- หน้าแรก
- แค้นนี้ต้องชำระ ข้าคือปรมาจารย์โอสถไร้พ่าย
- บทที่ 43 - ความเศร้าแห่งการจากลา
บทที่ 43 - ความเศร้าแห่งการจากลา
บทที่ 43 - ความเศร้าแห่งการจากลา
บทที่ 43 - ความเศร้าแห่งการจากลา
สำหรับเมิ่งกวนแล้ว ฟ่านซานถ่ายทอดวิชาความรู้ให้จนหมดไส้หมดพุงจริงๆ เขาสอนตั้งแต่พื้นฐานการจดจำลวดลายค่ายกลไปจนถึงการสร้างจุดเชื่อมต่อพลังปราณ
เขาถึงขั้นยอมสูญเสียพลังวิญญาณที่เหลืออยู่เพียงน้อยนิด สร้างค่ายกลจำลองย้อนอดีตขนาดเล็กขึ้นมาหลายต่อหลายครั้ง เพื่อจำลองสถานการณ์การต่อสู้จริง ผสานการใช้ค่ายกลและการควบคุมหุ่นเชิดเข้าด้วยกัน ให้เมิ่งกวนได้สัมผัสถึงการใช้ค่ายกลกักขังศัตรูและการใช้หุ่นเชิดทำลายวงล้อมท่ามกลางการเข่นฆ่าที่สมจริง เพื่อให้ความรู้ซึมซับกลายเป็นสัญชาตญาณ
แนวคิดและเทคนิคอันพลิกแพลงดุจเทพสร้างเหล่านี้ ทำให้เมิ่งกวนเลื่อมใสในความเชี่ยวชาญด้านค่ายกลของฟ่านซานอย่างหาที่เปรียบไม่ได้
ในขุนเขาไร้วันเวลา ฤดูหนาวผ่านพ้นไปก็ไม่รู้ว่ากี่ปี เผลอแปบเดียวเวลาสองปีก็ผ่านพ้นไปอย่างเงียบเชียบ ในช่วงเวลานี้ นอกจากการกลับไปสำนักฉือเหยียนเป็นครั้งคราวเพื่อทำภารกิจหลอมโอสถให้เสร็จสิ้นตามข้อบังคับแล้ว เวลาเกือบทั้งหมดของเมิ่งกวนล้วนจมอยู่แต่ในสุสานโบราณแห่งนี้ ติดตามเรียนรู้จากฟ่านซานอย่างกระหายใคร่รู้
ภายใต้การสั่งสอนอย่างเจาะลึกของฟ่านซาน เมิ่งกวนเปรียบเสมือนผืนดินที่แห้งแล้งมานานและได้รับฝนชุ่มฉ่ำ เขาดูดซับสารอาหารอย่างรวดเร็ว
ประกอบกับสัมผัสวิญญาณของเขาที่แข็งแกร่งเป็นทุนเดิม ความจำและสติปัญญาจึงเหนือกว่าคนทั่วไป การเรียนรู้จึงก้าวหน้าไปอย่างรวดเร็วเกินคาด
เวลาผ่านไปไม่ถึงหนึ่งปี ระดับความสามารถด้านค่ายกลของเขาก็ก้าวกระโดดจากระดับพื้นฐานขึ้นสู่ระดับเชี่ยวชาญ ค่ายกลและทฤษฎีที่ซับซ้อนมากมายเพียงแค่ชี้แนะนิดเดียวเขาก็เข้าใจปรุโปร่ง สามารถพลิกแพลงนำไปประยุกต์ใช้ได้ทันที
หุ่นเชิดไม้อูจินที่สร้างเสร็จไปเพียงค่อนตัวนั้น เป็นสิ่งที่ฟ่านซานกังวลใจมาตลอด ตามการคาดการณ์ของเขา หากหุ่นเชิดตัวนี้สร้างเสร็จสมบูรณ์ โดยผสานวัตถุดิบวิญญาณสำคัญสองชนิดอย่างทรายหยินหมิงและหินวิญญาณหยางเข้าไป จากนั้นก็กระตุ้นค่ายกลหลักให้ทำงาน อานุภาพของมันอย่างน้อยก็ทัดเทียมกับผู้บำเพ็ญเพียรระดับเจี๋ยตานขั้นต้น
คำกล่าวนี้ทำเอาเมิ่งกวนฟังจนตาค้าง หุ่นเชิดระดับเจี๋ยตานเชียวหรือ ทั่วทั้งแคว้นเสินมู่ ผู้แข็งแกร่งที่สุดที่เปิดเผยตัวก็อยู่เพียงระดับเจี๋ยตานขั้นปลายเท่านั้น การสร้างหุ่นเชิดระดับนี้ช่างเหมือนกับเรื่องเล่าในตำนานไม่มีผิด
ทว่าเมื่อฟ่านซานชี้แจงและสอนเกี่ยวกับค่ายกลขับเคลื่อนและควบคุมอันสลับซับซ้อนขั้นสุดที่อยู่แกนกลางของหุ่นเชิดทีละขั้นตอน เมิ่งกวนถึงได้เข้าใจกลไกของมัน พร้อมกันนั้นเขาก็ถึงกับพูดไม่ออก
การจะกระตุ้นให้หุ่นเชิดตัวนี้ทำงาน ต้องฝังหินวิญญาณระดับสุดยอดสองก้อนลงในช่องตรงจุดศูนย์กลางค่ายกลบริเวณหน้าอกพร้อมกัน และมันสามารถรักษาสภาพการต่อสู้เต็มกำลังได้เพียงแค่หนึ่งก้านธูปเท่านั้น
หินวิญญาณระดับสุดยอด เมิ่งกวนอย่าว่าแต่จะได้ครอบครองเลย แม้แต่เห็นก็ยังไม่เคยเห็น ว่ากันว่าในสายแร่หินวิญญาณขนาดเล็กสายหนึ่ง จะพบหินวิญญาณระดับสุดยอดเพียงไม่กี่ก้อนเท่านั้น ถือเป็นของล้ำค่าที่แต่ละสำนักเก็บไว้เป็นเสบียงรณยุทธ์ สำหรับผู้บำเพ็ญเพียรทั่วไปแล้ว มันคือของในตำนานที่ยากจะพานพบ การใช้พลังงานในการขับเคลื่อนหุ่นเชิดนี้เพียงครั้งเดียว ก็ไกลเกินกว่าที่เมิ่งกวนจะจินตนาการและแบกรับไหวแล้ว
"สิ่งที่ชายชราผู้นี้สามารถสอนเจ้าได้ ล้วนถ่ายทอดให้จนหมดสิ้นแล้ว หนทางต่อจากนี้เจ้าต้องคลำหาและก้าวเดินไปเอง หวังว่าเจ้าจะไม่ทำให้หยาดเหงื่อแรงกายตลอดชีวิตของชายชราผู้นี้ต้องแปดเปื้อน"
ในวันนั้นเอง เมื่อเมิ่งกวนสลักลวดลายค่ายกลเส้นสุดท้ายซึ่งเป็นเส้นที่สำคัญที่สุดลงบนแกนกลางของหุ่นเชิดไม้อูจิน เสียงอันแหบพร่าทว่าราบเรียบของฟ่านซานก็ดังขึ้นในห้องหิน
หัวใจของเมิ่งกวนกระตุกวูบ เขาเงยหน้าขึ้นมอง ก็เห็นเพียงเงาร่างจิตวิญญาณของฟ่านซานที่เคยเห็นชัดเจน บัดนี้ขอบเขตเริ่มพร่ามัวและจางหายไป ราวกับเงาสะท้อนในน้ำที่ถูกระลอกคลื่นซัดจนแตกกระจาย
"ผู้อาวุโส ท่าน..." เมิ่งกวนจุกอยู่ที่คอ คำพูดที่เหลือถูกกลืนหายไปในอก ยากจะเอื้อนเอ่ยออกมาได้
ตลอดสามปีที่อยู่ร่วมกันทั้งเช้าค่ำ ท่านคอยสั่งสอนวิชา ถ่ายทอดความรู้ และไขข้อข้องใจให้ ในใจของเขา ฟ่านซานเปรียบเสมือนทั้งอาจารย์และบิดาไปแล้ว
เมื่อนึกย้อนไปถึงตอนที่เพิ่งเข้าสำนักฉือเหยียน เขาถูกหลิงจิ้งวางแผนหมายจะใช้เป็นเตาหลอมมนุษย์ สิ่งที่เรียกว่าอาจารย์กลับเป็นยมทูตพรากวิญญาณ ภายในสำนักนอกจากจินเจี้ยนชิวแล้ว เขาก็ไม่มีสหายที่รู้ใจเลย
มีเพียงเศษเสี้ยววิญญาณของผู้อาวุโสท่านนี้ที่บังเอิญได้พบกัน ที่คอยถ่ายทอดวิชาให้อย่างหมดหน้าตักโดยไม่ปิดบัง ยามนี้เมื่อเห็นว่าท่านกำลังจะแตกซ่านหายไปจากฟ้าดินตลอดกาล จะไม่ให้เขารู้สึกเศร้าสลดได้อย่างไร
"ติดแหงกอยู่ในสุสานซากศพแห่งนี้นานนับร้อยปี ชายชราผู้นี้เหนื่อยล้ามานานแล้ว การให้วิญญาณกลับคืนสู่ฟ้าดินและเข้าสู่วัฏสงสารอีกครั้งก็ถือเป็นการหลุดพ้น เจ้าไม่ต้องเศร้าเสียใจไป ความแค้นนั้นหากเจ้ามีความสามารถพอก็ช่วยสะสางแทนข้าด้วย หากสุดวิสัยก็ไม่ต้องฝืน เอาการรักษาชีวิตตนเองไว้เป็นยอด จำให้ขึ้นใจ" เสียงของฟ่านซานยิ่งฟังดูเลื่อนลอยและว่างเปล่า ร่างกายก็ค่อยๆ เลือนรางราวกับควันบางๆ
เมิ่งกวนคุกเข่าลงกับพื้นเสียงดังตุบ โขกศีรษะสามครั้งอย่างหนักแน่นให้แก่เงาร่างที่กำลังจะแตกซ่าน น้ำเสียงสั่นเครือทว่าเด็ดเดี่ยวอย่างยิ่ง "ท่านอาจารย์ รอจนศิษย์มีพลังฝึกปรือมากพอ ศิษย์จะแก้แค้นแทนท่าน เพื่อปลอบประโลมดวงวิญญาณบนสรวงสวรรค์ของท่านให้จงได้"
"ไปเถอะ จงไปตามหามรรคาแห่งความเป็นอมตะของเจ้าเถิด" คำพูดสุดท้ายของฟ่านซานแฝงไปด้วยความปลดปลง มันสะท้อนก้องไปมาเบาๆ ก่อนจะเลือนหายไปอย่างไร้สุ้มเสียง
ภายในห้องหินกลับมาเงียบสงัดอีกครั้ง เหลือเพียงโครงกระดูกสีเทาดำที่ยังคงนั่งนิ่งเงียบ บอกเล่าเรื่องราวในอดีตที่สูญสลายไป
เจ็ดวันต่อมา เมิ่งกวนที่มีสีหน้าหมองหม่น บังคับกระบี่บินพุ่งตัวออกมาจากรอยแยกของภูเขาลูกเล็ก กลายเป็นเส้นแสงพุ่งทะยานจากไป ลึกลงไปในภูเขา เหลือเพียงหลุมศพเรียบง่ายที่เพิ่งสร้างขึ้นใหม่ บนป้ายศพสลักข้อความไว้ว่า สุสานอาจารย์ผู้มีพระคุณ ฟ่านซาน
ตลอดสามปีที่เมิ่งกวนจากไป กาลเวลาในสำนักฉือเหยียนยังคงดำเนินไปตามปกติ ความคึกคักของการรับศิษย์ใหม่เพิ่งจะผ่านพ้นไป ประตูหอไป่เฉ่าที่ปิดตายมาสามปี ในที่สุดก็ค่อยๆ เปิดออกในวันนี้
เมิ่งกวนในชุดคลุมยาวสีขาวล้วน ใบหน้าซีดเซียวจากการเก็บตัวอยู่ใต้ดินเป็นเวลานาน เจือด้วยความเหนื่อยล้าที่ลบไม่ออก เขาก้าวเดินช้าๆ เข้าไปในตำหนักที่ดูโล่งกว้าง
แสงภายในตำหนักสลัว ฝุ่นละอองปลิวว่อน ตรงกลางพื้นมีวัตถุดิบหลอมโอสถนานาชนิด เช่น หญ้าวิญญาณและแร่ธาตุที่ยังไม่ผ่านการแปรรูป กองพะเนินเป็นภูเขาขนาดย่อม นี่คือส่วนแบ่งที่ยอดเขาและหอต่างๆ ในสำนักส่งมาให้ตามกฎตลอดสามปีที่ผ่านมา รอให้เขาผู้เป็นผู้ดูแลมาจัดการ
ตลอดสามปีนี้เขาทำเพียงภารกิจของเจ้าสำนักเท่านั้น ส่วนของคนอื่นเขาไม่สนใจเลยแม้แต่น้อย ซึ่งนั่นก็ทำให้หลายคนเกิดความไม่พอใจขึ้นมาบ้างแล้ว
เมิ่งกวนมองดูกองวัตถุดิบเหล่านั้นแล้วถอนหายใจเบาๆ เขาสะบัดแขนเสื้อกวาดเก็บพวกมันทั้งหมด ก่อนจะหันหลังเดินเข้าไปในห้องหลอมโอสถที่คุ้นเคย
หลังจากหลอมสมุนไพรทั้งหมดจนกลายเป็นกากยา เมิ่งกวนก็นั่งขัดสมาธิลง หลับตารวบรวมสมาธิ ดึงสัมผัสวิญญาณอันแข็งแกร่งและอัดแน่นลงสู่จุดตันเถียน เตรียมจะดึงเจดีย์น้อยลึกลับออกมาเหมือนเช่นเคย
ทว่าในวินาทีที่สัมผัสวิญญาณของเขาแตะถูกตัวเจดีย์เบาๆ แรงดูดอันมหาศาล บริสุทธิ์ และไม่อาจต้านทานได้ ก็ปะทุขึ้นมาจากภายในเจดีย์น้อยทันที ดุจสัตว์ร้ายที่หลับใหลอยู่จู่ๆ ก็อ้าปากกว้าง ดูดกลืนพลังสัมผัสวิญญาณของเขาไปอย่างบ้าคลั่ง
"เกิดอะไรขึ้นกันแน่" เมิ่งกวนตกใจสุดขีด สัญชาตญาณสั่งให้เขารีบเดินพลังเคล็ดวิชาลู่เสินเพื่อปกป้องห้วงวิญญาณและตัดการเชื่อมต่อทันที
แต่ในชั่วพริบตานั้น เขาก็นึกถึงคำพูดของฟ่านซานที่เคยบอกว่า ของวิเศษจากยุคโบราณบางชิ้น เมื่อทำการยอมรับนาย เลื่อนขั้น หรือเปิดความสามารถใหม่ อาจจะต้องกลืนกินสัมผัสวิญญาณของผู้เป็นนายจำนวนมากเพื่อสร้างการเชื่อมต่อที่ลึกล้ำยิ่งขึ้น
ความคิดแล่นปลาบ เขาฝืนข่มสัญชาตญาณการต่อต้านลงไป ปลดปล่อยการป้องกันห้วงวิญญาณทั้งหมด ยอมปล่อยให้แรงดูดนั้นรุกล้ำเข้ามาอย่างเต็มที่
เมื่อละทิ้งการต่อต้าน ความเร็วในการดูดกลืนสัมผัสวิญญาณของเจดีย์น้อยก็พุ่งพรวดขึ้นทันที สัมผัสวิญญาณอันกว้างใหญ่ดุจสายน้ำทะลักไหลเข้าสู่ตัวเจดีย์ที่ดูเล็กจิ๋วแต่กลับลึกล้ำเกินหยั่งถึง เพียงเวลาหนึ่งก้านธูป แรงดูดก็หยุดชะงักลง
ทว่าการดูดกลืนเพียงชั่วครู่นี้ แทบจะสูบเอาห้วงวิญญาณอันแข็งแกร่งของเขาไปจนหมดเกลี้ยง เมิ่งกวนรู้สึกปวดหัวแทบระเบิด หน้ามืดตาลาย อาการวิงเวียนและคลื่นไส้อย่างรุนแรงตีตื้นขึ้นมา ความรู้สึกอ่อนล้าที่ส่งมาจากจิตวิญญาณนั้น รุนแรงยิ่งกว่าการเผชิญหน้ากับการต่อสู้เสี่ยงตายเสียอีก
เจดีย์น้อยดูเหมือนจะอิ่มเอมแล้ว มันค่อยๆ ลอยขึ้นมาจากจุดตันเถียน หยุดนิ่งอยู่ห่างจากตัวเขาราวหนึ่งฉื่อ ตัวเจดีย์เปล่งประกายแสงสลัวนวลตาราวกับหยก
ตามมาด้วยลวดลายโบราณอันหม่นหมองบนชั้นที่สองของเจดีย์ ราวกับถูกพู่กันที่มองไม่เห็นแต้มระบาย พวกมันค่อยๆ สว่างขึ้นด้วยแสงสีนวลตาและมั่นคง สาดส่องห้องหลอมโอสถอันมืดสลัวให้สว่างไสวขึ้นมาเลือนราง
แปะ
เสียงหล่นเบาๆ ดังขึ้น วัตถุรูปทรงคล้ายม้วนไม้ไผ่ ความยาวราวสามชุ่น กว้างราวหนึ่งนิ้ว สีแดงคล้ำดั่งหยกเลือดนก ถูกพ่นออกมาจากรัศมีแสงของเจดีย์ชั้นที่สอง ร่วงหล่นลงบนพื้นอิฐสีเขียว
จากนั้นแสงสว่างบนเจดีย์น้อยก็หรี่ลงเล็กน้อย มันค่อยๆ ลอยต่ำลง กวาดเอากากโอสถทั้งหมดที่กองอยู่บนพื้นสูบเข้าไปในตัวเจดีย์จนหมดเกลี้ยง จากนั้นมันก็ลอยกลับเข้าไปในจุดตันเถียนของเมิ่งกวน โดยไม่ได้พ่นโอสถที่สกัดบริสุทธิ์แล้วออกมาเหมือนอย่างเคย
เมิ่งกวนเห็นดังนั้นก็ร้อนใจยิ่งนัก ความสามารถในการสกัดโอสถของเจดีย์น้อยคือรากฐานในการฝึกตนของเขา หากปราศจากตัวช่วยที่ฝืนลิขิตฟ้านี้แล้ว ขืนค่อยๆ ฝึกฝนไปตามปกติ อย่าว่าแต่วันข้างหน้าจะไปแก้แค้นให้ฟ่านซานเลย แค่การพัฒนาพลังฝึกปรือของตัวเองก็คงยากลำบากแสนสาหัส และคงหนีไม่พ้นจุดจบที่อายุขัยต้องหมดลงอย่างแน่นอน
เขาไม่มีกะจิตกะใจจะไปเก็บหยกแผ่นสีแดงนั่น และต้องชะลอการเดินพลังฟื้นฟูจิตวิญญาณที่เกือบจะแห้งขอดเอาไว้ก่อน เขาฝืนทนต่อความรู้สึกไม่สบายอย่างรุนแรง รวบรวมสัมผัสวิญญาณที่หลงเหลืออยู่ ค่อยๆ หยั่งเชิงเข้าไปหาเจดีย์น้อยที่ลอยนิ่งอยู่อีกครั้งอย่างระมัดระวัง
ทันทีที่สัมผัสวิญญาณแตะโดนเจดีย์ กระแสความอบอุ่นและอ่อนโยนก็สะท้อนกลับมาตามการเชื่อมต่อ ราวกับแสงแดดอุ่นในฤดูใบไม้ผลิไหลเวียนไปตามเส้นลมปราณทั่วร่าง ก่อนจะไหลกลับคืนสู่จุดตันเถียน
น่าประหลาดใจยิ่งนัก เพียงแค่กระแสความอบอุ่นนี้ไหลเวียนครบหนึ่งรอบ เมิ่งกวนก็รู้สึกได้ว่าพลังปราณในร่างเพิ่มขึ้นอย่างชัดเจน ความเจ็บปวดอย่างรุนแรงที่ห้วงวิญญาณก็บรรเทาลงไปบ้าง
เมิ่งกวนส่งสัมผัสวิญญาณเข้าไปในเจดีย์น้อย พบว่ามันเป็นมิติที่มีขนาดราวหลายสิบจ้าง ยามนี้เต็มไปด้วยกากโอสถที่เพิ่งหลอมเสร็จใหม่ๆ ซึ่งถูกสูบเข้ามาเมื่อครู่ กลิ่นโอสถปะปนกันลอยคละคลุ้ง เหนือกากโอสถมีหมอกประหลาดสีขาวขุ่นลอยวนเวียนอยู่อย่างเชื่องช้า
[จบแล้ว]