เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

บทที่ 19 - การทดสอบสายนอก

บทที่ 19 - การทดสอบสายนอก

บทที่ 19 - การทดสอบสายนอก


บทที่ 19 - การทดสอบสายนอก

โบราณสถานของหยุนชิงจื่อมีขนาดใหญ่โตกว้างขวางกว่าที่เขาจินตนาการไว้มากนัก

ด้านหลังประตูหินคือทางเดินทอดยาว บนผนังทั้งสองฝั่งประดับประดาด้วยก้อนหินเรืองแสงที่สาดส่องจนทั่วทั้งอาณาบริเวณสว่างไสว หยางอี้เฉินก้าวเดินลึกเข้าไปตามทางเดิน เสียงฝีเท้าดังก้องสะท้อนไปมาในพื้นที่อันว่างเปล่า ฟังดูแจ่มชัดเป็นพิเศษ

ปลายสุดของทางเดินคือห้องหินแห่งหนึ่ง ห้องหินมีขนาดไม่ใหญ่นัก กว้างยาวเพียงไม่กี่จั้ง ทว่าถูกจัดวางข้าวของเอาไว้อย่างประณีตบรรจง ตรงกลางห้องมีโต๊ะหินตั้งอยู่ บนโต๊ะมีกล่องหยกวางเอาไว้หนึ่งใบ บนผนังทั้งสี่ด้านสลักตัวอักษรและรูปภาพเอาไว้อัดแน่นยั้วเยี้ย ดูคล้ายกับเป็นคัมภีร์วิชาฉบับสมบูรณ์

หยางอี้เฉินไม่ได้พุ่งเป้าไปเปิดกล่องหยกในทันที ทว่าเขาเดินเข้าไปหาผนังหินเพื่อพินิจพิเคราะห์ตัวอักษรเหล่านั้นอย่างละเอียด

"เคล็ดวิชาห้าธาตุคืนกำเนิด ขั้นที่หนึ่ง"

เขาสามารถจดจำตัวอักษรไม่กี่ตัวแรกได้ หัวใจพลันเต้นระรัวขึ้นมาทันที นี่คือเคล็ดวิชาที่หยุนชิงจื่อเคยเอ่ยถึง คัมภีร์ที่ปรมาจารย์ผู้ก่อตั้งสำนักลั่วเสียเป็นคนสร้างสรรค์ขึ้น และมีเพียงผู้ถือครองรากปราณห้าธาตุเท่านั้นที่สามารถฝึกฝนได้

เขาไล่อ่านตัวอักษรเหล่านั้นไปทีละตัว

"ฟ้าดินมีห้าธาตุ ทอง ไม้ น้ำ ไฟ ดิน ห้าธาตุก่อกำเนิดสรรพสิ่งจึงก่อตัว ห้าธาตุข่มกันสรรพสิ่งจึงดับสูญ มรรคาวิถีแห่งการบำเพ็ญเพียรล้วนตั้งอยู่บนหลักการคล้อยตามการก่อกำเนิดของห้าธาตุ ทวนกระแสการข่มกันของห้าธาตุ ท้ายที่สุดล้วนบรรจบกลับคืนสู่จุดกำเนิด"

"ผู้ถือครองรากปราณห้าธาตุ มีธาตุทั้งห้าครบถ้วนมาแต่กำเนิด การฝึกฝนวิชานี้ย่อมได้รับผลลัพธ์เป็นทวีคูณ ทว่าความสมดุลของห้าธาตุคือภารกิจอันดับแรกของการฝึกฝน ผู้ที่ห้าธาตุขาดความสมดุล สถานเบาตบะจะหยุดนิ่ง สถานหนักจะนำพาให้ธาตุไฟแตกซ่าน ดังนั้นการฝึกฝนวิชานี้ต้องให้ความสำคัญกับความสมดุลเป็นอันดับแรก การไหลเวียนเป็นอันดับรอง และการคืนสู่จุดกำเนิดเป็นอันดับสุดท้าย"

หยางอี้เฉินยิ่งอ่านก็ยิ่งตื่นเต้น คัมภีร์วิชานี้ราวกับถูกรังสรรค์มาเพื่อเขาโดยเฉพาะ มันไม่เพียงอธิบายหลักการและวิธีการปรับสมดุลห้าธาตุไว้อย่างละเอียด ทว่ายังชี้แนะแนวทางการฝึกฝนที่สมบูรณ์แบบเอาไว้ด้วย ตั้งแต่ขั้นสัมผัสปราณไปจนถึงขั้นแปลงเทพ ทุกย่างก้าวล้วนมีบันทึกบอกกล่าวเอาไว้อย่างชัดเจน

เขาใช้เวลาค่อนคืนในการคัดลอกตัวอักษรบนผนังหินลงไปจนหมดแล้วเก็บเข้าถุงเอกภพ จากนั้นถึงค่อยเดินไปที่โต๊ะหินเพื่อเปิดกล่องหยกใบนั้นออก

ภายในกล่องหยกบรรจุของไว้สามสิ่ง ป้ายหยกหนึ่งแผ่น ขวดกระเบื้องใบเล็กหนึ่งขวด และธงค่ายกลขนาดเล็กอีกหนึ่งผืน

ป้ายหยกบันทึกเนื้อหาของเคล็ดวิชาห้าธาตุคืนกำเนิดฉบับสมบูรณ์เอาไว้ รายละเอียดครบถ้วนสมบูรณ์ยิ่งกว่าบนผนังหิน ซ้ำยังแนบเคล็ดลับการฝึกฝนของหยุนชิงจื่อเอาไว้ด้วย หยางอี้เฉินกวาดสายตาอ่านคร่าวๆ เนื้อหาภายในนั้นทำเอาเขารู้สึกราวกับได้พบเจอขุมทรัพย์อันประเมินค่ามิได้

ขวดกระเบื้องใบเล็กบรรจุโอสถเอาไว้หนึ่งเม็ด โอสถเม็ดนั้นทอประกายห้าสีสัน ทอง ไม้ น้ำ ไฟ ดิน สอดประสานเข้าด้วยกัน ดูคล้ายกับสายรุ้งจำลองเม็ดเล็กๆ หยางอี้เฉินไม่รู้ว่ามันคือโอสถอะไร ทว่าเขาสัมผัสได้ว่าพลังปราณที่อัดแน่นอยู่ภายในนั้นมหาศาลสุดหยั่งคาด ทิ้งห่างโอสถเผยหยวนไปไกลลิบ เขาเก็บขวดกระเบื้องเอาไว้อย่างระมัดระวังเพื่อเตรียมไว้ศึกษาในวันหน้า

ธงค่ายกลผืนเล็กมีลักษณะคล้ายกับของที่จ้าวเถี่ยซานทิ้งไว้ให้ ทว่าคุณภาพเหนือล้ำกว่ามาก บนผืนธงปักอักขระห้าธาตุอันสลับซับซ้อน มีพลังปราณไหลเวียนอยู่จางๆ หยางอี้เฉินจัดการเก็บธงค่ายกลผืนนี้เอาไว้เช่นกัน

หลังจากรื้อค้นทั่วทั้งห้องหินจนแน่ใจว่าไม่มีข้าวของใดหลงเหลืออยู่อีก เขาก็หมุนตัวเดินจากไป

ตอนที่ก้าวพ้นประตูหินออกมา ท้องฟ้าก็ใกล้จะสางแล้ว เขาเดินย้อนกลับไปตามอุโมงค์เหมือง ฝีเท้าดูเบาหวิวกว่าตอนขามามากนัก

เมื่อกลับมาถึงฐานทัพลับ เขาก็นำคัมภีร์วิชาที่คัดลอกไว้มาตรวจสอบเทียบเคียงกับเนื้อหาในป้ายหยกอย่างละเอียด เมื่อแน่ใจว่าไม่มีจุดใดตกหล่นจึงเริ่มลงมือศึกษาอย่างจริงจัง

วิธีการฝึกฝนของเคล็ดวิชาห้าธาตุคืนกำเนิดนั้นแตกต่างจากเคล็ดวิชาชิงหยวนอย่างสิ้นเชิง

เคล็ดวิชาชิงหยวนคือวิชาพื้นฐานทั่วไปที่ใครๆ ก็ฝึกได้ ทว่าผลลัพธ์ก็งั้นๆ ส่วนเคล็ดวิชาห้าธาตุคืนกำเนิดเป็นวิชาที่ถูกออกแบบมาเพื่อผู้ถือครองรากปราณห้าธาตุโดยเฉพาะ ทุกขั้นตอนล้วนดึงเอาหลักการห้าธาตุก่อกำเนิดและข่มกันมาใช้งานอย่างเต็มประสิทธิภาพ

ขั้นที่หนึ่งของคัมภีร์วิชา คือการชำระล้างอวัยวะภายในทั้งห้า

ตับอยู่ในธาตุไม้ หัวใจอยู่ในธาตุไฟ ม้ามอยู่ในธาตุดิน ปอดอยู่ในธาตุทอง ไตอยู่ในธาตุน้ำ ขั้นที่หนึ่งของเคล็ดวิชาห้าธาตุคืนกำเนิดก็คือการใช้พลังปราณทั้งห้าธาตุไปชำระล้างอวัยวะทั้งห้าเหล่านี้ตามลำดับ เพื่อให้พวกมันแข็งแกร่งและบริสุทธิ์ยิ่งขึ้น สามารถรองรับพลังปราณได้มากขึ้น

วิธีการชำระล้างก็แสนจะพิสดาร ไม่ใช่การชักนำพลังปราณจากภายนอกเข้าไปชำระล้าง ทว่าเป็นการใช้พลังปราณห้าธาตุจากจุดตันเถียน ชักนำให้ไหลเวียนไปยังอวัยวะที่สอดคล้องกัน ให้อวัยวะเหล่านั้นดูดซับและเสริมสร้างความแข็งแกร่งด้วยตัวของมันเอง

เมื่อเป็นเช่นนี้ อวัยวะทั้งห้าก็จะกลายเป็นแหล่งกักเก็บพลังปราณขนาดย่อม ทำงานสอดประสานไปพร้อมกับจุดตันเถียน แม้ปริมาณพลังปราณรวมในจุดตันเถียนจะไม่ได้เปลี่ยนแปลงไป ทว่าความจุพลังปราณที่อวัยวะทั้งห้าสามารถรองรับได้กลับเพิ่มขึ้นอย่างมหาศาล เมื่อคำนวณโดยรวมแล้ว ปริมาณพลังปราณที่ผู้บำเพ็ญเพียรรากปราณห้าธาตุสามารถกักเก็บได้ จะสูงกว่าผู้บำเพ็ญเพียรรากปราณเดี่ยวในระดับเดียวกันถึงห้าเท่าตัวเลยทีเดียว

ห้าเท่าตัว

หยางอี้เฉินสูดลมหายใจเข้าลึกด้วยความตกตะลึง หากเขาสามารถบรรลุถึงขอบเขตนั้นได้จริงๆ อย่าว่าแต่ไร้พ่ายในระดับเดียวกันเลย ต่อให้ต้องต่อสู้ข้ามระดับก็ยังเป็นเรื่องที่เป็นไปได้

ทว่าเงื่อนไขก็คือ เขาต้องชำระล้างอวัยวะภายในทั้งห้าให้สำเร็จเสียก่อน

การชำระล้างอวัยวะภายในต้องผลาญพลังปราณห้าธาตุอย่างมหาศาล ปริมาณพลังปราณที่เขามีอยู่ในตอนนี้ ไม่เพียงพอที่จะชำระล้างอวัยวะได้แม้แต่ส่วนเดียวด้วยซ้ำ ยังไม่ต้องเอ่ยถึงเรื่องที่ว่า ในระหว่างกระบวนการชำระล้างยังต้องอาศัยสมุนไพรวิญญาณห้าธาตุอีกสารพัดชนิดมาคอยเป็นตัวช่วย

หนทางยังอีกยาวไกลนัก

หยางอี้เฉินกลืนความร้อนรนลงคอไป แล้วก้มหน้าศึกษาคัมภีร์วิชาต่อไป

ขั้นที่สองของคัมภีร์วิชา คือการทะลวงห้าชีพจร พลังปราณทั้งห้าธาตุ ทอง ไม้ น้ำ ไฟ ดิน ล้วนมีเส้นทางการโคจรเฉพาะตัวภายในร่างกาย จำเป็นต้องทะลวงเส้นลมปราณที่สอดคล้องกับธาตุนั้นๆ ให้โปร่งโล่งเสียก่อน พลังปราณจึงจะสามารถไหลเวียนได้อย่างราบรื่น

ขั้นที่สาม ก่อผลึกห้าแก่นทองคำ ก่อกำเนิดแก่นทองคำขึ้นในอวัยวะภายในทั้งห้า ผู้บำเพ็ญเพียรทั่วไปจะก่อกำเนิดแก่นทองคำเพียงเม็ดเดียว ทว่าเขาต้องก่อกำเนิดให้ถึงห้าเม็ด

ขั้นที่สี่ ห้าทารกหลอมรวมเป็นหนึ่ง แก่นทองคำทั้งห้าจะแปรเปลี่ยนเป็นทารกวิญญาณห้าตน จากนั้นก็หลอมรวมเข้าด้วยกันจนกลายเป็นพลังศักดิ์สิทธิ์

ยิ่งฝึกฝนระดับสูงขึ้นก็ยิ่งยากลำบาก ยิ่งสูงก็ยิ่งต้องการทรัพยากรและเวลาที่มากขึ้น

ทว่าหยางอี้เฉินกลับไม่รู้สึกร้อนใจ เขามีความอดทนเหลือเฟือ

วันเวลาที่ผ่านไปหลังจากนั้น กลางวันเขาลงไปขุดแร่ในอุโมงค์ กลางคืนก็กลับมาบำเพ็ญเพียรเคล็ดวิชาห้าธาตุคืนกำเนิดในฐานทัพลับ เคล็ดวิชาชิงหยวนถูกเขาละทิ้งไปโดยสิ้นเชิง ทุ่มเทสรรพกำลังทั้งหมดให้แก่คัมภีร์วิชาบทใหม่นี้

ผลลัพธ์ที่ได้นั้นประจักษ์ชัดเจนในทันที

ความเร็วในการบำเพ็ญเพียรเคล็ดวิชาห้าธาตุคืนกำเนิด รวดเร็วกว่าเคล็ดวิชาชิงหยวนเกือบหนึ่งเท่าตัว เมื่อกินโอสถเผยหยวนชนิดเดียวกัน แล้วโคจรพลังปราณตามวิถีของเคล็ดวิชาห้าธาตุคืนกำเนิด ผลตอบแทนที่ได้รับกลับมากกว่าเดิมถึงห้าส่วน ปริมาณพลังปราณในจุดตันเถียนเพิ่มระดับขึ้นอย่างรวดเร็ว อวัยวะภายในทั้งห้าก็เริ่มเกิดความเปลี่ยนแปลงอันลี้ลับ เขาสัมผัสได้ว่าภายในตับมีปราณแห่งชีวิตธาตุไม้ก่อตัวขึ้นมาสายหนึ่ง ภายในหัวใจก็มีไอร้อนแห่งธาตุไฟก่อตัวขึ้นมาสายหนึ่งเช่นกัน

หนึ่งเดือนต่อมา ตบะของเขาก็ทะลวงเข้าสู่ขั้นสัมผัสปราณระดับแปด

ผ่านไปอีกครึ่งเดือน ก็บรรลุขั้นสัมผัสปราณระดับเก้า

ห่างจากขั้นควบแน่นปราณเพียงแค่ก้าวเดียวเท่านั้น

ในขณะที่เขากำลังเตรียมตัวจะทุ่มเทสรรพกำลังเพื่อทะลวงเข้าสู่ขั้นควบแน่นปราณ จ้าวหู่ก็นำข่าวสารหนึ่งมาแจ้งให้ทราบ

"คนของสำนักมาแล้ว" จ้าวหู่ยืนประกาศกร้าวอยู่หน้าเพิงพักท่ามกลางสายตาของคนงานเหมืองทั้งหมด "เดือนหน้าจะมีการทดสอบเพื่อเข้าเป็นศิษย์สายนอก ศิษย์ส่ายงานสามารถเข้าร่วมการทดสอบเพื่อเลื่อนขั้นเป็นศิษย์สายนอกได้ ใครสนใจก็มาลงชื่อกับข้าได้เลย"

ฝูงชนพลันเกิดความโกลาหลขึ้นมาทันที

ศิษย์สายนอก นั่นคือตัวตนที่แตกต่างจากศิษย์ส่ายงานราวฟ้ากับดิน ศิษย์สายนอกมีที่พักส่วนตัว มีอาหารการกินที่ดีกว่า ซ้ำยังได้รับแจกศิลาวิญญาณและโอสถทุกเดือน และที่สำคัญที่สุดก็คือ ศิษย์สายนอกสามารถเข้าถึงคัมภีร์วิชาระดับสูงของสำนัก และมีโอกาสได้รับคำชี้แนะจากเหล่าผู้อาวุโสอีกด้วย

หัวใจของหยางอี้เฉินเต้นรัวเร็วขึ้นมา

ศิษย์สายนอก หากเขากลายเป็นศิษย์สายนอกได้ เขาก็จะสามารถออกจากขุมนรกแห่งนี้แล้วกลับไปยังสำนักลั่วเสียได้ ที่นั่นเขาย่อมมีทรัพยากรให้เก็บเกี่ยวมากขึ้น มีสภาพแวดล้อมในการบำเพ็ญเพียรที่ดีขึ้น และมีโอกาสเปิดกว้างรออยู่มากมาย

ทว่าเขาก็สามารถดึงสติกลับมาได้อย่างรวดเร็ว

การทดสอบของสายนอกไม่ได้ผ่านกันง่ายๆ เขาเป็นแค่ศิษย์ส่ายงานรากปราณห้าธาตุ แม้ตบะในตอนนี้จะบรรลุถึงขั้นสัมผัสปราณระดับเก้าแล้ว ทว่าก็ไม่มีใครล่วงรู้เรื่องนี้ ในสายตาของทุกคน เขายังคงเป็นแค่ขยะที่ขุดแร่ไม่ได้เรื่องอยู่ดี

หากเขาจู่ๆ ก็โชว์เทพปล่อยตบะขั้นสัมผัสปราณระดับเก้าออกมา ทุกคนย่อมต้องเกิดความหวาดระแวงแน่นอน จ้าวหู่ต้องซักไซ้ว่าเขาบำเพ็ญเพียรด้วยวิธีใด ทางสำนักก็ต้องเข้ามาสืบประวัติของเขา ความลับเรื่องศิลาไขกระดูกอาจจะถูกเปิดโปงเอาได้ทุกเมื่อ

เขาไม่อาจยอมเสี่ยงอันตรายเช่นนี้ได้

ทว่าเขาก็ไม่อาจทิ้งขว้างโอกาสดีๆ เช่นนี้ไปได้เช่นกัน หากพลาดการทดสอบในครั้งนี้ ก็ต้องรอคอยไปอีกหนึ่งปีเต็ม เวลาหนึ่งปีมันยาวนานเกินไปสำหรับเขา

หยางอี้เฉินนอนพลิกไปพลิกมาขบคิดเรื่องนี้อยู่บนกองหญ้าแห้งตลอดทั้งคืน

เช้าวันรุ่งขึ้น เขาก็ไปหาจ้าวหู่เพื่อขอลงชื่อ

"เจ้างั้นเรอะ" จ้าวหู่กวาดสายตามองเขาตั้งแต่หัวจรดเท้า แววตาเต็มไปด้วยความกังขา "เจ้าจะไหวเรอะ การทดสอบสายนอกไม่ใช่เรื่องล้อเล่นนะ"

"ข้าอยากจะลองดูขอรับ" หยางอี้เฉินก้มหน้าตอบด้วยน้ำเสียงอู้อี้

จ้าวหู่จ้องมองเขาอยู่นานสองนาน ท้ายที่สุดก็แค่นเสียงเหอะออกมา "เอาเถอะ ในเมื่อเจ้ารนหาที่ตายข้าก็จะไม่ห้าม ค่าลงชื่อสิบก้อนศิลาวิญญาณระดับต่ำ เอามา"

สิบก้อนศิลาวิญญาณระดับต่ำ หยางอี้เฉินล้วงเอาศิลาวิญญาณสิบก้อนออกมาจากอกเสื้อแล้วส่งให้จ้าวหู่ นี่คือศิลาวิญญาณที่เขาหยิบออกมาจากถุงเอกภพของหยุนชิงจื่อ เจ็บปวดใจไม่ใช่น้อยเลย

จ้าวหู่รับศิลาวิญญาณไป เขียนชื่อของเขาลงในสมุดรายชื่อ ก่อนจะโบกมือไล่ให้ไปพ้นๆ

ตอนที่หยางอี้เฉินหมุนตัวเดินจากมา เขาก็แว่วเสียงจ้าวหู่บ่นพึมพำไล่หลังมาว่า "ขยะรากปราณห้าธาตุคนหนึ่งยังริอ่านอยากจะไปสอบเป็นศิษย์สายนอก ช่างไม่เจียมกะลาหัวเอาซะเลย"

เขาไม่ได้หันกลับไปมอง

ในเวลาหนึ่งเดือนหลังจากนั้น เขาวุ่นวายยุ่งเหยิงยิ่งกว่าช่วงเวลาใดๆ ที่ผ่านมา

ยามกลางวันเขาลงไปขุดแร่ในอุโมงค์ตามปกติ ทว่าในที่ลับเขากลับเริ่มลงมือฝึกฝนวิชาหมัดมวยขั้นพื้นฐาน ตลอดสามปีในเหมืองแร่ เขาขุดเป็นแต่แร่เท่านั้น การต่อสู้ในโลกแห่งการบำเพ็ญเพียรไม่ได้พึ่งพาแค่พลังปราณเพียงอย่างเดียว หากไร้ซึ่งประสบการณ์ในการต่อสู้จริง ต่อให้มีพลังปราณกล้าแข็งเพียงใดก็ไร้ประโยชน์

เขาค้นพบเคล็ดวิชาหมัดมวยขั้นพื้นฐานชุดหนึ่งในบทสุดท้ายของคัมภีร์มรรคาค่ายกลห้าธาตุ หมัดห้าธาตุ วิชาหมัดมวยชุดนี้เรียบง่ายมาก มีเพียงกระบวนท่าห้ากระบวนท่า ซึ่งสอดคล้องกับคุณสมบัติของธาตุทั้งห้า ทอง ไม้ น้ำ ไฟ ดิน ทว่าในแต่ละกระบวนท่ากลับซุกซ่อนหลักการห้าธาตุก่อกำเนิดและข่มกันเอาไว้ หากฝึกฝนจนเชี่ยวชาญ อานุภาพก็ไม่ธรรมดาเลยทีเดียว

ทุกคืน เขาจะง่วนอยู่กับการฝึกฝนหมัดห้าธาตุในฐานทัพลับ ร่ายรำกระบวนท่าซ้ำแล้วซ้ำเล่า กระทั่งทุกท่วงท่าเคลื่อนไหวฝังรากลึกลงไปในความทรงจำ

นอกจากการฝึกฝนกระบวนท่าแล้ว เขายังต้องเตรียมพร้อมสำหรับการทดสอบทั้งสามด่านอีกด้วย

เขาแอบไปสืบรายละเอียดของการทดสอบสายนอกจากจ้าวหู่มาได้

ด่านที่หนึ่ง การทดสอบพลังปราณ ใช้ศิลาทดสอบปราณเพื่อวัดความบริสุทธิ์และปริมาณของพลังปราณ ยิ่งมีความบริสุทธิ์สูงและปริมาณมาก คะแนนก็จะยิ่งสูงตาม

นี่คือด่านที่เขากังวลมากที่สุด ปริมาณพลังปราณของเขานั้นไม่ธรรมดาเลย ขั้นสัมผัสปราณระดับเก้า ถือว่ายืนอยู่บนจุดสูงสุดของบรรดาศิษย์ส่ายงานอย่างแน่นอน ทว่าความบริสุทธิ์ของพลังปราณเขากลับมีปัญหา สิ่งเจือปนในจุดตันเถียนยังถูกขจัดออกไปไม่หมด ความบริสุทธิ์ของพลังปราณจึงด้อยกว่าผู้บำเพ็ญเพียรในระดับเดียวกันอยู่อักโข

เขาต้องใช้เวลาหนึ่งเดือนนี้ กวาดล้างสิ่งเจือปนในร่างกายออกไปให้ได้มากที่สุดเท่าที่จะทำได้

ด่านที่สอง การทดสอบต่อสู้จริง ต่อสู้กับคู่ต่อสู้ที่ทางสำนักจัดเตรียมไว้ให้ คู่ต่อสู้จะมีระดับตบะพอๆ กับผู้เข้ารับการทดสอบ หากชนะก็จะได้คะแนนสูง หากแพ้ก็จะได้คะแนนต่ำ

ด่านนี้เขากลับไม่ค่อยกังวลเท่าไหร่นัก เขามีตบะขั้นสัมผัสปราณระดับเก้า ซ้ำยังมีวิชาหมัดห้าธาตุและค่ายกลคอยช่วยเหลือ ทักษะการต่อสู้จริงย่อมไม่ด้อยไปกว่าผู้บำเพ็ญเพียรในระดับเดียวกัน ทว่าเขาจะเผยความแข็งแกร่งออกมามากเกินไปไม่ได้ ขยะรากปราณห้าธาตุที่จู่ๆ ก็เก่งกาจขึ้นมาผิดหูผิดตาย่อมต้องตกเป็นเป้าสายตาแน่นอน

เขาต้องรู้จักควบคุมฝีมือของตนเอง ไม่ให้อ่อนด้อยจนตกรอบ และไม่ให้โดดเด่นจนกลายเป็นเป้าสายตา

ด่านที่สาม การทดสอบสภาพจิตใจ เข้าสู่ค่ายกลมายาเพื่อทดสอบความมั่นคงของสภาวะจิต ค่ายกลมายาจะสร้างภาพลวงตาขึ้นมาโจมตีจุดอ่อนในจิตใจของผู้เข้ารับการทดสอบ หากใครอดทนผ่านพ้นไปได้ก็ถือว่าสอบผ่าน ด่านนี้เป็นด่านที่เขามั่นใจมากที่สุด สามปีเต็มๆ กับชีวิตของศิษย์ส่ายงาน โดนคนหัวเราะเยาะ โดนคนกลั่นแกล้ง โดนใช้งานเยี่ยงวัวควาย สภาพจิตใจของเขาถูกหล่อหลอมจนแข็งแกร่งเด็ดเดี่ยวกว่าเด็กรุ่นราวคราวเดียวกันไปมากโข

เมื่อเป้าหมายแน่ชัด ขั้นตอนต่อไปก็คือการลงมือปฏิบัติ

หยางอี้เฉินล้วงเอาโอสถเผยหยวนทั้งหมดออกมา แล้วเริ่มต้นการฝึกฝนอย่างบ้าคลั่ง

ยามกลางวันในตอนที่ขุดแร่ เขาไม่ทำตัวเชื่องช้าอืดอาดเหมือนเมื่อก่อนอีกแล้ว ทว่าเขาเร่งมือให้เร็วขึ้น เพื่อประหยัดเวลาเอาไว้ใช้ในการบำเพ็ญเพียร ยามค่ำคืนเขาก็ยิ่งไม่ยอมปล่อยให้เวลาเสียเปล่าไปแม้แต่วินาทีเดียว กินโอสถเผยหยวนบำเพ็ญเพียรเคล็ดวิชาห้าธาตุคืนกำเนิด จากนั้นก็ฝึกฝนหมัดห้าธาตุ และปิดท้ายด้วยการโคจรพลังขับไล่สิ่งเจือปน

ทุกๆ วันถูกจัดตารางเวลาจนอัดแน่น แม้กระทั่งเวลานอนเขาก็บีบอัดให้เหลือเพียงแค่สองชั่วยามเท่านั้น

หยาดศิลาไขกระดูกที่ควบแน่นออกมาหนึ่งหยดในทุกๆ สามวัน ถูกเขานำไปใช้ชุบชีวิตโอสถเสียจนหมดสิ้น โอสถเสียที่สะสมไว้ถูกแปรสภาพเป็นโอสถเผยหยวนชั้นยอดจนหมดเกลี้ยง เมื่อรวมกับโอสถที่หยุนชิงจื่อทิ้งไว้ให้ ตอนนี้เขามีโอสถเผยหยวนอยู่ในมือเกือบสี่สิบเม็ด

สี่สิบเม็ด เพียงพอให้เขาฝึกฝนได้สี่สิบวัน เวลาหนึ่งเดือน ถือว่าเหลือเฟือเกินพอ

ครึ่งเดือนต่อมา ตบะของเขาก็ทะลวงผ่านเข้าสู่ขั้นสัมผัสปราณระดับเก้าช่วงกลาง การชำระล้างอวัยวะภายในทั้งห้าก็มีความคืบหน้าเช่นกัน ตับเป็นอวัยวะส่วนแรกที่ได้รับการชำระล้างจนสมบูรณ์ เขาสัมผัสได้เลยว่าตับแข็งแกร่งขึ้นกว่าเมื่อก่อนหลายเท่าตัว ปริมาณพลังปราณธาตุไม้ที่ถูกกักเก็บเอาไว้ก็เพิ่มขึ้นหลายเท่าตัวเช่นกัน

สิ่งเจือปนในจุดตันเถียนก็ถูกขับไล่ออกไปได้มากโข แม้จะยังไม่หมดจด ทว่าความบริสุทธิ์ของพลังปราณก็ฟื้นฟูกลับมาได้มาก หากรักษาความเร็วระดับนี้ไว้ได้ ก่อนวันทดสอบน่าจะสามารถฟื้นฟูให้กลับมาอยู่ในระดับปกติได้อย่างแน่นอน

วิชาหมัดห้าธาตุก็ได้รับการฝึกฝนจนเชี่ยวชาญแล้ว ทั้งห้ากระบวนท่า เขาสามารถร่ายรำออกมาได้อย่างคล่องแคล่ว ซ้ำยังสามารถเชื่อมโยงแต่ละกระบวนท่าเข้าด้วยกันได้อย่างลื่นไหลไร้รอยต่อ เขาเคยลองใช้วิชาหมัดห้าธาตุอัดกำแพงหินดู เพียงหมัดเดียว ก็สามารถทุบก้อนหินขนาดเท่าหัวคนให้แหลกละเอียดเป็นผุยผงได้

อานุภาพระดับนี้ เพียงพอที่จะรับมือกับผู้บำเพ็ญเพียรในระดับเดียวกันได้อย่างสบายๆ

ทว่าเขาก็ยังไม่กล้าชะล่าใจ การทดสอบของสายนอกไม่ใช่เรื่องที่จะทำกันเล่นๆ ศิษย์ส่ายงานที่เข้าร่วมการทดสอบมีไม่ต่ำกว่าร้อยคน ทว่าคนที่สอบผ่านเลื่อนขั้นได้มีเพียงแค่สิบกว่าคนเท่านั้น เขาต้องรู้จักซ่อนเร้นพลังที่แท้จริง และต้องมั่นใจว่าตนเองจะสามารถสอดแทรกเข้าไปอยู่ในกลุ่มสิบกว่าคนนั้นให้จงได้

นี่คือภารกิจที่ท้าทายยิ่งกว่าการทุ่มสุดตัวเสียอีก

วันสุดท้ายก่อนการทดสอบ หยางอี้เฉินเก็บกวาดข้าวของทุกอย่างให้เรียบร้อย เตรียมตัวบอกลาเหมืองแร่แห่งนี้เสียที

สามปีก่อน เขาถูกคนตราหน้าว่าเป็นขยะแล้วจับโยนมาทิ้งไว้ที่นี่ สามปีให้หลัง เขาจะก้าวเท้าออกไปจากที่นี่ และเดินเข้าสู่พื้นที่สายนอกของสำนักลั่วเสียอย่างสง่าผ่าเผย

จ้าวหู่ยืนรอเขาอยู่ตรงปากอุโมงค์เหมือง ข้างกายยังมีคนงานเหมืองอีกสองสามคนที่เตรียมตัวไปสอบเช่นกัน

"มีแค่พวกเจ้าแค่นี้เองรึ" จ้าวหู่กวาดสายตามองไปรอบๆ พลางขมวดคิ้วมุ่น

มีคนแค่ห้าคนเท่านั้น นอกจากหยางอี้เฉินแล้ว อีกสี่คนล้วนเป็นคนงานเก่าแก่ที่กรำงานหนักมาเจ็ดแปดปี ระดับตบะที่สูงที่สุดก็แค่ขั้นสัมผัสปราณระดับสามเท่านั้น

"ไปกันเถอะ อย่ามัวโอ้เอ้เลย" จ้าวหู่หมุนตัวเดินนำขบวนไป

กลุ่มคนพากันเดินลัดเลาะไปตามทางเดินบนเขา หยางอี้เฉินเดินอยู่รั้งท้าย เขี้ยวหลังกลับไปมองหลุมเหมืองอีกครา

หลุมเหมืองสีเทาหม่นดูแสบตายิ่งนักยามต้องแสงตะวัน คล้ายกับรอยแผลเป็นที่ฝากไว้บนภูเขาชางอู๋ ตลอดสามปีมานี้ เขาขุดศิลาวิญญาณที่นี่ไปนับไม่ถ้วน ทนรับสายตาดูแคลนมานับไม่ถ้วน โดนด่าทอมานับไม่ถ้วน

ทว่าก็เป็นที่แห่งนี้เช่นกัน ที่ทำให้เขาได้รับศิลาไขกระดูกมาครอบครอง ได้พบคัมภีร์วิชา ได้เรียนรู้มรรคาค่ายกลและวิชาหลอมโอสถ และได้เปลี่ยนสถานะจากคนธรรมดากลายเป็นผู้บำเพ็ญเพียร

เขาไร้ซึ่งความเสียดายใดๆ

เขาหมุนตัวเดินตามขบวนไปโดยไม่เหลียวหลังกลับมามองอีกเลย

[จบแล้ว]

จบบทที่ บทที่ 19 - การทดสอบสายนอก

คัดลอกลิงก์แล้ว