- หน้าแรก
- ทะลุมิติมาเป็นขุนนางเจ้าเล่ห์สร้างเมือง
- บทที่ 8 - ความลับทางการค้า ไม่มีข้อคิดเห็น
บทที่ 8 - ความลับทางการค้า ไม่มีข้อคิดเห็น
บทที่ 8 - ความลับทางการค้า ไม่มีข้อคิดเห็น
บทที่ 8 - ความลับทางการค้า ไม่มีข้อคิดเห็น
เมื่อเห็นสีหน้าตกตะลึงจนอ้าปากค้างของคนทั้งสอง ฟางเจิ้งอีก็ยังคงพูดคุยต่อไปอย่างไหลลื่น
"มาๆๆ ขุนนางผู้นี้จะสอนกลยุทธ์การค้าให้พวกท่านฟังบ้าง!"
"ต้นทุนมาหนึ่งร้อยตำลึงต่อหนึ่งชั่ง พอไปถึงเมืองหลวง พวกท่านก็ต้องขายสักสองร้อยตำลึงสิถึงจะถูก?"
"ไม่ต้องสนว่าจะมีคนซื้อหรือไม่ สิ่งแรกที่ต้องทำคือสร้างภาพลักษณ์ให้สินค้า!"
"ก็แค่เป่าประกาศไปว่า ชานี้ปลูกในพื้นที่ทำเลทองที่ดีที่สุด ได้รับแสงแดดวันละแปดชั่วยาม! ทุกหมู่มีคนคอยดูแลอย่างใกล้ชิด!"
"ข้างไร่ชามีบ่อน้ำพุร้อนธรรมชาติ ใต้ดินมีเหมืองทองคำ หญิงสาวที่มาเก็บชาล้วนเป็นหญิงพรหมจรรย์ที่งดงามราวกับนางฟ้า แถมยังต้องเก่งทั้งแต่งกวีและวาดภาพ ใช้ปลายลิ้นเด็ดใบชา เด็ดใบชาหนึ่งใบก็ต้องท่องบทกวีหนึ่งบาท!"
"นอกจากนี้ ทางที่ดีที่สุดคือให้สั่งทำกล่องกระเบื้องเคลือบสวยงามจากอำเภอของเราไปอีกสักล็อต ใส่ใบชาลงไปกล่องละครึ่งเหลียง ตั้งชื่อให้มันสักหน่อย เอาเป็นว่าให้ชื่อ 'ชากล่องเล็ก' ไปก่อนก็แล้วกัน!"
"เวลาขายก็ให้บอกไปว่า มีเพียงเชื้อพระวงศ์และขุนนางชั้นผู้ใหญ่เท่านั้นที่มีคุณสมบัติคู่ควรจะได้ดื่มชานี้ หากอยู่ในแวดวงราชสำนักแล้วเจ้าไม่ได้ดื่ม เจ้ายืนอยู่ในสังคมได้หรือ? ยังคิดจะอยู่ในวงสังคมนี้ต่อไปอีกไหม?"
"รู้หรือไม่ว่าชนชั้นสูงคืออะไร? ชนชั้นสูงก็คือเวลาจะซื้อของอะไร ก็ต้องซื้อของที่แพงที่สุด ไม่ได้ซื้อของที่ดีที่สุด!"
"เพราะฉะนั้น สโลแกนของอำเภอเถาหยวนเราก็คือ ไม่เน้นดีที่สุด! ขอแค่แพงที่สุด!"
กงกงกัวยกมือขึ้นปิดหน้าด้วยความอับอาย
เดิมทีคิดว่าการอยู่ในวังมาหลายสิบปี ทำให้เขามีเล่ห์เหลี่ยมแพรวพราวพอตัวแล้ว
พอมาเจอขุนนางฟางในวันนี้ ถึงได้รู้ว่า ถ้าจะเป็นสุนัขรับใช้ ก็ต้องเป็นให้ได้อย่างท่านนี่แหละ! วิชาความรู้มันช่างไร้ขอบเขตเสียจริงๆ!
จักรพรรดิจิ่งตี้ทรงนิ่งเงียบไป พระองค์ทรงรู้สึกราวกับว่าตัวเองได้กลายเป็นต้นกุยช่ายเขียวชอุ่มที่รอให้คนมาตัดเกี่ยวเสียแล้ว
หรือว่า... การจัดซื้อสิ่งของในวังหลวงก็ล้วนถูกคนหลอกลวงต้มตุ๋นมาด้วยวิธีการเช่นนี้กันนะ...
เมื่อเห็นว่าทั้งสองคนกำลังตกอยู่ในห้วงความคิด ฟางเจิ้งอีก็ยิ้มอย่างปลื้มปริ่ม เขาได้เผยแพร่แนวคิดทางการตลาดอันก้าวหน้าให้กับลูกแกะที่หลงทางอีกครั้ง ได้แต้มบุญเพิ่มมาอีก +2
ระหว่างที่ทั้งสามคนกำลังเงียบอยู่นั้น เสียงพนักงานยกอาหารเดินขึ้นมาบนชั้นสองก็ดังขึ้นอย่างต่อเนื่อง
เพื่อแสดงถึงความให้เกียรติ จางเหล่าลิ่วถึงกับยกอาหารขึ้นมาเสิร์ฟบนชั้นสองด้วยตัวเอง
"ฮ่าฮ่าฮ่าฮ่า น้ำซุปไก่มาแล้วขอรับ!"
ซุปไก่ถูกนำมาวางบนโต๊ะ ควันร้อนๆ ลอยกรุ่น ดูจากหน้าตาก็รู้ว่าคงใช้เวลาตุ๋นมานานพอสมควร น้ำซุปสีขาวนวล เนื้อไก่เปื่อยยุ่ย
"มาๆ ดื่มซุปกันก่อน พวกท่านเดินทางรอนแรมมาเหน็ดเหนื่อย การได้มาดื่มซุปไก่ที่อำเภอเถาหยวนของข้า ถือเป็นเรื่องดีงามอย่างหนึ่งเลยทีเดียวนะ!"
ฟางเจิ้งอีตักซุปไก่ให้จักรพรรดิจิ่งตี้ก่อนหนึ่งชาม พร้อมกับตักน่องไก่ชิ้นโตใส่ลงไป
จากนั้นก็ตักให้ตัวเองหนึ่งชาม พร้อมกับน่องไก่อีกหนึ่งชิ้น
สุดท้ายค่อยตักให้กัวเทียนหย่างหนึ่งชาม พร้อมกับเนื้ออกไก่อีกหนึ่งชิ้น
กัวเทียนหย่างมองฟางเจิ้งอีด้วยสายตาตัดพ้อ
ฟางเจิ้งอีเห็นเข้าก็ไม่ได้ใส่ใจอะไร ถึงอย่างไรคนตรงหน้านี้ต่างหากที่เป็นตัวจริง เจ้าเป็นแค่ผู้ติดตามจะมาเล่นใหญ่ทำไม มีเนื้อให้กินก็ดีแค่ไหนแล้ว ยังมาทำเสียงประชดประชันอยู่อีก!
"ไม่ทราบว่าพวกท่านทั้งสองสนใจใบชานี้หรือไม่เล่า? เครื่องปั้นดินเผาของอำเภอเถาหยวนของข้าแม้จะดี แต่ก็ไม่ใช่ของที่มีเพียงหนึ่งเดียวในใต้หล้าเสียทีเดียว"
"กำไรจากการขายใบชานั้นสูงกว่าเครื่องปั้นดินเผามากนัก แถมยังขนส่งสะดวก ไม่เกิดความเสียหายระหว่างทางด้วย"
จักรพรรดิจิ่งตี้ทรงดื่มน้ำซุปพลางพยักพระพักตร์อย่างพอพระทัย น้ำซุปมีรสหวานกลมกล่อม เนื้อไก่เปื่อยยุ่ย เป็นรสชาติอร่อยล้ำที่แม้แต่ในวังก็ยังไม่เคยได้ลิ้มลอง
"นายอำเภอฟาง ยังไม่ทราบเลยว่าชานี้มีชื่อว่ากระไร?"
อืม... เรื่องนี้ฟางเจิ้งอียังไม่เคยคิดมาก่อนจริงๆ ชาคั่วนี้ก็เพิ่งจะเริ่มแพร่หลายในตัวอำเภอได้ไม่นาน
หลังจากคิดอยู่ครู่หนึ่ง ฟางเจิ้งอีก็ตีหน้าตายแล้วพูดว่า
"อ้อ ชานี้หากดื่มเป็นประจำ จะช่วยบำรุงไต เสริมลมปราณ และยืดอายุขัย ดังนั้นจึงมีชื่อว่า... ชาเซียนสวรรค์ชั้นยอด! อืม ใช่แล้ว!"
แกเพิ่งจะแต่งชื่อขึ้นมาสดๆ ร้อนๆ เลยล่ะสิ! กัวเทียนหย่างหน้าดำหน้าแดงด้วยความอัดอั้น
"ไม่ปิดบังท่านหรอกนะ พวกเราสองคนไม่ได้พกเงินติดตัวมามากนัก หากต้องการซื้อชาจริงๆ เกรงว่าจะซื้อไปได้ไม่มากนัก"
"พกมาเท่าไหร่ล่ะ?"
"สองพันตำลึง"
สมกับเป็นพวกทำธุรกิจเครื่องปั้นดินเผา พกเงินติดตัวมาตั้งสองพันตำลึง! ไม่น้อยเลยแฮะ!
ฟางเจิ้งอีเริ่มตื่นเต้นขึ้นมาเล็กน้อย "ไม่เป็นไร! อยากได้เท่าไหร่ก็เอาไปเท่านั้นก่อนสิ การเปิดตลาดในช่วงแรกก็ต้องใช้เวลา หากไม่พอก็กลับมาซื้อที่อำเภอเถาหยวนได้ตลอดเวลา!"
"มาๆ ลองชิมสุราของเถาหยวนเราบ้างสิ"
พูดพลางฟางเจิ้งอีก็รินสุราให้ทั้งสองคนอีกคนละจอก
จักรพรรดิจิ่งตี้ย่อมไม่ปฏิเสธผู้ที่มาเสนอสุราให้ แต่ทันทีที่สุราล่วงเข้าปาก สีพระพักตร์ของพระองค์ก็เปลี่ยนไปทันที "สุราพัดดอกท้อ?"
ฟางเจิ้งอียิ้มร่า "ถูกต้อง! นี่คือสุราพัดดอกท้อ"
"สุรานี้คือสินค้าหลักของอำเภอเถาหยวนเรา ที่อำเภอของเราเจริญรุ่งเรืองมาได้จนถึงทุกวันนี้ ก็พึ่งพาสุราพัดดอกท้อนี่แหละ"
"สุราล็อตหน้ายังหมักไม่เสร็จ คาดว่าตอนนี้ในเมืองหลวงคงจะหายากจนแทบพลิกแผ่นดินหาแล้วกระมัง!"
สีพระพักตร์ของจักรพรรดิจิ่งตี้เปลี่ยนไปเปลี่ยนมาเดี๋ยวดีเดี๋ยวร้าย กัวเทียนหย่างเองก็หันมามองพระองค์เช่นกัน
สุราพัดดอกท้อนี้มีชื่อเสียงเรื่องความร้อนแรง บาดคอ เป็นที่นิยมอย่างมากในเมืองหลวง จักรพรรดิจิ่งตี้โปรดปรานสุรารสแรง ถึงขั้นจัดให้สุรานี้เป็นเครื่องบรรณาการโดยเฉพาะ
แต่ที่สำคัญที่สุด ไม่ใช่เรื่องของสุรา!
จักรพรรดิจิ่งตี้ทรงวางถ้วยสุราลง สีพระพักตร์เรียบเฉยไม่แสดงอารมณ์ใดๆ "ได้ยินมาว่ากิจการสุรานี้เป็นของอู๋อ๋อง หรือว่าผู้ที่อยู่เบื้องหลังอำเภอเถาหยวนก็คืออู๋อ๋อง?"
"ไม่ใช่หรอก ไม่ใช่! สุราพัดดอกท้อนี้เป็นกิจการของอำเภอเถาหยวนมาตั้งแต่ต้น เพียงแต่มีความร่วมมือทางการค้าบางอย่างกับอู๋อ๋องเท่านั้น"
"เมื่อหลายปีก่อน คนของจวนอู๋อ๋องบังเอิญเดินทางผ่านมาที่นี่ และได้พบกับสุราพัดดอกท้อเข้า พวกเราจึงตกลงทำสัญญาผูกขาดการเป็นตัวแทนจำหน่าย"
"หึหึ ตอนนี้อู๋อ๋องคงจะกอบโกยกำไรไปเป็นกอบเป็นกำแล้วกระมัง"
ฟางเจิ้งอีแสร้งทำเป็นหยิบยืมบารมีคนใหญ่คนโตมาข่มขวัญ
เดิมทีใบชาที่จะนำไปขาย เขาก็เคยคิดจะร่วมมือกับคนของจวนอู๋อ๋องเช่นกัน
แต่หลังจากคิดทบทวนไปมา เขาก็ล้มเลิกความคิดนั้น สินค้าของอำเภอเถาหยวนจะปล่อยให้ใครคนใดคนหนึ่งผูกขาดไม่ได้ ในอนาคตเมื่อขยายช่องทางการจัดจำหน่าย หากถูกผูกขาด ก็เท่ากับเป็นการเอาคอไปให้คนอื่นบีบชัดๆ
เขาต้องพยายามขยายเครือข่ายพ่อค้าคนกลางให้กว้างขวางที่สุด ยิ่งดึงคนเข้ามาพัวพันกับอำเภอเถาหยวนได้มากเท่าไหร่ ตำแหน่งของเขาก็จะยิ่งมั่นคงมากขึ้นเท่านั้น
พวกที่ทำธุรกิจเครื่องปั้นดินเผาในเมืองหลวง ส่วนใหญ่ก็ต้องมีเส้นสายหนุนหลังกันทั้งนั้น เขาไม่ได้สนใจหรอกว่าหลี่หลงผู้นี้จะเป็นคนของฝ่ายไหน
ตราบใดที่ไม่ใช่พวกเดียวกับอู๋อ๋องและฮ่องเต้ ก็ไม่มีปัญหา!
จักรพรรดิจิ่งตี้ทรงลอบถอนหายใจด้วยความโล่งอก อู๋อ๋องมีชื่อเสียงว่าเป็นอ๋องผู้ว่างงานในเมืองหลวง ที่แท้ก็จับพลัดจับผลูมาร่วมมือกับอำเภอเถาหยวนนี่เอง มิน่าเล่าถึงได้ใช้เงินมือเติบทุกวัน...
"ไม่ทราบว่าอู๋อ๋องเคยมาที่อำเภอเถาหยวนหรือไม่?"
ฟางเจิ้งอีโบกมือด้วยใบหน้าเอือมระอา "ไม่เคยมาหรอก มีแต่พ่อบ้านนั่นแหละที่มาเจรจาธุรกิจตลอด"
นี่เป็นเหตุผลที่สองที่เขาไม่อยากร่วมมือกับอู๋อ๋อง คนผู้นี้ไร้ซึ่งความทะเยอทะยาน ไม่มีความคิดที่จะก้าวหน้าเอาเสียเลย
ในช่วงแรก หากไม่ใช่เพราะอำเภอเถาหยวนกำลังขาดแคลนทั้งเงินและคน เขาคงไม่มีทางร่วมมือกับเจ้านายพรรค์นี้หรอก
ต่อมาฟางเจิ้งอียังเคยส่งคนไปสำรวจตลาดที่เมืองหลวงโดยเฉพาะ ยอดขายของสุราพัดดอกท้อนั้นพึ่งพาแค่ชื่อเสียงที่บอกปากต่อปากเท่านั้น ทางฝั่งอู๋อ๋องไม่เคยพยายามทำอะไรเลย
หากสุราพัดดอกท้อไม่ใช่สินค้าผูกขาดและมีคุณภาพดีเยี่ยมล่ะก็ เกรงว่าคงจะเจ๊งไม่เป็นท่าไปนานแล้ว
ตอนนั้นก็หน้ามืดตามัวไปหน่อย อยากจะหาที่พึ่งพิงเส้นสายใหญ่ๆ ดันไม่คิดเลยว่าจะเป็นพวกไม่ได้เรื่อง! แถมยังไปทำสัญญาผูกขาดกับเขาอีก การค้าครั้งนี้ของเขาถือว่าขาดทุนย่อยยับเลยทีเดียว
แต่ถึงกระนั้น กำไรจากสุราพัดดอกท้อในแต่ละปีก็ยังมีมากถึงหลายแสนตำลึง เพียงพอที่จะทำให้คนทั้งอำเภออยู่ดีกินดีได้อย่างเหลือเฟือ
ทว่าปัจจุบัน ชีวิตความเป็นอยู่ของชาวอำเภอเถาหยวนดีขึ้นเรื่อยๆ ความต้องการทางวัตถุของชาวบ้านก็เพิ่มขึ้นตามลำดับ บีบบังคับให้ฟางเจิ้งอีต้องขยายช่องทางการจัดจำหน่ายต่อไป
ใบชานี้แหละ! คือสินค้าสำคัญตัวที่สองที่จะนำออกขาย และต้องไม่เป็นการผูกขาดอย่างแน่นอน
"เป็นเช่นนี้นี่เอง อำเภอเถาหยวนช่างมีศักยภาพที่ลึกล้ำยิ่งนัก! ดูเหมือนว่าข้าคงต้องร่วมธุรกิจกับนายอำเภอฟางเสียแล้วล่ะ!" จักรพรรดิจิ่งตี้ตรัสพร้อมรอยยิ้ม
"ไม่ทราบว่าไร่ชาอยู่ที่ใด พรุ่งนี้พวกเราจะได้ไปดูลาดเลาก่อนตัดสินใจ"
ฟางเจิ้งอียิ้มเขินๆ "ความลับทางการค้า ไม่มีข้อคิดเห็น!"
ดู? ดูบ้าอะไรล่ะ! จะไปมีไร่ชาที่ไหนกัน! ก็แค่รับใบชาสดมาจากเมืองเหิงเจียง ใบชาห่วยๆ ราคาหนึ่งเฉียนต่อสี่ชั่ง เอามาคั่วรวมกับสมุนไพรราคาถูกๆ แค่นี้ก็เสร็จแล้ว คนนอกดื่มไม่ออกหรอก!
ที่รู้สึกว่ารสชาติแปลกใหม่ ก็แค่เพราะดื่มน้ำชาที่ผสมนั่นนี่จนชินแล้ว พอได้มาดื่มชาคั่วแบบนี้เป็นครั้งแรกก็เลยตื่นเต้นเท่านั้นเอง!
เมื่อเห็นว่าฟางเจิ้งอีมีท่าทีเด็ดขาด จักรพรรดิจิ่งตี้ก็ไม่ได้เซ้าซี้ต่อ ทรงยกถ้วยสุราขึ้นแล้วตรัสว่า "ก็ดี ใบชานี้ข้าจะรับไปลองตลาดที่เมืองหลวงดูสักล็อต วันข้างหน้าก็ต้องพึ่งพาให้นายอำเภอฟางช่วยดูแลด้วยแล้ว!"
"ได้เลย ได้เลย!"
...
(จบแล้ว)