เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

บทที่ 20 - เตรียมตัวทดสอบ

บทที่ 20 - เตรียมตัวทดสอบ

บทที่ 20 - เตรียมตัวทดสอบ


บทที่ 20 - เตรียมตัวทดสอบ

ตอนที่เดินทางกลับมาถึงสำนักลั่วเสีย ท้องฟ้าก็มืดมิดลงแล้ว

หยางอี้เฉินยืนอยู่หน้าประตูสำนัก ทอดสายตามองเรือนพักทั้งเก้าชั้นที่ทอดตัวยาวจากตีนเขาจรดปลายยอด ท่ามกลางแสงไฟสว่างไสว ดูราวกับมังกรยักษ์ที่กำลังหมอบขดตัวอยู่บนภูเขา

สามปีก่อน เขาถูกท่านเซียนคนหนึ่งพามาที่นี่ ก่อนจะถูกโยนเข้าไปอยู่ในแผนกใช้แรงงาน สามปีให้หลัง เขาได้กลับมาเยือนที่นี่อีกครั้ง

ทว่าสถานะของเขาก็ยังคงเป็นเพียงแค่ศิษย์ส่ายงานต้อยต่ำ

จ้าวหู่นำพาพวกเขาทั้งห้าคนไปส่งให้กับจางเต๋อที่แผนกใช้แรงงาน แล้วก็เดินจากไป

จางเต๋อยังคงเป็นชายชราผอมแห้งคนเดิม พอเขาเหลือบมาเห็นหยางอี้เฉินก็มีอาการชะงักไปเล็กน้อย "เจ้ายังไม่ตายอีกรึ"

"ด้วยบารมีของผู้ดูแลจางขอรับ" หยางอี้เฉินก้มหน้าตอบ

จางเต๋อกวาดสายตาสำรวจเขาตั้งแต่หัวจรดเท้า คล้ายกับจะสังเกตเห็นว่าเขาดูผิดแผกไปจากเมื่อสามปีก่อน ทว่าก็บอกไม่ได้แน่ชัดว่าผิดแผกไปตรงไหน ท้ายที่สุดก็พยักหน้ารับ "เอาเถอะ กลับไปพักผ่อนซะ พรุ่งนี้จะมีการทดสอบ อย่ามาสายล่ะ"

หยางอี้เฉินเดินกลับไปยังเรือนหินที่เขาเคยซุกหัวนอนมาตลอดสามปี ภายในห้องยังคงมีสภาพเหมือนเดิม อับชื้นและมีกลิ่นเหม็นอับโชยเตะจมูก เตียงนอนของเขายังคงอยู่ด้านในสุด บนนั้นมีฝุ่นเกาะอยู่หนาเตอะ

เขาจัดการปัดกวาดทำความสะอาดแบบลวกๆ ทิ้งตัวลงนอนบนกองหญ้าแห้ง แล้วหลับตาลง

พรุ่งนี้ก็จะถึงวันทดสอบแล้ว เขาต้องแสดงฝีมือออกมาให้พอดีพองามในทั้งสามด่าน ห้ามทำผลงานย่ำแย่จนตกรอบ และห้ามโดดเด่นจนตกเป็นเป้าสายตา ระดับความพอดีนี้ ต้องกะเกณฑ์ให้แม่นยำไร้ที่ติ

การทดสอบพลังปราณ เขาเตรียมจะกดระดับตบะให้เหลือแค่ขั้นสัมผัสปราณระดับสาม ขั้นสัมผัสปราณระดับสามไม่ได้นับว่าสูงส่งอะไรในหมู่ศิษย์ส่ายงาน ทว่าก็ไม่ได้ต่ำต้อยจนเกินไป คาบเกี่ยวอยู่ตรงเส้นแบ่งเกณฑ์สอบผ่านพอดี ความบริสุทธิ์ของพลังปราณก็ไม่ควรแสดงออกมาให้เลิศเลอนัก ควบคุมให้อยู่ในระดับกลางๆ ก็พอ

การทดสอบต่อสู้จริง เขาเตรียมจะใช้เพียงกระบวนท่าพื้นฐานของหมัดห้าธาตุ เพื่อซ่อนเร้นความแข็งแกร่งที่แท้จริง คู่ต่อสู้คือหุ่นเชิดขั้นสัมผัสปราณระดับสาม ด้วยระดับตบะของเขาในตอนนี้ ต่อให้ออกแรงแค่สามส่วน ก็สามารถคว้าชัยชนะมาได้อย่างสบายมือ

การทดสอบสภาพจิตใจ เขาไม่จำเป็นต้องตั้งใจควบคุมอะไรมากมาย สภาพจิตใจของเขานั้นเหนือล้ำกว่าเด็กรุ่นเดียวกันไปไกลลิบ

เมื่อจัดเตรียมแผนการในหัวจนเสร็จสรรพ เขาก็พลิกตัวแล้วหลับสนิทไป

เช้าวันรุ่งขึ้น หยางอี้เฉินก็เดินทางมาถึงลานฝึกยุทธ์

บนลานฝึกยุทธ์คลาคล่ำไปด้วยผู้คน มีศิษย์ส่ายงานมารอรับการทดสอบไม่ต่ำกว่าร้อยคน มีทั้งคนตื่นเต้น คนหวาดหวั่น และคนหน้าตายไร้อารมณ์ หยางอี้เฉินเลือกไปยืนหลบมุมอยู่หลังสุดของฝูงชน ก้มหน้าก้มตา ทำตัวให้กลืนหายไปกับฝูงชนมากที่สุดเท่าที่จะทำได้

จางเต๋อยืนอยู่กึ่งกลางลานฝึกยุทธ์ ในมือถือสมุดรายชื่อ ประกาศกฎกติกาการทดสอบด้วยเสียงอันดัง

"การทดสอบแบ่งออกเป็นสามรอบ รอบที่หนึ่ง การทดสอบพลังปราณ ใช้ศิลาทดสอบปราณวัดความบริสุทธิ์และปริมาณของพลังปราณ ยิ่งมีความบริสุทธิ์สูงและปริมาณมาก คะแนนก็จะยิ่งสูงตาม หกสิบคะแนนถือว่าสอบผ่าน แปดสิบคะแนนขึ้นไปถือว่าดีเยี่ยม ใครได้ไม่ถึงหกสิบคะแนนจะถูกคัดออกทันที"

"รอบที่สอง การทดสอบต่อสู้จริง ประลองฝีมือกับหุ่นเชิด หุ่นเชิดจะมีระดับตบะใกล้เคียงกับผู้เข้ารับการทดสอบ หากสามารถเอาชนะหุ่นเชิดได้ จะได้รับแปดสิบคะแนนขึ้นไป หากยืนหยัดได้นานหนึ่งก้านธูป จะได้รับหกสิบคะแนนขึ้นไป หากยืนหยัดได้ไม่ถึงหนึ่งก้านธูป ถือว่าสอบตก"

"รอบที่สาม การทดสอบสภาพจิตใจ เข้าสู่ค่ายกลมายาเพื่อทดสอบความมั่นคงของสภาวะจิต หากสามารถยืนหยัดอยู่ในค่ายกลมายาได้นานหนึ่งก้านธูป จะได้รับหกสิบคะแนนขึ้นไป หากยืนหยัดได้นานสองก้านธูป จะได้รับแปดสิบคะแนนขึ้นไป หากยืนหยัดได้ไม่ถึงหนึ่งก้านธูป ถือว่าสอบตก"

"ผู้ที่สอบผ่านครบทั้งสามรอบ และมีคะแนนรวมอยู่ในสิบห้าอันดับแรก จะได้เลื่อนขั้นเป็นศิษย์สายนอก"

"เริ่มขานชื่อได้"

จางเต๋อเริ่มขานชื่อทีละคน ผู้ที่ถูกเรียกชื่อจะต้องเดินมาที่ศิลาทดสอบปราณตรงกลางลานฝึกยุทธ์ แล้ววางมือทาบลงไป

ศิลาทดสอบปราณคือแท่นหินสูงสามฉื่อ ผิวเรียบเนียนดุจกระจกเงา สีสันออกไปทางเทาหม่น เมื่อวางมือทาบลงไป ศิลาจะเปล่งแสงออกมา สีของแสงจะบ่งบอกถึงคุณสมบัติของพลังปราณ ส่วนความสว่างจะบ่งบอกถึงความบริสุทธิ์และปริมาณของพลังปราณ

"หวังต้าลี่ ขั้นสัมผัสปราณระดับสอง ความบริสุทธิ์ระดับล่าง ปริมาณระดับล่าง ห้าสิบคะแนน สอบตก"

ผู้เข้ารับการทดสอบคนแรกเดินคอตกกลับออกมา

"หลี่เอ้อร์โก่ว ขั้นสัมผัสปราณระดับสาม ความบริสุทธิ์ระดับกลาง ปริมาณระดับกลาง หกสิบห้าคะแนน สอบผ่าน"

"จ้าวสือโถว ขั้นสัมผัสปราณระดับสอง ความบริสุทธิ์ระดับล่าง ปริมาณระดับล่าง สี่สิบคะแนน สอบตก"

คนแล้วคนเล่าก้าวออกไปทดสอบ ส่วนใหญ่ได้คะแนนกะท่อนกะแท่นอยู่แถวๆ สี่ห้าสิบคะแนน มีคนที่สอบผ่านไม่ถึงสามในสิบ หยางอี้เฉินยืนลอบสังเกตการณ์อยู่เงียบๆ จากทางด้านหลัง

เขาจับจุดสังเกตได้ข้อหนึ่ง ศิลาทดสอบปราณสามารถวัดระดับตบะได้อย่างแม่นยำไร้ที่ติ ปริมาณพลังปราณของขั้นสัมผัสปราณระดับหนึ่งอยู่ที่ราวๆ สิบหน่วย ระดับสองยี่สิบหน่วย ระดับสามสี่สิบหน่วย ระดับสี่แปดสิบหน่วย ยิ่งระดับตบะสูงขึ้น ปริมาณก็จะเพิ่มขึ้นเป็นเท่าตัว

ระดับตบะของเขาในตอนนี้คือขั้นสัมผัสปราณระดับเก้า ปริมาณพลังปราณน่าจะอยู่แถวๆ สองพันห้าร้อยหน่วย หากเขาปล่อยพลังออกไปจนหมดแม็กซ์ ศิลาทดสอบปราณต้องสว่างจ้าจนแสบตาแน่นอน และทุกคนก็จะล่วงรู้ว่าเขาคือยอดฝีมือที่แท้จริง

ทว่าเขาจะทำเช่นนั้นไม่ได้

เขาตัดสินใจกดระดับตบะให้เหลือแค่ขั้นสัมผัสปราณระดับสาม ควบคุมปริมาณพลังปราณให้จำกัดอยู่ที่สี่สิบหน่วย ความบริสุทธิ์ก็ไม่ให้โดดเด่นนัก จำกัดเอาไว้ที่ระดับกลางพอ

"หยางอี้เฉิน"

จางเต๋อขานชื่อเขาแล้ว

หยางอี้เฉินก้มหน้าเดินเข้าไปหาศิลาทดสอบปราณ ผู้คนรอบข้างเริ่มซุบซิบนินทากันเบาๆ

"หยางอี้เฉินงั้นรึ ไอ้ขยะรากปราณห้าธาตุคนนั้นน่ะนะ"

"หมอนี่ก็มาสอบกับเขาด้วยรึ ช่างไม่เจียมกะลาหัวเอาซะเลย"

"ได้ยินว่าไปเป็นขี้ข้าขุดแร่ตั้งสามปี คงยังไม่บรรลุขั้นสัมผัสปราณด้วยซ้ำมั้ง"

หยางอี้เฉินทำหูทวนลม วางมือทาบลงบนศิลาทดสอบปราณ สูดลมหายใจเข้าลึกๆ แล้วเริ่มควบคุมพลังปราณในร่าง

เขาสะกดพลังปราณส่วนใหญ่ในจุดตันเถียนเอาไว้ ปลดปล่อยออกมาแค่หยิบมือเดียวเท่านั้น ซึ่งเป็นปริมาณที่เทียบเท่ากับขั้นสัมผัสปราณระดับสามพอดิบพอดี ความบริสุทธิ์ก็ถูกควบคุมไว้อย่างดีเยี่ยม ไม่มากไม่น้อยเกินไป อยู่ในระดับปานกลาง

ศิลาทดสอบปราณสว่างวาบขึ้นมา แท่นหินสีเทาหม่นเปลี่ยนเป็นสีเหลืองอ่อน แสงนั้นไม่ได้สว่างจ้าทว่าก็ไม่ได้ริบหรี่จนเกินไป มันสว่างคงที่อยู่นานราวสิบลมหายใจ

จางเต๋อเหลือบมองตัวเลขบนศิลาทดสอบปราณ ชะงักไปชั่วขณะ

"หยางอี้เฉิน ขั้นสัมผัสปราณระดับสาม ความบริสุทธิ์ระดับกลาง ปริมาณระดับกลาง หกสิบห้าคะแนน สอบผ่าน"

ลานฝึกยุทธ์เงียบกริบไปชั่วอึดใจ ก่อนที่เสียงอื้ออึงจะดังระงมขึ้นมา

"หกสิบห้าคะแนนงั้นรึ ไอ้ขยะนั่นเนี่ยนะ"

"ไม่มีทาง หมอนั่นโกงรึเปล่า"

"ขยะรากปราณห้าธาตุบำเพ็ญเพียรจนถึงขั้นสัมผัสปราณระดับสามได้เนี่ยนะ ล้อกันเล่นรึเปล่า"

หยางอี้เฉินก้มหน้าเดินกลับไปหลบมุมอยู่หลังสุดของฝูงชน สีหน้าของเขาไร้ซึ่งความเปลี่ยนแปลงใดๆ ทว่าเขาก็สัมผัสได้ถึงสายตาหลายคู่ที่จับจ้องมาทางเขา

มีทั้งสายตาประหลาดใจ สายตาเคลือบแคลง และสายตาเหยียดหยาม

ทว่าเขาหาได้ใส่ใจไม่

เมื่อการทดสอบรอบที่หนึ่งสิ้นสุดลง มีผู้สอบผ่านไม่ถึงสามสิบคน คนที่สอบตกถูกคัดออกและต้องเดินคอตกจากไป ส่วนคนที่เหลือสามสิบคนจะได้เข้าสู่การทดสอบรอบที่สอง

รอบที่สอง การทดสอบต่อสู้จริง

ตรงกลางลานฝึกยุทธ์มีหุ่นเชิดตั้งตระหง่านอยู่ห้าตัว หุ่นเชิดแต่ละตัวสูงท่วมหัวคน ร่างกายสร้างจากไม้เหล็ก ตรงข้อต่อฝังศิลาวิญญาณเอาไว้ เคลื่อนไหวคล่องแคล่วว่องไว ซ้ำยังมีพละกำลังมหาศาล

จางเต๋อเรียกชื่อผู้เข้ารับการทดสอบออกมาทีละคนตามลำดับในสมุดรายชื่อ

ระดับตบะของหุ่นเชิดจะเทียบเท่ากับผู้เข้ารับการทดสอบ ผู้เข้ารับการทดสอบขั้นสัมผัสปราณระดับหนึ่ง ก็จะได้ประลองกับหุ่นเชิดขั้นสัมผัสปราณระดับหนึ่ง ผู้เข้ารับการทดสอบขั้นสัมผัสปราณระดับสาม ก็จะได้ประลองกับหุ่นเชิดขั้นสัมผัสปราณระดับสาม

คนแรกๆ ที่ขึ้นไปประลองล้วนผ่านไปอย่างยากลำบาก คนงานเหมืองขั้นสัมผัสปราณระดับสองคนหนึ่ง ถูกหุ่นเชิดอัดจนลงไปกองกับพื้นภายในเวลาไม่ถึงครึ่งก้านธูป ชายหนุ่มขั้นสัมผัสปราณระดับสามอีกคนฝืนยืนหยัดได้นานถึงหนึ่งก้านธูปทว่าก็ไม่สามารถเอาชนะหุ่นเชิดได้ คว้าไปได้เพียงหกสิบคะแนนเท่านั้น

"หยางอี้เฉิน"

จางเต๋อขานชื่อเขาอีกแล้ว

หยางอี้เฉินเดินออกไปกลางลานฝึกยุทธ์ หยุดยืนอยู่เบื้องหน้าหุ่นเชิด ดวงตาของหุ่นเชิดทำจากศิลาวิญญาณสีแดง ทอแสงวาววับลี้ลับยามต้องแสงตะวัน ราวกับกำลังประเมินท่าทีของเขาอยู่

จางเต๋อโบกมือเป็นสัญญาณให้เริ่มการประลอง หุ่นเชิดก็ขยับตัวทันที

การเคลื่อนไหวของมันรวดเร็วปานสายฟ้า หมัดหนึ่งพุ่งทะยานเข้าใส่ใบหน้าของหยางอี้เฉิน เขาเบี่ยงตัวหลบวูบ หมัดนั้นเฉียดหูของเขาไปพร้อมกับเสียงลมกระชาก

เขาไม่ได้สวนหมัดกลับไปในทันที

เขากำลังรอ รอจังหวะที่เหมาะสม กะเกณฑ์แรงหมัดที่เหมาะสม เพื่อตอบโต้กลับไปอย่างแนบเนียนที่สุด

หากสวนกลับเร็วไป ก็จะดูแข็งแกร่งเกินไป หากสวนกลับช้าไป ก็จะดูอ่อนแอเกินไป หากออกแรงมากไป ก็จะกลายเป็นเป้าสายตา หากออกแรงน้อยไป ก็จะไม่ชนะ

หมัดที่สองของหุ่นเชิดพุ่งเข้ามาอีกแล้ว คราวนี้เป็นหมัดตรงพุ่งทะลวงเข้าที่หน้าอก

หยางอี้เฉินก้าวถอยหลังไปหนึ่งก้าว หมัดนั้นก็วืดเป้า หุ่นเชิดยังคงไล่กวดตามมาติดๆ หมัดที่สาม หมัดที่สี่ หมัดที่ห้า ความเร็วเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ ความดุดันก็ทวีคูณยิ่งขึ้น

เขาฉากหลบซ้ายขวา ดูเผินๆ เหมือนกำลังตกที่นั่งลำบาก ทว่าความจริงแล้วเขาสามารถหลบหลีกการโจมตีของหุ่นเชิดได้อย่างหมดจดและแม่นยำในทุกกระบวนท่า

ผู้คนรอบข้างเริ่มซุบซิบนินทากันอีกครั้ง

"ไอ้ขยะนั่นใกล้จะหมดสภาพแล้ว"

"ยืนหยัดมาได้ถึงป่านนี้ก็ถือว่าเก่งแล้วล่ะ"

"เดาว่าอีกไม่กี่หมัดก็คงหมอบกระแต"

หยางอี้เฉินได้ยินคำพูดเหล่านั้นแล้วมุมปากก็ยกยิ้มขึ้นมาบางๆ

หมดสภาพงั้นรึ เขาเพิ่งจะใช้พลังไปไม่ถึงหนึ่งส่วนด้วยซ้ำ

เมื่อหุ่นเชิดปล่อยหมัดที่สิบออกมา ในที่สุดเขาก็ตัดสินใจลงมือ

เขาปล่อยหมัดสวนกลับไปอัดเข้าที่หน้าอกของหุ่นเชิด

หมัดนี้เขาใช้แรงไปแค่สามส่วนเท่านั้น ทว่าแรงสามส่วนของผู้บำเพ็ญเพียรขั้นสัมผัสปราณระดับเก้า เมื่อนำมาใช้จัดการกับหุ่นเชิดขั้นสัมผัสปราณระดับสาม ย่อมเหลือเฟือเกินพอ

"แกรก—"

หน้าอกของหุ่นเชิดบุบยุบลงไปเป็นรูปรอยหมัด ศิลาวิญญาณที่อยู่ด้านในส่งเสียงดังเป๊าะแป๊ะก่อนจะมอดดับลง หุ่นเชิดหยุดชะงัก ยืนแข็งทื่อเป็นสากกะเบืออยู่ตรงนั้น

ลานฝึกยุทธ์เงียบกริบดุจป่าช้า

ทุกคนต่างเบิกตาตาค้าง จ้องมองหุ่นเชิดที่หน้าอกยุบเป็นหลุม สลับกับมองหยางอี้เฉินที่ยืนอยู่เบื้องหน้ามัน ใบหน้าของทุกคนเต็มไปด้วยความตกตะลึงจนไม่อาจเก็บซ่อนไว้ได้

"หมัด... หมัดเดียวงั้นรึ"

"ไอ้ขยะนั่นซัดหุ่นเชิดพังในหมัดเดียวเลยรึ"

"เป็นไปไม่ได้ หมอนั่นแอบโกงรึเปล่า"

หนังตาของจางเต๋อกระตุกรัวๆ เขาเดินเข้าไปตรวจสอบรอยบุบที่หน้าอกของหุ่นเชิดอย่างละเอียด ก่อนจะหันมามองหยางอี้เฉินอีกครั้ง

"หยางอี้เฉิน โค่นหุ่นเชิดสำเร็จ ใช้เวลาไม่ถึงครึ่งก้านธูป เก้าสิบคะแนน"

เก้าสิบคะแนน นี่คือคะแนนสูงสุดของการทดสอบรอบที่สองในวันนี้

หยางอี้เฉินก้มหน้าเดินกลับไปหลบมุมอยู่หลังสุดของฝูงชน เขาสัมผัสได้เลยว่าสายตาที่จ้องมองมานั้น ร้อนแรงยิ่งกว่าเมื่อครู่นี้เป็นทวีคูณ

มีทั้งความเคลือบแคลง ความตกตะลึง และความระแวดระวัง

เขาแอบร้องโอดครวญในใจ เก้าสิบคะแนนมันสูงเกินไปแล้ว เดิมทีเขาตั้งใจจะประคองคะแนนไว้ที่แปดสิบคะแนน นึกไม่ถึงเลยว่าขนาดออมแรงไว้เหลือแค่สามส่วนแล้วก็ยังรุนแรงถึงเพียงนี้ เขาประเมินความน่ากลัวของตบะขั้นสัมผัสปราณระดับเก้าต่ำเกินไปเสียแล้ว

ทว่าตอนนี้มานึกเสียใจก็สายไปเสียแล้ว ทำได้เพียงรอหาจังหวะดึงคะแนนรวมลงมาในการทดสอบรอบที่สามเท่านั้น

รอบที่สาม การทดสอบสภาพจิตใจ

จางเต๋อนำพาทุกคนไปที่หน้าห้องหินด้านหลังลานฝึกยุทธ์ ประตูห้องหินปิดสนิท บนบานประตูสลักลวดลายค่ายกลสลับซับซ้อนเอาไว้

"นี่คือค่ายกลมายา เมื่อก้าวเท้าเข้าไปแล้ว พวกเจ้าจะได้พบเจอกับภาพลวงตาสารพัดรูปแบบ บางอย่างก็เป็นสิ่งที่พวกเจ้าหวาดกลัวที่สุด บางอย่างก็เป็นสิ่งที่พวกเจ้าปรารถนาที่สุด ไม่ว่าจะเห็นสิ่งใดก็อย่าได้ตื่นตระหนก ขอเพียงรักษาความสงบในจิตใจเอาไว้ได้ ภาพลวงตาก็จะสลายไปเอง"

"ยืนหยัดได้หนึ่งก้านธูปถือว่าสอบผ่าน สองก้านธูปถือว่าดีเยี่ยม ใครทนไม่ไหวก็ให้ทุบประตู จะมีคนเปิดประตูให้พวกเจ้าออกมา"

"ทีนี้ เข้าไปทีละคนได้แล้ว"

หยางอี้เฉินเป็นคนที่สิบที่ก้าวเข้าไปในห้องหิน

วินาทีที่ผลักประตูเข้าไป เขาก็รู้สึกตาพร่ามัวไปชั่วขณะ ก่อนจะพบว่าตนเองมายืนอยู่ในสถานที่ที่แตกต่างออกไปอย่างสิ้นเชิง

มันคือแผนกใช้แรงงานของสำนักลั่วเสีย

เขาก้มมองดูตัวเอง สวมชุดผ้าเนื้อหยาบของศิษย์ส่ายงาน ในมือกำไม้กวาดเอาไว้ เบื้องหน้ามีเศษใบไม้ร่วงหล่นเกลื่อนกลาด สายลมฤดูร่วงพัดโชยมาอย่างอ้างว้าง

"หยางอี้เฉิน แอบอู้งานอีกล่ะสิ" เสียงอันคุ้นเคยดังแว่วมาจากด้านหลัง

เขาหันขวับไปมอง ก็เห็นจางเต๋อยืนหน้าดำคร่ำเครียดอยู่เบื้องหลัง จางเต๋อยังคงเป็นชายชราผอมแห้ง สวมชุดนักพรตสีเทาหม่น ในมือถือไม้บรรทัดไว้เล่มหนึ่ง

"งานวันนี้เสร็จหรือยัง กวาดลานฝึกยุทธ์หรือยัง ถอนหญ้าในแปลงนาหรือยัง วันๆ เอาแต่อู้งาน"

หยางอี้เฉินไม่ได้ปริปากเถียง เขารู้ดีว่านี่คือภาพลวงตา จางเต๋อไม่มีทางมาอยู่ที่นี่ได้หรอก ตอนนี้จางเต๋อต้องยืนรออยู่หน้าห้องหินต่างหาก

ทว่าเขาก็ไม่ได้รีบร้อนทำลายค่ายกล เขาต้องกะเวลาให้พอดี หากทำลายค่ายกลเร็วเกินไป ก็จะกลายเป็นการเผยให้เห็นสภาพจิตใจอันแข็งแกร่งจนเกินหน้าเกินตา หากช้าเกินไป คะแนนก็จะร่วงหล่นจนอาจสอบตกได้

เขาตัดสินใจรอดูลาดเลาไปก่อน รอให้ครบหนึ่งก้านธูปแล้วค่อยทำลายค่ายกลทิ้ง

ภาพลวงตายังคงดำเนินต่อไป จางเต๋อด่าทอจนหนำใจแล้ว ก็สลับฉากเปลี่ยนเป็นศิษย์สายนอกหวังฮ่าว หวังฮ่าวมายืนค้ำหัวเขา แววตาเต็มไปด้วยความดูแคลนเหยียดหยาม

"ขยะรากปราณห้าธาตุ ริอ่านอยากจะสอบเป็นศิษย์สายนอก ช่างไม่เจียมกะลาหัวเอาซะเลย"

จากนั้นก็เปลี่ยนเป็นจ้าวหู่ จ้าวหู่มายืนด่าทอเขาอยู่หน้าอุโมงค์เหมือง กล่าวหาว่าเขาขุดแร่ชักช้าและขู่จะหักเสบียง

จากนั้นก็เปลี่ยนเป็นหมาป่าหลังเหล็ก หมาป่าหลังเหล็กพุ่งพรวดออกมาจากเงามืด อ้าปากกว้างอวดเขี้ยวแหลมคมพุ่งตรงมาหมายจะขย้ำเขา

ภาพลวงตาสลับสับเปลี่ยนไปเรื่อยๆ ล้วนเป็นเหตุการณ์ที่สร้างความหวาดกลัวและเจ็บปวดที่สุดตลอดสามปีที่ผ่านมา ทุกเหตุการณ์ล้วนสมจริงสมจัง สมจริงจนเขาสัมผัสได้ถึงความเจ็บปวด ความหวาดกลัว และความสิ้นหวัง

ทว่าจิตใจของเขากลับไม่สั่นคลอนเลยแม้แต่น้อย

สามปีเต็มๆ ที่ทนกล้ำกลืนฝืนทนในคราบศิษย์ส่ายงาน มันหล่อหลอมจิตใจของเขาจนแข็งแกร่งดุจเหล็กกล้า ภาพลวงตาจอมปลอมเหล่านี้ หากนำไปเทียบกับความเจ็บปวดที่เคยเผชิญมาในชีวิตจริงแล้วล่ะก็ มันไม่นับว่าเป็นอะไรเลยจริงๆ

ธูปหนึ่งก้านเผาไหม้จนหมดดอก

หยางอี้เฉินหลับตาลง สูดลมหายใจเข้าลึกๆ แล้วลืมตาขึ้นมาอย่างฉับพลัน

"ทำลาย"

ภาพลวงตาแหลกสลายไปในพริบตา

เขายืนอยู่กลางห้องหิน เบื้องหน้าคือประตูหินที่สลักลวดลายค่ายกล เบื้องหลังคือห้องว่างเปล่าที่ไม่มีอะไรอยู่เลย

เขาผลักประตูแล้วเดินออกไป

จางเต๋อชำเลืองมองเขาสลับกับก้านธูปที่เผาไหม้จนหมด ก่อนจะพยักหน้ารับ

"หยางอี้เฉิน ยืนหยัดได้นานหนึ่งก้านธูป หกสิบคะแนน"

หกสิบคะแนน เมื่อรวมกับรอบแรกหกสิบห้าคะแนน และรอบสองเก้าสิบคะแนน คะแนนรวมก็คือสองร้อยสิบห้าคะแนน

หยางอี้เฉินก้มหน้าเดินกลับไปรวมกลุ่มกับคนอื่นๆ มุมปากพลันยกยิ้มขึ้นมาบางๆ

สองร้อยสิบห้าคะแนน ไม่สูงไม่ต่ำจนเกินไป น่าจะพอเบียดเข้าไปอยู่ในสิบห้าอันดับแรกได้อย่างฉิวเฉียด

และก็เป็นไปตามคาด หลังจากจางเต๋อสรุปคะแนนของทุกคนเสร็จสิ้น ก็ประกาศผลสอบทันที

"การทดสอบครั้งนี้ มีผู้สอบผ่านและได้เลื่อนขั้นเป็นศิษย์สายนอกทั้งหมดสิบห้าคน รายชื่อมีดังต่อไปนี้ หลี่เตี๋ยจู้ หวังอือโถว จ้าวต้าซาน... และหยางอี้เฉิน"

ชื่อของหยางอี้เฉินถูกรั้งท้ายในอันดับสุดท้าย

เสียงซุบซิบนินทาดังเซ็งแซ่ขึ้นมาในหมู่ฝูงชน ทว่ากลับไม่มีใครกล้าเอ่ยปากคัดค้าน ผลงานการซัดหุ่นเชิดพังในหมัดเดียวนั้น ไม่ใช่เรื่องที่ใครๆ ก็สามารถทำได้หรอกนะ

จางเต๋อมองหน้าหยางอี้เฉินด้วยแววตาที่ยากจะคาดเดา เขานึกย้อนไปถึงเมื่อสามปีก่อน ตอนที่เขารับขยะรากปราณห้าธาตุคนนี้มาโยนทิ้งไว้ในแผนกใช้แรงงาน ใครจะไปคิดล่ะว่าตอนนี้ขยะนั่นกลับสอบผ่านกลายเป็นศิษย์สายนอกไปซะแล้ว

"ผู้ที่ได้เลื่อนขั้นเป็นศิษย์สายนอก พรุ่งนี้ให้ไปรายงานตัวที่หอภารกิจสายนอก รับชุดนักพรต ป้ายประจำตัว และทรัพยากรบำเพ็ญเพียรซะ" จางเต๋อประกาศกร้าว ก่อนจะหมุนตัวเดินจากไป

หยางอี้เฉินยืนโดดเดี่ยวอยู่บนลานฝึกยุทธ์ ทอดสายตามองดวงอาทิตย์ที่กำลังลาลับขอบฟ้าหลังเทือกเขาชางอู๋ สาดส่องแสงสีส้มทองไปทั่วแผ่นฟ้า

สามปีก่อน เขาถูกคนปรามาสว่าเป็นขยะแล้วจับโยนเข้ามาในแผนกใช้แรงงาน

วันนี้ เขาใช้ความสามารถของตนเอง ก้าวเดินออกไปจากแผนกใช้แรงงานอย่างภาคภูมิ

ศิษย์สายนอกเป็นเพียงแค่ก้าวแรกเท่านั้น หนทางของเขายังอีกยาวไกลนัก

[จบแล้ว]

จบบทที่ บทที่ 20 - เตรียมตัวทดสอบ

คัดลอกลิงก์แล้ว