เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

บทที่ 10 - สัญญาหน้าเลือด

บทที่ 10 - สัญญาหน้าเลือด

บทที่ 10 - สัญญาหน้าเลือด


บทที่ 10 - สัญญาหน้าเลือด

เช้าตรู่วันรุ่งขึ้น ฟางเจิ้งอีถูกเสี่ยวเถาปลุกให้ตื่น เขารอให้เสี่ยวเถาปรนนิบัติสวมเสื้อผ้าให้ด้วยอาการงัวเงีย

ปากก็บ่นพึมพำอู้อี้ "นี่มันยามใดแล้ว ถึงได้มาปลุกคุณชายอย่างข้า?"

"ยามอู่ (เที่ยงวัน) แล้วเจ้าค่ะ! พ่อค้าจากเมืองหลวงสองคนนั้นรอพบท่านอยู่ข้างนอกน่ะเจ้าค่ะ..."

เสี่ยวเถาสวมชุดขุนนางให้เขาอย่างคล่องแคล่ว แล้วเอาผ้าขนหนูเปียกเย็นเฉียบโปะลงบนใบหน้าของเขา

ฟางเจิ้งอีสะดุ้งโหยง ตาสว่างขึ้นมาทันที

"โอ๊ย คุณชายไม่ได้นอนหลับสนิทมาหลายวันแล้วนะ เจ้าช่วยทำอะไรให้มันนุ่มนวลหน่อยไม่ได้รึไง"

เสี่ยวเถาไม่พูดอะไร ได้แต่มองเขาด้วยความเอือมระอา ฟางเจิ้งอีนอนอย่างน้อยวันละ 6 ชั่วยาม (12 ชั่วโมง) นางล่ะไม่เข้าใจจริงๆ ว่าเขานอนนานขนาดนี้ไม่เหนื่อยบ้างหรือไง ถ้านอนต่อไปอีกมีหวังได้เป็นแผลกดทับแน่ๆ!

ฟางเจิ้งอีรู้สึกขมขื่นในใจ ไม่มีกิจกรรมบันเทิงอะไรให้ทำเลย นอกจากนอนแล้วจะให้ไปทำอะไรล่ะ? ใครจะเข้าใจความเจ็บปวดในใจของคุณชายผู้นี้บ้าง

หลังจากเปลี่ยนเสื้อผ้าเสร็จ ฟางเจิ้งอีก็เดินโซซัดโซเซออกจากห้องนอน

เพื่อความสะดวกสบาย ห้องพักส่วนตัวทั้งหมดของฟางเจิ้งอีจึงถูกสร้างไว้ที่ลานหลังศาลาว่าการ ในขณะเดียวกัน เพื่อรองรับรูปแบบการบริหารแบบใหม่ของอำเภอเถาหยวน ศาลาว่าการจึงถูกดัดแปลงโครงสร้างไปหลายส่วน

มีทั้งห้องรับรองแขก ห้องไกล่เกลี่ย ห้องเอกสาร และอื่นๆ อีกมากมาย โดยรวมแล้วดูคล้ายกับหน่วยงานราชการในยุคปัจจุบันมากกว่า

ในเวลานี้ ห้องที่จักรพรรดิจิ่งตี้และคนสนิทรออยู่ คือห้องที่ฟางเจิ้งอีสั่งให้สร้างแยกออกมาต่างหาก ตั้งแต่ตอนที่บูรณะศาลาว่าการใหม่

ห้องนี้ตั้งอยู่ในมุมอับ เก็บเสียงได้ดีเยี่ยม ภายในห้องมีเพียงโต๊ะยาวหนึ่งตัว เก้าอี้ไม่กี่ตัว และตู้เก็บของสองสามใบ

ห้องนี้ไม่มีหน้าต่าง รอบๆ ห้องจุดตะเกียงน้ำมันสว่างไสว ผนังด้านตรงข้ามกับประตูมีบทกวีสลักไว้หนึ่งบาท ใจความว่า 'ถมึงตาใส่ผู้คนนับพันที่ชี้หน้าด่าทอ ก้มหัวยอมเป็นวัวให้เด็กน้อยใช้งาน'

ส่วนบนโต๊ะด้านล่างนั้น มีอุปกรณ์หน้าตาประหลาดวางอยู่ชิ้นหนึ่ง

เป็นลำโพงขนาดใหญ่ที่ส่วนปลายมีเข็มติดอยู่ ด้านล่างเป็นคันโยกและเสาทองแดง ไม่รู้ว่าเอาไว้ทำอะไร

ภาพรวมของห้องนี้ดูเรียบง่ายแต่แฝงไว้ด้วยความไม่ธรรมดา

จักรพรรดิจิ่งตี้ทรงไพล่พระหัตถ์ไว้ด้านหลัง ทอดพระเนตรบทกวีบนผนัง และตกอยู่ในความเงียบงันไปชั่วขณะ

...

ไม่นานนัก ฟางเจิ้งอีก็พาจางเปียวเดินเข้ามาในห้อง

เขากล่าวทักทายคนทั้งสอง

จักรพรรดิจิ่งตี้ค่อยๆ หันพระพักตร์กลับมา ตรัสว่า "นายอำเภอฟาง ท่านเป็นคนแต่งบทกวีนี้หรือ?"

"ไม่ใช่หรอก ข้าแค่ได้มาจากเศษตำราโบราณ เห็นว่าเขียนได้ดีก็เลยนำมาสลักไว้บนผนังห้องนี้"

คุณชายฟางเป็นคนมีหน้ามีตา เรื่องลอกบทกวีคนอื่นเขาทำไม่ลงหรอก

จักรพรรดิจิ่งตี้ทรงทอดถอนพระทัย "เป็นบทกวีที่ดีนัก น่าเสียดายที่ไม่ได้เห็นต้นฉบับเต็มๆ"

โอ้โห! ดูไม่ออกเลยนะเนี่ย ว่าเป็นพ่อค้าผู้รักชาติด้วย! ฟางเจิ้งอีคิดในใจ แต่ปากกลับพูดว่า "พวกท่านทั้งสองตัดสินใจจะสั่งซื้อใบชาแล้วใช่หรือไม่?"

จักรพรรดิจิ่งตี้ทรงพยักหน้า "ได้รับความเมตตาจากนายอำเภอฟาง หวังว่าการร่วมมือในวันข้างหน้าจะราบรื่น และใบชานี้จะสามารถเปิดตลาดในเมืองหลวงได้"

"หลังจากทำการค้าเสร็จสิ้น พวกเราก็จะเดินทางกลับเมืองหลวงทันที"

"กัวต้า หยิบตั๋วเงินออกมา!"

กัวเทียนหย่างควักตั๋วเงินออกมาวางตรงหน้าฟางเจิ้งอี

"นายอำเภอฟาง แล้วใบชานั่น... จะไปรับของได้ที่ใด?"

"หึหึ ข้าเตรียมไว้ให้พวกท่านเรียบร้อยแล้ว จางเปียว!"

จางเปียวก้าวออกมาข้างหน้า ปลดห่อผ้าที่สะพายอยู่ด้านหลังออก ภายในนั้นมีชาอัดแท่งวางเรียงรายอยู่อย่างเป็นระเบียบ 20 ก้อน และมีป้ายเหล็กอีกหนึ่งอัน

"นี่คือชาอัดแท่ง 20 ก้อน ก้อนละ 1 ชั่ง ลองตรวจสอบสินค้าดูสิ"

"แล้วก็นี่ ตราสัญลักษณ์ดอกท้อ คราวหน้าถ้าจะมาอีก ก็อย่าลืมเอาไปติดไว้ที่รถม้าล่ะ มันจะช่วยให้ท่านเดินทางในอำเภอเถาหยวนได้อย่างสะดวกโยธิน เวลามาซื้อของก็จะมีคนไปหาพวกท่านเอง ไม่ต้องมาพบข้าหรอก"

พูดจบ ฟางเจิ้งอีก็ยื่นกระดาษไปให้สองแผ่น

จักรพรรดิจิ่งตี้ทรงรับมา แผ่นหนึ่งคือสัญญาความร่วมมือกับอำเภอเถาหยวน ส่วนอีกแผ่นคือสัญญาปกปิดความลับ

หลังจากทรงอ่านอย่างละเอียดแล้ว จักรพรรดิจิ่งตี้ก็ทรงเห็นว่าสัญญาความร่วมมือไม่ได้มีปัญหาอะไร เนื้อหาส่วนใหญ่ตรงกับที่ตกลงกันไว้บนโต๊ะอาหาร

แต่สัญญาปกปิดความลับนี่สิมีปัญหา พระองค์จึงตรัสถามขึ้น "นายอำเภอฟาง เหตุใดจึงห้ามมิให้แพร่งพรายเรื่องของอำเภอเถาหยวนให้คนภายนอกรับรู้เล่า?"

ฟางเจิ้งอียิ้มบางๆ "ไม่มีอะไรหรอก นี่เป็นเพียงสัญญาปกปิดความลับในระยะนี้เท่านั้น อำเภอเถาหยวนของเรามีประชากรน้อย พื้นที่คับแคบ ทรัพยากรก็มีจำกัด"

"แต่สินค้าพื้นเมืองกลับเป็นที่ต้องการของตลาดมาก เมื่อกำลังการผลิตไม่เพียงพอ ข้าก็เลยต้องใช้วิธีนี้"

"ประการที่สอง ก็เพื่อปกป้องผลประโยชน์ของพวกท่านด้วย เพราะในตอนนี้พวกท่านเป็นผู้ผูกขาดการจำหน่ายใบชาของอำเภอเถาหยวนแต่เพียงผู้เดียว"

"และที่สำคัญ หากมีคนต่างถิ่นหลั่งไหลเข้ามามากเกินไป ข้าเกรงว่าจะเป็นอันตรายต่อความสงบเรียบร้อยในท้องถิ่น ชาวบ้านในอำเภอเถาหยวนของข้าล้วนเป็นคนซื่อสัตย์และมีจิตใจดีงาม ขุนนางผู้นี้กลัวว่าพวกเขาจะถูกชักนำไปในทางที่ผิด!"

"แล้วข้อความที่อยู่ด้านล่างนี้ที่ว่า 'ผู้ใดฝ่าฝืนคำสาบาน ขอให้ปากลิ้นเป็นแผลเปื่อย แขนขาไร้เรี่ยวแรง เหงื่อแตกซิก หน้ามืดตาลาย.......¥#%@!... ถูกชาวบ้านอำเภอเถาหยวนรุมถ่มน้ำลายใส่จนจมน้ำลายตาย' ตรงนี้แก้หน่อยได้หรือไม่?"

"ไม่ได้"

"แล้วประโยคที่ว่า 'สิทธิ์ในการตีความขั้นสุดท้ายเป็นของอำเภอเถาหยวน' นี่มันหมายความว่าอย่างไร?"

"ก็หมายความตามตัวอักษรนั่นแหละ"

จักรพรรดิจิ่งตี้ทรงปาดเหงื่อเย็นเยียบ นี่มันสัญญาหน้าเลือดชัดๆ!

เรื่องคำสาปแช่งปกปิดความลับน่ะพระองค์ไม่สนหรอก แต่ไอ้ 'สิทธิ์ในการตีความขั้นสุดท้าย' นี่มันบ้าอะไรกัน!

หลังจากทรงครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่ง จักรพรรดิจิ่งตี้ก็ทรงกัดพระทัยประทับรอยนิ้วมือสีแดงลงไป

ถึงอย่างไรก็ใช้ชื่อปลอมอยู่แล้ว จะเซ็นก็เซ็นไปเถอะ!

กัวเทียนหย่างดูแล้วก็หมั่นไส้จนแยกเขี้ยว สายตาที่เขามองฟางเจิ้งอีเปลี่ยนไป มีความรู้สึกชื่นชมยกย่องแฝงอยู่ด้วย

ช่างเป็นคนที่มีแววจะได้เป็นขันทีชั้นยอดจริงๆ กินคนแบบไม่คายกระดูกเลยนะเนี่ย!

เมื่อเห็นว่าจักรพรรดิจิ่งตี้ประทับรอยนิ้วมือเรียบร้อยแล้ว ฟางเจิ้งอีก็หยิบสัญญาขึ้นมาดูด้วยความพึงพอใจ

"รบกวนพวกท่านทั้งสองช่วยอ่านข้อความในสัญญานี้อีกครั้งด้วย"

"จางเปียว! เตรียมตัว!"

จางเปียวเดินอ้อมจักรพรรดิจิ่งตี้ไป แล้วหยิบม้วนแผ่นเงินออกมาจากตู้ด้านหลังอย่างชำนาญ จากนั้นก็เดินไปที่ลำโพง หมุนคันโยกสองสามครั้ง แล้วเอาแผ่นเงินไปติดบนเสาทองแดง

"นายอำเภอฟาง นี่มันหมายความว่าอย่างไรกัน?"

ฟางเจิ้งอีจับพระหัตถ์ของจักรพรรดิจิ่งตี้อย่างกระตือรือร้น แล้วพาเดินไปที่ลำโพง

"มาๆๆ ทั้งสองท่านตามข้ามา รบกวนพวกท่านพูดใส่ลำโพงตัวนี้ แล้วอ่านข้อความบนนี้ให้ครบถ้วนทุกประการด้วยนะ"

"ไม่ปิดบังท่านหรอกนะ นี่เป็นธรรมเนียมเฉพาะของอำเภอเถาหยวนเรา การพูดใส่ของสิ่งนี้ จะเป็นเครื่องพิสูจน์ถึงความจริงใจของผู้ร่วมธุรกิจ"

"ไม่ต้องกังวลไปหรอก มันก็เป็นแค่พิธีกรรมเล็กๆ น้อยๆ เท่านั้น เดี๋ยวพอข้านับหนึ่งสองสาม พวกท่านก็เริ่มอ่านได้เลยนะ"

ในหัวของจักรพรรดิจิ่งตี้เต็มไปด้วยเครื่องหมายคำถาม

แต่ในเมื่อประทับรอยนิ้วมือไปแล้ว ให้อ่านก็อ่านเถอะ

เมื่อฟางเจิ้งอีนับหนึ่งสองสามจบ จักรพรรดิจิ่งตี้ก็ทรงหยิบสัญญาปกปิดความลับขึ้นมาเริ่มอ่าน

ในขณะเดียวกัน จางเปียวก็เริ่มหมุนคันโยก

จักรพรรดิจิ่งตี้ทรงอ่านไปพลางสังเกตไปพลาง ทรงเห็นว่าเวลาที่พระองค์ตรัส เข็มขนาดเล็กที่อยู่ปลายลำโพงก็จะจิ้มลงไปบนแผ่นเงินเปลวอย่างต่อเนื่อง ทิ้งรอยจุดเล็กๆ ไว้ถี่ยิบ

เวลาผ่านไปราวหนึ่งถ้วยชา ทั้งสองคนก็อ่านจนจบ จางเปียวดึงแผ่นเงินออกมาแล้วหันหลังเดินออกจากห้องไป

ในพระทัยของจักรพรรดิจิ่งตี้ร้อนรุ่มดั่งแมวข่วน พระองค์ทรงอยากรู้เหลือเกินว่าแผ่นเงินเปลวนั่นมันคืออะไรกันแน่

แต่น่าเสียดายที่ฟางเจิ้งอีไม่เปิดโอกาสให้พระองค์ได้ถาม

พออ่านจบ เขาก็ไล่คนทั้งคู่ออกไปทันที

ชั่วจิบชาผ่านไป จักรพรรดิจิ่งตี้และกัวเทียนหย่างก็มายืนจ้องตากันปริบๆ อยู่หน้าประตูศาลาว่าการด้วยความอึ้งกิมกี่...

ทันใดนั้นก็มีรถม้าคันหนึ่งแล่นออกมาจากด้านหลัง คนขับรถตะโกนบอกทั้งสองคนอย่างกระตือรือร้น "นายท่านทั้งสอง จะนั่งรถม้ากลับเมืองหลวงเลยหรือไม่ขอรับ?"

"ข้าได้รับคำสั่งจากนายอำเภอให้มารับส่งนายท่านทั้งสองขอรับ!"

ก็ยังพอมีความเป็นคนอยู่บ้าง! จักรพรรดิจิ่งตี้ทรงรู้สึกยินดีขึ้นมาเล็กน้อย

กัวเทียนหย่างเองก็ดีใจขึ้นมาบ้าง ไม่นึกเลยว่าฟางเจิ้งอีจะรอบคอบถึงเพียงนี้ ถึงกับจัดเตรียมรถม้าไว้ให้เสร็จสรรพ ช่วยให้เขาประหยัดเวลาไปได้เยอะเลย

ทั้งสองจึงก้าวขึ้นรถม้า เตรียมตัวเดินทางกลับเมืองหลวง

ทันทีที่นั่งลงเรียบร้อย คนขับรถก็ชะโงกหน้าเข้ามาในรถ แล้วพูดประจบประแจงว่า "นายท่านทั้งสอง ค่าโดยสารสิบตำลึงนะขอรับ"

กัวเทียนหย่าง "............."

จักรพรรดิจิ่งตี้ "............."

...

(จบแล้ว)

จบบทที่ บทที่ 10 - สัญญาหน้าเลือด

คัดลอกลิงก์แล้ว