ แล้วอ่านข้อความบนนี้ให้ครบถ้วนทุกประการด้วยนะ"
"ไม่ปิดบังท่านหรอกนะ นี่เป็นธรรมเนียมเฉพาะของอำเภอเถาหยวนเรา การพูดใส่ของสิ่งนี้ จะเป็นเครื่องพิสูจน์ถึงความจริงใจของผู้ร่วมธุรกิจ"
"ไม่ต้องกังวลไปหรอก มันก็เป็นแค่พิธีกรรมเล็กๆ น้อยๆ เท่านั้น เดี๋ยวพอข้านับหนึ่งสองสาม พวกท่านก็เริ่มอ่านได้เลยนะ"
ในหัวของจักรพรรดิจิ่งตี้เต็มไปด้วยเครื่องหมายคำถาม
แต่ในเมื่อประทับรอยนิ้วมือไปแล้ว ให้อ่านก็อ่านเถอะ
เมื่อฟางเจิ้งอีนับหนึ่งสองสามจบ จักรพรรดิจิ่งตี้ก็ทรงหยิบสัญญาปกปิดความลับขึ้นมาเริ่มอ่าน
ในขณะเดียวกัน จางเปียวก็เริ่มหมุนคันโยก
จักรพรรดิจิ่งตี้ทรงอ่านไปพลางสังเกตไปพลาง ทรงเห็นว่าเวลาที่พระองค์ตรัส เข็มขนาดเล็กที่อยู่ปลายลำโพงก็จะจิ้มลงไปบนแผ่นเงินเปลวอย่างต่อเนื่อง ทิ้งรอยจุดเล็กๆ ไว้ถี่ยิบ
เวลาผ่านไปราวหนึ่งถ้วยชา ทั้งสองคนก็อ่านจนจบ จางเปียวดึงแผ่นเงินออกมาแล้วหันหลังเดินออกจากห้องไป
ในพระทัยของจักรพรรดิจิ่งตี้ร้อนรุ่มดั่งแมวข่วน พระองค์ทรงอยากรู้เหลือเกินว่าแผ่นเงินเปลวนั่นมันคืออะไรกันแน่
แต่น่าเสียดายที่ฟางเจิ้งอีไม่เปิดโอกาสให้พระองค์ได้ถาม
พออ่านจบ เขาก็ไล่คนทั้งคู่ออกไปทันที
ชั่วจิบชาผ่านไป จักรพรรดิจิ่งตี้และกัวเทียนหย่างก็มายืนจ้องตากันปริบๆ อยู่หน้าประตูศาลาว่าการด้วยความอึ้งกิมกี่...
ทันใดนั้นก็มีรถม้าคันหนึ่งแล่นออกมาจากด้านหลัง คนขับรถตะโกนบอกทั้งสองคนอย่างกระตือรือร้น "นายท่านทั้งสอง จะนั่งรถม้ากลับเมืองหลวงเลยหรือไม่ขอรับ?"
"ข้าได้รับคำสั่งจากนายอำเภอให้มารับส่งนายท่านทั้งสองขอรับ!"
ก็ยังพอมีความเป็นคนอยู่บ้าง! จักรพรรดิจิ่งตี้ทรงรู้สึกยินดีขึ้นมาเล็กน้อย
กัวเทียนหย่างเองก็ดีใจขึ้นมาบ้าง ไม่นึกเลยว่าฟางเจิ้งอีจะรอบคอบถึงเพียงนี้ ถึงกับจัดเตรียมรถม้าไว้ให้เสร็จสรรพ ช่วยให้เขาประหยัดเวลาไปได้เยอะเลย
ทั้งสองจึงก้าวขึ้นรถม้า เตรียมตัวเดินทางกลับเมืองหลวง
ทันทีที่นั่งลงเรียบร้อย คนขับรถก็ชะโงกหน้าเข้ามาในรถ แล้วพูดประจบประแจงว่า "นายท่านทั้งสอง ค่าโดยสารสิบตำลึงนะขอรับ"
กัวเทียนหย่าง "............."
จักรพรรดิจิ่งตี้ "............."
...
(จบแล้ว)